รีวิวหนังยอดแย่ 10 เรื่องที่ได้รับคำวิจารณ์แง่ลบมากที่สุด

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดอก เปิดใจ และเปิดแผลสดของวงการภาพยนตร์กันสักหน่อย ถ้าคุณเป็นสายดูหนัง คุณน่าจะเคยเจอโมเมนต์ที่เดินออกจากโรง (หรือกดปิดสตรีมมิ่ง) แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นี่ฉันเพิ่งดูอะไรลงไปวะเนี่ย?” วันนี้ผมคัดรีวิวหนังยอดแย่ 10 หนังที่โดนนักวิจารณ์และคนดูสับเละเทะ ชนิดที่ว่าเอาไปทำเป็นมีมล้อเลียนกันยันลูกบวช แต่เราจะไม่มาเล่าเรื่องย่อนะครับ เพราะเรื่องย่อมันหาอ่านที่ไหนก็ได้ เราจะมาเจาะลึกกันถึง “แก่นกลางของความพัง” ทั้งในแง่ของการเล่าเรื่อง (Plot Execution) งานภาพและวิชวล (Cinematography/CGI) และการแสดง (Acting) เอาให้เห็นภาพกันไปเลยว่าทำไมหนังเหล่านี้ถึงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ (ในทางที่ไม่ค่อยดีนัก) เตรียมตัวให้พร้อม แล้วดำดิ่งลงไปในความหายนะของโลกภาพยนตร์กันครับ!

Cats (2019) – ฝันร้ายในร่างแมวเหมียว

รีวิวหนังยอดแย่ บอกตามตรงนะ ตอนที่โปรเจกต์นี้ประกาศสร้าง ใครๆ ก็คิดว่ามันต้องออกมายิ่งใหญ่ แต่ผลลัพธ์คือความหลอนระดับสิบกะโหลก!

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) หนังเรื่องนี้สอบตกอย่างแรงในการอธิบายว่า “กฎเกณฑ์ของโลกใบนี้คืออะไร” หนังดำเนินเรื่องเหมือนคนเมายาที่พยายามเล่าความฝันให้เราฟัง มันไม่มีโครงสร้างของความขัดแย้งที่ชัดเจน ไม่มีจุดไคลแม็กซ์ที่ทำให้เรารู้สึกเอาใจช่วย การดำเนินเรื่องคือการให้ตัวละครเดินออกมาทีละตัว ร้องเพลงแนะนำตัวเอง แล้วก็จบ… แค่นั้นจริงๆ! มันขาดมิติของการผูกเรื่องให้เป็นภาพยนตร์ ทำให้คนดูรู้สึกเคว้งคว้างและตั้งคำถามตลอดเวลาว่า “พวกแกกำลังทำอะไรกันอยู่?”
  • งานภาพและวิชวล (Visuals & Cinematography) นี่คือจุดจบของคำว่า “Digital Fur Technology” CGI ในเรื่องนี้คือตัวอย่างของคำว่า Uncanny Valley (ความเหมือนมนุษย์ที่ดูหลอน) สัดส่วนของแมวกับสิ่งของรอบข้างผิดเพี้ยนไปหมด บางฉากแมวตัวเท่าหนู บางฉากตัวเท่าหมา การจัดแสงก็ดูแบนราบและเป็นพลาสติกสุดๆ ที่แย่ที่สุดคือการเอาหน้าคนจริงๆ ไปแปะบนตัวแมว CG ที่กำลังเต้นบัลเลต์ มันสร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากกว่าความตื่นตาตื่นใจครับ
  • การแสดง (Acting) คุณมีนักแสดงระดับรางวัลออสการ์ นักร้องระดับโลก แต่ผู้กำกับกลับใช้งานพวกเขาให้กลายเป็นตัวตลก การแสดงเต็มไปด้วยความล้น (Overacting) ทุกคนพยายามทำท่าทางเลียมือ ถูไถไปมาให้เหมือนแมว แต่มันกลับดูเหมือนคนกำลังเล่นละครเวทีเด็กที่พยายามมากเกินไป เคมีระหว่างนักแสดงไม่มีเลย เพราะทุกคนดูเหมือนถูกจับมาถ่ายหน้ากรีนสกรีนแยกกันแล้วค่อยเอามาแปะรวมกัน

Dragonball Evolution (2009) – ตราบาปของวงการดัดแปลงอนิเมะ

รีวิวหนังยอดแย่ ถ้าคุณรักดราก้อนบอล หนังเรื่องนี้คือการเอามีดมาแทงใจดำแล้วบิดซ้ำๆ ครับ

  • การเล่าเรื่อง สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือหนังเรื่องนี้ทิ้ง “จิตวิญญาณ” ของต้นฉบับไปจนหมดสิ้น แล้วเปลี่ยนมันเป็นหนังวัยรุ่นไฮสคูลอเมริกันเกรดบีสุดเชย จังหวะการเล่าเรื่องเร่งรีบมาก ปมปัญหาถูกแก้ได้ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก หนังไม่สามารถสร้างความผูกพันระหว่างคนดูกับการเดินทางของตัวละครได้เลย ทุกอย่างดูยัดเยียด ไม่สมเหตุสมผล และปราศจากความยิ่งใหญ่ที่การ์ตูนเรื่องนี้เคยทำไว้
  • งานภาพและวิชวล ขอใช้คำว่า “งานหยาบ” โทนภาพดูเหมือนซีรีส์โทรทัศน์ทุนต่ำยุค 90s มากกว่าหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ ฉากแอ็กชันที่เป็นหัวใจของดราก้อนบอลกลับถูกถ่ายทอดออกมาได้จืดชืด มุมกล้องสั่นๆ ตัดต่อฉับไวเพื่อซ่อนความกากของคิวบู๊ ส่วนพลังคลื่นเต่า (Kamehameha) ดูเหมือนเอฟเฟกต์จากโปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรีตามอินเทอร์เน็ต มันไม่มีน้ำหนัก ไม่มีพลังทำลายล้างใดๆ ทั้งสิ้น
  • การแสดง น่าสงสารนักแสดงที่ต้องมาพูดบทสนทนาที่แข็งทื่อและน่าอาย จัสติน แชตวิน (โกคู) ดูหลงทางและไม่เข้าใจคาแรคเตอร์ที่ตัวเองเล่นเลยแม้แต่น้อย การแสดงออกทางอารมณ์ดูจอมปลอมไปหมด ส่วนโจว เหวินฟะ ในบทผู้เฒ่าเต่าก็พยายามแบกหนังสุดๆ ด้วยความเก๋า แต่ด้วยบทที่แบนราบ ทำให้การแสดงของทุกคนดูไร้ชีวิตชีวาและไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย

The Last Airbender (2010) – เมื่อเวทมนตร์กลายเป็นความน่าเบื่อ

รีวิวหนังยอดแย่ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน เคยเป็นพ่อมดแห่งวงการฮอลลีวูด แต่เรื่องนี้เขาทำไม้กายสิทธิ์หักคามือครับ

  • การเล่าเรื่อง ปัญหาหลักคือการยัดเยียดเนื้อหาของการ์ตูนทั้งซีซัน (ประมาณ 20 ตอน) ลงในหนังความยาวเกือบสองชั่วโมง ผลลัพธ์คือหนังเต็มไปด้วย “บทสนทนาอธิบายเรื่องราว” (Exposition) ตัวละครแทบไม่ได้คุยกันแบบมนุษย์ปกติ แต่เอาแต่ยืนอธิบายประวัติศาสตร์ กฎเกณฑ์ และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้คนดูฟัง ทำให้หนังแห้งแล้ง ไร้ซึ่งอารมณ์ขัน และปราศจากความอบอุ่นที่เป็นหัวใจของต้นฉบับ
  • งานภาพและวิชวล หนังเรื่องนี้หม่นหมองและมืดมนอย่างไม่จำเป็น โทนสีถูกปรับให้ดูจริงจังจนขาดสีสันที่ควรจะมี และที่โดนสับเละคือ “การควบคุมธาตุ (Bending)” ในต้นฉบับมันคือศิลปะการต่อสู้ที่รวดเร็วและทรงพลัง แต่ในหนัง ตัวละครต้องรำมวยไทเก๊กอยู่เกือบสิบวิฯ กว่าจะมีก้อนหินก้อนเล็กๆ ลอยขึ้นมา มันทำให้ฉากแอ็กชันดูเชื่องช้า น่าเบื่อ และขาดความน่าเกรงขามอย่างสิ้นเชิง
  • การแสดง นอกเหนือจากประเด็นการแคสต์นักแสดงที่ขัดใจแฟนๆ แล้ว ทิศทางการกำกับนักแสดงยังแย่มาก ตัวละครเด็กๆ ทุกคนแสดงหน้าตาย (Deadpan) ไร้อารมณ์ เหมือนถูกสั่งห้ามไม่ให้ยิ้มหรือแสดงความรู้สึกใดๆ การส่งอารมณ์รับส่งบทดูเหมือนการอ่านตามสคริปต์หน้าชั้นเรียน มันไม่มีความเป็นธรรมชาติ ทำให้เราไม่อินกับการกระทำของพวกเขาเลยสักนิด

Madame Web (2024) – การย้อนยุคไปสู่ความพังทลายของหนังฮีโร่

รีวิวหนังยอดแย่ หนังซูเปอร์ฮีโร่ยุคนี้ควรจะไปไกลแล้ว แต่นี่คือการพานั่งไทม์แมชชีนกลับไปยุค 2000s ต้นๆ ที่หนังฮีโร่ยังจับทางไม่ถูก

  • การเล่าเรื่อง บทหนังเรื่องนี้พังพินาศมากครับ โครงสร้างเรื่องสะเปะสะปะ เต็มไปด้วยช่องโหว่ทางตรรกะที่ใหญ่เท่าจักรวาล จังหวะหนังแย่มาก การบิลด์อารมณ์ไปสู่จุดไคลแม็กซ์ทำได้น่าเบื่อสุดๆ ที่แย่กว่านั้นคือหนังใช้วิธีพากย์ทับ (ADR) เพื่ออธิบายเรื่องราวเยอะมาก เหมือนเพิ่งมารู้ตัวตอนตัดต่อว่าคนดูจะไม่รู้เรื่อง เลยจับนักแสดงมาพากย์เสียงอธิบายใส่ลงไปโต้งๆ ทำให้หนังดูราคาถูกและขาดความประณีต
  • งานภาพและวิชวล งานภาพดูแบนและจืดชืด เหมือนกำลังดูซีรีส์วัยรุ่นตามช่องเคเบิลทีวี การตัดต่อฉากแอ็กชันก็สับสนวุ่นวาย มุมกล้องไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้ตัวละครดูเท่หรือเก่งกาจขึ้นเลย เอฟเฟกต์นิมิตอนาคตของนางเอกก็ทำออกมาได้เชยมากๆ ซีจีตัวร้ายตอนปีนกำแพงหรือกระโดดไปมาก็ดูลอยอย่างเห็นได้ชัด
  • การแสดง ดาโกต้า จอห์นสัน ดูเหมือนคนรำคาญตลอดเวลา (ซึ่งอาจจะรำคาญบทจริงๆ) เธอไม่สามารถแบกหนังไว้ได้เลย เสน่ห์ที่เธอเคยมีหายไปหมดเมื่อต้องมาเจอไดอะล็อกที่พังๆ ตัวร้ายของเรื่องยิ่งหนัก การแสดงแข็งทื่อ การพูดจาดูฝืนธรรมชาติ ไม่มีราศีของความน่ากลัว ส่วนกลุ่มวัยรุ่นสามคนก็พยายามทำตัวให้ดูมีชีวิตชีวา แต่มันกลับดูน่ารำคาญมากกว่าเพราะเคมีที่เข้ากันไม่ได้เลย

Morbius (2022) – แวมไพร์ที่ไม่มีใครอยากให้กัด

รีวิวหนังยอดแย่ “It’s Morbin’ Time” ประโยคนี้กลายเป็นมีมตลกขบขัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ตัวหนังดีขึ้นเลยครับ

  • การเล่าเรื่อง ปัญหาของ Morbius คือมันเป็นหนังที่ “เชย” และเล่นท่าง่ายไปหมด การดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงแบบเดาทางได้ตั้งแต่ 5 นาทีแรก การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกและตัวร้ายเบาหวิวมาก หนังไม่พยายามสำรวจด้านมืดหรือประเด็นทางศีลธรรมของการเป็นแวมไพร์เลย ทุกอย่างแค่เกิดขึ้นเพื่อให้มีฉากต่อสู้ในตอนท้าย มันคือพล็อตหนังฮีโร่ยุค 90 ที่เอามาฉายผิดยุคผิดสมัย
  • งานภาพและวิชวล เมื่อไหร่ที่ตัวละครกลายร่างและเริ่มสู้กัน งานภาพจะกลายเป็นฝันร้ายทันที ซีจีควันสีม่วงและสีส้มที่ลอยตามตัวละครมันทำให้ภาพดูรก เลอะเทอะ และดูยากมากว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ ฉากแอ็กชันส่วนใหญ่เกิดในที่มืด ทำให้มันยิ่งดูเละเทะไปกันใหญ่ การออกแบบใบหน้าตอนกลายร่างเป็นแวมไพร์ก็ดูไม่สยองขวัญ แต่กลับดูตลกและเป็นซีจีราคาถูก
  • การแสดง จาเรด เลโต้ เป็นนักแสดงที่เก่งนะครับ แต่ปัญหาคือเขา “จริงจัง” กับบทนี้มากเกินไป ในขณะที่บริบทของหนังมันหลวมและกาวมาก การแสดงที่ขึงขังของเขาเลยดูขัดแย้งกับตัวหนัง คนเดียวที่ดูเหมือนจะเข้าใจว่ากำลังเล่นหนังเกรดบีอยู่คือ แมตต์ สมิธ (ตัวร้าย) เขาปล่อยจอยและเล่นใหญ่แบบสนุกสนาน ซึ่งกลายเป็นสิ่งเดียวที่น่าดูในเรื่องนี้ เคมีของนักแสดงนำชายหญิงก็จืดชืด ไร้ซึ่งแรงดึงดูดใดๆ

Fantastic Four (2015) – การทดลองที่ล้มเหลวของค่ายหนัง

รีวิวหนังยอดแย่ หรือที่หลายคนเรียกว่า “Fant4stic” นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของหนังที่พังเพราะการแทรกแซงจากสตูดิโอ (Studio Interference)

  • การเล่าเรื่อง หนังเรื่องนี้เหมือนถูกหั่นเป็นสองซีกที่ต่อกันไม่ติด ครึ่งแรกปูเรื่องนานมากกกก (ย้ำว่านานมาก) เน้นความเป็นไซไฟสยองขวัญ (Body Horror) ซึ่งจริงๆ มันมีศักยภาพที่ดี แต่พอเข้าครึ่งหลัง หนังกลับรีบเร่งแบบก้าวกระโดด ตัวละครกระโดดข้ามการฝึกฝน ข้ามการเรียนรู้ แล้วไปสู้กับบอสใหญ่เลย ไคลแม็กซ์ของเรื่องสั้นและจืดชืดจนน่าตกใจ มันไม่มีความเป็นหนังฮีโร่ครอบครัวที่เรารู้จักเลย โทนเรื่องสะเปะสะปะจนสัมผัสได้เลยว่ามีการถ่ายซ่อมและแก้บทกระจุยกระจาย
  • งานภาพและวิชวล โทนหนังมืดทึมและอึดอัดตลอดเวลา การออกแบบ “ด็อกเตอร์ ดูม” ซึ่งเป็นวายร้ายระดับตำนาน กลับออกมาดูเหมือนหุ่นจำลองชนทดสอบรถยนต์ (Crash Test Dummy) ที่เอาเศษเหล็กมาแปะๆ ไว้ CGI ฉากมิติอื่นก็ดูหยาบและไม่มีจินตนาการ การใช้แสงในเรื่องทำให้ทุกอย่างดูซีดเซียว ไร้ชีวิตชีวา
  • การแสดง นี่คือการรวมตัวของนักแสดงดาวรุ่งฝีมือดีในยุคนั้น (Miles Teller, Michael B. Jordan, Kate Mara) แต่พวกเขาถูกทำลายด้วยบทสนทนาที่น่าเบื่อและแข็งทื่อ นักแสดงทุกคนดูอมทุกข์และไร้ซึ่งเคมีของความเป็น “ครอบครัว” ที่มาร์เวลควรจะมี การแสดงของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศความตึงเครียดในกองถ่ายได้อย่างชัดเจน ดูจบแล้วสงสารนักแสดงเลยครับ

The Room (2003) – หนังห่วยระดับขึ้นหิ้ง (So bad it’s good)

เรื่องนี้ต่างจากเรื่องอื่นครับ มันห่วยจนกลายเป็นงานศิลปะ ห่วยจนคนรักและจัดรอบฉายคัลต์คลาสสิกมาจนถึงทุกวันนี้!

  • การเล่าเรื่อง บทหนังเรื่องนี้ไม่มีเหตุผลรองรับอะไรทั้งสิ้นเลยครับ โครงเรื่องหลักคือความรักสามเส้าที่แสนจะน้ำเน่า แต่หนังชอบเปิดประเด็นย่อยขึ้นมาแล้วทิ้งไปดื้อๆ ตัวอย่างเช่น แม่ของนางเอกบอกว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านม… แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ถูกพูดถึงอีกเลย! การกระทำของตัวละครทุกตัวไร้ตรรกะสิ้นดี จู่ๆ ก็อารมณ์ดี จู่ๆ ก็โกรธ บทสนทนาในเรื่องดูเหมือนถูกเขียนโดยมนุษย์ต่างดาวที่พยายามทำความเข้าใจภาษาและพฤติกรรมของมนุษย์
  • งานภาพและวิชวล Tommy Wiseau ผู้กำกับและนักแสดงนำ ตัดสินใจถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์มและกล้องดิจิทัลไปพร้อมๆ กัน (เพื่ออะไรก็ไม่รู้) ผลลัพธ์คืองานภาพที่โฟกัสหลุดกระจุยกระจาย แสงเพี้ยน การวางองค์ประกอบภาพ (Framing) ดูอึดอัดและผิดหลักการถ่ายหนังทุกประการ มีฉากโคลสอัพหน้าตัวละครในมุมที่แปลกประหลาด และฉากเลิฟซีนที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้น่าเกลียดน่ากลัวและยาวนานเกินความจำเป็น
  • การแสดง อัจฉริยะในความพัง! Tommy Wiseau กับบท Johnny คือตำนาน การเปล่งเสียง การเน้นคำผิดจังหวะ และการแสดงอารมณ์ที่เหมือนหุ่นยนต์รวนๆ ทำให้ทุกฉากที่เขาออกกลายเป็นฉากตลก (ทั้งที่หนังตั้งใจให้เป็นดราม่า) ประโยคอย่าง “I did not hit her, it’s not true, it’s bullshit, I did not hit her, I did naaat. Oh hi, Mark.” คือจุดสูงสุดของการแสดงที่หลุดโลก ส่วนนักแสดงคนอื่นก็เหมือนเดินงงๆ อยู่ในดงของความบ้าคลั่งนี้ เป็นประสบการณ์การดูที่ลืมไม่ลงจริงๆ

Batman & Robin (1997) – เมื่ออัศวินรัตติกาลกลายเป็นโชว์คาบาเรต์

ลืมแบทแมนที่มืดมน ดุดัน ไปได้เลย เพราะนี่คือมหกรรมโชว์แสงสีเสียงที่พยายามขายของเล่นเด็กแบบไม่เนียน!

  • การเล่าเรื่อง หนังไม่มีความลึกซึ้งหรือแก่นสารใดๆ ให้จับต้อง พล็อตเรื่องบางเบาและถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ตัวละครเปลี่ยนชุดสูท (เพื่อขายของเล่นใหม่) และปล่อยมุกตลกฝืดๆ เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยความบังเอิญที่ไร้เหตุผล จังหวะของเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูการ์ตูนวันเสาร์ตอนเช้า มากกว่าภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ทุกอย่างตื้นเขินและเน้นความตลกโปกฮา (ที่ดันไม่ฮา)
  • งานภาพและวิชวล ยินดีต้อนรับสู่โลกของแสงนีออนสะท้อนแสง! โกธัมซิตี้ในภาคนี้ดูเหมือนสวนสนุกที่ตกแต่งไฟคริสต์มาสมากเกินไป งานออกแบบโปรดักชันอลังการแต่ไร้รสนิยม และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “หัวนมแบทแมน” และการโคลสอัพเป้ากางเกงและบั้นท้ายตอนใส่ชุด ผู้กำกับ (Joel Schumacher) ใช้มุมกล้องเอียง (Dutch Angle) พร่ำเพรื่อมากจนคนดูแทบจะเวียนหัว CGI ก็ดูลอยและเต็มไปด้วยสีสันที่ฉูดฉาดจนแสบตา
  • การแสดง จอร์จ คลูนีย์ เป็นแบทแมนที่เอาแต่ส่ายหัวดุ๊กดิ๊กและยิ้มกรุ้มกริ่มตลอดเวลา เขาไม่มีความน่าเกรงขามเลย อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (Mr. Freeze) ก็ถูกบรีฟมาให้พูดแต่มุกที่เกี่ยวกับ “น้ำแข็ง” (Ice Puns) ในทุกๆ 3 นาที การแสดงของเขาคือการตะโกนและเล่นใหญ่จนเกินเบอร์ ส่วนอูม่า เธอร์แมน (Poison Ivy) ก็พยายามแสดงเป็นนางร้ายสายยั่วสวาทแบบละครเวที สรุปคือเป็นการรวมตัวของการ Overact ระดับตำนาน

Winnie the Pooh Blood and Honey (2023) – พูห์หมีโหดที่ไร้ซึ่งความคลาสสิก

เมื่อลิขสิทธิ์ของพูห์กลายเป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) ความบรรลัยก็บังเกิด มันคือการพยายามทำตัวแหวกแนวที่ตกม้าตายตั้งแต่เริ่ม

  • การเล่าเรื่อง ไอเดียเริ่มต้นที่เอาตัวละครวัยเด็กมาทำเป็นฆาตกรโรคจิตนั้นน่าสนใจนะ แต่วิธีการนำเสนอกลับกลวงโบ๋ หนังไม่มีความพยายามในการสร้างความฉลาดหลักแหลมหรือล้อเลียนความไร้เดียงสาของต้นฉบับเลย มันกลายเป็นหนังไล่เชือด (Slasher) เกรดซีที่ทำตามสูตรสำเร็จแบบเป๊ะๆ มีกลุ่มวัยรุ่นโง่ๆ ทำตัวไร้เหตุผล เดินเข้าไปในป่ามืดๆ แล้วก็โดนฆ่าตายทีละคน พล็อตเรื่องขี้เกียจมาก ไม่มีความซับซ้อน หรือแม้แต่ความตลกร้ายที่ควรจะมี
  • งานภาพและวิชวล คุณภาพงานสร้างเหมือนหนังทำส่งอาจารย์สมัยมหาลัย (แบบงบน้อย) แสงในเรื่องจัดได้แย่มาก บางฉากมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย บางฉากแสงแข็งจนเห็นตำหนิของพร็อพ หน้ากากพูห์และพิกเล็ตไม่ได้ดูน่ากลัวแบบหลอนจิตหลอนใจ แต่มันดูเหมือนหน้ากากยางถูกๆ ที่ซื้อตามร้านขายของปาร์ตี้ฮาโลวีน การออกแบบฉากฆาตกรรมก็เต็มไปด้วยเลือดปลอมที่ดูไม่สมจริง เน้นความแหวะแต่ขาดศิลปะในการนำเสนอ
  • การแสดง ระดับการแสดงอยู่ในมาตรฐานของหนังแผ่นเกรดต่ำ นักแสดงหญิงรับบทเหยื่อที่เอาแต่กรีดร้องและวิ่งหนีแบบไร้ทิศทางโดยไม่มีมิติทางอารมณ์ให้คนดูรู้สึกผูกพันหรืออยากเอาใจช่วย การส่งอารมณ์ความกลัวดูเฟกและประดิษฐ์ขึ้นมา ส่วนคนที่ใส่ชุดพูห์กับพิกเล็ตก็แค่เดินทื่อๆ แกว่งอาวุธไปมา ไม่ได้แสดงออกถึงรังสีอำมหิตหรือความโรคจิตที่น่าจดจำใดๆ เลย
รีวิวหนังยอดแย่

Fifty Shades of Grey (2015) – โรแมนติกที่กลวงเปล่าและจืดชืด

ดัดแปลงจากนิยายขายดีที่ควรจะเร่าร้อนและท้าทาย แต่เวอร์ชันหนังกลับออกมาจืดชืดเหมือนน้ำเปล่าที่ตั้งทิ้งไว้ข้ามคืน

  • การเล่าเรื่อง ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ หนังพยายามโรแมนติกไซส์ (Romanticize) ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) และพฤติกรรมสะกดรอยตามให้กลายเป็นความโรแมนติกแบบซินเดอเรลล่า โครงเรื่องดำเนินไปอย่างอืดอาด บทสนทนาในเรื่องก็แห้งแล้งและน่าเบื่อมาก ตัวละครใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเซ็นสัญญา นั่งคุยกันด้วยประโยคที่พยายามจะดูเซ็กซี่แต่กลับน่าขัน และปัญหาก็คือมันไม่ได้พาเนื้อเรื่องไปสู่การเติบโตของตัวละครเลย เป็นหนังที่เดินย่ำอยู่กับที่
  • งานภาพและวิชวล นี่คือหนังที่กำกับภาพได้สวย… สวยแบบโฆษณารถยนต์หรูหรือโฆษณาน้ำหอมครับ ทุกอย่างดูเนี๊ยบ สะอาดตา เพอร์เฟกต์ไปหมด ซึ่งมัน “ผิดบริบท” อย่างแรง! หนังที่ว่าด้วยรสนิยมทางเพศที่ดิบเถื่อนและแหกกฎ ควรจะมีความดาร์ก ความเลอะเทอะ หรือความเรียลบ้าง แต่งานภาพเรื่องนี้กลับปลอดเชื้อ (Sterile) เกินไป ทำให้ฉากที่ควรจะเซ็กซี่หรือล่อแหลม กลายเป็นฉากที่ดูประดิษฐ์ประดอยและไร้ซึ่งอารมณ์ร่วม
  • การแสดง หายนะที่แท้จริงคือ “เคมีที่ติดลบ” ของสองนักแสดงนำ (เจมี่ ดอร์แนน และ ดาโกต้า จอห์นสัน) เวลาพวกเขาเข้าฉากด้วยกัน มันมีความอึดอัดที่แผ่ออกมาทะลุจอ (ไม่ใช่ความอึดอัดแบบเสน่หา แต่เป็นความอึดอัดแบบอยากกลับบ้าน) ดาโกต้าต้องรับบทนางเอกที่เอาแต่กัดริมฝีปากและทำตาใสซื่อตลอดเวลา ในขณะที่เจมี่พยายามทำหน้าขรึมและลึกลับ แต่มันออกมาดูเหมือนคนกำลังปวดท้องมากกว่า การส่งผ่านสายตาและภาษากายของทั้งคู่ไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อได้เลยว่าพวกเขามีแรงดึงดูดทางเพศต่อกัน

เป็นยังไงกันบ้างครับกับทั้ง 10 เรื่องนี้? การทำหนังออกมาให้แย่มันก็เหมือนศิลปะอีกแขนงหนึ่งเหมือนกันนะ บางเรื่องห่วยจนน่าหงุดหงิด บางเรื่องก็ห่วยจนกลายเป็นตำนานที่ต้องหามาดูให้เห็นกับตาสักครั้งในชีวิต movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *