จัดไปครับ! ถ้าคุณเป็นคอหนังซอมบี้ที่เบื่อการเล่าเรื่องย่อแบบเดิมๆ แต่อยากได้การวิเคราะห์แบบ “เนื้อๆ เน้นๆ” เจาะลึกถึงอารมณ์ งานภาพ และการแสดงที่ทำให้หนังเหล่านั้นกลายเป็นตำนาน หรือเป็นหนังที่ต้องดูสักครั้งในชีวิต
นี่คือรีวิวหนังซอมบี้ 10 เรื่องในสไตล์ “คุยกันภาษาคนรักหนัง” ที่เน้นวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์และความรู้สึกที่ได้รับครับ

Train to Busan (2016) – ด่วนนรกซอมบี้คลั่ง
“เมื่อความเห็นแก่ตัวน่ากลัวกว่าคนตายเดินได้”
- บทและการดำเนินเรื่อง รีวิวหนังซอมบี้ เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้ในแง่ของ “Pacing” หรือจังหวะการเล่าเรื่องที่ไร้ที่ติ มันไม่ใช่แค่หนังหนีตาย แต่มันคือการวิพากษ์สังคมเกาหลี (และสังคมโลก) ผ่านขบวนรถไฟ การจัดวางลำดับชั้นทางสังคมในตู้รถไฟแต่ละตู้มันสะท้อนความจริงที่เจ็บปวด บทหนังฉลาดมากที่บีบพื้นที่ให้แคบลงเรื่อยๆ ความกดดันจึงไม่ใช่แค่ หนีไปไหนดี แต่เป็น หนีไปไหนไม่ได้แล้ว จุดที่น่าชื่นชมที่สุดคือการใส่ “ความเป็นมนุษย์” ลงไป ตัวละครมีการพัฒนา (Character Arc) ที่ชัดเจนมาก โดยเฉพาะพระเอกที่เปลี่ยนจากพ่อผู้เห็นแก่ตัวกลายเป็นผู้เสียสละ บทขยี้อารมณ์ดราม่าได้ถูกจังหวะ ไม่ฟูมฟายจนน่ารำคาญ แต่หนักแน่นจนน้ำตาซึม
- งานภาพและเทคนิค งานภาพเรื่องนี้ใช้แสงสว่าง! ซึ่งแปลกสำหรับหนังผีหรือซอมบี้ส่วนใหญ่ที่ชอบใช้ความมืด การเห็นซอมบี้ชัดๆ กลางแดดจ้า หรือแสงนีออนในรถไฟ มันทำให้เห็นความบิดเบี้ยวของร่างกาย (Contortion) ที่นักแสดงประกอบทำได้น่าขนลุกมาก มุมกล้องในที่แคบ (Claustrophobic shots) ทำให้เรารู้สึกอึดอัดตามไปด้วย การใช้สีโทนเย็นในฉากดราม่าและโทนร้อนในฉากแอ็คชั่นช่วยคุมอารมณ์คนดูได้อยู่หมัด
- การแสดง กงยู (Gong Yoo) แบกหนังได้สบายๆ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความว่างเปล่าไร้หัวใจในตอนต้น กลายเป็นความมุ่งมั่นและอ่อนโยนในตอนท้ายได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ MVP ของเรื่องต้องยกให้ มาดงซอก (Ma Dong-seok) พี่แกเล่นได้โคตรเท่และอบอุ่น เป็นตัวละครที่มีมิติความเป็นมนุษย์สูงมาก เคมีระหว่างเขากับภรรยาในเรื่องทำให้คนดูเอาใจช่วยสุดตัว ส่วนตัวร้าย (คิมอึยซอง) เล่นได้น่าถีบทะลุจอ การแสดงความเห็นแก่ตัวของเขาทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์แบบ เพราะเขาคือตัวแทนของ “ความกลัว” ที่กัดกินใจคนยิ่งกว่าไวรัส

28 Days Later (2002) – 28 วันให้หลัง เชื้อเขมือบคน
“นิยามใหม่ของซอมบี้ วิ่งเร็ว บ้าคลั่ง และดิบเถื่อน”
- บทและการดำเนินเรื่อง รีวิวหนังซอมบี้ หนังเรื่องนี้ฉีกกฎซอมบี้เดินช้าทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง บทหนังเน้นไปที่ความเงียบเหงาและความสิ้นหวัง ช่วงแรกของหนังที่ตัวเอกเดินออกมาเจอเมืองลอนดอนที่ร้างผู้คน คือ Masterpiece ของการเล่าเรื่องด้วยภาพ (Show, Don’t Tell) บทไม่ได้เน้นแค่การหนีซอมบี้ แต่เน้นการสำรวจจิตใจมนุษย์เมื่อกฎหมายล่มสลาย ครึ่งหลังของหนังเปลี่ยนจากหนีผีมาเป็นหนีทหาร ซึ่งบทต้องการสื่อว่า “มนุษย์ที่ไร้อารยธรรมนั้นน่ากลัวกว่าสัตว์ร้าย” มันมีความเป็นปรัชญาแฝงอยู่ในความระทึกขวัญ
- งานภาพและเทคนิค Danny Boyle เลือกถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอลยุคแรกๆ (MiniDV) ภาพที่ได้จึงมีความหยาบ (Grainy) สีตุ่นๆ ไม่คมชัดกริบเหมือนหนังฮอลลีวูด แต่นั่นแหละคือเสน่ห์! มันให้ความรู้สึกเหมือนสารคดีข่าว เหมือนเรากำลังดูเหตุการณ์จริงผ่านกล้องราคาถูก ซึ่งเพิ่มความสมจริงและความน่ากลัวแบบ “Raw & Gritty” การตัดต่อแบบรวดเร็ว (Jump cuts) ในฉากซอมบี้บุกช่วยสร้างความสับสนและตื่นตระหนกให้กับคนดูได้ดีมาก
- การแสดง Cillian Murphy ในบทจิม เขาถ่ายทอดความ “งงงวย” และ “เปราะบาง” ได้ดีมาก เขาไม่ใช่ฮีโร่กล้ามโต แต่เป็นคนธรรมดาที่ต้องเอาตัวรอด การแสดงออกทางสีหน้าของเขาที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากความกลัวสุดขีดไปสู่ความด้านชา (ในฉากท้ายๆ) คือจุดที่ทำให้เชื่อว่าโลกนี้มันเปลี่ยนคนได้จริงๆ นักแสดงสมทบอย่าง Naomie Harris ก็เล่นได้แข็งแกร่ง เป็นตัวแทนของคนที่ปรับตัวได้แล้ว ตัดกับพระเอกที่ยังปรับตัวไม่ได้ได้อย่างลงตัว

Dawn of the Dead (2004) – รุ่งอรุณแห่งความตาย
“ความมันส์ระดับ 5 ดาว ของการรีเมคที่เคารพต้นฉบับแต่ใส่เทอร์โบ”
- บทและการดำเนินเรื่อง รีวิวหนังซอมบี้ Zack Snyder ในยุคท็อปฟอร์ม บทเรื่องนี้กระชับ ฉับไว ไม่มีเวิ่นเว้อ เปิดเรื่องมา 10 นาทีแรกคือความโกลาหลที่สมบูรณ์แบบ (Pure Chaos) การเลือกโลเคชั่นเป็น “ห้างสรรพสินค้า” ยังคงกลิ่นอายเสียดสีบริโภคนิยมจากต้นฉบับปี 1978 ไว้ แต่ปรับให้ทันสมัยขึ้น บทเกลี่ยบทบาทให้ตัวละครหลายตัวได้อย่างทั่วถึง แม้ตัวละครจะเยอะ แต่เราจำคาแรคเตอร์เด่นๆ ได้เกือบหมด ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมีการปะทะกันตลอดเวลา ทำให้หนังไม่น่าเบื่อแม้ในฉากที่ไม่มีซอมบี้
- งานภาพและเทคนิค สีสด! เลือดเป็นเลือด แดงฉานตัดกับสีสันสดใสของห้างสรรพสินค้า งานภาพมีความ Contrast สูงตามสไตล์สไนเดอร์ ซอมบี้ในเรื่องนี้แต่งหน้าเอฟเฟกต์ได้น่ากลัวและขยะแขยงมาก การเคลื่อนไหวของกล้องมีความไดนามิกสูง โดยเฉพาะฉากขับรถหนีหรือฉากระเบิดถังแก๊ส มันคือความบันเทิงทางสายตาที่จัดจ้าน
- การแสดง ทีมนักแสดงเรื่องนี้ทำงานกันเป็นทีมเวิร์กดีมาก Sarah Polley ในบทนางพยาบาล เล่นได้นิ่งแต่มีสติ เป็นศูนย์กลางของเรื่องที่ดี Ty Burrell (ที่เรารู้จักจาก Modern Family) พลิกบทบาทมาเล่นเป็นไอ้หนุ่มปากดีที่น่าหมั่นไส้ได้โล่ และความสัมพันธ์ข้ามตึกกับเจ้าของร้านปืน (Andy) ผ่านกระดานไวท์บอร์ด เป็นซีนที่ไม่มีบทพูดเยอะ แต่การแสดงท่าทางทำให้คนดูผูกพันกับตัวละครที่แทบไม่เห็นหน้าได้ นี่คือพลังของการแสดงและการกำกับที่ยอดเยี่ยม

World War Z (2013) – มหาวิบัติสงคราม Z
“เมื่อซอมบี้กลายเป็นภัยพิบัติระดับโลกเหมือนสึนามิ”
- บทและการดำเนินเรื่อง รีวิวหนังซอมบี้ บทหนังเรื่องนี้เปลี่ยนจากหนังสยองขวัญในที่แคบ มาเป็นหนัง Action-Thriller ระดับ Global Scale การเล่าเรื่องเหมือนหนังสอบสวนสืบสวน พระเอกต้องเดินทางไปทั่วโลกเพื่อหา “Patient Zero” หรือวิธีแก้ สิ่งที่น่าสนใจคือบทพยายามใส่หลักการวิทยาศาสตร์และการทหารลงไป ทำให้ดูมีความเป็นไปได้จริง (Realistic) ในแง่การจัดการวิกฤต ฉากไคลแมกซ์ที่แล็บ WHO เปลี่ยนโทนจากแอ็คชั่นตูมตามมาเป็นความเงียบสงัดที่ลุ้นระทึก เป็นการหักมุมของจังหวะหนังที่ชาญฉลาดมาก
- งานภาพและเทคนิค นี่คืองาน CGI ซอมบี้ที่อลังการที่สุด ภาพ “กำแพงซอมบี้” ที่ปีนต่อตัวกันขึ้นเหมือนมดปลวก (Swarm) ในฉากอิสราเอลคือภาพจำที่ติดตาและทรงพลังมาก มันทำให้ซอมบี้ดูเหมือนคลื่นยักษ์หรือภัยธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจต้านทาน มุมกล้องมุมกว้าง (Wide shots) ถูกใช้เยอะเพื่อโชว์สเกลความหายนะ ซึ่งทำออกมาได้สมราคาคุย
- การแสดง Brad Pitt คือเดอะแบกของจริง เขาเล่นบทเจอร์รี่ เลน ได้สุขุม นุ่มลึก และฉลาด เขาไม่ได้เล่นเป็นฮีโร่บ้าพลัง แต่เป็นคนใช้สมองและความสังเกต สายตาของแบรด พิตต์ในเรื่องนี้สื่อสารถึงความกังวลในฐานะพ่อ และความมุ่งมั่นในฐานะเจ้าหน้าที่ UN ได้อย่างดีเยี่ยม แม้ตัวละครอื่นจะดูจางไปบ้าง แต่การแสดงของพิตต์คนเดียวก็เอาหนังอยู่หมัด

Shaun of the Dead (2004) – รุ่งอรุณแห่งความวาย(ป่วง)
“ตลก โรแมนติก และสยองขวัญ ในจังหวะบริติชที่ลงตัว”
- บทและการดำเนินเรื่อง รีวิวหนังซอมบี้ Edgar Wright เขียนบทได้คมคายมาก มันคือหนัง Rom-Com ที่มีฉากหลังเป็นวันสิ้นโลก บทมีการปูเรื่อง (Foreshadowing) ที่เก่งกาจ ทุกประโยคที่พูดเล่นๆ ในตอนต้นเรื่อง กลายเป็นเหตุการณ์จริงในตอนท้าย การเปรียบเทียบชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่ทำอะไรซ้ำซากจำเจว่าไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ เป็นการเสียดสีที่เจ็บแสบและตลกขบขัน บทสนทนามีความรัวเร็วและเฉียบแหลมตามสไตล์อังกฤษ
- งานภาพและเทคนิค การตัดต่อคือพระเอกของเรื่องนี้! การใช้ Whip Pans (การสะบัดกล้องเร็วๆ) และการตัดต่อเข้าจังหวะเสียง (Sound effects) ทำให้หนังดูสนุกและกระฉับกระเฉง ฉากต่อสู้ในบาร์ที่ซิงค์กับเพลง “Don’t Stop Me Now” ของ Queen คือฉากคลาสสิกที่แสดงให้เห็นถึงการออกแบบคิวบู๊และงานภาพที่แม่นยำเป๊ะๆ
- การแสดง คู่หู Simon Pegg และ Nick Frost มีเคมีที่หาใครเทียบยาก ความเป็นเพื่อนตาย (Bromance) ของทั้งคู่ดูจริงใจมากจนเราเชื่อสนิทใจ ช่วงตลกก็ฮาหน้าตาย แต่พอถึงช่วงดราม่า (ฉากแม่ หรือฉากที่ต้องจัดการเพื่อน) พวกเขาก็ส่งอารมณ์ได้ถึงกึ๋น ทำให้หนังตลกเรื่องนี้มีหัวใจและความรู้สึกที่จับต้องได้

I Am Legend (2007) – ข้าคือตำนานพิฆาตมหากาฬ
“ความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจ ยิ่งกว่าคมเขี้ยวของอสูรกาย”
- บทและการดำเนินเรื่อง รีวิวหนังซอมบี้ ครึ่งแรกของหนังคือ Masterclass ของการเล่าเรื่องด้วยความเงียบ บทโฟกัสไปที่สภาวะจิตใจของ โรเบิร์ต เนวิลล์ ชายคนสุดท้ายในนิวยอร์ก การที่เขาคุยกับหุ่นลองเสื้อ คุยกับหมา หรือดูรายการทีวีเก่าๆ สะท้อนความโหยหาการมีปฏิสัมพันธ์ (Social Interaction) ของมนุษย์ได้เจ็บปวดมาก แม้ช่วงครึ่งหลังบทจะแผ่วลงและจบแบบสูตรสำเร็จไปหน่อย (ในเวอร์ชั่นฉายโรง) แต่แก่นเรื่องที่พูดถึง “ความหวัง” และ “หน้าที่” ยังคงแข็งแรง
- งานภาพและเทคนิค ภาพเมืองนิวยอร์กที่รกร้าง หญ้าขึ้นสูงตามถนน กวางวิ่งผ่านไทม์สแควร์ เป็นงาน Visual ที่สวยงามและน่าขนลุก (Hauntingly beautiful) มันให้ความรู้สึกสงบแต่แฝงอันตราย แม้ว่าตัว CGI ของ Darkseekers (ซอมบี้ในเรื่อง) จะดูลอยๆ และเป็นการ์ตูนไปนิดเมื่อเทียบกับมาตรฐานปัจจุบัน แต่บรรยากาศโดยรวมของเมืองร้างทำได้ยอดเยี่ยมมาก
- การแสดง Will Smith แสดงหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตเขา การต้องเล่นกับ “หมา” (น้อง Sam) และ “อากาศ” เป็นส่วนใหญ่ ต้องใช้จินตนาการและพลังการแสดงสูงมาก เขาสื่อสารความเหงาที่แทบจะระเบิดออกมาทางแววตาและน้ำเสียง ฉากที่เขาต้องทำใจจัดการกับสุนัขคู่ใจ คือฉากที่ทำลายล้างจิตใจคนดูอย่างรุนแรง และวิลล์ สมิธ ถ่ายทอดความเจ็บปวดนั้นออกมาได้สมจริงจนใจสลาย

REC (2007) – ปิดตึกสยอง
“ความสมจริงแบบ Found Footage ที่ทำให้คุณลืมหายใจ”
- บทและการดำเนินเรื่อง บทหนังเรียบง่ายมาก นักข่าวเข้าไปทำข่าวในตึก > ตึกถูกปิดตาย > ซอมบี้อาละวาด แต่ความเรียบง่ายนี้แหละที่ทรงพลัง หนังค่อยๆ ไต่ระดับความกลัวจาก 1 ไป 100 ได้อย่างน่าทึ่ง การเล่าเรื่องแบบ Real-time (เวลาในหนังเท่ากับเวลาจริง) ยิ่งเพิ่มความกดดัน บทหนังทิ้งปมปริศนาเกี่ยวกับ “เด็กสาวในห้องใต้หลังคา” ไว้ในตอนท้าย เปลี่ยนจากหนังไวรัสเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติผสมวิทยาศาสตร์ ซึ่งน่าขนลุกมาก
- งานภาพและเทคนิค การใช้กล้องมือถือ (Handheld) เรื่องนี้ทำได้ดีที่สุดในแนวเดียวกัน มันสั่นไหวแต่ยังดูรู้เรื่อง การใช้แสงจากไฟกล้องข่าวเพียงอย่างเดียวทำให้เกิดเงามืดที่น่าหวาดระแวง ฉากสุดท้ายที่ต้องใช้โหมด Night Vision (ภาพเขียวๆ) คือจุดพีคที่ทำให้คนดูหลายคนต้องปิดตา การออกแบบเสียง (Sound Design) สำคัญมาก เสียงกรีดร้อง เสียงฝีเท้า เสียงหอบหายใจ มันดูสดและดิบ (Raw) จริงๆ
- การแสดง Manuela Velasco ในบทนักข่าวแองเจล่า แสดงได้ “เรียล” สุดๆ เธอเริ่มจากความกระตือรือร้นแบบนักข่าวอาชีพ แล้วค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นความหวาดกลัวสุดขีด เสียงกรี๊ดและความตื่นตระหนกของเธอมันดูไม่เหมือนการแสดง (Acting) แต่เหมือนการตอบสนอง (Reacting) ต่อเหตุการณ์จริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังแนว Found Footage ประสบความสำเร็จ

Zombieland (2009) – ซอมบี้แลนด์ แก๊งซ่าส์ล่าล้างซอมบี้
“กฎมีไว้รอด แต่ครอบครัวมีไว้รัก”
- บทและการดำเนินเรื่อง บทหนังฉลาด ขี้เล่น และเต็มไปด้วยสไตล์ การสร้าง “กฎการเอาตัวรอด” (The Rules) ขึ้นมาเป็น Gimmick หลักของเรื่อง ทำให้หนังมีโครงสร้างที่ชัดเจนและตลกขบขัน บทเน้นไปที่การเดินทาง (Road Movie) และการเติบโตของตัวละคร 4 คนที่ต่างกันสุดขั้วให้กลายมาเป็นครอบครัว มันไม่ใช่หนังที่เน้นความน่ากลัว แต่เน้น “ความสนุก” ในการฆ่าซอมบี้และการใช้ชีวิตอิสระ
- งานภาพและเทคนิค การใส่กราฟิกตัวหนังสือ (Typography) ลอยขึ้นมาบนจอตอนกฎต่างๆ ทำงาน เป็นงาน Visual ที่สร้างสรรค์และทำให้หนังดูมีเอกลักษณ์ ฉากสโลว์โมชั่นตอนฆ่าซอมบี้ทำออกมาได้สะใจและสวยงามในแบบเลือดสาด การจัดแสงและสีมีความจัดจ้าน สดใส ไม่หม่นหมอง สะท้อนโทนหนังที่มองโลกในแง่บวกท่ามกลางหายนะ
- การแสดง Woody Harrelson เกิดมาเพื่อบท Tallahassee จริงๆ ความบ้า ความกวน และความรักในขนม Twinkies ของเขาคือสีสันที่ขาดไม่ได้ ส่วน Jesse Eisenberg ก็เล่นบทหนุ่มเนิร์ดขี้กลัวได้เป็นธรรมชาติ (ซึ่งเป็นทางถนัดเขา) เคมีของทั้ง 4 คน (รวมถึง Emma Stone และ Abigail Breslin) มันกลมกล่อมมาก เหมือนดูคนแปลกหน้าค่อยๆ จูนเข้าหากันจนรักกันจริงๆ และอย่าลืม Cameo ของ Bill Murray ที่เป็นตำนาน!

Cargo (2017) – คาร์โก้
“เมื่อความรักของพ่อ มีเวลาจำกัดเพียง 48 ชั่วโมง”
- บทและการดำเนินเรื่อง นี่คือหนังซอมบี้สายดราม่าที่ “เงียบแต่ดังในความรู้สึก” บทไม่ได้เน้นฉากแอ็คชั่นไล่ล่า แต่เน้นเงื่อนไขที่บีบคั้นหัวใจ พ่อถูกกัด และมีเวลาจำกัดก่อนจะกลายร่าง เขาต้องหาคนมาดูแลลูกน้อยที่ยังแบเบาะ บทหนังใช้ฉากหลังเป็นชนบทออสเตรเลีย (Outback) ซึ่งกว้างใหญ่แต่เวิ้งว้าง สะท้อนความโดดเดี่ยวของตัวเอก บทมีการสอดแทรกประเด็นเรื่องชนพื้นเมือง (Aboriginal) และจิตวิญญาณธรรมชาติเข้ามา ทำให้หนังมีความลึกซึ้งและแตกต่างจากหนังซอมบี้ตะวันตกทั่วไป
- งานภาพและเทคนิค ภาพทิวทัศน์ของออสเตรเลียสวยงามแปลกตา ทั้งแห้งแล้งและงดงาม การแต่งหน้าเอฟเฟกต์ตอนพระเอกค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นซอมบี้ทำได้ละเอียดมาก (น้ำยางเยิ้ม, ตาเริ่มขุ่นมัว) เทคนิคการถ่ายทำเน้นความสมจริงและแสงธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนดูสารคดีชีวิตสัตว์โลกที่โหดร้าย
- การแสดง Martin Freeman พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้เล่นได้แต่บทตลกหรือบทคู่หู เขาแบกหนังทั้งเรื่องด้วยการแสดงที่เก็บกดแต่เต็มไปด้วยความรัก สายตาที่เขามองลูกในขณะที่ตัวเองกำลังจะสูญเสียความเป็นคน มันเจ็บปวดรวดร้าวมาก เขาทำให้เราเชื่อว่า “พ่อทำได้ทุกอย่างเพื่อลูก” แม้กระทั่งการวางแผนจัดการกับร่างศพของตัวเองล่วงหน้า

One Cut of the Dead (2017) – วันคัท ซอมบี้งับๆๆๆ
“จดหมายรักถึงคนทำหนัง ที่เริ่มต้นด้วยเลือดและจบด้วยน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม”
- บทและการดำเนินเรื่อง ห้ามสปอยล์เด็ดขาด! แต่จะวิจารณ์โครงสร้างว่า บทหนังเรื่องนี้คือ “อัจฉริยะ” ช่วง 37 นาทีแรกคุณอาจจะรู้สึกว่า “หนังบ้าอะไรเนี่ย ห่วยแตก กล้องสั่น บทพูดแปลกๆ” แต่พอหนังเข้าสู่ครึ่งหลัง บทจะทำการเฉลยทุกอย่างและพลิกความรู้สึกคนดูจากหน้ามือเป็นหลังมือ มันคือการเขียนบทที่ซ้อนทับกัน (Meta) อย่างชาญฉลาด มันไม่ใช่แค่หนังซอมบี้ แต่มันคือหนังเกี่ยวกับ “เบื้องหลังการถ่ายหนังซอมบี้” ที่วุ่นวายที่สุดในโลก บทสรุปของเรื่องสร้างความรู้สึกอิ่มเอมใจ (Heartwarming) แบบที่หนังซอมบี้เรื่องอื่นทำไม่ได้
- งานภาพและเทคนิค ความเจ๋งคือการถ่ายทำแบบ Long Take (ถ่ายยาวรวดเดียวไม่สั่งคัท) นาน 37 นาทีจริงๆ! ซึ่งต้องใช้การซ้อมที่แม่นยำมาก และในครึ่งหลังเราจะได้เห็นความ “โกลาหล” ของทีมงานเบื้องหลังที่ต้องวิ่งวุ่นเพื่อให้ช็อตเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง งานภาพอาจไม่ได้สวยเนี้ยบแบบฮอลลีวูด แต่มันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณและความพยายามที่ทะลุจอออกมา
- การแสดง นักแสดงทุกคนเล่นเป็นธรรมชาติมาก โดยเฉพาะตัวผู้กำกับในเรื่อง (Takayuki Hamatsu) ที่แสดงสีหน้าลุ้นระทึกและทุ่มเทได้ตลกปนน่าสงสาร ทุกคนในเรื่องเล่นสองบทบาท (บทในหนังซ้อนหนัง และบททีมงาน) ซึ่งต้องใช้ไหวพริบและการรับส่งมุขที่แม่นยำ พลังงานของนักแสดงทุกคนคือสิ่งที่ขับเคลื่อนหนังเรื่องนี้ให้ไปถึงจุดพีค
บทส่งท้าย
หนังซอมบี้ทั้ง 10 เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ซอมบี้” ไม่ใช่แค่ตัวประหลาดที่ออกมาไล่กัดคน แต่มันคือผ้าใบผืนใหญ่ที่ผู้กำกับสามารถวาดลวดลายอะไรลงไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม ความรัก หรือความตลกขบขัน ถ้าคุณยังไม่ได้ดูเรื่องไหน ผมขอแนะนำให้รีบไปหาดู แล้วคุณจะรู้ว่า “ความเป็นมนุษย์จะชัดเจนที่สุด ก็ตอนที่โลกไม่เหลือมนุษย์แล้ว” นั่นเองครับ! movieseries