คัดมาแล้ว 10 หนังจีนฟอร์มยักษ์ 2025-2026 ต้องดูให้ได้ก่อนตาย

สวัสดีครับเพื่อนๆ คอหนังจีนทุกคน! ถ้าให้พูดถึงภาพรวมวงการหนังจีนฟอร์มยักษ์ในช่วงปี 2025 จนถึงต้นปี 2026 ที่ผ่านมานี้ บอกเลยว่าเป็น “ยุคทองแห่งจินตนาการและสงคราม” จริงๆ ครับ ตลาดหนังจีนดุเดือดมาก มีการทำลายสถิติกันแบบรายเดือน โดยเฉพาะงานด้าน Visual Effect ที่ตอนนี้กล้าพูดได้เต็มปากว่าท้าชนฮอลลีวูดได้สบายๆ

วันนี้ผมคัดมาเน้นๆ 10 อันดับหนังจีนทำเงินสูงสุดและกระแสแรงที่สุดในช่วงปี 2025-2026 ที่คุณต้องดู! เราจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลา เพราะทุกคนหาอ่านได้ แต่เราจะมาคุยกันภาษาคนดูหนัง ถึงงานภาพ อารมณ์ และการแสดงที่ “กินใจ” จนกวาดรายได้ถล่มทลายครับ

Ne Zha 2 The Demon Tycoon (哪吒之魔童闹海) – 2025

ตำแหน่ง ราชาแห่งบ็อกซ์ออฟฟิศตลอดกาล (Animation)

รีวิวหนังจีนฟอร์มยักษ์ ถ้าภาคแรกคือการจุดประกาย ภาคสองนี้คือการระเบิดภูเขาเผากระท่อมของจริงครับ! Ne Zha 2 ไม่ได้มาเล่นๆ เพื่อแค่สานต่อความสำเร็จ แต่มันคืองานศิลปะที่ยกระดับมาตรฐานแอนิเมชันจีนไปอีกขั้น

  • งานภาพ (Visuals) สิ่งแรกที่ต้องชมคือ “ความลื่นไหลของฉากแอ็กชัน” ภาคนี้เล่นใหญ่กับธาตุ “น้ำ” และ “ไฟ” หนักมาก ฉากใต้น้ำในวังมังกรไม่ได้ดูทื่อๆ แข็งๆ แต่มีการเรนเดอร์แสงที่ตกกระทบผิวน้ำลงมาได้สมจริงจนขนลุก การดีไซน์ตัวละครนาจาในร่างวัยรุ่นมีความเท่และดุดันขึ้น เส้นสายลายเส้นผสมผสานระหว่างจิตรกรรมจีนโบราณกับ 3D สมัยใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ที่นาจาใช้พลังไฟปะทะกับคลื่นยักษ์ มันคือความบ้าคลั่งของสีสันที่ฉูดฉาดแต่ไม่รกตา ดูแล้วอะดรีนาลีนฉีดพล่านสุดๆ
  • การแสดง (Voice Acting & Motion) แม้จะเป็นแอนิเมชัน แต่การกำกับเสียงพากย์คือหัวใจ ภาคนี้อารมณ์ของนาจาซับซ้อนขึ้นมาก จากเด็กดื้อกลายเป็นวัยรุ่นที่แบกโลก เสียงพากย์ถ่ายทอดความ “เจ็บปวดที่ต้องเติบโต” ออกมาได้ดีเยี่ยม จังหวะการขยับสีหน้าตัวละคร (Facial Expression) ละเอียดถึงขั้นที่ว่าเราเห็นแววตาที่สั่นไหวในโมเดล 3D มันทำให้เราอินจนลืมไปเลยว่านี่คือการ์ตูน
  • ความน่าสนใจ มันไม่ใช่หนังเด็กครับ มันคือหนัง Coming of age ของเทพเจ้า ที่เล่าเรื่องชนชั้น การยอมรับ และการฝืนชะตาลิขิตได้เข้มข้นกว่าหนังคนแสดงหลายเรื่องเสียอีก

Creation of the Gods II Demon Force (封神第二部) – 2025

ตำแหน่ง มหากาพย์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์ (Epic Fantasy)

รีวิวหนังจีนฟอร์มยักษ์ หลังจากปูพื้นในภาคแรก ภาคสองนี้คือสงครามเต็มรูปแบบ! ใครที่บ่นว่าภาคแรกคุยกันเยอะ ภาคนี้ผู้กำกับอู๋เออร์ซาน (Wuershan) จัดหนักใส่ไม่ยั้ง

  • งานภาพ (Visuals) คำเดียวคือ “อลังการ” งานสร้างฉากสงครามระหว่างทัพมนุษย์และทัพปีศาจทำออกมาได้ระดับ Lord of the Rings เวอร์ชันเอเชีย การออกแบบสัตว์เทพในภาคนี้มีความแฟนตาซีหลุดโลกมากขึ้น ตัว “ซื่อปู้เซี่ยง” (สัตว์ขี่ของเจียงจื่อหยา) ดูมีชีวิตชีวามาก แต่ที่เด็ดสุดคือการดีไซน์เวทมนตร์ค่ายกลต่างๆ มันไม่ใช่แค่แสงสีวิบวับ แต่มันดูขลัง ดูมีน้ำหนัก และน่ากลัวจริงๆ งาน Costume ยังคงความประณีตระดับพิพิธภัณฑ์เช่นเดิม
  • การแสดง (Acting) ต้องยกนิ้วให้ หวงป๋อ (Huang Bo) ในบทเจียงจื่อหยา ที่ภาคนี้แกเป็นศูนย์กลางที่ดึงอารมณ์คนดูได้อยู่หมัด ทั้งตลก ทั้งสุขุม และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน และจับตาดู เฟยเสียง (Kris Phillips) ในบทโจ้วอ๋อง รังสีความอำมหิตและความเซ็กซี่แบบตัวร้ายยังคงแผ่ซ่านทุกฉากที่ปรากฏตัว สายตาของเขาทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครนี้ทั้งน่าหลงใหลและน่าสะพรึงกลัว
  • ความน่าสนใจ หนังเรื่องนี้พิสูจน์ว่าจีนสามารถทำหนังไตรภาคระดับ Epic ที่รักษาคุณภาพได้ต่อเนื่อง การตีความตำนานห้องสินใหม่ให้ดูสมจริงและดาร์กขึ้น ทำให้คนดูยุคใหม่เข้าถึงได้ง่าย

Detective Chinatown 1900 (唐人街探案1900) – 2025

ตำแหน่ง การพลิกโฉมแฟรนไชส์ (Period Comedy Mystery)

รีวิวหนังจีนฟอร์มยักษ์ เฉินซือเฉิง (Chen Sicheng) ฉลาดมากที่พาแฟรนไชส์นี้ย้อนเวลากลับไปปี 1900 การเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองสมัยใหม่ไปสู่ยุคอดีตทำให้หนังดูสดใหม่ทันที

  • งานภาพ (Visuals) งาน Art Direction คือพระเอกของเรื่อง การจำลองไชน่าทาวน์ในยุค 1900 (อาจจะเป็นซานฟรานซิสโกหรือจำลองเมืองท่า) ทำได้มีเสน่ห์มาก โทนภาพมีความวินเทจ ฝุ่นควัน และแสงสีทองอุ่นๆ ตัดกับความสกปรกของยุคนั้น เสื้อผ้าหน้าผมของตัวละครคือแฟชั่นโชว์ย้อนยุคที่จัดจ้าน ฉากการสืบสวนที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีไฮเทค แต่ใช้กลไกและทริคแบบโบราณ ถูกนำเสนอออกมาได้เก๋ไก๋และสร้างสรรค์
  • การแสดง (Acting) คู่หู หวังเป่าเฉียง และ หลิวฮ่าวหราน ยังคงเคมีเข้าขาเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือความยากในการแสดงบทตลกภายใต้บริบทของคนยุคเก่า หวังเป่าเฉียงลดความโวยวายลงนิดนึงแต่เพิ่มความกะล่อนแบบคนสู้ชีวิตในต่างแดน ส่วนหลิวฮ่าวหรานในลุคย้อนยุคดูสมาร์ทและมีเสน่ห์แบบบัณฑิตจีนโบราณ การรับส่งมุกในภาคนี้ดูเป็นธรรมชาติและพึ่งพาจังหวะสถานการณ์มากกว่าคำหยาบ
  • ความน่าสนใจ มันคือการรีเซ็ตความรู้สึกคนดู ใครที่เริ่มเบื่อความล้ำของภาค 3 ภาคนี้จะพาคุณกลับไปสู่ “แก่น” ของการสืบสวนและความตลกแบบคลาสสิก

Pegasus 3 (飞驰人生3) – 2026 (ตรุษจีน)

ตำแหน่ง หนังตลกเรียกน้ำตาแห่งปี (Racing Comedy/Drama)

รีวิวหนังจีนฟอร์มยักษ์ พึ่งเข้าฉายช่วงตรุษจีน 2026 และกวาดรายได้ถล่มทลายตามคาด หนังชุดนี้ของ ฮานฮาน (Han Han) ยิ่งทำยิ่งลึกซึ้ง

  • งานภาพ (Visuals) ฉากแข่งรถในภาค 3 ยกระดับไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่แข่งในสนาม แต่เป็นการแข่งในสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย (อาจเป็นหิมะหรือทะเลทราย) มุมกล้องที่ติดบนรถให้ความรู้สึกเหมือนเรานั่งอยู่หลังพวงมาลัย แรงเหวี่ยง เสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่ม คือประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์ที่คุ้มค่าตั๋ว แต่งานภาพในพาร์ทดราม่ากลับนิ่งสงบ ใช้แสงเงาถ่ายทอดความเหงาของนักแข่งวัยร่วงโรยได้สวยงามจับใจ
  • การแสดง (Acting) เสิ่นเถิง (Shen Teng) คือสมบัติของชาติจีนจริงๆ เขาทำให้เราหัวเราะจนท้องแข็งในฉากหนึ่ง และทำให้น้ำตาซึมในฉากถัดไปได้หน้าตาเฉย ภาคนี้เขาถ่ายทอดความ “เหนื่อยล้าแต่ยังไม่ยอมแพ้” ของตัวละครจางฉือได้ลึกซึ้งมาก สีหน้าแววตาตอนมองสนามแข่ง มันเต็มไปด้วยความรักและความอาลัยอาวรณ์ เป็นการแสดงระดับมาสเตอร์คลาสที่ทำให้หนังตลกเรื่องนี้มีน้ำหนัก
  • ความน่าสนใจ หนังไม่ได้ขายแค่ความฮา แต่ขาย “จิตวิญญาณ” คนที่มีความฝันแต่สังขารไม่เอื้ออำนวย มันทัชใจคนทำงานทุกคน

Scare Out (ชื่อชั่วคราว) – 2026

ตำแหน่ง ทริลเลอร์สายลับลายเซ็นจางอี้โหมว (Spy Thriller)

รีวิวหนังจีนฟอร์มยักษ์ จางอี้โหมว (Zhang Yimou) ในวัย 70 กว่ายังคงความเก๋า กลับมาพร้อมหนังสายลับช่วงตรุษจีน 2026 ที่ตึงเครียดจนลืมหายใจ

  • งานภาพ (Visuals) ใครเป็นแฟนจางอี้โหมวจะรู้ว่าเขาคือ “เทพเจ้าแห่งการใช้สี” เรื่องนี้เขาคุมโทนภาพให้ออกมา เย็นชา (Cold tone) ตัดกับ สีแดงของเลือดหรือสัญลักษณ์บางอย่าง ฉากในที่แคบ มุมกล้องที่บีบอัดความรู้สึกคนดู ให้ความรู้สึกอึดอัดเหมือนเราถูกขังอยู่ในห้องสอบสวน การจัดแสงแบบ Noir ที่เล่นกับเงาตกกระทบใบหน้าตัวละครเพื่อซ่อนความจริง คือศิลปะชั้นสูง
  • การแสดง (Acting) หนังเน้นการเชือดเฉือนด้วยบทสนทนา นักแสดงนำ (คาดว่าเป็นดารารุ่นใหม่ประกบรุ่นใหญ่) ต้องเล่นด้วย “สายตา” เป็นหลัก การแสดงความหวาดระแวง การโกหกหน้าตาย ทำได้แนบเนียนจนคนดูเดาทางไม่ถูก นักแสดงทุกคนในเรื่องนี้เล่นแบบ Less is More น้อยแต่มาก นิ่งแต่ทรงพลัง
  • ความน่าสนใจ บทหนังที่หักเหลี่ยมเฉือนคม จางอี้โหมวทำให้หนังสายลับจีนมีความเป็นสากลและมีความเป็นมนุษย์สูงมาก ไม่ใช่แค่ยิงกันสนั่นเมือง แต่คือสงครามประสาท

Blades of the Guardians (镖人) – 2026

ตำแหน่ง การกลับมาของหนังกำลังภายในดิบเถื่อน (Hardcore Wuxia)

สร้างจากมังงะจีนชื่อดัง สู่หนังโรงที่ปลุกกระแสหนังกำลังภายในให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่มาในสไตล์ที่ ดิบ เถื่อน และสมจริง

  • งานภาพ (Visuals) ลืมหนังจีนกำลังภายในที่เหาะเหินเดินอากาศปล่อยแสงไปได้เลย เรื่องนี้งานภาพเน้นความ “หนัก” ของอาวุธ เลือดเป็นเลือด ฝุ่นทรายที่เกาะตามใบหน้าตัวละคร การออกแบบคิวบู๊โดยปรมาจารย์ (อย่างหยวนวูผิง) ทำให้ทุกดาบที่ฟันลงไปดูมีน้ำหนักจริงๆ ภาพมีความเป็น Cinematic สูงมาก ใช้โทนสีทึมๆ แบบหนังซามูไรยุคเก่าผสมกับความทันสมัยของมุมกล้อง
  • การแสดง (Acting) อู๋จิง (Wu Jing) (ถ้าเขารับบทนำตามข่าวลือ) หรือนักแสดงสายบู๊คนอื่นๆ ต้องแบกรับบทที่พูดน้อยแต่ต่อยหนัก การแสดงออกทางภาษากายในการต่อสู้สำคัญกว่าบทพูด ท่วงท่าการชักดาบ การยืนม้า มันบ่งบอกถึงนิสัยตัวละครได้ชัดเจน ความเหนื่อยหอบ บาดแผลที่เจ็บจริง ถูกถ่ายทอดออกมาจนเรารู้สึกเจ็บแทน
  • ความน่าสนใจ นี่คือหนังที่ตอบโจทย์คนที่โหยหาหนังจีนยุค “เดชคัมภีร์เทวดา” หรือ “Crouching Tiger” แต่มีความรุนแรงและสมจริงแบบหนังยุคปัจจุบัน

Dead to Rights (ชื่อสากล) – 2025

ตำแหน่ง หนังสงครามดราม่าม้ามืด (War Drama / Nanjing Theme)

รีวิวหนังจีนฟอร์มยักษ์ หนังม้ามืดที่ทำเงินถล่มทลายด้วยกระแสปากต่อปาก หยิบยกประเด็นสงครามนานกิงมาเล่าในมุมมองใหม่ที่เน้นความเป็นมนุษย์มากกว่าความเกลียดชัง

  • งานภาพ (Visuals) ภาพในเรื่องนี้สวยงามแบบ “หดหู่” การใช้โทนสีเทา-ดำ (Desaturated) เกือบทั้งเรื่อง แต่จะขับเน้นสีของ “ชีวิต” เช่น ดอกไม้ หรือของเล่นเด็ก ให้เด่นขึ้นมาเพื่อสื่อความหมาย ฉากสงครามไม่ได้เน้นความมันส์ แต่เน้นความโกลาหลและความเปราะบางของชีวิตมนุษย์ การถ่ายทำแบบ Handheld ในบางช่วงทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง
  • การแสดง (Acting) นักแสดงทุกคนแทบไม่ได้ “แสดง” แต่เหมือน “ใช้ชีวิต” อยู่ในนรกบนดินจริงๆ ฉากร้องไห้ที่ไม่มีเสียง ฉากการเสียสละที่ไม่ได้พูดคำคมเท่ๆ แต่กระทำด้วยแววตามุ่งมั่น นักแสดงนำสามารถแบกรับความกดดันทางอารมณ์และส่งต่อมาถึงคนดูได้รุนแรงมาก เป็นหนังที่ดูจบแล้วอาจจะลุกจากเก้าอี้ไม่ไหว เพราะความจุกในอก
  • ความน่าสนใจ บทภาพยนตร์ที่กล้าหาญ นำเสนอความเจ็บปวดในอดีตเพื่อให้เราเห็นคุณค่าของสันติภาพในปัจจุบัน ไม่ใช่หนังโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นหนังเพื่อนมนุษย์

Nobody (落凡尘 – Luo Fan Chen) – 2025

ตำแหน่ง งานศิลป์แอนิเมชัน 2D ที่สวยที่สุด (Artistic Animation)

ในขณะที่ Ne Zha 2 ครองตลาด 3D เรื่อง Nobody ก็กวาดใจคนรักงาน 2D และตำนานพื้นบ้านไปเต็มๆ

  • งานภาพ (Visuals) นี่คืองาน Masterpiece ด้านศิลปกรรม การใช้ลายเส้นพู่กันจีนผสมกับเทคนิคแสงสีสมัยใหม่ สร้างโลกของเทพเจ้าบนผ้าผืนใหญ่ ฉากหลังแต่ละฉากเหมือนภาพวาดที่แขวนในแกลเลอรี การเคลื่อนไหวของตัวละครมีความพริ้วไหวแบบงิ้ว การออกแบบตัวละครมีความเป็นแฟชั่นร่วมสมัยผสมจีนโบราณ (Guochao) ที่วัยรุ่นจีนกำลังฮิต
  • การแสดง (Voice Acting) เสียงพากย์เรื่องนี้เน้นความละมุนและดราม่า บทสนทนาคมคายเหมือนบทกวี นักพากย์ถ่ายทอดความเหงาและความหวังของตัวละครที่ “ไร้ตัวตน” (ตามชื่อเรื่อง) ได้อย่างน่าประทับใจ
  • ความน่าสนใจ สำหรับคนที่เสพงานศิลป์ เรื่องนี้คืออาหารตาชั้นเลิศ เนื้อหาที่พูดถึงคนธรรมดาที่พยายามพิสูจน์ตัวเองในโลกเทพเจ้า มัน Touch ใจคนรุ่นใหม่มาก

Panda Plan The Magical Tribe – 2026

ตำแหน่ง ความบันเทิงครอบครัวจากเฉินหลง (Action Comedy)

เฉินหลง (Jackie Chan) กลับมาอีกครั้งในช่วงตรุษจีน 2026 กับหนังที่ดูง่าย สบายใจ และขายความเป็น Iconic ของเขา

  • งานภาพ (Visuals) สดใส คัลเลอร์ฟูล! หนังเรื่องนี้ออกแบบมาเพื่อทุกคนในครอบครัว CGI ของแพนด้าในเรื่องทำได้น่ารักน่ากอดและดูเนียนตากว่าภาคก่อนๆ ฉากแอ็กชันเน้นความลื่นไหลและความคิดสร้างสรรค์ในการใช้อุปกรณ์รอบตัว (สไตล์เฉินหลง) ภาพดูคลีน สะอาดตา ดูแล้วมีความสุข
  • การแสดง (Acting) เฉินหลงในวัยนี้อาจจะบู๊ผาดโผนแบบตึก 10 ชั้นไม่ไหว แต่เขาทดแทนด้วย “จังหวะตลก” ที่เป็นธรรมชาติและหาตัวจับยาก รอยยิ้มและความใจดีของเขาในเรื่องทำให้คนดูรู้สึกอบอุ่น และนักแสดงเด็กหรือสัตว์เลี้ยงในเรื่องก็รับส่งกับเขาได้ดี
  • ความน่าสนใจ มันคือหนังที่ทำให้เราหายคิดถึงเฉินหลง เป็นหนัง Feel Good ที่ไม่มีพิษมีภัย เหมาะกับการพาพ่อแม่ไปดูเพื่อระลึกความหลัง
หนังจีนฟอร์มยักษ์

Boonie Bears The Hidden Protector (熊出没·守护) – 2026

ตำแหน่ง มาตรฐานที่ไม่เคยตก (Family Animation)

อย่าดูถูกแก๊งหมี เพราะนี่คือแฟรนไชส์ที่ทำเงินมหาศาลทุกปี และคุณภาพงานสร้างดีขึ้นแบบก้าวกระโดดทุกภาค

  • งานภาพ (Visuals) ถ้าเทียบกับภาคแรกๆ เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนี้ Boonie Bears คืองานระดับโลก ขนหมีทุกเส้นพลิ้วไหวตามลม แสงเงาในป่าหรือฉากเมืองไซไฟทำได้เนี้ยบกริบ ฉากแอ็กชันวินาศสันตะโรทำได้มันส์สะใจเด็กๆ และผู้ใหญ่ก็ดูเพลิน สีสันฉูดฉาดดึงดูดสายตาตลอดทั้งเรื่อง
  • การแสดง (Voice Acting & Storytelling) บทหนังมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่หมีวิ่งไล่กัน แต่มีประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม มิตรภาพ และการเสียสละ การพากย์เสียงใส่อารมณ์ได้เต็มที่ ทำให้ตัวละครมาสคอตพวกนี้ดูมีชีวิตจิตใจจริงๆ
  • ความน่าสนใจ เป็นหนังที่ไว้ใจได้ที่สุด ถ้าคุณอยากเข้าไปในโรงแล้วออกมาพร้อมรอยยิ้ม และได้เห็นพัฒนาการของวงการแอนิเมชันจีนที่ทำเพื่อ “ตลาดมวลชน” อย่างแท้จริง

บทสรุปภาพรวม (Conclusion)

ถ้าให้สรุปเทรนด์หนังจีนปี 2025-2026 คำนิยามคือ “จีนสร้างโลกของตัวเองได้สมบูรณ์แล้ว”

  • Animation ครองเมือง ไม่ใช่แค่การ์ตูนเด็ก แต่คือสื่อหลักที่ทำเงินสูงสุดและมีเนื้อหาเข้มข้นที่สุด (Ne Zha 2, Nobody).
  • Visual Storytelling หนังจีนเลิกพึ่งพาแค่ดาราแม่เหล็ก แต่หันมาขายงานภาพ งานศิลป์ และประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์ที่หาจากสตรีมมิ่งไม่ได้ (Creation of the Gods, Pegasus 3).
  • Genre Variety มีครบทั้งตลก สงคราม แฟนตาซี และสายลับ ไม่มีการผูกขาดแนวใดแนวหนึ่ง movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *