รีวิวหนัง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) 10 เรื่องยอดฮิต

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเจาะลึกสุดๆ ชนิดที่ว่าจัดเต็มกันไปเลยกับนักแสดงหญิงที่ผมกล้าพูดเต็มปากว่า “ทรงอิทธิพลและฝีมือจัดจ้านที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้” เธอไม่ใช่แค่คนสวยที่มาเป็นไม้ประดับในฮอลลีวูด แต่เธอคือ ‘มาร์โกต์ ร็อบบี้’ (Margot Robbie) ผู้หญิงที่ใช้ฝีมือการแสดง ฟาดฟันกับตัวพ่อตัวแม่ในวงการมาแล้วนับไม่ถ้วน

วันนี้เราจะพักเรื่องย่อแบบวิกิพีเดียทิ้งไปเลยครับ เราจะไม่มาเล่าว่าใครทำอะไรที่ไหน แต่เราจะมาขยี้เนื้อแท้ของหนัง งานภาพ แสง สี และที่สำคัญที่สุดคือ “การแสดง” ของเธอใน 10 ผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่ถ้าคุณเป็นคอหนังตัวจริง… คุณต้องห้ามพลาด! พร้อมลุยหรือยังครับ? ถ้าพร้อมแล้ว ชงกาแฟสักแก้ว แล้วมาอินไปพร้อมๆ กันเลย!

Margot Robbie

The Wolf of Wall Street (2013)  การปรากฏตัวที่โลกต้องจดจำ

รีวิวหนัง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องหุ้นหรือความรวย แต่มันคือการเปลือยสันดานดิบของมนุษย์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภ ทุนนิยม และกามารมณ์ มาร์ติน สกอร์เซซี (ผู้กำกับ) โยนเราเข้าไปในโลกที่ศีลธรรมไม่มีค่าเท่ากับเงินดอลลาร์ มันคือการสาดความบ้าคลั่งใส่หน้าคนดูแบบไม่ยั้ง

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) งานภาพเรื่องนี้คือความ “ล้น” ที่ตั้งใจให้ล้นครับ แสงสีสดใสฉูดฉาด การจัดแสงในฉากปาร์ตี้หรือออฟฟิศที่ดูโอ่อ่าเกินจริง กล้องมักจะเคลื่อนไหวแบบฉวัดเฉวียน (Tracking Shots) เพื่อดึงเราให้รู้สึกเหมือนกำลังเมายาและเมาเงินไปพร้อมกับตัวละคร ทุกเฟรมภาพตะโกนคำว่า “ความมั่งคั่งที่เน่าเฟะ” ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ ทุกคนครับ… นี่คือบท ‘นาโอมิ’ ที่ทำให้โลกต้องหยุดมองเธอ ลองจินตนาการดูว่านักแสดงหน้าใหม่ต้องมาปะทะอารมณ์กับ ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ ที่กำลังท็อปฟอร์มสุดๆ แต่มาร์โกต์ไม่โดนกลืนเลยสักนิด! เธอใช้สเน่ห์ที่เย้ายวนแบบอันตราย (Femme Fatale) ผสมกับความเด็ดขาด ฉากที่เธอใช้ร่างกายของตัวเองเป็นอาวุธในการต่อรองกับจอร์แดนในห้องนอน คือการแสดงที่ทรงพลังมาก แววตาของเธอไม่ได้มีแค่ความยั่วเย้า แต่มันมีความเหนือกว่า มีอำนาจแฝงอยู่ เธอทำให้เรารู้ว่าในโลกของผู้ชายที่หิวเงิน ผู้หญิงคนนี้แหละที่คุมเกมได้อย่างแท้จริง

I, Tonya (2017)  รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาบนลานน้ำแข็ง

รีวิวหนัง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) นี่ไม่ใช่หนังชีวประวัติกีฬาดาษๆ แต่มันคือตลกร้ายที่เสียดสีสื่อมวลชนและสังคมที่ชอบตัดสินคนอื่น หนังตั้งคำถามถึง “ความจริง” ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ผ่านการเล่าเรื่องแบบสไตล์สารคดีปลอม (Mockumentary) ที่ตัวละครหันมาคุยกับคนดู มันสะท้อนให้เห็นความเจ็บปวดของคนชายขอบที่พยายามตะเกียกตะกายเพื่อการยอมรับ แต่กลับถูกถีบส่งลงมาเพราะเธอ “ไม่แพง” พอสำหรับอเมริกา

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) งานภาพมีความดิบ เถื่อน และย้อนยุคไปในยุค 90s แบบสุดๆ โทนสีของหนังจะมีความอมเหลืองและหม่นๆ สะท้อนชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของทอนย่า แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ “ฉากสเก็ตน้ำแข็ง” กล้องลื่นไหลไปกับตัวละครเหมือนเราไปยืนอยู่บนลานน้ำแข็งด้วย การตัดต่อมีความฉับไว ดุดัน เข้ากับสไตล์การสเก็ตที่แข็งกร้าวและบ้าบิ่นของเธอ

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ นี่คือ “เดอะ แบก” และ “เดอะ เบสท์” ของเธอเลยครับ มาร์โกต์ทิ้งคราบสาวฮอตไปจนหมดสิ้น เธอสวมวิญญาณ ทอนย่า ฮาร์ดิ้ง ได้แบบเข้ากระดูกดำ ฉากที่พีกที่สุดที่ผมอยากให้ทุกคนไปดูคือ “ฉากหน้ากระจก” ก่อนที่เธอจะออกไปแข่ง ทอนย่าพยายามแต่งหน้าและฝืนยิ้มทั้งที่น้ำตาไหลพราก สีหน้าของมาร์โกต์ในเสี้ยววินาทีนั้นมันอัดแน่นไปด้วยความแตกสลาย ความโกรธแค้น ความสิ้นหวัง และการหลอกตัวเอง… แค่ฉากเดียวฉากนี้ ก็คุ้มค่ากับสิทธิ์การเข้าชิงออสการ์แล้วครับ มหัศจรรย์มากๆ

Babylon (2022)  บ้าบอ คลุ้มคลั่ง และพังทลาย

รีวิวหนัง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) หนังเรื่องนี้คือจดหมายรักที่เปื้อนเลือด อ้วก และน้ำตา ที่มีต่อวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดยุคเปลี่ยนผ่านจากหนังเงียบสู่หนังมีเสียง มันสะท้อนภาพของความรุ่งโรจน์ที่มาพร้อมกับความเสื่อมทรามสุดขีด ตัวละครทุกตัวถูกขับเคลื่อนด้วยแพสชั่นที่บ้าคลั่ง ก่อนที่จะถูกฟันเฟืองของกาลเวลาบดขยี้จนแหลกละเอียด

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) ดาเมียน ชาเซลล์ กำกับภาพได้แบบ “ชวนหน้ามืด” มากครับ! งานภาพเต็มไปด้วยความโกลาหล พลุ่งพล่าน สีสันจัดจ้าน แสงไฟสาดส่องที่ดูทั้งหรูหราและสกปรกในเวลาเดียวกัน ดนตรีแจ๊สที่โหมกระหน่ำสอดรับกับการแพนกล้องอย่างรวดเร็ว (Whip pans) และฉากลองเทค (Long take) ที่พาเราทะลุทะลวงเข้าไปในปาร์ตี้สุดเสื่อม มันคือประสบการณ์ทางภาพที่กระชากพลังงานคนดูขั้นสุด

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ ในบท ‘เนลลี่ ลารอย’ มาร์โกต์เหมือนพายุทอร์นาโดที่กวาดล้างทุกอย่างบนจอครับ! พลังงานของเธอล้นปรี่จนคนดูแทบจะเหนื่อยแทน เธอแสดงให้เห็นถึงความดิบเถื่อน เป็นธรรมชาติ และเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ที่ควบคุมไม่ได้ ฉากไฮไลท์คือการถ่ายทำหนังมีเสียงครั้งแรกที่ต้องเทคแล้วเทคเล่า มาร์โกต์สามารถเค้นน้ำตาสั่งได้ตามบรีฟผู้กำกับในเสี้ยววินาที ทั้งตลก ทั้งน่าทึ่ง และน่าหดหู่ เธอทำให้เราเห็นว่าดาวที่สว่างจ้าที่สุด มักจะมอดดับลงเร็วที่สุดเช่นกัน

Birds of Prey (2020)  ศิลปะแห่งความวายป่วงและสีสันนีออน

รีวิวหนัง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) หลังจากอกหักจากโจ๊กเกอร์ ฮาร์ลีย์ ควินน์ ก็ต้องหาตัวตนของตัวเองในโลกที่เกลียดชังเธอ หนังเรื่องนี้พูดถึงการปลดแอก การพึ่งพาตัวเอง และพลังของเพื่อนหญิงพลังหญิง (Sisterhood) ในโลกอาชญากรรม มันเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ฉีกขนบ เล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลา ตามสภาวะจิตใจที่ว้าวุ่นของตัวละครเอก

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) งานภาพเรื่องนี้คือ “ป๊อปอาร์ตขยี้ตา” ครับ! เต็มไปด้วยสีสันนีออนเจ็บๆ พลุ ควันสี และกลิตเตอร์วิบวับ มุมกล้องมีการออกแบบมาเพื่อเน้นลีลาแอ็กชันที่ดูเหมือนการเต้นรำ การใช้มุมมองแบบ Female Gaze ทำให้การต่อสู้ดูสวยงาม ทรงพลัง และไม่คุกคามทางเพศ ทุกอย่างมันดู ป๊อป พังค์ และขบถสุดๆ

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ มาร์โกต์เกิดมาเพื่อเป็น ฮาร์ลีย์ ควินน์ ครับ เรื่องนี้เธอได้ปล่อยของแบบเต็มสูบ ทั้งความบ้าบอ ความตลกหน้าตาย และความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มกว้างๆ การแสดงออกทางร่างกาย (Physical acting) ของเธอโดดเด่นมาก ทั้งจังหวะการต่อสู้ การทรงตัวบนโรลเลอร์สเกต เธอทำให้ตัวละครที่ดูเหมือนการ์ตูนมากๆ มีมิติของมนุษย์ที่กำลังอกหักและพยายามมูฟออนได้อย่างน่าเอ็นดูและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน

Once Upon a Time in Hollywood (2019)  แด่ยุคทองที่ถูกพรากไป

รีวิวหนัง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) เควนติน ทารันติโน พาเรานั่งไทม์แมชชีนกลับไปในลอสแองเจลิสปี 1969 หนังคือการโหยหาอดีต (Nostalgia) และการตั้งคำถามกับ “สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น” หากประวัติศาสตร์ถูกเขียนใหม่ มันสะท้อนความกลัวการตกยุคของนักแสดงรุ่นเก่า และความหวังอันสดใสของคนรุ่นใหม่ ก่อนที่เหตุการณ์สะเทือนขวัญจะมาพรากความไร้เดียงสาของฮอลลีวูดไปตลอดกาล

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) งานภาพสวยงามระดับกราบ! โทนสีอบอุ่นของแสงแดดแคลิฟอร์เนีย ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฝัน เฟรมภาพมีความคลาสสิก การจัดวางองค์ประกอบศิลป์ แฟชั่น รถยนต์ หรือแม้แต่ป้ายไฟนีออนตามถนน ถูกประดิษฐ์มาอย่างประณีตเพื่อให้เรารู้สึกตกหลุมรักยุค 60s ไปพร้อมกับตัวผู้กำกับ

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ ในบท ‘ชารอน เทต’ มาร์โกต์มีบทพูดที่น้อยมากๆ ครับ แต่นี่แหละคือความท้าทาย เธอไม่ต้องใช้คำพูดเพื่อสื่อสาร แต่เธอใช้ “ออร่า” และ “รอยยิ้ม” ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของความหวัง ความบริสุทธิ์ และความงามของฮอลลีวูดในยุคนั้น ฉากที่เธอแอบเข้าไปดูหนังที่ตัวเองเล่นในโรงภาพยนตร์ แล้วแอบมองปฏิกิริยาคนดูพร้อมกับรอยยิ้มเขินๆ… มันเป็นการแสดงที่ลึกซึ้ง อบอุ่น และชวนใจสลายไปพร้อมๆ กันเมื่อเรานึกถึงโศกนาฏกรรมที่รอเธออยู่ในโลกความจริง

Bombshell (2019)  คลื่นใต้น้ำในตึกกระจก

รีวิวหนัง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) หนังสร้างจากเรื่องจริงของคดีล่วงละเมิดทางเพศที่สั่นสะเทือนวงการข่าว (Fox News) หนังตีแผ่วัฒนธรรมความเป็นพิษในที่ทำงาน อำนาจมืดของผู้ชายที่กดทับผู้หญิง และราคาที่ต้องจ่ายเมื่อคุณตัดสินใจลุกขึ้นมาพูดความจริง มันคือบรรยากาศของความตึงเครียดและการกดขี่ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าแบรนด์เนมและการแต่งหน้าที่ไร้ที่ติ

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) งานภาพเน้นความสมจริงและให้ความรู้สึกอึดอัด (Claustrophobic) การแพนกล้องอย่างรวดเร็วสไตล์สารคดี ซูมเข้าออกเพื่อจับอารมณ์ความตึงเครียดของตัวละคร แสงในออฟฟิศที่ดูสว่างจ้าแต่น่าขนลุก โต๊ะกระจกใสที่สะท้อนให้เห็นขาของนักข่าวหญิง… ภาพเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวการถูกคุกคามทางสายตาได้ดีเยี่ยมโดยไม่ต้องมีบทพูด

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ มาร์โกต์รับบท ‘เคย์ลา’ ซึ่งเป็นตัวละครที่ถูกสมมติขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของเหยื่อ การแสดงของเธอในเรื่องนี้คือการไต่ระดับอารมณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก จากเด็กสาวที่ทะเยอทะยาน สดใส และเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง ค่อยๆ ถูกอำนาจมืดบดขยี้จนสูญเสียคุณค่าในตัวเอง ฉากในห้องทำงานของ โรเจอร์ เอลส์ ที่เธอถูกสั่งให้ดึงกระโปรงขึ้น… สีหน้าของมาร์โกต์ที่พยายามกลั้นน้ำตา กลืนความอัปยศ และความสับสน มันเรียลจนคนดูรู้สึกอึดอัดและโกรธแค้นไปกับเธอ เป็นการแสดงที่ใช้น้อยแต่ได้มากจริงๆ ครับ

Barbie (2023)  น้ำตาพลาสติกกับการค้นพบความเป็นมนุษย์

รีวิวหนัง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) ปฐมบทตุ๊กตาที่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม หนังซ่อนปรัชญาชวนคิดเรื่องอัตถิภาวนิยม (Existentialism) บทบาททางเพศ (Gender Roles) และความกดดันของการเป็นผู้หญิงในโลกแห่งความเป็นจริง ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเหมือนหนังเด็กสีชมพูหวานแหวว มันคือการเดินทางก้าวข้ามวัยจากโลกที่สมบูรณ์แบบแต่กลวงโบ๋ สู่โลกที่เจ็บปวดแต่มหัศจรรย์ของความเป็นมนุษย์

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) งานสร้างคือที่สุดของความเป๊ะปังอลังการ เกรต้า เกอร์วิก (ผู้กำกับ) เนรมิตโลก Barbieland ให้ดูแบนราบ ไร้เงา และเต็มไปด้วยสีชมพู ทุกอย่างดูเป็นพลาสติกและจับต้องไม่ได้ กล้องมักจะถ่ายให้ตัวละครดูเหมือนอยู่ในบ้านตุ๊กตาจริงๆ แต่เมื่อข้ามมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โทนภาพ แสงเงา และสีสันจะมีความสมจริง มีความหม่นหมอง คอนทราสต์กับโลกตุ๊กตาอย่างชัดเจน

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ ถ้าไม่ใช่ มาร์โกต์ ร็อบบี้ ใครจะเล่นบทนี้ได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้? ตอนต้นเรื่องเธอเล่นเป็นตุ๊กตาพลาสติกที่ชีวิตเพอร์เฟกต์ได้อย่างน่ารักน่าชัง แววตาว่างเปล่า รอยยิ้มฉาบฉวย แต่ความพีคมันเริ่มขึ้นเมื่อเธอเริ่มมีความรู้สึกแบบมนุษย์ ฉากที่เธอนั่งป้ายรถเมล์แล้วหันไปเห็นหญิงชรา ก่อนจะหลุดปากพูดออกมาว่า “คุณสวยจัง” พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา… นี่คือจังหวะที่มาร์โกต์ทรานส์ฟอร์มจาก “สิ่งของ” กลายเป็น “มนุษย์” อย่างสมบูรณ์แบบ การไล่ระดับอารมณ์จากความกังวล สับสน ไปจนถึงความยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบ เธอถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างลึกซึ้งกินใจมากๆ

Focus (2015)  เสน่ห์ ลวงตา และความเชื่อใจ

รีวิวหนัง มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) หนังแนวต้มตุ๋น (Heist/Con-artist) ที่สอดแทรกเรื่องราวโรแมนติก ว่าด้วยศิลปะแห่งการเบี่ยงเบนความสนใจ นอกจากการหลอกเอาเงินแล้ว หนังยังตั้งคำถามลึกๆ เกี่ยวกับ “ความเชื่อใจ” ในโลกที่ทุกคนต่างใส่หน้ากากเข้าหากัน เมื่ออาชีพของคุณคือการหลอกลวง แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าความรักที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของจริง?

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) หนังมีงานภาพที่โฉบเฉี่ยว หรูหรา และดูแพงมากครับ การจัดแสงมีความเย้ายวน สถานที่ถ่ายทำตั้งแต่เมืองหิมะไปจนถึงปาร์ตี้ไฮโซที่นิวออร์ลีนส์และบัวโนสไอเรส ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างมีสไตล์ กล้องมักจะโฟกัสไปที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างมือที่กำลังล้วงกระเป๋า หรือสายตาที่กำลังจับจ้อง เพื่อสร้างความรู้สึกหวาดระแวงและดึงดูดใจไปพร้อมๆ กัน

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ ในบท ‘เจส’ สาวนักล้วงกระเป๋ามือใหม่ที่อยากอัปเกรดตัวเอง มาร์โกต์โชว์สเน่ห์แบบเหลือล้น เคมีของเธอกับ วิล สมิธ เข้าขากันสุดๆ สิ่งที่น่าชื่นชมคือพัฒนาการของตัวละคร จากเด็กกะโปโลที่ตื่นเต้นกับเงินก้อนแรก กลายเป็นหญิงสาวที่ดูลึกลับ คาดเดาไม่ได้ และพร้อมจะเดินเกมรุก มาร์โกต์ใช้สายตาและภาษากายในการหลอกล่อทั้งตัวละครในเรื่องและตัวคนดูเองให้หลงกลได้อย่างแนบเนียน

Mary Queen of Scots (2018)  บัลลังก์ เลือด และคราบน้ำตา

มวลรวมของหนัง (The Vibe & Subtext) ซีเรียสขึงขังขึ้นมาหน่อยกับหนังอิงประวัติศาสตร์ที่พูดถึงการขับเคี่ยวแย่งชิงบัลลังก์ระหว่าง ควีนแมรีแห่งสกอตแลนด์ และ ควีนอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ หนังเน้นย้ำถึงความโดดเดี่ยวของผู้หญิงที่ต้องยืนหยัดบนจุดสูงสุดของอำนาจ ในโลกที่ถูกห้อมล้อมและชักใยโดยผู้ชายที่กระหายอำนาจ

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) งานภาพมีความกว้างขวาง อลังการ แต่มืดหม่นและเหน็บหนาว ภาพทิวทัศน์ของสกอตแลนด์ดูดิบและน่าเกรงขาม การออกแบบเครื่องแต่งกายและเมกอัปคือจุดเด่นที่สุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านทางกายภาพของตัวละครตามกาลเวลาและอาการป่วย

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ เรื่องนี้มาร์โกต์รับบทเป็น ‘ควีนอลิซาเบธที่ 1’ เธอต้องปะทะฝีมือกับ เซียร์ชา โรแนน ถือเป็นอีกครั้งที่มาร์โกต์พิสูจน์ว่าเธอไม่ห่วงสวยเลยแม้แต่น้อย ภายใต้เมกอัปหนาเตอะ รอยแผลเป็นจากฝีดาษ และวิกผมแดง เธอถ่ายทอดความขมขื่น ความหวาดระแวง และความอิจฉาริษยาที่ซ่อนอยู่ภายใต้อำนาจอันยิ่งใหญ่ ฉากการเจรจาแบบเผชิญหน้าในกระท่อมลับ เป็นการฟาดฟันทางอารมณ์ที่มาร์โกต์แสดงให้เห็นถึงความเกรี้ยวกราดที่ปนเปไปกับความเปราะบางลึกๆ สื่อให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์เบื้องหลังมงกุฎกษัตริย์ได้อย่างยอดเยี่ยม

The Suicide Squad (2021)  เลือดสาด บ้าคลั่ง และหัวใจที่งดงาม

มวลรวมของหนัง (The Vibe & Subtext) ปิดท้ายกันด้วยผลงานการกำกับของ เจมส์ กันน์ ที่ล้างไพ่แก๊งพลีชีพใหม่ให้โหด มันส์ ฮา และนองเลือดขั้นสุด หนังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายทางการเมืองแบบเจ็บแสบ ผ่านตัวละครขี้แพ้ เดนสังคม ที่มารวมตัวกันทำภารกิจบ้าบอ แต่มันกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยหัวใจและมิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางห่ากระสุน

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography) งานภาพของภาคนี้มีชีวิตชีวา สีสันคัลเลอร์ฟูลแบบคอมิกบุ๊กขนานแท้ การถ่ายทำฉากแอ็กชันมีความบ้าบิ่น เลือดสาดแบบไม่เกรงใจใคร แต่กลับจัดองค์ประกอบภาพได้สวยงามอย่างประหลาด ฉากที่โดดเด่นที่สุดในด้านงานภาพคือฉากที่ฮาร์ลีย์แหกคุก แล้วด้านหลังมีดอกไม้และนกการ์ตูนระเบิดออกมาแทนที่จะเป็นเลือด มันคอนทราสต์ที่แสดงถึงโลกในหัวอันบิดเบี้ยวแต่สวยงามของเธอได้อย่างอัจฉริยะ

การแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ เราได้เห็นฮาร์ลีย์ ควินน์ ในเวอร์ชันที่ “โตเต็มวัย” และเป็นตัวของตัวเองที่สุดแล้วครับ เธอไม่ได้หมกมุ่นกับผู้ชายเหมือนภาคแรกๆ มาร์โกต์บาลานซ์ความตลก ความโหดร้ายโรคจิต และความเด็ดเดี่ยวได้อย่างไร้ที่ติ ฉากที่เธอจับหอกคู่กายไล่ฟาดฟันศัตรู หรือฉากที่เธอลั่นไกใส่ผู้ชายที่มีเรดแฟลก (Red flag) ทันทีโดยไม่ลังเล เป็นการแสดงที่ตอกย้ำว่า มาร์โกต์ ร็อบบี้ คือฮาร์ลีย์ ควินน์ ที่เพอร์เฟกต์ที่สุด และไม่มีใครมาแทนที่เธอได้อีกแล้วในยุคนี้!

เป็นยังไงกันบ้างครับกับ 10 ผลงานคุณภาพของมาร์โกต์ ร็อบบี้ จะเห็นได้ว่าเธอเป็นนักแสดงที่ทะเยอทะยานและทุ่มเทให้กับการ “เป็น” ตัวละครนั้นๆ อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะบทฮาบ้าบอ บทดราม่าเรียกน้ำตา หรือบทสาวสวยทรงเสน่ห์ เธอเอาอยู่หมดทุกมิติ! movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *