เปิดกรุ รีวิวหนังการเมือง “ดูแล้วหยุดไม่ได้” ปี 2025-2026

รีวิวหนังการเมืองที่คุณ “ห้ามพลาด” ในช่วงปี 2025-2026 โดยคัดเน้นๆ 5 เรื่องที่มีรสชาติแตกต่างกัน

Introduction เมื่อภาพยนตร์คือกระจกสะท้อนการเมืองโลก (2025-2026)

ถ้าปี 2024 คือปีแห่งความตึงเครียด ปี 2025 และ 2026 ก็คือช่วงเวลาที่วงการภาพยนตร์ระเบิดความอัดอั้นเหล่านั้นออกมาครับ หนังการเมืองในช่วงสองปีนี้ไม่ได้มาในรูปแบบของการ “นั่งโต๊ะเจรจา” น่าเบื่อๆ อีกต่อไป แต่มันถูกผสมผสานเข้ากับ Action, Sci-Fi และแม้แต่ Horror เพื่อตั้งคำถามที่น่ากลัวว่า “ผู้นำแบบไหนที่เราต้องการ?” และ “ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความมั่นคงคืออะไร?”

มาดูกันครับว่า 5 เรื่องที่ผมคัดมา มีอะไรบ้าง และทำไมคุณถึงต้องดู

Captain America Brave New World (2025)

“เมื่อโล่แห่งเสรีภาพ ต้องปะทะกับทำเนียบขาวที่บ้าคลั่ง”

เรื่องนี้ผมต้องยกมาเป็นเบอร์แรก ไม่ใช่เพราะมันเป็น Marvel แต่เพราะนี่คือหนังการเมืองที่ “กล้า” ที่สุดของสตูดิโอนี้ในรอบทศวรรษครับ มันทิ้งกลิ่นอายแฟนตาซี แล้วกลับไปสู่รากเหง้าของ Political Thriller แบบยุค 70s อย่างเต็มตัว

เนื้อหาและการเมือง รีวิวหนังการเมือง ลืมภาพการต่อสู้กับเอเลี่ยนไปก่อนเลยครับ ภาคนี้คือการปะทะกันของอุดมการณ์ล้วนๆ ระหว่าง Sam Wilson (Captain America คนปัจจุบัน) กับระบบราชการที่เน่าเฟะ หัวใจหลักของเรื่องคือการตั้งคำถามว่า “คนดี” จะดำรงอยู่ในระบบที่ “สกปรก” ได้อย่างไร? หนังเล่นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ การช่วงชิงทรัพยากร (Adamantium) และความขัดแย้งที่ผู้นำสหรัฐฯ อาจจะเป็นภัยคุกคามเสียเอง การที่ Sam ไม่มีพลังวิเศษ (Super Serum) กลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้เรื่องนี้ “การเมือง” มากๆ เพราะเขาต้องใช้ “วาทศิลป์” และ “จุดยืน” ในการต่อสู้ พอๆ กับการใช้ปีกและโล่

งานภาพ (Cinematography) ผู้กำกับ Julius Onah เลือกใช้โทนภาพที่ดิบและสมจริง (Gritty) แตกต่างจากหนังฮีโร่ทั่วไป งานภาพให้ความรู้สึกเหมือนเราดูหนังจารกรรมยุคสงครามเย็น มีการใช้แสงเงาที่ตัดกันรุนแรงในฉากทำเนียบขาว สื่อถึงความไม่น่าไว้วางใจในศูนย์กลางอำนาจ ฉากแอ็คชั่นกลางอากาศไม่ได้ดูเป็นการ์ตูน แต่ดูอันตรายและฉิวเฉียด มุมกล้องเน้นความ Close-up ในฉากเจรจา เพื่อจับพิรุธบนสีหน้าตัวละคร ทำให้ฉากคุยกันเดือดไม่แพ้ฉากสู้กัน

การแสดง (Acting) Anthony Mackie แบกรับบทนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี เขาไม่ได้เล่นเป็น Steve Rogers แต่เขาเป็น Sam Wilson ที่มีความเปราะบาง มีความเหนื่อยล้า แต่แววตามุ่งมั่น เขาถ่ายทอดความกดดันของการเป็น “ชายผิวดำที่ถือโล่ของอเมริกา” ได้อย่างลึกซึ้ง แต่คนที่ขโมยซีนและยกระดับหนังเรื่องนี้ให้กลายเป็นหนังการเมืองเกรด A คือ Harrison Ford ในบทประธานาธิบดี Thaddeus Ross ป๋า Ford ไม่ได้มาเล่นๆ แกเล่นบทผู้นำที่เก๋าเกม ดุดัน และน่าเกรงขามจนน่าขนลุก ทุกครั้งที่เขาขึ้นเสียงหรือแค่มองตา เราจะรู้สึกถึงอำนาจที่กดทับลงมา มันคือการแสดงระดับตำนานที่ทำให้เห็นว่าทำไมเขาถึงเป็นดาราค้างฟ้า เคมีระหว่าง Mackie กับ Ford คือหัวใจของเรื่องนี้ครับ มันคือการปะทะกันของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง กับคนรุ่นเก่าที่ยึดติดกับอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ

The Amateur (2025)

“ความแค้นของคนธรรมดา ในเขาวงกตของ CIA ที่ไร้หัวใจ”

ถ้า Captain America คือการเมืองในที่แจ้ง The Amateur คือการเมืองในเงามืดที่คุณไม่อยากรับรู้ เรื่องนี้เป็นหนังสายลับที่ฉีกขนบ Bond หรือ Bourne ทิ้งไปเลย เพราะตัวเอกไม่ใช่ยอดมนุษย์ แต่เป็น “พนักงานออฟฟิศ”

เนื้อหาและการเมือง รีวิวหนังการเมือง หนังเล่าเรื่องของนักถอดรหัส CIA ที่ภรรยาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้าย แต่หน่วยงานกลับเพิกเฉยด้วยเหตุผลทาง “ความมั่นคงและการทูต” สิ่งที่หนังนำเสนอได้เจ็บแสบคือการแฉความเย็นชาของระบบราชการ (Bureaucracy) ที่มองชีวิตคนเป็นแค่ตัวเลขสถิติ หนังวิพากษ์วิจารณ์การเมืองภายในองค์กรระดับสูงที่มักจะ “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” เพื่อรักษาเก้าอี้ของตัวเอง ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่คนตัวเล็กๆ ลุกขึ้นมาแบล็คเมล์องค์กรระดับโลก ไม่ใช่ด้วยปืน แต่ด้วย “ข้อมูล” มันสะท้อนยุคสงครามไซเบอร์และ Information War ได้อย่างยอดเยี่ยม

งานภาพ (Cinematography) James Hawes ผู้กำกับใช้โทนภาพที่เย็นชา (Cold Palette) สีฟ้าหม่นและเทาครอบคลุมทั้งเรื่อง สะท้อนความไร้หัวใจของโลกจารกรรม งานภาพเน้นความโดดเดี่ยวของตัวเอกท่ามกลางตึกสูงและห้องเซิร์ฟเวอร์ที่ว่างเปล่า การถ่ายทำฉากระทึกขวัญทำได้สมจริงจนน่าอึดอัด ไม่มีการระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบไร้เหตุผล แต่ทุกช็อตเน้นความสมจริงทางยุทธวิธี (Tactical realism) ทำให้คนดูรู้สึกว่า “เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงได้”

การแสดง (Acting) Rami Malek (จาก Bohemian Rhapsody) มอบการแสดงที่น่าทึ่งในบท Charlie Heller เขาเล่นเป็นคนที่ดู “เงอะงะ” และ “ไม่พร้อมสู้” ได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ภายใต้แว่นตานั้น เราเห็นความฉลาดที่น่ากลัวและความแค้นที่คุกรุ่น Malek ใช้ภาษากายเก่งมาก การสั่นเครือของมือ หรือสายตาที่เลิ่กลั่กในตอนแรก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสายตาที่เย็นชาและเด็ดขาด ประกบกับ Laurence Fishburne และ Rachel Brosnahan ที่มาเล่นเป็นตัวแทนของระบบราชการที่ซับซ้อน การปะทะคารมระหว่าง Malek กับหัวหน้า CIA ไม่ใช่การตะโกนด่าทอ แต่เป็นการเชือดเฉือนด้วยตรรกะและข้อมูล ซึ่งนักแสดงทุกคนทำได้เฉียบคมมาก จนเราแทบจะลืมหายใจ

The Battle of Baktan Cross (2025)

(หรือชื่ออย่างไม่เป็นทางการคือหนังเรื่องใหม่ของ Paul Thomas Anderson) “สงครามชนชั้นที่บ้าคลั่ง สู่ความโกลาหลของสังคมอเมริกัน”

นี่คือหนังที่นักวิจารณ์ทั่วโลกจับตามองที่สุดในปี 2025 ผลงานของปรมาจารย์ Paul Thomas Anderson (PTA) ที่ได้ Leonardo DiCaprio มาร่วมงาน เรื่องนี้ไม่ใช่หนังการเมืองจ๋าๆ แบบสภาคองเกรส แต่มันคือ “การเมืองภาคประชาชน” ที่สะท้อนความแตกแยกของสังคมได้บ้าคลั่งที่สุด

เนื้อหาและการเมือง รีวิวหนังการเมือง แม้เนื้อหาจะถูกเก็บเป็นความลับในช่วงแรก แต่เมื่อฉายแล้ว มันคือการสำรวจสังคมอเมริกันยุคปัจจุบันที่แตกแยกสุดขั้ว ผ่านสายตาของตัวละครหลากชนชั้นที่ต้องมาเกี่ยวข้องกันในเหตุการณ์วุ่นวาย หนังเสียดสี (Satire) วัฒนธรรมฝ่ายซ้ายจัดและขวาจัด การตื่นตัวทางการเมือง (Woke Culture) ปะทะกับ อนุรักษ์นิยม (Conservatism) ในแบบที่ตลกร้ายและเจ็บปวด มันทำให้เราเห็นว่า “การเมือง” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันแทรกซึมอยู่ในทุกบทสนทนา ในครอบครัว และบนท้องถนน

งานภาพ (Cinematography) หนังถ่ายทำด้วยฟิล์ม 70mm (ตามสไตล์ PTA) ให้ภาพที่กว้างใหญ่และคมชัดจนน่าตกใจ งานภาพมีความเป็น Epic แต่โฟกัสที่เรื่องราวร่วมสมัย การใช้ Long Take (ฉากถ่ายยาวต่อเนื่อง) ติดตามตัวละครเดินผ่านความโกลาหลของเมือง ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ สีสันในเรื่องฉูดฉาดและจัดจ้าน สะท้อนความบ้าคลั่งและฉาบฉวยของสังคมยุคใหม่ เป็นงานศิลปะที่ตาตรึงทุกเฟรม

การแสดง (Acting) Leonardo DiCaprio ในบทนำ มอบการแสดงที่ “หลุดโลก” และทรงพลังที่สุดบทหนึ่งในชีวิตเขา เขาเล่นเป็นตัวละครที่เป็นตัวแทนของความสับสนในยุคสมัย—ทั้งเกรี้ยวกราด ทั้งเปราะบาง และตลกขบขันในเวลาเดียวกัน แต่ที่ต้องพูดถึงคือ Sean Penn และ Regina Hall ที่มาร่วมสร้างสีสัน ทีมนักแสดงชุดนี้ (Ensemble Cast) รับส่งบทกันอย่างดุเดือด เหมือนดูวงดนตรีแจ๊สที่ต่างคนต่างเล่นแต่เข้ากันได้อย่างประหลาด การแสดงของพวกเขาทำให้บทสนทนาเรื่องอุดมการณ์การเมืองที่น่าจะเครียด กลายเป็นเรื่องที่ดูสนุกและแสบสันต์เหมือนโดนด่าแต่ก็ขำ

Eddington (2025/2026)

“การเมืองท้องถิ่นที่สยองขวัญ เมื่ออำนาจทำให้คนกลายเป็นปีศาจ”

ขยับมาที่ปี 2025 ปลายปี หรือต้น 2026 กับผลงานของ Ari Aster (Midsommar, Hereditary) ที่คราวนี้มาทำหนัง “Western-Noir” การเมือง เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังการเมืองระดับชาติ แต่เป็น Micro-politics หรือการเมืองระดับท้องถิ่นที่สะท้อนสันดานดิบของมนุษย์ได้ดีที่สุด

เนื้อหาและการเมือง รีวิวหนังการเมือง เรื่องราวเกี่ยวกับนายอำเภอในเมืองเล็กๆ กลางทะเลทรายที่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองสูงในช่วงที่เกิดโรคระบาด หนังเจาะลึกประเด็น “อำนาจนิยมในระดับรากหญ้า” (Grassroot Authoritarianism) การแบ่งขั้วของชาวบ้าน และความเชื่อที่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง มันสะท้อนภาพสังคมที่แตกแยกเมื่อเกิดวิกฤต (Crisis) ว่าคนเราพร้อมจะหันหลังให้กันและทำลายกันเองได้ง่ายแค่ไหนเมื่อมีความกลัวเข้ามาครอบงำ

งานภาพ (Cinematography) Darius Khondji ผู้กำกับภาพเนรมิตงานภาพที่สวยจนขนลุกแต่แฝงความหลอน ภาพทะเลทรายที่เวิ้งว้างตัดกับท้องฟ้าสีเข้มยามค่ำคืน การใช้แสงสีส้มและแดงที่ดูผิดธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนเมืองนี้คือนรกบนดิน งานภาพจะหลอกตาเราให้รู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลา แม้จะเป็นฉากสนทนาธรรมดาก็ตาม มุมกล้องที่แช่นิ่งนานๆ (Static shots) กดดันให้คนดูต้องจ้องมองความบิดเบี้ยวของตัวละครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การแสดง (Acting) Joaquin Phoenix กลับมาร่วมงานกับ Aster อีกครั้ง และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ในบทนายอำเภอผู้หิวโหยอำนาจ Phoenix เล่นได้ “จิต” และซับซ้อน เขาทำให้เราเห็นวิวัฒนาการของคนที่เริ่มจากความปรารถนาดี แล้วค่อยๆ ถูกอำนาจกัดกินจนกลายร่างเป็นเผด็จการน้อยๆ การใช้สายตาและเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งของเขาคือที่สุด ร่วมด้วย Pedro Pascal และ Emma Stone ที่มาปะทะบทบาทในฐานะขั้วตรงข้ามทางการเมืองในเมืองเล็กๆ นี้ การแสดงของพวกเขาทำให้เห็นว่า ในการเมือง ไม่มีใครเป็นคนดี 100% ทุกคนต่างมีวาระซ่อนเร้น และเมื่อดาราเบอร์ใหญ่ขนาดนี้มาเจอกันในหนังระทึกขวัญการเมือง ผลลัพธ์คือความเดือดดาลที่ห้ามกะพริบตา

รีวิวหนังการเมือง

The Batman Part II (2026)

“เมื่อเมืองจมน้ำ ความเน่าเฟะของระบบจึงลอยขึ้นมา”

ปิดท้ายด้วยหนังฟอร์มยักษ์ปี 2026 ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นหนังฮีโร่ แต่สำหรับผม นี่คือหนัง “Crime/Political Drama” ชั้นดีที่สวมหน้ากากมนุษย์ค้างคาว ภาคต่อของ Matt Reeves นี้ ยกระดับความเป็นการเมืองขึ้นไปอีกขั้น

เนื้อหาและการเมือง รีวิวหนังการเมือง หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วม Gotham ในภาคแรก ภาคนี้คือการสำรวจ “สุญญากาศทางอำนาจ” (Power Vacuum) เมื่อเจ้าพ่อคนเก่าตาย และเมืองกำลังฟื้นฟู สภาพของ Gotham คือภาพสะท้อนของ “รัฐล้มเหลว” (Failed State) การแย่งชิงอำนาจระหว่างนักการเมืองคอร์รัปชัน ตำรวจที่สิ้นหวัง และอาชญากรที่พยายามสถาปนาตนเองเป็นผู้ปกครองใหม่ Batman ในภาคนี้ไม่ใช่แค่ศาลเตี้ยที่ไล่ต่อยโจร แต่ต้องเข้าไปพัวพันกับเกมการเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้เมืองถูกยึดครองโดยสมบูรณ์ ประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำชนชั้น (Class Disparity) ถูกขยี้หนักกว่าเดิม คนรวยอยู่บนตึกสูงที่แห้งสนิท ส่วนคนจนต้องดิ้นรนในสลัมที่ชื้นแฉะ

งานภาพ (Cinematography) Greig Fraser ยังคงท็อปฟอร์ม งานภาพภาคนี้เล่นกับ “เงาและน้ำ” ได้อย่างงดงามและเศร้าหมอง ภาพสะท้อนของเมืองบนผิวน้ำที่สกปรก แสงนีออนที่ส่องผ่านสายฝนและหมอกควัน สร้างบรรยากาศ Neo-Noir ที่สมบูรณ์แบบ เราจะรู้สึกถึงความ “ชื้น” และความ “เน่า” ของเมืองทะลุจอออกมา โทนสีส้มและแดงจากภาคแรก ถูกแทนที่ด้วยโทนสีที่เย็นยะเยือกขึ้นในบางฉาก สื่อถึงความหนาวเหน็บของจิตใจคนในเมืองนี้

การแสดง (Acting) Robert Pattinson ยังคงเป็น Batman ที่ดูเจ็บปวดและเงียบขรึม แต่ภาคนี้เขาต้องแสดงอารมณ์ของการเป็น Bruce Wayne ที่ต้องเข้าสังคมมากขึ้น เพื่อเล่นเกมการเมืองในที่แจ้ง เขาทำได้ดีในการสื่อสารความอึดอัดนั้น แต่ไฮไลท์คือ Colin Farrell ในบท Penguin ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าพ่อเต็มตัว การแสดงของเขาภายใต้เมคอัพหนาเตอะคือเวทมนตร์ เขาทำให้ตัวร้ายตัวนี้น่าเกรงขาม ตลก และน่าสมเพชในเวลาเดียวกัน เขาคือตัวแทนของนักการเมือง/มาเฟียที่ใช้โอกาสจากวิกฤตเพื่อสร้างฐานอำนาจ เป็นตัวละครที่สะท้อนความจริงอันน่ารังเกียจของโลกการเมืองได้อย่างดีเยี่ยม

Nuremberg (2025)

“สงครามจิตวิทยาและการเชือดเฉือนด้วยถ้อยคำ ที่ระทึกใจยิ่งกว่าสมรภูมิรบ”

รีวิวหนังการเมือง หลังจากเราดูหนังโลกอนาคตหรือหนังฮีโร่กันไปแล้ว ผมขอพาย้อนเวลากลับไปสู่รากเหง้าของ “การเมืองโลกยุคใหม่” ครับ หนังเรื่อง Nuremberg ไม่ใช่แค่หนังสารคดีน่าเบื่อในห้องพิจารณาคดี แต่มันคือ Psychological Political Thriller (ระทึกขวัญจิตวิทยาการเมือง) ที่เข้มข้นจนคุณจะลืมหายใจ

เนื้อหาและการเมือง (Story & Politics) รีวิวหนังการเมือง หนังโฟกัสไปที่ช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โลกกำลังจับตามองการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามนาซีที่เมืองนูเรมเบิร์ก แต่แก่นเรื่องจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครแพ้ใครชนะ มันอยู่ที่การปะทะกันทาง “อุดมการณ์” ระหว่าง Douglas Kelley จิตแพทย์ชาวอเมริกัน ที่ต้องเข้าไปประเมินสภาพจิตใจของ Hermann Göring (มือขวาของฮิตเลอร์)

ความเป็นการเมืองที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้คือการสำรวจ “อำนาจของวาทศิลป์” (The Power of Rhetoric) ครับ หนังแสดงให้เห็นว่าทำไมคนทั้งชาติถึงยอมทำตามคำสั่งที่โหดร้ายได้ผ่านการชวนเชื่อ Göring ในเรื่องไม่ใช่ตัวร้ายที่บ้าคลั่ง แต่เขาฉลาด มีเสน่ห์ และเป็นนักการเมืองที่เก่งกาจ ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ “น่ากลัวที่สุด” หนังตั้งคำถามเชิงปรัชญาการเมืองที่ยังคงทันสมัยในยุค 2025 ว่า “เราจะมอบความยุติธรรมให้กับคนที่พยายามทำลายมนุษยชาติได้อย่างไร? หรือเราควรแค่ลากพวกเขาไปยิงทิ้ง?” มันคือการต่อสู้ระหว่างหลักนิติธรรม (Rule of Law) กับ สัญชาตญาณความแค้น (Vengeance)

งานภาพ (Cinematography) ผู้กำกับ James Vanderbilt และทีมงานสร้างบรรยากาศที่ “กดดัน” จนคนดูรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในคุกด้วย งานภาพแบ่งเป็นสองโลกชัดเจน

  1. โลกภายนอก คือซากปรักหักพังของเยอรมนีที่ใช้โทนสีเทาหม่น ฝุ่นควัน และความหนาวเหน็บ สื่อถึงผลลัพธ์ของลัทธิชาตินิยมที่บ้าคลั่ง
  2. โลกภายใน (ห้องขังและศาล) ใช้แสงไฟทังสเตนสีเหลืองอุ่นๆ แต่ให้ความรู้สึก “อึดอัด” และ “ไม่น่าไว้วางใจ” มุมกล้องเน้นการถ่ายระยะใกล้ (Close-ups) ที่ใบหน้าตัวละคร เพื่อให้เห็นทุกรอยย่นของความกังวลและแววตาที่ซ่อนเล่ห์เหลี่ยม การตัดต่อระหว่างฉากสนทนานั้นฉับไวเหมือนฉากฟันดาบ ทำให้บทพูดกลายเป็นอาวุธที่รุนแรงกว่าปืน

การแสดง (Acting) เรื่องนี้คือ “เวทีประลองยุทธ์” ของนักแสดงระดับออสการ์ครับ ถ้าคุณชอบดูการแสดงแบบปล่อยของ ต้องเรื่องนี้เลย

  • Russell Crowe ในบท Hermann Göring ลืมภาพนักรบ Gladiator ไปได้เลยครับ Crowe แปลงโฉมตัวเองให้น่าเกรงขามและน่ารังเกียจ แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วย “บารมี” เขาเล่นเป็นนาซีที่ไม่สำนึกผิด ยิ้มเยาะ และใช้คำพูดปั่นหัวทุกคน การแสดงของเขาทำให้เราเข้าใจว่าทำไมคนเยอรมันยุคนั้นถึงหลงใหลเขา มันเป็นการแสดงที่ทรงพลังจนน่าขนลุก
  • Rami Malek ในบท Dr. Douglas Kelley Malek ต้องรับบทเป็นคนที่ต้องเข้าไปนั่งคุยกับปีศาจทุกวัน เขาถ่ายทอดความเครียด ความสับสน และความเปราะบางของคนที่จิตใจค่อยๆ ถูกกัดกินจากการได้รับรู้ความดำมืดของมนุษย์ สายตาของ Malek ที่มอง Crowe คือตัวแทนของคนดูที่ทั้งอยากรู้และหวาดกลัว
  • Michael Shannon ในบท Robert H. Jackson (อัยการ) ถ้า Crowe คือความชั่วร้ายที่มีเสน่ห์ Shannon คือความยุติธรรมที่แข็งกร้าว เขาเล่นได้ดุดัน จริงจัง และเป็นเสาหลักแห่งความถูกต้องที่สั่นคลอนไม่ได้ การปะทะคารมในศาลระหว่างเขากับ Crowe คือไฮไลท์ที่ห้ามกะพริบตา

บทสรุป (The Verdict)

ถ้าคุณสังเกตดีๆ หนังทั้ง 5 เรื่องนี้ในปี 2025-2026 มีธีมร่วมกันคือ “Trust” (ความไว้วางใจ)

  • Captain America ถามว่าเราไว้ใจ ผู้นำ ได้ไหม?
  • The Amateur ถามว่าเราไว้ใจ ระบบ ได้ไหม?
  • Battle of Baktan Cross ถามว่าเราไว้ใจ เพื่อนร่วมชาติ ได้ไหม?
  • Eddington ถามว่าเราไว้ใจ คนในชุมชน ได้ไหม?
  • The Batman II ถามว่าเราไว้ใจ ผู้ผดุงความยุติธรรม ได้ไหม?

ไม่ว่าคุณจะชอบหนังแนวไหน 5 เรื่องนี้คือหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า “หนังการเมือง” ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ แต่มันสามารถมอบความบันเทิงที่กระตุกต่อมความคิด และทำให้เรามองข่าวสารบ้านเมืองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *