รีวิวหนังตำนาน 5เรื่องที่ต้องดูสักครั้งในชีวิต

นี่คือบทรีวิวหนังตำนาน 5 เรื่องที่ “ชาตินี้ต้องดูให้ได้” เขียนในสไตล์เล่าเรื่อง พูดคุย เจาะลึกถึงอารมณ์ งานภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นเล่าเรื่องย่อ แต่จะพาคุณดำดิ่งไปสู่ “จิตวิญญาณ” ของหนังแต่ละเรื่องครับ

ทำไมเราถึงต้องดู “ตำนาน”

คุณเคยรู้สึกไหมว่า เวลาเราดูหนังบางเรื่องจบแล้ว เราไม่ได้แค่เดินออกจากโรงหนังหรือปิดทีวี แต่เราเหมือน “เปลี่ยนไป” นิดนึง? หนังระดับตำนานมันมีพลังงานบางอย่างที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ให้ความบันเทิง แต่มันกระชากวิญญาณเราออกมาตบหน้า แล้วกอดปลอบเราเบาๆ

วันนี้ผมคัดมา 5 เรื่อง ที่ผมกล้าพูดเลยว่า ถ้าคุณรักการดูหนัง หรือแค่อยากเข้าใจมนุษย์ให้มากขึ้น คุณต้องดู ห้ามตายก่อนดูเด็ดขาด! เราจะไม่มานั่งไล่เรียงไทม์ไลน์ว่าใครทำอะไรที่ไหน แต่เราจะมาคุยกันว่า ทำไมงานภาพเหล่านี้ถึงตราตรึง และทำไมการแสดงในเรื่องพวกนี้ถึงถูกเรียกว่า “Masterpiece”

อังกฤษ
รีวิวหนังตำนาน

The Godfather (1972) – จิตวิญญาณของอำนาจและความโดดเดี่ยว

รีวิวหนังตำนาน ถ้าพูดถึงคำว่า “Perfect Movie” เรื่องนี้คือคำตอบแรกเสมอ หลายคนกลัวที่จะดูเพราะคิดว่าเป็นหนังมาเฟียยิงกันโป้งป้าง แต่ผิดถนัดครับ นี่คือหนังดราม่าครอบครัวที่ “เงียบเชียบ” และ “ทรงพลัง” ที่สุดในโลก

งานภาพ ศิลปะแห่งความมืด (The Prince of Darkness) ต้องกราบตากล้อง Gordon Willis งามๆ สามที งานภาพของ The Godfather ไม่ใช่แค่การถ่ายให้สวย แต่มันคือการเล่าเรื่องผ่าน “เงา” สังเกตไหมครับ ฉากในห้องทำงานของ ดอน วีโต้ คอร์เลโอเน่ มันมืดมาก! แสงไฟจัดมาจากด้านบน (Top light) จนทำให้เบ้าตาของตัวละครมืดสนิท เรามองไม่เห็นดวงตาของดอน

นี่คือความอัจฉริยะ! มันสื่อว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าชายคนนี้คิดอะไรอยู่ ความดำมืดนั้นคืออำนาจ คือความลับ และคือภาระที่เขาแบกไว้ ตัดภาพมาที่ฉากงานแต่งงานข้างนอก แสงสว่างจ้า สีสันสดใส มันคือการแบ่งโลกสองใบอย่างชัดเจน โลกที่สว่างไสวของครอบครัว และโลกมืดมิดของธุรกิจ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวละครเริ่มก้าวเข้าสู่ด้านมืด แสงในเฟรมจะค่อยๆ เปลี่ยนไป การจัดองค์ประกอบภาพที่นิ่ง สงบ แต่แฝงความตึงเครียด ทุกเฟรมเหมือนภาพวาดสีน้ำมันยุคเรเนซองส์ที่ขลังจนขนลุก

การแสดง การส่งไม้ต่อของราชา Marlon Brando (Don Vito) ลืมภาพจำล้อเลียนเสียงแหบๆ ไปได้เลย Brando ในเรื่องนี้คือ “สิงโตแก่” ที่แค่ขยับนิ้วก้อย คนทั้งห้องก็หยุดหายใจ การแสดงของเขาไม่ได้อยู่ที่การตะคอก แต่อยู่ที่ “ความนิ่ง” การเกาแก้มเบาๆ การดมดอกกุหลาบ หรือจังหวะการพูดที่เหมือนคนกำลังคิดตลอดเวลา เขาทำให้มาเฟียดูมีเมตตาและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน มันคือการแสดงที่ใช้ “บารมี” มากกว่า “ท่าทาง”

Al Pacino (Michael) นี่คือหัวใจของเรื่อง การแสดงของ Pacino คือ Masterclass ของคำว่า “Transformation” (การเปลี่ยนแปลง) ช่วงต้นเรื่องแววตาเขาใสซื่อ เป็นเด็กหนุ่มอนาคตไกล แต่พอหนังดำเนินไป คุณจะเห็นแววตาคู่นั้นค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้น เย็นชาขึ้น จนฉากสุดท้าย… สายตาที่เขามองภรรยาตอนปิดประตูห้องทำงาน มันว่างเปล่าจนน่าใจหาย เขาไม่ได้เล่นใหญ่เลย แต่เขาสื่อสารความตายด้านของจิตวิญญาณออกมาได้สมบูรณ์แบบที่สุด

In the Mood for Love (2000) – ความเหงาที่สวยงามที่สุดในโลก

รีวิวหนังตำนาน ข้ามมาฝั่งเอเชียกับหนังของ หว่องกาไว เรื่องนี้ไม่ใช่หนังรักที่พระเอกนางเอกวิ่งกอดกัน แต่มันคือหนังที่พูดถึง “ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้” และ “แรงปรารถนาที่ถูกกดทับ” ใครชอบงานศิลป์ เรื่องนี้คือไบเบิล

งานภาพ บทกวีที่เขียนด้วยสีและควันบุหรี่ งานภาพเรื่องนี้สวยจนอยากจะแคปทุกวินาทีไปใส่กรอบ Christopher Doyle (ผู้กำกับภาพ) ใช้สีได้ฉูดฉาดและมีความหมายมาก โดยเฉพาะสีแดงและเขียวที่ตัดกันอย่างรุนแรง มันสื่อถึงความรักที่เร่าร้อนแต่ก็อันตราย พื้นที่ในหนังถูกออกแบบให้ “แคบ” และ “อึดอัด” ตรอกซอกซอย ทางเดินแคบๆ หรือห้องเช่าเล็กๆ มุมกล้องมักจะแอบถ่ายผ่านกรอบประตู ผ่านผ้าม่าน เหมือนเรากำลัง “ถ้ำมอง” ความลับของคนสองคน

และทีเด็ดคือ “Slow Motion” ครับ การที่พระเอกนางเอกแค่เดินสวนกันบนบันไดแคบๆ ในจังหวะสโลว์ พร้อมเพลงบรรเลง Yumeji’s Theme มันทำให้ช่วงเวลานั้นยืดยาวออกไปเป็นนิรันดร์ มันสื่อว่าสำหรับคนแอบรัก แค่ได้เดินสวนกัน สบตากันแวบเดียว มันมีความหมายมหาศาลขนาดไหน ควันบุหรี่ที่ลอยอ้อยอิ่ง ชุดกี่เพ้าที่เปลี่ยนลายไปเรื่อยๆ เพื่อบอกเวลาที่ผ่านไป ทั้งหมดนี้คือการเล่าเรื่องที่โคตรจะโรแมนติกและเจ็บปวด

การแสดง น้อยแต่มาก (Subtlety at its best) Tony Leung (Chow Mo-wan) สายตาของเหลียงเฉาเหว่ยคืออาวุธทำลายล้าง เขาเล่นบทผู้ชายที่สุภาพ นิ่งลึก แต่ข้างในพังทลาย เขาไม่ต้องพูดคำว่า “ผมรักคุณ” หรือ “ผมเสียใจ” เลย แค่เขานั่งสูบบุหรี่ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เราก็สัมผัสได้ถึงความเหงาที่กัดกินหัวใจ การแสดงของเขาคือการเก็บกดอารมณ์ ซึ่งมันยากกว่าการระเบิดอารมณ์มากนัก

Maggie Cheung (Su Li-zhen) เธอคือความสง่างามที่เปราะบาง ทุกย่างก้าวในชุดกี่เพ้าของเธอคือการแสดง เธอต้องแสดงเป็นผู้หญิงที่ยึดมั่นในศีลธรรมแต่ใจมันเผลอไปแล้ว การแสดงออกทางสีหน้าของเธอมีความลังเล ความโหยหา และความกลัวปนกันอยู่ตลอดเวลา เคมีของทั้งคู่มันคือ “แรงดึงดูด” ที่แตะต้องกันไม่ได้ เป็นการแสดงที่ใช้ความเงียบคุยกันได้เสียงดังที่สุด

The Dark Knight (2008) – เมื่อความโกลาหลกลายเป็นศิลปะ

รีวิวหนังตำนาน ลืมคำว่า “หนังฮีโร่” ทิ้งไปก่อน เพราะนี่คือหนังอาชญากรรมจิตวิทยาฟอร์มยักษ์ที่บังเอิญมีตัวละครใส่ชุดค้างคาว Christopher Nolan ยกระดับมาตรฐานหนังไปสู่จุดที่สูงจนน่ากลัว

งานภาพ ความสมจริงในสเกลยักษ์ (IMAX Scale Reality) Nolan เกลียด CG (คอมพิวเตอร์กราฟิก) และรักความสมจริง งานภาพเรื่องนี้จึงดิบ เถื่อน และยิ่งใหญ่ ซีนเปิดตัวที่ถ่ายด้วยกล้อง IMAX ให้ภาพที่คมชัดและกว้างใหญ่ไพศาล เมืองก็อทแธมดูเป็นเมืองจริงๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่เมืองการ์ตูน โทนสีออกไปทางน้ำเงิน-ดำ-เทา ให้ความรู้สึกเย็นชาและไร้ความหวัง

ฉากแอ็คชั่นในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นความเวอร์วังแฟนตาซี แต่เน้น “น้ำหนัก” รถชนคือชนจริง รถบรรทุกพลิกคว่ำคือพลิกจริง (ฉากในตำนานที่คว่ำรถ 18 ล้อกลางเมืองชิคาโก้) การถ่ายทำแบบนี้ทำให้คนดูรู้สึก “ลุ้น” จริงๆ เพราะสมองเรารู้ว่านี่คือวัตถุจริง แรงกระแทกจริง มันสร้างความตึงเครียดที่ CG ทำไม่ได้

การแสดง ปีศาจที่ชื่อ Heath Ledger Heath Ledger (The Joker) นี่ไม่ใช่การแสดง แต่มันคือ “การสิงร่าง” Heath Ledger ลบภาพตัวเองทิ้งไม่เหลือซาก เขาดีไซน์ทุกอย่างใหม่หมด ตั้งแต่การเดินหลังค่อมๆ การเลียริมฝีปาก (ซึ่งจริงๆ เกิดจากแผลเทียมหลุด แต่เขาเอามาใช้เป็นคาแรคเตอร์) น้ำเสียงที่เปลี่ยนระดับตลอดเวลา เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำคาดเดาไม่ได้

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ “แววตา” ใต้เมคอัพเละๆ นั้น แววตาเขาไม่ได้ดูโกรธเกลียด แต่ดู “สนุก” เขาทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าชายคนนี้ไม่มีเป้าหมาย ไม่ต้องการเงิน ไม่ต้องการอำนาจ เขาแค่ “อยากเห็นโลกมอดไหม้” ฉากปรบมือในห้องขัง หรือฉากสอบสวนที่โดนแบทแมนซ้อมแล้วหัวเราะ มันคือการแสดงระดับปรากฏการณ์ที่ร้อยปีจะมีสักคนทำได้ มันทรงพลังจนบางทีเราเผลอเอาใจช่วยจอมวายร้ายคนนี้โดยไม่รู้ตัว

The Shawshank Redemption (1994) – ปาฏิหาริย์แห่งความหวัง

รีวิวหนังตำนาน หนังที่มักจะครองอันดับ 1 ใน IMDb ตลอดกาล เป็นหนังที่ตอนฉายรายได้แป้ก แต่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า นี่คือยาใจที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ หนังคุกที่ไม่ได้เน้นเรื่องแหกคุกแบบบู๊ล้างผลาญ แต่เน้นเรื่อง “การแหกคุกทางจิตวิญญาณ”

งานภาพ จากสีเทาสู่สีฟ้าคราม Roger Deakins (ผู้กำกับภาพ) คือพ่อมดแห่งแสง งานภาพใน Shawshank เล่าเรื่องความหวังผ่าน “โทนสี” ช่วงแรกในคุก ภาพจะดูอึมครึม สีเทาๆ ตุ่นๆ หม่นหมอง เหมือนกดหัวเราไว้ แต่เมื่อตัวละครมีความหวัง แสงจะเริ่มเปลี่ยนไป

ฉากที่สวยงามที่สุดและเป็นตำนาน คือฉากที่พระเอกยืนกางแขนท่ามกลางสายฝนและฟ้าผ่าหลังจากมุดท่อออกมา มันคือภาพของ “การชำระล้าง” แสงฟ้าผ่าที่สาดลงมาทำให้เห็นเงาของอิสรภาพ และซีนจบของเรื่อง… โอ้โห มันคือรางวัลของคนดู สีของน้ำทะเลสีฟ้าสด ตัดกับทรายขาว และท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ มันตรงข้ามกับกำแพงคุกสีเทาที่ขังเรามา 2 ชั่วโมงโดยสิ้นเชิง งานภาพเรื่องนี้สอนให้เรารู้จักความหมายของคำว่า “อิสรภาพ” ผ่านทางสายตาอย่างแท้จริง

การแสดง มิตรภาพที่อบอุ่นที่สุด Tim Robbins (Andy Dufresne) เขาเล่นเป็นคนที่ดูลึกลับและแปลกแยก ท่าทางที่ดูหยิ่งๆ นิ่งๆ ของเขาในตอนแรก ทำให้เราสงสัย แต่พอเรื่องดำเนินไป เราเห็นความ “แกร่ง” ข้างใน เขาไม่ได้สู้ด้วยกำปั้น แต่สู้ด้วยสมองและความนิ่ง รอยยิ้มเล็กๆ ของเขาตอนเปิดเพลง Opera ให้คนทั้งคุกฟัง มันบอกเล่าว่า “พวกแกขังตัวฉันได้ แต่ขังใจฉันไม่ได้”

Morgan Freeman (Red) เสียงบรรยายของเขาคือเสียงของพระเจ้า! แต่มากกว่าเสียงคือการแสดงออกทางสายตา Red คือคนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาไปแล้ว สายตาเขาดูเหนื่อยล้าและหมดหวัง แต่เมื่อเขาได้รู้จัก Andy เราจะเห็นประกายตาของเขากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เคมีระหว่างสองคนนี้มันธรรมชาติมาก เหมือนเพื่อนที่รู้จักกันมา 30 ปีจริงๆ ฉากที่ Red พูดต่อหน้ากรรมการคุมประพฤติครั้งสุดท้าย มันคือการแสดงที่ปลดปล่อยความรู้สึกผิดและความจริงใจออกมาจนคนดูน้ำตาซึม

Schindler’s List (1993) – ความเจ็บปวดที่งดงาม

รีวิวหนังตำนาน ถ้าคุณอยากร้องไห้แบบใจสลาย แต่เต็มอิ่มไปด้วยความเป็นมนุษย์ เรื่องนี้คือที่สุด Steven Spielberg สร้างหนังเรื่องนี้เพื่อย้ำเตือนโลกถึงความโหดร้าย และความเมตตาที่เกิดขึ้นได้แม้ในนรก

งานภาพ สีขาว-ดำ และเด็กหญิงชุดแดง การเลือกถ่ายทำเป็น “ขาว-ดำ” ไม่ใช่แค่เพื่อความเท่ แต่เพื่อดึงเรากลับไปสู่ยุคสมัยนั้น และลดทอนสีของเลือดลง (ไม่งั้นจะสยองเกินไป) แต่มันกลับทำให้เรารู้สึก “หดหู่” และ “จริง” ยิ่งกว่าเดิม แสงเงาที่ใช้มีความ Contrast สูงมาก เหมือนจะแบ่งแยกระหว่างความดีกับความชั่ว

แต่สิ่งที่กระแทกใจคนทั้งโลกคือ “เด็กผู้หญิงในชุดสีแดง” ซึ่งเป็นสีเดียวที่ปรากฏในหนัง ท่ามกลางภาพขาวดำที่วุ่นวาย การที่กล้องโฟกัสไปที่จุดสีแดงเล็กๆ นี้ มันคือสัญลักษณ์ของ “ชีวิตที่บริสุทธิ์” ที่ถูกมองข้าม การเห็นสีแดงนี้เคลื่อนที่ไปมาท่ามกลางความตาย เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพที่ทรงพลังจนจุกอก งานกล้อง Handheld (ถือถ่ายด้วยมือ) ในหลายๆ ฉาก ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังดูสารคดี เหมือนเรายืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ซึ่งมันน่ากลัวและบีบหัวใจมาก

การแสดง ความเป็นมนุษย์ 3 ด้าน Liam Neeson (Oskar Schindler) เขาแสดงให้เห็นพัฒนาการของตัวละครจากนักธุรกิจหน้าเลือด ผู้ชายเจ้าชู้ ที่มองสงครามเป็นโอกาส กลายมาเป็นคนที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตคน ฉากสุดท้ายที่เขาฟูมฟายว่า “ฉันน่าจะช่วยได้อีกคน… รถคันนี้แลกได้อีก 10 คน เข็มกลัดนี้แลกได้อีก 2 คน” มันคือการระเบิดอารมณ์ที่ทำให้เห็นว่า แม้เขาจะช่วยคนเป็นพัน แต่ความรู้สึกผิดในใจเขามันมหาศาลขนาดไหน

Ralph Fiennes (Amon Goeth) คนนี้คือฝันร้าย เขาเล่นเป็นนาซีที่เหี้ยมโหดแบบ “คาดเดาไม่ได้” เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ความน่ากลัวไม่ใช่ตอนเขายิงคน แต่คือตอนที่เขาทำตัวปกติ เขาทำให้เราเห็นว่า “ปีศาจ” ก็มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ สายตาที่เขามองเชลยเหมือนมองแมลง มันเย็นชาจนน่าขยะแขยง การแสดงของเขาทำให้บทของเลียม นีสัน ดูมีความหมายและทรงพลังยิ่งขึ้น เพราะมีตัวร้ายที่สมน้ำสมเนื้อ

บทสรุป

หนังทั้ง 5 เรื่องนี้ ไม่ได้มีดีแค่ความสนุก แต่มันคือ “งานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้”

  • ถ้าอยากเข้าใจ ครอบครัวและอำนาจ ดู The Godfather
  • ถ้าอยากสัมผัส ความเหงาที่ลึกซึ้ง ดู In the Mood for Love
  • ถ้าอยากเห็น จิตวิทยาความโกลาหล ดู The Dark Knight
  • ถ้าอยากเติม ความหวังและพลังใจ ดู The Shawshank Redemption
  • และถ้าอยากระลึกถึง คุณค่าของชีวิต ดู Schindler’s List

เชื่อผมเถอะครับ หาเวลาว่างๆ ปิดมือถือ ปิดไฟในห้อง แล้วเปิดดูหนังพวกนี้สักเรื่อง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมโลกนี้ถึงยังต้องการภาพยนตร์อยู่ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *