ถ้าพูดถึงชื่อ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) หลายคนคงมีภาพจำของเธอในฐานะ “แบล็ค วิโดว์” (Black Widow) ซูเปอร์ฮีโร่สาวสุดเท่แห่งจักรวาลมาร์เวล หรือไม่ก็ภาพลักษณ์ของนักแสดงสาวพราวเสน่ห์ที่เป็นเซ็กซ์ซิมโบลแห่งยุค แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเรามองลึกลงไปในเส้นทางการแสดงของเธอ สการ์เล็ตต์คือ “นักแสดงยอดฝีมือ” ที่มีเรนจ์การแสดงกว้างมาก เธอสามารถเล่นหนังอินดี้ทุนต่ำ หนังไซไฟปรัชญา ไปจนถึงหนังดราม่าครอบครัวที่บีบคั้นหัวใจได้อย่างไร้ที่ติ
วันนี้เราจะมานั่งคุยกันแบบเจาะลึก รีวิว 10 ผลงานมาสเตอร์พีซของเธอ โดยเราจะ “ข้ามเรื่องย่อไปเลย” (เพราะเชื่อว่าหลายคนคงพอรู้กันอยู่แล้ว) แต่เราจะมาผ่าตัดวิเคราะห์กันเน้นๆ ในเรื่องของ “แก่นของเนื้อเรื่อง งานภาพ และความบ้าพลังในการแสดง” ในสไตล์ภาษาพูดที่เหมือนเพื่อนที่รักหนังมานั่งเมาท์ให้ฟังครับ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาดำดิ่งสู่โลกภาพยนตร์ของเธอกันเลย!

Marriage Story (2019) – รอยร้าวที่งดงามและเจ็บปวดที่สุด
วิพากษ์เนื้อเรื่อง รีวิวหนังของ Scarlett Johansson นี่ไม่ใช่หนังรัก และไม่ใช่หนังเกลียด แต่มันคือการชำแหละ “กระบวนการของการหย่าร้าง” ออกมาให้เราดูแบบสดๆ ร้อนๆ บทหนังเรื่องนี้มีความฉลาดตรงที่มันไม่ได้พยายามหาว่า “ใครผิด” แต่พยายามบอกเราว่า “ความรักมันพังลงได้ยังไงแม้ว่าคนสองคนจะยังมีความรู้สึกดีๆ ให้กันอยู่” เนื้อเรื่องมันสะท้อนความย้อนแย้งของระบบกฎหมายที่บีบให้คนที่เคยรักกันต้องมาสาดโคลนใส่กัน มันคือความสมจริงระดับที่ดูแล้วรู้สึกอึดอัด เหมือนเราไปแอบดูเรื่องส่วนตัวของบ้านข้างๆ เลยล่ะครับ
งานภาพและโปรดักชั่น ผู้กำกับ โนอาห์ บอมบาค (Noah Baumbach) เลือกใช้การถ่ายภาพที่ดูเป็นธรรมชาติมากๆ งานภาพไม่ได้มีความฉูดฉาด แต่เน้นไปที่การจัดเฟรมแบบ Theatrical (เหมือนดูละครเวที) ภาพมักจะจับโฟกัสไปที่ความอึดอัดของตัวละครในพื้นที่แคบๆ เช่น ในอพาร์ตเมนต์ หรือในห้องทนาย การใช้แสงธรรมชาติที่ดูหม่นๆ ในนิวยอร์ก ตัดกับแสงแดดสว่างๆ แต่ดูแห้งแล้งในแอลเอ ช่วยสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างกันของตัวละครทั้งสองได้อย่างทรงพลัง
การแสดงของสการ์เล็ตต์ นี่คือหนึ่งในการแสดงที่ “ดีที่สุดในชีวิต” ของเธออย่างไม่ต้องสงสัย สการ์เล็ตต์รับบท ‘นิโคล’ ด้วยความรู้สึกที่ทั้งเปราะบางและเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน ฉากที่เธอไปนั่งระบายความในใจกับทนายความ (ลอร่า เดิร์น) เป็นฉากลองเทค (Long Take) ที่สการ์เล็ตต์ใช้แค่คำพูด แววตา และภาษากาย เล่าเรื่องราวความอัดอั้นตลอดหลายปีของการแต่งงาน เธอทำให้เราเห็นถึงผู้หญิงที่ค่อยๆ สูญเสียตัวตน และกำลังพยายามกอบกู้ตัวเองกลับมา ฉากทะเลาะกันในอพาร์ตเมนต์ช่วงท้ายคือความดิบเถื่อนทางอารมณ์ที่ทรงพลังจนคนดูแทบหยุดหายใจ

Lost in Translation (2003) – ความเหงาในเมืองที่เจิดจ้า
วิพากษ์เนื้อเรื่อง บทหนังเรื่องนี้พูดถึง “ความแปลกแยก” (Alienation) ได้อย่างงดงามที่สุด มันคือเรื่องราวของคนสองคนที่หลงทางในชีวิต หลงทางในความสัมพันธ์ และมาหลงทางในเมืองที่พูดกันคนละภาษา (โตเกียว) หนังไม่ได้มีพล็อตแอคชั่นหรือจุดพีคที่หวือหวา แต่มันขับเคลื่อนด้วย “มวลบรรยากาศ” และบทสนทนาที่ดูเหมือนจะเรื่อยเปื่อย แต่แฝงไปด้วยความว่างเปล่าในจิตใจ มันคือบทกวีที่ตั้งคำถามว่า เราจะเชื่อมโยงกับใครสักคนได้อย่างไรในโลกที่แสนวุ่นวายนี้
งานภาพและโปรดักชั่น งานภาพของเรื่องนี้คือตำนาน โซเฟีย คอปโปลา (Sofia Coppola) ถ่ายทอดกรุงโตเกียวออกมาให้เป็นเหมือนเมืองในความฝัน แสงไฟนีออนสลัวๆ ท่ามกลางสายฝน การถ่ายภาพผ่านกระจกหน้าต่างโรงแรมที่มองลงมาเห็นเมืองที่พลุกพล่าน ตัดกับความเงียบสงัดภายในห้อง การใช้สีโทนพาสเทลและสีเย็น (Cool tones) ทำให้ภาพออกมาดูเหงาจับใจ ทุกเฟรมของหนังเหมือนภาพถ่ายพอร์เทรตที่จับอารมณ์ความเปลี่ยวเหงาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การแสดงของสการ์เล็ตต์ ในตอนนั้นเธออายุเพียงแค่ 17-18 ปี แต่กลับถ่ายทอดอารมณ์ของ ‘ชาร์ล็อตต์’ หญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานแต่กลับรู้สึกว่างเปล่าได้อย่างลึกซึ้ง สการ์เล็ตต์เล่นเรื่องนี้ด้วย “ความนิ่ง” เธอใช้ดวงตาในการสื่อสารมากกว่าคำพูด รอยยิ้มจางๆ และสายตาที่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง มันสื่อถึงความเหงาขั้นสุด เคมีระหว่างเธอกับ บิล เมอร์เรย์ (Bill Murray) เป็นอะไรที่อธิบายยาก มันไม่ใช่ความรักแบบชู้สาว แต่มันคือโซลเมทที่มาเจอกันในเวลาที่ผิด เป็นการแสดงที่น้อยแต่มาก (Less is more) อย่างแท้จริง

Under the Skin (2013) – ความงดงามที่เย็นเยียบและอันตราย
วิพากษ์เนื้อเรื่อง รีวิวหนังของ Scarlett Johansson ขอบอกเลยว่านี่คือหนังที่อินดี้และดูยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเธอ แต่มันคือความทะเยอทะยานที่น่าปรบมือให้ เนื้อเรื่องหยิบยกประเด็นปรัชญาเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ (Existentialism) มาเล่าผ่านมุมมองของ “สิ่งมีชีวิตต่างดาว” หนังแทบไม่มีการอธิบายอะไรเลย ปล่อยให้คนดูตีความจากการกระทำ มันตั้งคำถามเกี่ยวกับความลุ่มหลงในเรือนร่าง ความเห็นอกเห็นใจ และสิ่งที่ทำให้เราถูกเรียกว่า “มนุษย์” เป็นบทที่ดาร์ก เย็นชา แต่ก็มีช่วงเวลาที่แอบทำให้เราสะเทือนใจ
งานภาพและโปรดักชั่น งานภาพและดนตรีประกอบเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้หนังหลอนติดตา ผู้กำกับใช้วิธีซ่อนกล้อง (Hidden cameras) ถ่ายทำในหลายๆ ฉากที่เธอเดินตามถนนในสกอตแลนด์ ทำให้ได้ภาพความสมจริงแบบสารคดี ตัดกับฉาก “ห้องสีดำ (The Void)” ที่ดูเป็นไซไฟสุดล้ำและเหนือจริงมากๆ การออกแบบภาพที่ให้ความรู้สึกเย็นเยียบ ทึมๆ บวกกับดนตรีประกอบที่ฟังดูบิดเบี้ยวและน่าขนลุก ทำให้มวลรวมของหนังออกมาเหมือนฝันร้ายที่ละสายตาไม่ได้
การแสดงของสการ์เล็ตต์ นี่คือการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เธอสลัดคราบซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดทิ้งไปหมด สการ์เล็ตต์แสดงเป็นเอเลี่ยนที่มาในร่างหญิงสาวสุดเซ็กซี่ได้อย่าง “ไร้หัวใจ” ที่สุด การเดิน การมอง การพูดของเธอมีความแข็งทื่อแบบที่มนุษย์ทั่วไปไม่ทำกัน เธอใช้ร่างกาย (ซึ่งรวมถึงการเปลือยกายแบบหมดจด) ไม่ใช่เพื่อความเซ็กซี่ แต่เพื่อใช้เป็น “เครื่องมือ” ในการล่อลวงเหยื่อ สิ่งที่น่าทึ่งคือพัฒนาการในช่วงท้าย เมื่อตัวละครของเธอเริ่มซึมซับความรู้สึกนึกคิดแบบมนุษย์ แววตาของเธอเริ่มเปลี่ยนจากนักล่ามาเป็นความสับสนและหวาดกลัว เป็นการแสดงทางกายภาพ (Physical acting) ที่ยอดเยี่ยมมากๆ

Her (2013) – เมื่อเสียงคือสัมผัสที่อบอุ่นที่สุด
วิพากษ์เนื้อเรื่อง รีวิวหนังของ Scarlett Johansson บทภาพยนตร์รางวัลออสการ์ที่ชาญฉลาดที่สุดเรื่องหนึ่ง การตั้งคำถามว่า “เราสามารถตกหลุมรักปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้หรือไม่?” หนังสำรวจความสัมพันธ์ของมนุษย์ในยุคดิจิทัลที่ผู้คนเชื่อมต่อกันตลอดเวลาแต่กลับโดดเดี่ยวอ้างว้าง บทหนังลึกซึ้งตรงที่มันไม่ได้มอง AI เป็นหุ่นยนต์ตัวร้าย แต่มองในฐานะจิตวิญญาณหนึ่งที่กำลังเรียนรู้โลกและมีความรู้สึก มันคือการชำแหละความรัก ความผูกพัน ความหึงหวง และการปล่อยวาง ได้อย่างโรแมนติกและร้าวราน
งานภาพและโปรดักชั่น ถึงแม้สการ์เล็ตต์จะไม่มีตัวตนให้เห็นในภาพ แต่เราต้องพูดถึงงานภาพของเรื่องนี้ เพราะมันส่งเสริมการแสดงของเธออย่างมาก ผู้กำกับ สไปค์ โจนซ์ (Spike Jonze) สร้างโลกอนาคตอันใกล้ที่ดูอบอุ่น ไม่ได้เป็นไซไฟเย็นๆ แข็งๆ โทนภาพเต็มไปด้วยสีแดง ชมพู และพาสเทล การจับภาพระยะประชิด (Close-up) ที่ใบหน้าของ โจอากิน ฟีนิกซ์ (วาคีน ฟีนิกซ์) ทำให้เรารู้สึกถึงความใกล้ชิดราวกับเราเป็นส่วนหนึ่งในบทสนทนา
การแสดงของสการ์เล็ตต์ เธอเล่นเรื่องนี้ด้วย “เสียง” เพียงอย่างเดียว! และนั่นคือความมหัศจรรย์ สการ์เล็ตต์ให้เสียงพากย์ ‘ซาแมนธา’ ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ เธอสามารถใช้น้ำเสียงสร้างมิติของตัวละครที่มีชีวิตชีวา ขี้เล่น เซ็กซี่ อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เราสามารถสัมผัสได้ถึงการเติบโตของซาแมนธาผ่านวิธีการพูดของเธอ จาก AI ที่ทำตามคำสั่ง ค่อยๆ พัฒนาเป็นจิตวิญญาณที่มีความรักและสุดท้ายคือความเหนือกว่ามนุษย์ สการ์เล็ตต์ทำให้เราเชื่อสนิทใจว่า โจอากิน ฟีนิกซ์ กำลังหลงรักสิ่งที่มีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่โค้ดคอมพิวเตอร์

Jojo Rabbit (2019) – ความรักของแม่กลางไฟสงคราม
วิพากษ์เนื้อเรื่อง รีวิวหนังของ Scarlett Johansson การเอาเรื่องของนาซี ฮิตเลอร์ และสงครามโลกมาทำเป็นตลกเสียดสี (Satire) เป็นความเสี่ยงที่สูงมาก แต่ ไทกา ไวทีที (Taika Waititi) ทำออกมาได้อย่างงดงาม บทหนังเล่าผ่านมุมมองของเด็กชายที่ถูกล้างสมองด้วยลัทธิฟาสซิสต์ มันตลก ร้ายกาจ แต่ในขณะเดียวกันก็อบอุ่นและบีบหัวใจอย่างรุนแรงเมื่อความจริงของสงครามเริ่มคืบคลานเข้ามา มันคือเรื่องราวของการต่อสู้กับความเกลียดชังด้วย “ความรัก” และการปลูกฝังความเป็นมนุษย์
งานภาพและโปรดักชั่น ภาพในหนังมีความเป็นแฟนตาซีแบบสมจริง (Magical Realism) คล้ายกับสไตล์ของ Wes Anderson เล็กน้อย สีสันในเมืองดูสดใส ฉากในบ้านมีการจัดองค์ประกอบภาพที่ดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวา ซึ่งจงใจตัดกับความโหดร้ายของสถานการณ์จริงนอกบ้านอย่างสิ้นเชิง การใช้สัญลักษณ์ทางภาพ เช่น “รองเท้า” (Shoelaces) ถูกนำมาใช้เล่าเรื่องและสร้างอิมแพคในจุดไคลแมกซ์ได้อย่างทรงพลังจนคนดูใจสลาย
การแสดงของสการ์เล็ตต์ เธอรับบท ‘โรซี่’ แม่ของโจโจ้ นี่คือตัวละครที่เป็นเหมือน “หัวใจและแสงสว่าง” ของเรื่องทั้งหมด สการ์เล็ตต์มอบการแสดงที่เปี่ยมไปด้วยพลังบวก เธอต้องเล่นเป็นคนที่ภายนอกดูร่าเริง สดใส และพยายามรักษาวัยเด็กของลูกชายไว้ให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ภายในเธอต้องเก็บซ่อนความกลัว ความเศร้า และความลับที่เธอต่อต้านพวกนาซีเอาไว้ ฉากที่เธอคุยกับลูกชาย หรือฉากที่เธอวาดหนวดปลอมเพื่อเล่นบทเป็นพ่อที่หายไป สการ์เล็ตต์ถ่ายทอดความเป็นแม่ที่พยายามปกป้องลูกด้วยชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติและน่าประทับใจที่สุด

Match Point (2005) – โชคชะตา ตัณหา และความดาร์กของจิตใจ
วิพากษ์เนื้อเรื่อง ผลงานการกำกับของ วูดดี อัลเลน (Woody Allen) ที่ฉีกแนวจากหนังตลกโรแมนติกมาเป็นหนังทริลเลอร์จิตวิทยาเต็มตัว บทหนังจิกกัดชนชั้นสูง และตั้งคำถามตัวโตๆ เกี่ยวกับ “โชค” (Luck) ว่าระหว่างคนเก่งกับคนเฮง โลกนี้ให้รางวัลใครมากกว่ากัน เนื้อเรื่องวนเวียนอยู่กับความทะเยอทะยาน ตัณหาราคะ การนอกใจ และอาชญากรรมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเห็นแก่ตัว บทมีความซับซ้อนและพาคนดูไปสู่จุดจบที่คาดไม่ถึงและชวนให้ตั้งคำถามกับศีลธรรมอย่างรุนแรง
งานภาพและโปรดักชั่น ผู้กำกับย้ายโลเคชั่นจากนิวยอร์กที่เขาถนัด มาเป็นลอนดอน ประเทศอังกฤษ งานภาพถ่ายทอดความหรูหราของสังคมชั้นสูง คฤหาสน์ โอเปร่า และสนามเทนนิส แต่ในขณะเดียวกัน การจัดแสงก็มีการใช้เงาที่เข้มขึ้น (Chiaroscuro) ในฉากที่ตัวละครลักลอบพบกัน หรือฉากที่ตัวเอกกำลังวางแผนร้าย สะท้อนให้เห็นถึงความมืดหม่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่ดูดีและไฮโซ
การแสดงของสการ์เล็ตต์ ในบท ‘โนลา ไรซ์’ หญิงสาวชาวอเมริกันผู้มีเสน่ห์ดึงดูดทางเพศอย่างรุนแรง สการ์เล็ตต์ปรากฏตัวในฐานะ Femme Fatale (หญิงอันตราย) ที่ทำให้พระเอกยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมามีความสัมพันธ์ด้วย ในช่วงแรกเธอเล่นด้วยจริตของความยั่วยวน มั่นใจ และเป็นอิสระ แต่ความเจ๋งคือการแสดงในช่วงหลัง เมื่อตัวละครของเธอเริ่มสูญเสียการควบคุม กลายเป็นคนที่สิ้นหวัง เรียกร้อง และมีสภาพจิตใจที่พังทลาย สการ์เล็ตต์เปลี่ยนผ่านอารมณ์จากสาวพราวเสน่ห์มาเป็นผู้หญิงที่น่าเวทนาและถูกกดทับได้อย่างไร้ที่ติ

Captain America The Winter Soldier (2014) – สายลับสาวกับมิติที่ลึกซึ้ง
วิพากษ์เนื้อเรื่อง ถึงแม้จะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่นี่คือหนังที่มีกลิ่นอายของ Political Thriller (หนังระทึกขวัญการเมือง) สไตล์ยุค 70s บทหนังพูดถึงประเด็นของอิสรภาพกับการถูกควบคุม การสอดแนม ความไว้ใจ และการที่องค์กรที่ควรจะปกป้องโลกกลับถูกแทรกซึมจากความชั่วร้าย มันมีชั้นเชิงของการหักหลัง การชิงไหวชิงพริบ ซึ่งเป็นบทที่ส่งเสริมตัวละครสายลับอย่าง Black Widow เป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นปล่อยพลังแบบเดิมๆ
งานภาพและโปรดักชั่น งานภาพและคิวบู๊ในเรื่องนี้มีความเป็น “แอคชั่นสายลับ” สมจริง (Grounded) ไม่เน้น CG แฟนตาซีมากนัก การถ่ายทำฉากต่อสู้ด้วยมือเปล่า (Hand-to-hand combat) รวดเร็ว ดุดัน และทรงพลัง การใช้มุมกล้องแบบ Handheld ในฉากไล่ล่ากลางถนน ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในสมรภูมิจริง โทนสีของหนังถูกปรับให้ดูลึกลับและแข็งกร้าวสมกับความเป็นทริลเลอร์
การแสดงของสการ์เล็ตต์ หากจะเลือกสักเรื่องในจักรวาล MCU ที่สการ์เล็ตต์ได้โชว์ฝีมือการแสดงแบบเน้นๆ เรื่องนี้คือคำตอบ ‘นาตาชา โรมานอฟ’ ในภาคนี้ถูกปอกเปลือกให้เราเห็นความเปราะบาง ภายใต้หน้ากากของสายลับที่เก่งกาจและเจ้าเล่ห์ สการ์เล็ตต์แสดงให้เห็นถึงคนที่สูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดชีวิต เคมีทางการแสดงระหว่างเธอกับ คริส อีแวนส์ (Chris Evans) ยอดเยี่ยมมาก มันไม่ใช่ความรักใคร่ แต่เป็นความเคารพและความเชื่อใจของคนสองคนที่ขั้วตรงข้ามกัน (คนหนึ่งซื่อตรง คนหนึ่งเต็มไปด้วยคำโกหก) เธอทำให้เรารักและเข้าใจความเป็นมนุษย์ในตัวของซูเปอร์ฮีโร่คนนี้

Girl with a Pearl Earring (2003) – ศิลปะและแรงปรารถนาที่ไร้เสียง
วิพากษ์เนื้อเรื่อง รีวิวหนังของ Scarlett Johansson หนังดัดแปลงจากนิยายที่แต่งเติมจินตนาการเบื้องหลังภาพวาดชื่อดังก้องโลกของ โยฮันเนส เฟอร์เมร์ (Johannes Vermeer) บทหนังสำรวจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างศิลปินผู้ยิ่งใหญ่กับสาวใช้ผู้เป็นมิวส์ (Muse) แรงบันดาลใจของเขา มันไม่ได้เล่าเรื่องความรักแบบโจ่งแจ้ง แต่พูดถึง “แรงดึงดูดทางศิลปะ” และความเข้าอกเข้าใจในความงามที่คนอื่นมองไม่เห็น ท่ามกลางบริบทของความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นและข้อจำกัดของสังคมในยุคศตวรรษที่ 17
งานภาพและโปรดักชั่น นี่คืองานศิลปะเคลื่อนไหวที่แท้จริง! ผู้กำกับภาพ (Eduardo Serra) ถ่ายทำหนังทั้งเรื่องให้ดูเหมือน “ภาพวาดสีน้ำมัน” ของเฟอร์เมร์จริงๆ การใช้แสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง การจัดแสงและเงาอย่างพิถีพิถัน โทนสีเสื้อผ้า ไปจนถึงการจัดองค์ประกอบภาพ ทุกเฟรมคือความงดงามระดับมาสเตอร์พีซที่สามารถแคปเจอร์ไปแขวนโชว์ฝาผนังได้เลย
การแสดงของสการ์เล็ตต์ ในบท ‘กรีต’ สาวใช้ผู้สงบเสงี่ยม สการ์เล็ตต์มีบทพูดน้อยมากในเรื่องนี้ การแสดงของเธอพึ่งพา “ดวงตา ริมฝีปาก และการหายใจ” เป็นหลัก เธอต้องแสดงให้เห็นถึงความเกรงกลัวต่อผู้เป็นนาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหลงใหลในศิลปะและความซ่อนเร้นทางอารมณ์ที่พุ่งพล่านอยู่ข้างใน ฉากที่เธอถูกเจาะหูเพื่อใส่ตุ้มหูมุก คือหนึ่งในฉากที่มีความอีโรติกและตึงเครียดที่สุด โดยที่ตัวละครแทบจะไม่ได้แตะต้องตัวกันเกินความจำเป็นเลยด้วยซ้ำ สการ์เล็ตต์ใช้ความเงียบในการส่งเสียงตะโกนความรู้สึกออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

Vicky Cristina Barcelona (2008) – เปลวไฟแห่งความรักที่ซับซ้อน
วิพากษ์เนื้อเรื่อง รีวิวหนังของ Scarlett Johansson อีกหนึ่งผลงานของวูดดี อัลเลน แต่มาในโทนที่ต่างออกไป นี่คือหนังที่สำรวจประเด็นของ “ความรัก ความใคร่ และศิลปะ” ผ่านมุมมองของผู้หญิงอเมริกันสองคนที่มีทัศนคติต่อความรักต่างกันสุดขั้ว บทหนังตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์แบบ Polyamory (รักหลายคน) และพยายามเจาะลึกว่า มนุษย์เราจริงๆ แล้วรู้หรือไม่ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ในเรื่องของความรัก มันเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ชาญฉลาด คมคาย และจิกกัดความโหยหาความโรแมนติกแบบอุดมคติ
งานภาพและโปรดักชั่น ฉากหลังคือเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน งานภาพเต็มไปด้วยความโรแมนติก แสงแดดอุ่นๆ สีส้มทอง (Golden hour) สถาปัตยกรรมของเกาดี และทุ่งหญ้าชนบท ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาให้บรรยากาศเหมือนวันหยุดฤดูร้อนที่แสนจะเย้ายวนใจ มันให้ความรู้สึกถึงความอิสระและแรงปรารถนาที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
การแสดงของสการ์เล็ตต์ สการ์เล็ตต์รับบท ‘คริสติน่า’ หญิงสาวผู้รักอิสระและตามหาความหมายของความรักโดยไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เธอต้องประชันบทบาทกับตัวพ่อตัวแม่อย่าง ฆาบิเอร์ บาร์เดม (Javier Bardem) และ เพเนโลเป ครูซ (Penélope Cruz) สการ์เล็ตต์รับหน้าที่เป็นเสมือนตัวแทนของความสงสัยใคร่รู้ เธอเล่นตัวละครนี้ด้วยความมีเสน่ห์แบบเบลอๆ ล่องลอย แต่ก็มีความลุ่มหลงและความสับสนที่จับต้องได้ เมื่อเธอต้องมาอยู่ในวังวนรักสามเส้า เธอคือจุดตัดที่ทำให้ความสัมพันธ์มันทั้งลงตัวและยุ่งเหยิงในเวลาเดียวกัน

Lucy (2014) – วิวัฒนาการสุดขีดคลั่ง
วิพากษ์เนื้อเรื่อง ถ้ามองเผินๆ นี่คือหนังแอคชั่นไซไฟขายความมันส์ของ ลุค เบสซง (Luc Besson) แต่แก่นข้างในมันคือการพูดถึง “ปรัชญาญาณวิทยา และวิวัฒนาการขั้นสุดของมนุษย์” บทหนังตั้งสมมติฐานสุดคลาสสิก (แม้ในทางวิทย์จะไม่จริง) ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ใช้สมองได้ครบ 100% เนื้อเรื่องพาเราไปไกลตั้งแต่อาชญากรรมมาเฟีย ไปจนถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับเวลา สสาร และการกำเนิดจักรวาล เป็นบทที่มีความบ้าบิ่น ทะเยอทะยาน และมีความเป็นแอคชั่นปรัชญา (Philosophical action) ที่สนุกมาก
งานภาพและโปรดักชั่น งานภาพและวิชวลเอฟเฟกต์ (VFX) ในเรื่องนี้คือความตื่นตาตื่นใจ การตัดต่อมีความฉับไวสไตล์หนังแอคชั่นฝรั่งเศส แต่เมื่อพลังสมองของตัวเอกเริ่มเพิ่มขึ้น หนังก็ใส่ซีเควนซ์ภาพระดับไซเคเดลิก (Psychedelic) เข้ามา การจำลองการมองเห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โครงสร้างเซลล์ ไปจนถึงการเดินทางย้อนเวลาและอวกาศ ทุกอย่างถูกเรนเดอร์ออกมาให้มีความโอเวอร์ไซไฟ สีสันจัดจ้าน เพื่อสะท้อนถึงมุมมองของพระเจ้า
การแสดงของสการ์เล็ตต์ เรื่องนี้ท้าทายมาก เพราะเธอต้องเล่นเป็นตัวละครที่ “ความเป็นมนุษย์และอารมณ์ความรู้สึกค่อยๆ หายไป” ในช่วงต้นเรื่อง เธอต้องแสดงเป็นผู้หญิงธรรมดาที่ตื่นตระหนก หวาดกลัวจนสั่นเทาจากการถูกจับตัว แต่เมื่อยาเริ่มออกฤทธิ์ ภาษาตายและแววตาของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สการ์เล็ตต์ต้องแสดงท่าทางที่ปราศจากความรู้สึก นิ่งสงบ แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจที่เหนือกว่า การเปลี่ยนผ่านจากคนขี้ขลาดไปสู่การเป็นเสมือน “พระเจ้า” ที่ไร้อารมณ์ เป็นสิ่งที่สการ์เล็ตต์คุมโทนเอาไว้ได้อยู่หมัด และเธอก็แบกหนังเรื่องนี้เอาไว้บนบ่าได้อย่างสวยงาม
เห็นไหมครับว่า สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน มีของดีปล่อยออกมาให้เราได้เสพตลอดเส้นทางการเป็นนักแสดงของเธอ ไม่ใช่แค่หน้าตาหรือรูปร่าง แต่เป็น “พรสวรรค์และความทุ่มเท” ในการทำความเข้าใจมนุษย์ในหลากหลายรูปแบบ movieseries