ย้อนรอย รีวิว Harry Potter 8 ภาค กับสิ่งที่ซ่อนอยู่

นี่คือมหากาพย์ รีวิว Harry Potter 8 ภาคของ Harry Potter ในรูปแบบบทวิเคราะห์กึ่งพูดคุย ที่จะพาคุณย้อนกลับไปดูพัฒนาการของ “โลกเวทมนตร์” ตั้งแต่จุดเริ่มต้นอันสดใสไปจนถึงบทสรุปที่นองเลือดและงดงาม โดยเราจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อซ้ำๆ แต่จะชวนคุยเรื่อง “ภาษาหนัง” (Cinematography), “จิตวิญญาณของการดัดแปลง” (Adaptation Soul) และ “พัฒนาการของมนุษย์” (Acting Evolution) แบบจัดเต็มครับ

รีวิว Harry Potter

Harry Potter and the Sorcerer’s Stone (ศิลาอาถรรพ์)

“จุดกำเนิดความมหัศจรรย์ที่อบอุ่นที่สุด”

บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง รีวิว Harry Potter ภาคแรกคือโจทย์ที่ยากที่สุดในแง่ของการ “ปูพื้นฐาน” Chris Columbus (ผู้กำกับ) เลือกที่จะ Play Safe ด้วยการเคารพต้นฉบับหนังสือแบบแทบจะถอดประโยคต่อประโยค ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมากสำหรับจุดเริ่มต้น หนังไม่ได้พยายามจะเป็น Action Blockbuster แต่พยายามเป็น “นิทานก่อนนอน” ที่จับต้องได้ ความน่าสนใจคือการเล่าเรื่องผ่านสายตาของแฮร์รี่ที่เป็นเด็กกำพร้าผู้หิวโหยความรัก การก้าวเข้าสู่ฮอกวอตส์จึงไม่ใช่แค่เรื่องเวทมนตร์ แต่คือการค้นพบ “บ้าน” หนังทำหน้าที่แนะนำศัพท์แสง (มักเกิ้ล, ควิดดิช) ได้อย่างลื่นไหล ไม่ยัดเยียด แต่จุดอ่อนคือจังหวะการเล่าเรื่องที่ยังดูเป็นท่อนๆ (Episodic) เหมือนเราดู Check list ว่าฉากนี้ต้องมี ฉากนั้นต้องมา ทำให้ความลื่นไหลของอารมณ์ยังสะดุดบ้างในบางช่วง

งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ งานภาพในภาคนี้คือ “ความทองอร่าม” (Golden Hue) แสงเทียน ความอบอุ่น ห้องโถงใหญ่ที่ดูขลังแต่ปลอดภัย ฮอกวอตส์ในภาคนี้ถูกดีไซน์ให้ดูเหมือนโรงเรียนประจำเก่าแก่ที่ซ่อนความลับ มากกว่าจะเป็นป้อมปราการแห่งสงคราม CGI ในยุคนั้น (ปี 2001) ถ้าดูตอนนี้อาจจะดูลอยๆ โดยเฉพาะฉากโทรลล์หรือปุกปุย แต่สิ่งที่ต้องชมเชยคือ “Costume Design” และ “Set Design” ตรอกไดแอกอนคือ Masterpiece ของการออกแบบฉากที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ทำให้คนดูเชื่อว่าโลกนี้ซ้อนทับอยู่กับโลกเราจริงๆ และที่ขาดไม่ได้คือดนตรีประกอบของ John Williams ธีม Hedwig’s Theme กลายเป็นจิตวิญญาณของหนังที่แค่ได้ยินโน้ตแรก ขนก็ลุกซู่ทันที

การแสดง เราต้องยอมรับว่า Daniel, Emma และ Rupert ในวัย 11 ขวบ ยัง “แข็ง” และมีความท่องบท (Recite) อยู่สูงมาก โดยเฉพาะเอ็มม่า วัตสัน ที่บางฉากเห็นได้ชัดว่าน้องขยับปากตามบทคนอื่น แต่ความ “แข็ง” นั้นกลับกลายเป็นความ “Real” ของเด็กๆ ที่ตื่นเต้นกับโลกใหม่ คนที่แบกหนังไว้จริงๆ คือรุ่นใหญ่ Alan Rickman ในบทสเนป คือความสมบูรณ์แบบที่ถอดแบบมาจากหนังสือจนน่ากลัว น้ำเสียงยานคางสายตารังเกียจเดียดฉันท์ และ Maggie Smith ที่เป็นศาสตราจารย์มักกอนนากัลได้เป๊ะทุกระเบียดนิ้ว ภาคนี้คือการใช้ “ดาราผู้ใหญ่” มาประคอง “ดาราเด็ก” ได้อย่างสมดุลที่สุด

Harry Potter and the Chamber of Secrets (ห้องแห่งความลับ)

“ความมืดมิดเริ่มคืบคลานภายใต้ความคุ้นเคย”

บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง รีวิว Harry Potter ยังคงอยู่กับผู้กำกับ Chris Columbus แต่โทนเรื่องเริ่มเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “Mystery/Detective” (สืบสวนสอบสวน) มากขึ้น บทหนังต้องจัดการกับความยาวของหนังสือที่หนาขึ้น แต่หนังทำได้ดีในการรักษาแก่นเรื่อง “อคติทางสายเลือด” (เลือดสีโคลน) ซึ่งเป็นธีมหลักที่โตขึ้น การเล่าเรื่องมีความกระชับกว่าภาคแรกในแง่ของแอ็คชั่น แต่ช่วงกลางเรื่องมีความยืดเยื้อเล็กน้อย สิ่งที่น่าชื่นชมคือการเกลี่ยบทให้ตัวละครรอบข้างเริ่มมีบทบาท ตัวละคร Dobby ถูกสร้างขึ้นมาได้น่ารำคาญและน่าสงสารไปพร้อมๆ กัน ซึ่งตรงตามเจตนารมณ์ของหนังสือเป๊ะ

งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ โทนภาพเริ่มลดความอุ่นลง และเพิ่ม “ความชื้น” และ “ความทึบ” เข้ามา บรรยากาศของห้องแห่งความลับ ท่อระบายน้ำ และป่าต้องห้าม ถูกนำเสนอออกมาได้น่ากลัวสำหรับเด็ก การออกแบบ Basilisk และแมงมุม Aragog คือก้าวกระโดดของงาน CGI จากภาคแรก สัตว์ประหลาดดูมี Texture มีน้ำหนัก และมีความเป็นสัตว์ร้ายจริงๆ ฉากที่ต้องชมคือฉาก Flashback ในสมุดบันทึกของทอม ริดเบิ้ล ที่ใช้การย้อมสีภาพ (Sepia/Desaturated) เพื่อแยกเส้นเวลา เป็นเทคนิคภาพยนตร์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

การแสดง สามสหายเริ่มแสดงเป็นธรรมชาติขึ้น โดยเฉพาะ Rupert Grint (รอน) ที่ภาคนี้เขาคือ MVP ในเรื่องจังหวะคอมเมดี้และความกลัว (ฉากคายทากและเจอแมงมุมคือที่สุด) แต่คนที่ขโมยซีนที่สุดคือ Kenneth Branagh ในบท Gilderoy Lockhart เขาเล่นได้น่าหมั่นไส้ หลงตัวเอง และมีเสน่ห์แบบปลอมๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นการ Casting ที่ชาญฉลาดมาก และ Jason Isaacs (ลูเซียส มัลฟอย) ก็เปิดตัวได้เยือกเย็น ทรงพลัง แค่เขายืนนิ่งๆ รัศมีความร้ายกาจก็แผ่ออกมาข่มเด็กๆ ได้ราบคาบ

Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (นักโทษแห่งอัซคาบัน)

“จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัยและศิลปะภาพยนตร์ชั้นครู”

บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง รีวิว Harry Potter นี่คือภาคที่นักวิจารณ์และแฟนหนังสายอาร์ตยกย่องให้เป็น “ที่สุด” Alfonso Cuarón ผู้กำกับคนใหม่เข้ามา “รื้อ” โครงสร้างเดิมทิ้ง เขาไม่ได้เล่าตามหนังสือเป๊ะๆ แต่เขาจับ “แก่นอารมณ์” (Emotional Core) ของวัยรุ่น เนื้อเรื่องภาคนี้ซับซ้อนด้วยเรื่องของ “เวลา” และ “ความจริงในอดีต” บทหนังตัดรายละเอียดเล็กน้อยออกเยอะมาก (เช่น ปูมหลังแผนที่ตัวกวน) แต่แลกมาด้วยการสำรวจจิตใจของแฮร์รี่ที่มีต่อพ่อแม่ ความโกรธเกรี้ยวของวัยฮอร์โมน การเล่าเรื่องมีความลื่นไหลเหมือนสายน้ำ ไม่ตัดฉากทื่อๆ แต่ใช้ Transition ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย

งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ Cuarón เปลี่ยนฮอกวอตส์จาก “โรงเรียนในฝัน” ให้กลายเป็น “สถานที่ที่มีอยู่จริง” เราเห็นภูมิศาสตร์ของโรงเรียนชัดเจนขึ้น ผ่านมุมกล้องที่กว้างและ Long Take เครื่องแต่งกายเปลี่ยนจากชุดคลุมพ่อมดตลอดเวลา มาเป็นเสื้อผ้าลำลอง (ยีนส์ เสื้อฮู้ด) ซึ่งทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์ที่จับต้องได้ โทนสีเปลี่ยนเป็น “Blue & Grey” สะท้อนความหนาวเหน็บและความสิ้นหวังของ “ผู้คุมวิญญาณ” (Dementors) งาน CGI ของผู้คุมวิญญาณคือความสยองขวัญที่งดงาม ผ้าที่ขาดวิ่นกับเอฟเฟกต์ดูดวิญญาณทำออกมาได้ขนลุก และการใช้ “The Whomping Willow” เป็นตัวตัดฉากเพื่อบอกฤดูกาล คือไอเดียที่บรรเจิดมาก

การแสดง นี่คือภาคที่ Daniel Radcliffe เริ่มแสดงอารมณ์ “โกรธ” ได้ดี แม้จะยังดูเกร็งๆ ในบางจุด แต่ Gary Oldman (ซิเรียส แบล็ก) และ David Thewlis (รีมัส ลูปิน) เข้ามาสอนมวยการแสดงให้รุ่นเด็กดู เคมีระหว่างแฮร์รี่กับลูปินดูอบอุ่นเหมือนพ่อลูกจริงๆ ส่วน Emma Watson เริ่มฉายแววความเด็ดเดี่ยว (ฉากชกหน้ามัลฟอยคือตำนาน) เป็นภาคที่นักแสดงทุกคนดูโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งหน้าตาและอินเนอร์

Harry Potter and the Goblet of Fire (ถ้วยอัคนี)

“วัยรุ่นวุ่นวาย กับจุดจบของความไร้เดียงสา”

บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง รีวิว Harry Potter Mike Newell เข้ามารับไม้ต่อด้วยโจทย์ที่หินที่สุด หนังสือหนาเกือบ 800 หน้าต้องยัดลงในหนัง 2 ชั่วโมงครึ่ง ผลที่ได้คือหนังที่มี “Pacing” (จังหวะ) เร็วมาก เร็วเหมือนนั่งรถไฟเหาะ ฉากตัดฉับไว รายละเอียด Quidditch World Cup ถูกตัดทิ้งเกือบหมดเพื่อมุ่งสู่การประลอง หนังเปลี่ยนโทนเป็น Thriller ผสม Teen Drama เราเห็นความอึดอัดของความรักวัยรุ่น งานเต้นรำ Yule Ball และความริษยาระหว่างเพื่อน แต่จุดพีคคือครึ่งหลังที่เปลี่ยนจากหนังโรงเรียนกลายเป็นหนังสยองขวัญเต็มตัวในฉากสุสาน

งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ ภาคนี้เน้นความ “Grand” และความหลากหลายทางวัฒนธรรม เราได้เห็นโรงเรียนอื่น (โบซ์บาตงและเดิร์มสแตรงก์) งานดีไซน์เสื้อผ้าและฉากเปิดตัวทำได้น่าตื่นตาตื่นใจ ฉากใต้น้ำและฉากเขาวงกต ทำออกมาได้กดดัน การใช้โทนสีเริ่มมืดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่บางฉากการตัดต่อที่รวดเร็วเกินไปทำให้คนที่ไม่เคยอ่านหนังสืออาจจะงงในบริบท และทรงผมของตัวละครชายในภาคนี้ (ผมยาวรุงรัง) เป็นจุดที่แฟนๆ แซวกันยับ แต่มันก็สะท้อนแฟชั่นยุคนั้นได้ดี

การแสดง Ralph Fiennes เปิดตัวในบท Lord Voldemort ได้อย่างน่าสะพรึงกลัว เขาไม่ได้เล่นให้ดูเป็นปีศาจคำราม แต่เล่นให้ดู “วิปริต” และ “นุ่มนวล” ซึ่งน่ากลัวกว่ามาก ในฝั่งของเด็กๆ นี่คือภาคที่แสดงความ “Awkward” (กระอักกระอ่วน) ของวัยรุ่นได้ดีที่สุด รอนกับแฮร์รี่ทะเลาะกันสมจริง เฮอร์ไมโอนี่ร้องไห้เพราะผู้ชาย ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติของเด็ก ม.ปลาย และ Robert Pattinson ในบท Cedric ก็เป็นตัวแทนของ “ความดีงามที่ต้องสูญเสีย” ได้อย่างน่าจดจำ

Harry Potter and the Order of the Phoenix (ภาคีนกฟีนิกซ์)

“สงครามจิตวิทยา และการเมืองในโลกเวทมนตร์”

บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง รีวิว Harry Potter David Yates เข้ามารับหน้าที่ผู้กำกับ (และยิงยาวจนจบ) เขาเปลี่ยนโทนหนังให้เป็น “Political Thriller” (ระทึกขวัญการเมือง) หนังสือเล่มที่หนาที่สุดถูกตัดทอนจนกลายเป็นหนังที่สั้นที่สุดภาคหนึ่ง แต่เป็นการตัดที่ “คม” หนังโฟกัสที่สภาวะ PTSD ของแฮร์รี่ ความโดดเดี่ยว และการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ (กระทรวงเวทมนตร์) การตัดฉากทำความสะอาดกริมโมลด์เพลสหรือฉากในโรงพยาบาลเซนต์มังโกออก อาจจะน่าเสียดาย แต่ทำให้หนังโฟกัสที่การปะทะกันระหว่าง “Dumbledore’s Army” กับ “Umbridge” ได้เต็มที่

งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ งานภาพมีความเป็นผู้ใหญ่สูงมาก การใช้มุมกล้อง Handheld ในบางฉากสร้างความรู้สึกสมจริง ฉากกระทรวงเวทมนตร์ที่ปูด้วยกระเบื้องสีดำมันวาวสะท้อนความเย็นชาของระบบราชการ ไฮไลท์คือ “ฉากดวลเวทมนตร์” ระหว่างดัมเบิลดอร์และโวลเดอมอร์ ท้ายเรื่อง นี่คือฉากต่อสู้ด้วยเวทมนตร์ที่ “ครีเอทีฟ” ที่สุดในทั้ง 8 ภาค ไม่ใช่แค่ยิงแสงใส่กัน แต่มีการใช้ธาตุ ไฟ น้ำ แก้ว ทราย มาสู้กัน มันคืองานศิลปะของการต่อสู้

การแสดง ต้องกราบ Imelda Staunton ในบท Dolores Umbridge เธอทำให้คนดูเกลียดเข้าไส้ได้มากกว่าโวลเดอมอร์ รอยยิ้มหวานๆ ในชุดสีชมพูที่ซ่อนความอำมหิต คือการแสดงระดับ Masterclass Daniel Radcliffe แบกหนังทั้งเรื่องด้วยอารมณ์ “เก็บกด” และ “ระเบิดออก” ส่วน Helena Bonham Carter ในบท Bellatrix ก็บ้าคลั่งได้ใจ เป็นภาคที่ตัวละครหญิงโดดเด่นมาก (รวมถึง Luna Lovegood ที่เปิดตัวได้แปลกประหลาดและน่ารักสมบทบาท)

Harry Potter and the Half-Blood Prince (เจ้าชายเลือดผสม)

“ความเงียบก่อนพายุ และโศกนาฏกรรมสีซีด”

บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง รีวิว Harry Potter ภาคนี้กลับมาเน้น “Romantic Comedy” ผสมกับ “Tragedy” บทหนังพยายามบาลานซ์เรื่องรักสามเส้าของรอน-ลาเวนเดอร์-เฮอร์ไมโอนี่ กับภารกิจย้อนอดีตของโวลเดอมอร์ ข้อเสียใหญ่หลวงคือการตัด “ปูมหลังของโวลเดอมอร์” ออกไปเยอะมาก ทำให้แรงจูงใจของตัวร้ายดูเบาบางลง แต่หนังทำได้ดีมากในการสร้างบรรยากาศ “บอกลา” เราสัมผัสได้ว่าฮอกวอตส์ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป และการตายของดัมเบิลดอร์ถูกนำเสนอแบบเงียบงันแต่บาดลึก

งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ Bruno Delbonnel (ผู้กำกับภาพ) ย้อมหนังทั้งเรื่องด้วยโทนสี “Sepia” และสีตุ่นๆ จนดูเหมือนภาพถ่ายเก่าๆ เงาและแสงถูกใช้สร้างบรรยากาศอึมครึม ฉากในถ้ำ (Horcrux Cave) คือที่สุดของงาน Visual ความมืดมิดของน้ำและแสงสีเขียวซีดๆ สร้างความรู้สึกสิ้นหวัง CGI ของน้ำยาแห่งความตายและวงแหวนไฟทำได้สวยงามและน่ากลัว แต่บางคนอาจจะบ่นว่าหนัง “มืด” เกินไปจนมองแทบไม่เห็นในบางฉาก

การแสดง Spotlight ภาคนี้ต้องยกให้ Tom Felton (Draco Malfoy) เขาไม่ได้เป็นแค่เด็กเกเรอีกต่อไป แต่เป็นเด็กชายที่แบกรับภารกิจฆ่าคนทั้งที่จิตใจแหลกสลาย เขาถ่ายทอดความกลัว ความกดดัน ผ่านแววตาได้ยอดเยี่ยมมาก Jim Broadbent ในบท Slughorn ก็เล่นได้ซับซ้อน เป็นคนขี้ขลาดที่น่าสงสาร และ Michael Gambon (ดัมเบิลดอร์) ในภาคนี้ดูอ่อนโยนและโรยรา ทำให้ฉากสุดท้ายของเขามีผลกระทบต่อจิตใจคนดูอย่างมาก

Harry Potter and the Deathly Hallows Part 1 (เครื่องรางยมทูต ภาค 1)

“โร้ดมูวี่แห่งความโดดเดี่ยว การแตกสลายของมิตรภาพ”

บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง รีวิว Harry Potter การหั่นหนังสือเล่มสุดท้ายเป็น 2 ภาค คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะ Part 1 กลายเป็น “Character Study” (การศึกษาตัวละคร) อย่างแท้จริง ไม่มีฮอกวอตส์ ไม่มีครู มีแค่เด็ก 3 คนกลางป่า หนังเดินเรื่องช้า เน้นความอึดอัด ความหิว ความระแวง (จากผลของฮอร์ครักซ์) หลายคนอาจบ่นว่าน่าเบื่อที่มีแต่ฉากตั้งแคมป์ แต่นี่คือความสมจริงของสงครามแบบกองโจร ฉากเต้นรำในเต็นท์ระหว่างแฮร์รี่และเฮอร์ไมโอนี่ (ที่ไม่มีในหนังสือ) เป็นซีนที่สวยงามที่แสดงถึงมิตรภาพท่ามกลางความสิ้นหวัง

งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ ถ่ายทำนอกสถานที่เยอะมาก วิวทิวทัศน์ของอังกฤษที่แห้งแล้ง หนาวเย็น สะท้อนสภาวะจิตใจตัวละคร แต่ที่เป็น The Best คือ “แอนิเมชั่นนิทานสามพี่น้อง” มันคืองานศิลปะสไตล์ Shadow Puppet ที่เล่าตำนานเครื่องรางยมทูตได้ขลัง งดงาม และน่าขนลุก เป็นหนึ่งในฉากที่น่าจดจำที่สุดในแฟรนไชส์

การแสดง นี่คือบททดสอบเคมีของ Trio (Daniel, Emma, Rupert) อย่างแท้จริง พวกเขาต้องแบกหนังทั้งเรื่องโดยไม่มีตัวช่วย รอนที่ขี้หึงและเกรี้ยวกราด เฮอร์ไมโอนี่ที่พยายามเข้มแข็งแต่เปราะบาง และแฮร์รี่ที่แบกโลกไว้ Rupert Grint แสดงความซับซ้อนทางอารมณ์ได้ดีที่สุดในภาคนี้ ส่วน Emma Watson ในฉากที่ลบความทรงจำพ่อแม่ตอนต้นเรื่อง คือการแสดงผ่านแววตาที่เจ็บปวดโดยไม่ต้องพูดสักคำ

Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 (เครื่องรางยมทูต ภาค 2)

“บทสรุปแห่งมหากาพย์ สงคราม และน้ำตา”

บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง รีวิว Harry Potter นี่คือหนังสงคราม (War Movie) เต็มรูปแบบ จังหวะหนังพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่มีเบรก พักหายใจแทบไม่ทัน ทุกปมที่ผูกมา 10 ปีถูกคลี่คลาย ฉาก “ความทรงจำของสเนป” (The Prince’s Tale) คือหัวใจของภาคนี้และของทั้งเรื่องราว การตัดต่อร้อยเรียงเรื่องราวความรักนิรันดร์ของสเนปทำออกมาได้ “ตายคาจอ” คนดูร้องไห้กันทั้งโรง มันเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อตัวละครนี้ไปตลอดกาลภายใน 5 นาที

งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ ฮอกวอตส์ที่เรารักพังพินาศ งาน Visual Effects จัดเต็มที่สุด ฉากเกราะป้องกันโรงเรียนแตกสลาย ฉากไฟปีศาจในห้องต้องประสงค์ และฉากมังกร Gringotts คือความยิ่งใหญ่ระดับ Blockbuster แต่ในความยิ่งใหญ่ ก็มีความนิ่งสงบในฉาก “King’s Cross” (โลกหลังความตาย) ที่ขาวโพลน ตัดกับความมืดมิดของสงคราม เป็น Contrast ที่งดงาม

การแสดง Alan Rickman คือตำนาน แม้จะออกมาไม่เยอะแต่ทรงพลังที่สุด การสื่ออารมณ์รักที่ซ่อนภายใต้ความเย็นชาคือที่สุดของการแสดง Matthew Lewis (เนวิลล์) ได้ซีนหล่อเท่ที่รอคอยมานาน และ Maggie Smith ที่ปลุกรูปปั้นหินออกมาปกป้องโรงเรียนด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ เป็นโมเมนต์ที่น่ารักในความตึงเครียด สุดท้าย Daniel Radcliffe ปิดจ๊อบได้สมบูรณ์แบบ แววตาที่ยอมรับความตายตอนเดินเข้าป่าต้องห้าม คือแววตาของคนที่โตเป็นผู้ใหญ่และเข้าใจสัจธรรม

บทสรุปภาพรวม (The Final Verdict)

การดู Harry Potter ทั้ง 8 ภาค ไม่ใช่แค่การดูหนัง แต่มันคือการดู “Home Video” ของเด็กกลุ่มหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับเรา จากความสดใสแบบดิสนีย์ในภาค 1-2 ค่อยๆ บิดเบี้ยวเป็นหนังจิตวิทยาวัยรุ่นในภาค 3-5 และจบลงด้วยหนังสงครามดราม่าที่หนักหน่วงในภาคสุดท้าย

จุดแข็งที่สุดของแฟรนไชส์นี้คือ “ความต่อเนื่องของนักแสดง” การที่ไม่มีการเปลี่ยนตัวนักแสดงหลักเลยตลอด 10 ปี ทำให้ความผูกพันของคนดูกับตัวละครมันลึกซึ้งในระดับจิตวิญญาณ เราไม่ได้เห็นแค่ตัวละครโต แต่เราเห็น “คน” โตจริงๆ

แม้บางภาคบทจะแกว่ง บางภาคจะตัดเนื้อหาสำคัญ แต่ในฐานะงานศิลปะภาพยนตร์ ชุดหนัง Harry Potter คือความมหัศจรรย์ที่ยากจะหาแฟรนไชส์ไหนมาเทียบเคียงได้ในแง่ของ “มนต์ขลัง” ที่ไม่ว่าจะเปิดดูกี่ครั้ง เราก็จะยังรู้สึกเหมือนได้กลับ “บ้าน” เสมอ

“After all this time?” “Always.” movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *