นี่คือรีวิวแบบเจาะลึก จัดเต็ม ในสไตล์ “เล่าสู่กันฟัง” แบบแฟนเดนตายคุยกับคออนิเมะด้วยกัน สำหรับ มหาศึกคนชนเทพ Record of Ragnarok SS3 (โดยเน้นเนื้อหาช่วงคู่หยุดโลก จิ๋นซีฮ่องเต้ ปะทะ ฮาเดส และ นิโคลา เทสลา ปะทะ เบลเซบับ) ครับ
รีวิวเจาะลึก มหาศึกคนชนเทพ Record of Ragnarok SS3 – เมื่อศักดิ์ศรีของ “ราชา” และแสงสว่างแห่ง “วิทย์” ปะทะความสิ้นหวัง!

เอาล่ะครับทุกคน! หลังจากที่ปล่อยให้พวกเรารอกันจนเหงือกแห้ง ในที่สุด Record of Ragnarok SS3 (หรือช่วงพาร์ทต่อที่หลายคนนับเป็นซีซั่นใหม่) ก็กลับมาสานต่อความเดือดพล่านในลานประลองวัลฮัลลาอีกครั้ง บอกเลยว่าการกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อเอาชนะกันด้วยหมัดและพลังเทพเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการ “ปะทะกันของปรัชญา” ที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่ซีรีส์นี้เคยทำมา
ถ้าใครที่เคยบ่นว่าซีซั่นแรกภาพนิ่งเป็น PowerPoint หรือซีซั่นสองช่วงแรกยังขาดความสมูท ผมบอกเลยว่าในซีซั่น 3 นี้ ทีมงานทำการบ้านมาดีขึ้น (แม้จะไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ) แต่สิ่งที่แบกซีซั่นนี้ไว้จนหลังแอ่นคือ “บท” และ “การแสดง” ที่ทำเอาผมน้ำตาซึมและขนลุกไปพร้อมกัน วันนี้เราจะมาคุยกันยาวๆ แบบไม่เน้นเรื่องย่อ แต่จะเจาะลึกเข้าไปในแก่นของเรื่อง งานภาพ และพลังนักพากย์ที่ทำให้สังเวียนนี้ลุกเป็นไฟครับ
1. บทและการเล่าเรื่อง มากกว่าแค่ต่อสู้ คือการ “พิสูจน์ตัวตน”
สิ่งแรกที่ต้องขอคารวะในซีซั่นนี้คือ การเขียนบทที่ยกระดับความลึกของตัวละครไปอีกขั้น โดยเฉพาะในคู่ของ จิ๋นซีฮ่องเต้ vs ฮาเดส และ นิโคลา เทสลา vs เบลเซบับ มันไม่ใช่แค่ฝ่ายเทพตีกับมนุษย์ แต่มันคือ Theme ที่ชัดเจนมาก
คู่เอก ราชาแห่งจุดเริ่มต้น vs ราชาแห่งยมโลก (ศักดิ์ศรีของผู้นำ)
ในคู่นี้ เนื้อเรื่องไม่ได้ขายแค่ความเก่งกาจ แต่มันขายคำว่า “ภาระหน้าที่” การเล่าเรื่องทำได้ดีมากในการฉายภาพให้เห็นว่า “ราชา” ที่แท้จริงคืออะไร เราไม่ได้เห็นแค่จิ๋นซีที่หยิ่งผยอง แต่บทพาเราดำดิ่งไปสู่ปมในอดีต (Backstory) ที่โคตรจะบีบหัวใจ การที่หนังเลือกจะขยี้ปมเรื่องความเจ็บปวดและการแบกรับความหวังของผู้คน ทำให้จิ๋นซีดูเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อที่สุดคนหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ฝั่งฮาเดส ที่ปกติมักจะถูกสื่อออกมาเป็นตัวร้ายในสื่ออื่น กลับถูกตีความใหม่ในซีรีส์นี้ให้เป็น “พี่ชายผู้เสียสละ” บทของฮาเดสทำให้เรารู้สึกเคารพเขาในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่งที่สู้เพื่อเกียรติของน้องชาย (โพไซดอน) มันทำให้การต่อสู้นี้ไม่มีคำว่า “ฝ่ายธรรมะ” หรือ “ฝ่ายอธรรม” แต่มันคือการปะทะกันของลูกผู้ชายสองคนที่ต่างก็มีเหตุผลที่ยอมแพ้ไม่ได้
จุดที่น่าสนใจคือบทสนทนาระหว่างสู้ มันคมคายมากครับ การโต้ตอบกันเรื่องความหมายของราชา การไม่ยอมก้มหัวให้ใคร และการปกป้องประชาชน เป็นบทสนทนาที่ทำให้ฉากต่อสู้ดูมีน้ำหนักมากขึ้นมหาศาล

คู่รอง บุตรแห่งแสงสว่าง vs เจ้าแห่งแมลงวัน (ความหวัง vs ความสิ้นหวัง)
ข้ามมาที่คู่ของ เทสลา และ เบลเซบับ อันนี้บทฉีกแนวไปเลย มันคือการนำ Science (วิทยาศาสตร์) มาชนกับ Magic/Curse (คำสาป) บทของเทสลาถูกเขียนออกมาให้เป็นตัวแทนของ “Human Spirit” หรือจิตวิญญาณแห่งการไม่ยอมแพ้ของมนุษยชาติอย่างแท้จริง
การเล่าเรื่องในช่วงนี้ทำหน้าที่ปลุกใจคนดูได้ดีมากครับ บทพยายามสื่อสารว่า “ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือก้าวหนึ่งของความสำเร็จ” ซึ่งพอพูดโดยเทสลา มันทรงพลังสุดๆ ในขณะที่เบลเซบับ ตัวบทก็พาเราไปสำรวจความดำมืด ความโดดเดี่ยว และความปรารถนาที่จะตาย ซึ่งมัน Contrast (ตัดกัน) กับความสดใสของเทสลาอย่างสิ้นเชิง การเล่าเรื่องแบบขั้วตรงข้ามนี้ทำให้ซีซั่น 3 มีมิติทางอารมณ์ที่หลากหลายมาก เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวฮึกเหิม ปรับอารมณ์กันแทบไม่ทัน
2. งานภาพและแอนิเมชัน ยังไม่ถึงฝั่งฝัน แต่เห็นความพยายามที่ชัดเจน
มาถึงจุดที่ทุกคนกังวลกันที่สุด… “งานภาพ”
ต้องยอมรับตรงๆ แบบไม่อวยว่า มันยังไม่ใช่ระดับ Top Tier อย่าง Demon Slayer หรือ Jujutsu Kaisen ครับ ถ้าคุณคาดหวังแบบนั้น คุณอาจจะผิดหวัง แต่! ถ้าเทียบกับมาตรฐานเดิมของ Record of Ragnarok เอง ซีซั่นนี้ถือว่า “สอบผ่านและมีการพัฒนา” ครับ
- ความลื่นไหล (Fluidity) ฉากแอ็กชันมีการขยับที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่ภาพนิ่งแล้วใส่เอฟเฟกต์เส้นสปีด (Speed lines) เหมือนซีซั่นแรก เราได้เห็นท่วงท่ามวยจีนของจิ๋นซีที่มีความพลิ้วไหว การใช้ “แรงเฉื่อย” และการปัดป้องการโจมตีดูมีน้ำหนัก ดูรู้เรื่องว่าใครทำอะไร
- เอฟเฟกต์พลัง (VFX) อันนี้คือจุดเด่นของซีซั่น 3 เลยครับ โดยเฉพาะคู่ของเทสลา ประกายสายฟ้า (Electricity) และเอฟเฟกต์วาร์ป (Teleportation) ทำออกมาได้สวยและดูทันสมัยมาก สีสันฉูดฉาดสะใจ ส่วนพลังของเบลเซบับที่ใช้คลื่นเสียงและการสั่นสะเทือน (Vibration) ก็มีการใช้เอฟเฟกต์บิดเบี้ยวหน้าจอที่สื่อถึงความรุนแรงได้ดี
- ดีไซน์ตัวละคร (Character Design) ลายเส้นยังคงรักษาเอกลักษณ์ของอาจารย์ Aji Chika ได้ดีมาก รายละเอียดชุดเกราะของฮาเดส หรือชุดสูทจักรกล (Super Automaton Beta) ของเทสลา เก็บรายละเอียดได้ยิบย่อย เส้นคมกริบ หน้าตาตัวละครมีความหล่อเหลาและดุดันตามต้นฉบับเป๊ะๆ ไม่มีหน้าเบี้ยวให้เห็นบ่อยนัก (อาจจะมีบ้างในฉากระยะไกล แต่ระยะใกล้คือหล่อวัวตายควายล้ม)
- ข้อสังเกต ยังมีบางช่วงที่ใช้ภาพนิ่ง (Still shots) เลื่อนกล้องไปมาเพื่อประหยัดงบอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ตัวละครประกอบฉากกำลังรีแอคชั่น หรือช่วงย้อนอดีตบางช่วง แต่โดยรวมถือว่าไม่ได้ขัดอารมณ์จนน่าเกลียดเหมือนเมื่อก่อนครับ

3. การแสดงและเสียงพากย์ หัวใจสำคัญที่ทำให้ตัวละคร “มีชีวิต”
นี่คือส่วนที่ผมอยากจะอวยยศให้มากที่สุด เพราะ Voice Acting ในซีซั่นนี้คือ “เดอะแบก” ของจริง! นักพากย์ทุกคนใส่จิตวิญญาณลงไปแบบไม่ยั้ง
- จิ๋นซีฮ่องเต้ (Qin Shi Huang) น้ำเสียงที่ใช้มีความขี้เล่น ยียวน แต่แฝงไปด้วยอำนาจ (Authoritative) เวลาที่พี่แกพูดคำว่า “ฮ่าว!” (ดี!) หรือตอนที่สั่งให้เทพก้มหัว มันฟังดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามมาก แต่พอถึงฉากดราม่าในอดีต เสียงที่สั่นเครือจากการแบกรับความเจ็บปวด (Synesthesia) ก็ทำเอาคนดูอย่างเรารู้สึกเจ็บตามไปด้วย
- ฮาเดส (Hades) เสียงพากย์ให้ความรู้สึกสุขุม นุ่มลึก สมกับเป็นพี่ใหญ่แห่งโอลิมปัส แต่พอถึงจุดแตกหัก เสียงคำรามของเขาที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อน้องชาย มันทรงพลังจนลำโพงสะเทือน เป็นการแสดงที่ถ่ายทอดความ “หนักแน่น” ออกมาได้ดีเยี่ยม
- นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla) คนพากย์ต้องใช้พลังงานสูงมาก! เพราะเทสลาพูดเร็ว รัว และเสียงดังตลอดเวลา แต่เชื่อไหมครับว่ามันไม่น่ารำคาญเลย แต่มันกลับฟังดูเต็มไปด้วย Passion พลังบวกของเสียงพากย์เทสลาสามารถเปลี่ยนบรรยากาศที่ตึงเครียดให้กลายเป็นความหวังได้จริงๆ โดยเฉพาะประโยคเด็ดเกี่ยวกับ “วิทยาศาสตร์คือการเรียนรู้” ฟังแล้วอยากลุกขึ้นไปอ่านหนังสือเลยทีเดียว
- ดนตรีประกอบ (OST) เพลงประกอบในซีซั่นนี้เลือกใช้ได้ถูกจังหวะมาก เพลงธีมของจิ๋นซีมีความเป็นจีนผสมร็อคที่ปลุกใจ ส่วนธีมของเทสลามีความล้ำยุคแบบดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (Synth) ซึ่งช่วยเสริมบุคลิกตัวละครได้ชัดเจน เสียงเอฟเฟกต์ตอนปะทะกัน เสียงกระดูกหัก เสียงระเบิด มีความ “แน่น” และ “ทุ้ม” เพิ่มความสะใจในการรับชมได้เยอะครับ
4. ความน่าสนใจในเชิงสัญลักษณ์ (Symbolism)
อีกจุดที่ทำให้ Record of Ragnarok SS3 นี้น่าประทับใจ คือการที่อนิเมะสามารถสื่อสาร “สัญลักษณ์” ออกมาได้ดี
- พรมแดงของจิ๋นซี การปูพรมแดงไม่ใช่แค่ความเท่ แต่มันสื่อว่า “ทุกที่ที่ราชาเหยียบย่าง คือเส้นทางของราชา” มันคือการประกาศอาณาเขตทางจิตวิทยาที่เหนือชั้น
- กรงสายฟ้าของเทสลา กรงขัง (Gematria Zone) ไม่ได้มีไว้ขังศัตรูอย่างเดียว แต่มันสื่อถึง “กรอบของวิทยาศาสตร์” ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อท้าทายกฎแห่งพระเจ้า ภายในพื้นที่นั้น มนุษย์คือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ใช่เทพเจ้า

บทสรุป คุ้มค่าแก่การดูหรือไม่?
ถ้าจะให้สรุปเป็นคำพูดสั้นๆ คือ “เดือดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และประทับใจกว่าเดิม”
มหาศึกคนชนเทพ Record of Ragnarok SS3 อาจจะยังไม่ใช่อนิเมะที่งานภาพสวยที่สุดในโลก แต่มันเป็นอนิเมะที่มี “หัวใจ” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง บทที่เขียนมาอย่างประณีต การเชือดเฉือนด้วยวาจาและปรัชญา ผสมผสานกับการพากย์ระดับเทพ ทำให้การต่อสู้แต่ละคู่นั้นมีความหมายมากกว่าแค่การฆ่ากันให้ตาย
- คุณจะดูเพราะ อยากเสพเนื้อเรื่องเข้มข้น, ดราม่าตัวละครที่ทำให้น้ำตาซึม, บทพูดเท่ๆ ที่เอาไปใช้เป็นคำคมได้, และความมันส์ของการลุ้นผลแพ้ชนะที่เดาทางไม่ถูก
- สิ่งที่คุณจะได้ แรงบันดาลใจครับ… ฟังดูเวอร์นะ แต่ดูจบแล้วคุณจะรู้สึกว่า “มนุษย์เรานี่มันเจ๋งจริงๆ ว่ะ” ความพยายามของเทสลา หรือความรับผิดชอบของจิ๋นซี มันส่งพลังบวกให้คนดูอย่างเราได้มหาศาล
ใครที่ดรอปไปตอนซีซั่น 1 หรือ 2 ผมขอร้องเลยครับ “กลับมาเถอะ” ซีซั่นนี้คือของจริง พลาดไปเสียดายแย่ เตรียมทิชชู่ไว้ซับน้ำตา และเตรียมยาดมไว้แก้วิงเวียนจากความมันส์ด้วยนะครับ!
คะแนนความพึงพอใจ 8.5/10 (หักคะแนนงานภาพบางช่วง แต่บวกคะแนนความประทับใจในเนื้อหาจนล้นปรอท)

และนี่คือ บทสรุปท้ายเรื่องแบบละเอียด (Ending Summary) ของ มหาศึกคนชนเทพ ซีซั่น 3 ที่รวบรวมเหตุการณ์ช่วงไคลแมกซ์ของทั้ง 2 คู่หลัก (คู่ที่ 7 และ คู่ที่ 8) และสถานการณ์ล่าสุดหลังจบซีซั่นครับ
บทสรุปท้ายเรื่อง มหาศึกคนชนเทพ ซีซั่น 3 (ฉบับเจาะลึก)
ซีซั่นนี้ครอบคลุมการต่อสู้ 2 ยกที่สำคัญมาก ซึ่งเปลี่ยนทิศทางของสงครามแร็กนาร็อกไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีบทสรุปของแต่ละคู่ดังนี้
1. บทสรุปคู่ที่ 7 ราชาแห่งจุดเริ่มต้น (จิ๋นซีฮ่องเต้) vs ราชาแห่งยมโลก (ฮาเดส)
- จุดตัดสิน (The Climax) ในช่วงสุดท้ายของการต่อสู้ ฮาเดสได้ใช้พลังชีวิตของตัวเองเปลี่ยนหอกคู่ใจให้กลายเป็น “อิโคล เดสมอส” (เลือดพลูโต) ซึ่งมีพลังทำลายล้างมหาศาล จิ๋นซีฮ่องเต้ตกเป็นรองอย่างหนักและเสียแขนซ้ายไป แต่ในวินาทีที่ฮาเดสทุ่มสุดตัวเพื่อแทงปิดฉาก จิ๋นซีได้มองเห็น “จุดดาว” (Qi Points) บนหอกเดสมอส (เพราะหอกนั้นผสานกับเลือดและชีวิตของฮาเดส จึงมีชีวิตเหมือนสิ่งมีชีวิต) จิ๋นซีใช้กระบวนท่า “กระสุนอากาศผ่าปฐพี” (Tortoise Ripple) เป่าลมใส่จุดดาวบนหอก ทำให้แรงปะทะของฮาเดสลดทอนลงชั่วพริบตา แล้วสวนกลับด้วยกระบวนท่าดาบ “ชือโหยว รูปแบบดาบ” ฟันสวนเข้าไปผ่าร่างของฮาเดสจนขาดสะพายแล่ง
- วาระสุดท้าย ฮาเดสยอมรับความพ่ายแพ้และกล่าวชื่นชมจิ๋นซีว่าเป็น “ราชาที่แท้จริง” ก่อนที่ร่างจะสลายไป ฮาเดสขอโทษโพไซดอน (น้องชาย) ที่เขาไม่สามารถรักษาคำสัญญาที่จะเป็นพี่ชายที่พึ่งพาได้ จิ๋นซีฮ่องเต้เองก็แสดงความเคารพสูงสุดต่อฮาเดสในฐานะ “สหาย” และราชาผู้ยิ่งใหญ่
- ผลลัพธ์ มนุษยชาติ ชนะ
- คะแนนรวม มนุษย์ 4 – เทพ 3 (เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ฝั่งมนุษย์มีคะแนนนำหน้าเทพเจ้า สร้างความตื่นตระหนกให้เหล่าเทพเป็นอย่างมาก)
2. บทสรุปคู่ที่ 8 จอมเวท (นิโคลา เทสลา) vs เจ้าแห่งแมลงวัน (เบลเซบับ)
- จุดตัดสิน (The Climax) นิโคลา เทสลา ขับเคลื่อนชุดเกราะ “ซูเปอร์ ออโตมาตอน เบต้า” จนมาถึงขีดจำกัด เขาเหลือ “คอยล์” สำหรับวาร์ป (Tesla Warp) เพียงครั้งเดียว เทสลาตัดสินใจเดิมพันทุกอย่างด้วยท่าไม้ตายก้นหีบ เขาถอดแขนขวาของชุดเกราะและส่งมันวาร์ปไปด้านหลังของเบลเซบับ เพื่อสร้างการโจมตีประกบหน้าหลังพร้อมกัน (Pincer Attack) หวังปิดฉากด้วยท่า “PPP Cross” แต่เบลเซบับที่อ่านเกมออกและเชื่อสัญชาตญาณนักรบ ไม่ได้หันไปกันข้างหลัง แต่เขาเลือกใช้มือขวากันหมัดหน้าของเทสลา และใช้มือซ้ายแทงสวนเข้าไปที่หัวใจของเทสลาเต็มๆ การโจมตีประสานของเทสลาจึงไม่สำเร็จเพราะขาดแรงส่ง
- วาระสุดท้าย เทสลายืนหยัดรับความตายด้วยรอยยิ้ม เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือสิ้นหวัง ก่อนร่างจะสลายไป เทสลาได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งว่า “ในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้… ตราบใดที่มนุษย์ยังคงเรียนรู้ วิทยาศาสตร์จะไม่มีวันตาย และมนุษยชาติจะก้าวต่อไปข้างหน้าเสมอ” คำพูดนี้เปลี่ยนบรรยากาศในลานประลองจากความเศร้าสร้อยให้กลายเป็นความหวัง เบลเซบับเองก็ยอมรับในความแข็งแกร่งของเทสลาและได้รับรู้ว่าการมีชีวิตอยู่ (แม้จะเจ็บปวด) ก็อาจมีความหมายบางอย่าง
- ผลลัพธ์ เทพเจ้า ชนะ
- คะแนนรวม มนุษย์ 4 – เทพ 4 (กลับมาเสมอกันอีกครั้ง)
ภาพรวมหลังจบ Record of Ragnarok SS3 (Aftermath)
- สถานการณ์ตึงเครียด สงครามกลับมาสูสีที่คะแนน 4 ต่อ 4 ฝั่งเทพเจ้าเริ่มตระหนักแล้วว่ามนุษย์ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่รอวันทำลาย แต่เป็นศัตรูที่อันตรายและมีความสามารถในการ “ล้มเทพ” ได้จริง
- ปมของเบลเซบับ แม้เบลเซบับจะชนะ แต่ร่างกายเขาก็บอบช้ำสาหัสจากการใช้ท่าต้องห้าม (Chaos) และจิตใจของเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยจากการต่อสู้กับแสงสว่างอย่างเทสลา
- การเตรียมตัวสู่รอบถัดไป ซีซั่นจบลงที่บรรยากาศความฮึกเหิมของมนุษยชาติที่ได้รับสืบทอดเจตจำนงของเทสลา และความกดดันของฝั่งเทพที่ “ห้ามแพ้อีกเด็ดขาด” นำไปสู่การจัดคู่มวยที่ดุเดือดเลือดพล่านในรอบที่ 9 (ซึ่งในมังงะคือ ลีโอไนดัส vs อพอลโล)
สรุปสั้นๆ ซีซั่น 3 จบลงด้วยการที่ “วิทยาศาสตร์พ่ายแพ้ในสังเวียน แต่ชนะในจิตวิญญาณ” และสงครามแร็กนาร็อกเดินทางมาถึงจุดกึ่งกลางที่ไม่มีใครยอมใครอีกต่อไปครับ movieseries
หากมีภาค 4 เนื้อหาจะโฟกัสไปที่คู่ต่อไปนี้ครับ
- คู่ที่ 9 ลีโอไนดัส (Leonidas) ราชาแห่งสปาร์ตา ผู้เกลียดชังเทพเจ้าเข้ากระดูกดำ ปะทะ อพอลโล (Apollo) เทพแห่งดวงอาทิตย์ผู้สง่างาม (คู่นี้เดือดมาก เป็นมวยบู๊ล้างผลาญ)
- คู่ที่ 10 โอคิตะ โซจิ (Okita Souji) ยอดนักดาบจากกลุ่มชินเซ็นกุมิ ปะทะ ซูซาโนโอะ โนะ มิโคโตะ (Susano’o no Mikoto) เทพแห่งพายุและดาบ (คู่นี้คือที่สุดแห่งการดวลดาบ)
2. ถ้ามาจริง จะมาตอนไหน?
ปกติระยะเวลาการสร้างของเรื่องนี้จะใช้เวลาประมาณ 1.5 – 2 ปี ต่อซีซั่น
- Record of Ragnarok SS1 2021
- Record of Ragnarok SS2 2023
- Record of Ragnarok SS3 2025
- คาดการณ์ Season 4 เป็นไปได้ว่าเราอาจจะได้ดูในช่วง กลางปีถึงปลายปี 2027 ครับ
สรุป
แม้จะยังไม่ประกาศตอนนี้ แต่ด้วยความที่มังงะยังได้รับความนิยมสูงมาก และเนื้อหาการต่อสู้ในคู่ที่ 9 และ 10 ก็มันส์ระดับ 5 ดาว แฟนๆ ค่อนข้างมั่นใจว่า Netflix ไม่น่าพลาดที่จะอนุมัติสร้างภาค 4 แน่นอนครับ ระหว่างนี้แนะนำให้ตามอ่านมังงะรอไปก่อนได้เลยครับ!