รีวิว Roofman (คนดีที่ลัก) พื้นที่สีเทาที่งดงามที่สุดของปี 2025

นี่คือรีวิวเจาะลึกแบบ “Deep Dive” สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Roofman (รูฟแมน คนดีที่ลัก) โดยเน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ การแสดง และนัยยะทางสังคม มากกว่าการเล่าเรื่องย่อ เพื่อให้คุณได้รับอรรถรสในมุมมองของงานศิลปะภาพยนตร์อย่างเต็มที่ครับ

Review Roofman (รูฟแมน คนดีที่ลัก)

เมื่ออาชญากรรมถูกโอบกอดด้วยความไร้เดียงสา และความเหงาซ่อนตัวอยู่ในร้านขายของเล่น

หากคุณคุ้นเคยกับชื่อของผู้กำกับ Derek Cianfrance คุณคงจะเตรียมใจมาพบกับความเจ็บปวดรวดร้าวแบบที่หาทางออกไม่ได้ อย่างที่เราเคยเห็นใน Blue Valentine หรือ The Place Beyond the Pines หนังที่กรีดหัวใจคนดูด้วยความสมจริงของความสัมพันธ์ที่พังทลาย แต่สำหรับ “Roofman” นั้น Cianfrance ได้ทำสิ่งที่ต่างออกไป เขาไม่ได้พาเราไปจมดิ่งสู่ความมืดมิด แต่กลับพาเราไปสำรวจพื้นที่สีเทาที่สว่างไสว พื้นที่ที่ “อาชญากร” และ “คนดี” เป็นคนคนเดียวกัน และพื้นที่ที่ความตลกร้าย (Dark Comedy) เต้นรำอยู่บนหลังคาของความเศร้าสร้อย

นี่ไม่ใช่หนังปล้น (Heist Movie) ที่เน้นความระทึกของการวางแผน แต่มันคือ Character Study (การศึกษาตัวละคร) ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งในปี 2025 ภายใต้เปลือกนอกของหนังอาชญากรรมสร้างจากเรื่องจริง มันซ่อนหัวใจของหนังรักโรแมนติกและความโหยหาอดีต (Nostalgia) เอาไว้อย่างแนบเนียน

1. การแสดง Channing Tatum กับบทบาทแห่งชีวิต (The Performance of a Lifetime)

สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงและเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ “ทำงาน” ได้อย่างทรงพลัง คือการแสดงของ Channing Tatum ในบท Jeffrey Manchester หรือ “Roofman”

เราเห็น Tatum เล่นบทตลกมาเยอะ เห็นเขาใช้ร่างกายในการเต้นใน Magic Mike แต่ใน Roofman เขาได้ผสมผสานทักษะเหล่านั้นเข้าด้วยกันแล้วกลั่นออกมาเป็น “ความเปราะบาง” (Vulnerability) ที่น่าทึ่ง Tatum ตีความ Jeffrey ไม่ใช่ในฐานะโจรผู้ร้ายกาจ แต่ในฐานะชายผู้หลงทาง (Lost Soul) ที่พยายามจะ “สุภาพ” กับโลกที่โหดร้ายกับเขา

  • ภาษากาย (Physicality) สิ่งที่น่าสนใจคือ Tatum ใช้ทักษะการเคลื่อนไหวของเขา (Dance background) มาใช้ในการ “ย่องเบา” และการใช้ชีวิตในที่แคบ ฉากที่เขาต้องหลบซ่อนตัวในร้านของเล่น หรือการเจาะทะลุเพดานลงมา มันไม่ได้ดูเป็น Action Hero แต่มันมีความพลิ้วไหวที่ดูขัดแย้งกับความตึงเครียด เขาทำให้การปล้นดูเหมือนการเต้นรำที่เงียบเชียบและโดดเดี่ยว
  • แววตาของคนดีที่ทำผิด Tatum สื่อสารความขัดแย้งภายในผ่านสายตาได้ดีมาก เขาทำให้คนดูเชื่อได้สนิทใจว่า ทำไมพนักงานร้านแมคโดนัลด์ถึงยอมให้เขาขังไว้ในห้องเย็นโดยไม่ขัดขืน ไม่ใช่เพราะปืน แต่เพราะ “ความเกรงใจ” และ “มารยาท” ที่แผ่ออกมาจากตัวโจร ความอ่อนโยนที่ผิดที่ผิดทางนี้คือเสน่ห์ที่ Tatum มอบให้กับตัวละคร ทำให้เราในฐานะคนดูตกอยู่ในสภาวะเดียวกับตัวละครในเรื่อง คือ “เกลียดเขาไม่ลง” และเผลอเอาใจช่วยให้เขาหนีรอด ทั้งที่รู้ว่ามันผิด

2. Kirsten Dunst หัวใจที่เต้นรำอยู่บนความไม่รู้

หาก Tatum คือร่างกายของหนัง Kirsten Dunst (ในบท Leigh) คือ “หัวใจ” ของเรื่อง การแสดงของ Dunst ในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ไม้ประดับหรือ Love Interest ธรรมดา แต่เธอคือตัวแทนของโลกความเป็นจริง (Reality) ที่ Jeffrey โหยหา

  • เคมีที่จับต้องได้ เคมีระหว่าง Tatum และ Dunst นั้นเป็นธรรมชาติอย่างเหลือเชื่อ มันไม่ใช่ความรักที่หวือหวาแบบวัยรุ่น แต่เป็นความรักของ “ผู้ใหญ่ที่แตกสลาย” สองคนที่มาเจอกัน Dunst ถ่ายทอดความเหนื่อยล้าของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่แบกโลกไว้ทั้งใบ และเมื่อเธอได้เจอกับ Jeffrey (ในชื่อปลอม) เราจะเห็นประกายตาของเธอเปลี่ยนไป—มันคือความหวัง
  • ความเงียบที่ทรงพลัง มีหลายฉากที่ Dunst ไม่ต้องพูดอะไรเลย เพียงแค่มองหน้า Tatum เราก็รู้สึกได้ถึงความรักและความสงสัยที่ปะปนกัน เธอเป็นตัวละครที่ทำให้คนดูรู้สึก “ผิด” แทนพระเอก เพราะเรารู้ความจริงที่เธอไม่รู้ และการแสดงของเธอทำให้ความจริงนั้นเจ็บปวดยิ่งขึ้นเมื่อมันถูกเปิดเผย

3. งานภาพและบรรยากาศ โลกสองใบในแสงไฟฟลูออเรสเซนต์

งานกำกับภาพ (Cinematography) ใน Roofman มีความโดดเด่นในการสร้าง “โลกคู่ขนาน” ผ่านการใช้แสงและสี (Color Palette)

  • The Toys ‘R’ Us Aesthetic การที่ Jeffrey ต้องซ่อนตัวอยู่ในร้านของเล่น (ซึ่งในหนังอาจมีการปรับเปลี่ยนชื่อร้านด้วยเหตุผลทางลิขสิทธิ์ แต่แก่นคือร้านของเล่นขนาดใหญ่) คือความอัจฉริยะของงาน Art Direction
    • ผู้กำกับภาพเลือกใช้แสง ฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) ที่ดูขาวโพลนและหนาวเหน็บในช่วงกลางคืนที่ Jeffrey อยู่คนเดียว มันสะท้อนความว่างเปล่าและความเหงาจับใจ ท่ามกลางตุ๊กตาและของเล่นนับพันชิ้นที่จ้องมองเขาอยู่ มันคือสัญญะของ “วัยเด็กที่ไม่ยอมโต” (Arrested Development) หรือการพยายามกลับไปหาความปลอดภัยในวัยเยาว์
    • เมื่อเทียบกับฉากที่เขาอยู่กับ Leigh โทนสีจะเปลี่ยนเป็น Warmer Tones (สีอุ่น) แสงแดดธรรมชาติ สีของไม้ และความรกของบ้านคนจริงๆ ซึ่งสื่อถึง “ชีวิต” ที่เขาต้องการ
  • Texture ของยุค 90s/00s หนังถ่ายทอดเกรนภาพ (Grain) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนหนังยุคปลาย 90s หรือต้น 2000s ซึ่งเข้ากับช่วงเวลาของเรื่องจริง (ปี 1998-2004) มันไม่ได้คมกริบแบบดิจิทัลยุคใหม่ แต่มีความดิบ (Rawness) ที่ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือเรื่องจริงของคนธรรมดา ไม่ใช่หนังฮอลลีวูดที่ปรุงแต่งจนเลี่ยน

4. การกำกับของ Derek Cianfrance จังหวะของความตลกร้าย

Cianfrance พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถทำหนังที่มี “อารมณ์ขัน” ได้ โดยไม่ทิ้งลายเซ็นความลึกซึ้งทางอารมณ์

  • Tonal Balance (สมดุลของโทนหนัง) ความยากของหนังเรื่องนี้คือการเลี้ยงอารมณ์คนดูระหว่าง “ความตลก” (โจรที่สุภาพมาก, การแอบอยู่ในร้านของเล่น) และ “ความดราม่า” (ชีวิตที่พังทลาย, การหลอกลวงคนที่รัก) Cianfrance ตัดต่อสลับอารมณ์เหล่านี้ได้อย่างลื่นไหล
    • ฉากปล้นร้านแมคโดนัลด์ไม่ได้ถูกถ่ายทอดด้วยความรุนแรงแบบหนัง Action แต่ถูกถ่ายทอดด้วยจังหวะคอมเมดี้ที่น่าอึดอัด (Cringe Comedy) เราขำเพราะความประหลาดของสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกันเราก็สงสารพนักงานและตัว Jeffrey เอง
  • การใช้พื้นที่ (Use of Space) ผู้กำกับเก่งมากในการเล่นกับพื้นที่ “ที่ลับตาคน” (Liminal Spaces) เช่น ช่องว่างเหนือเพดาน หรือทางเดินแคบๆ หลังร้าน เขาทำให้พื้นที่เหล่านี้ดูเป็นทั้ง “หลุมหลบภัย” และ “กรงขัง” ไปพร้อมๆ กัน มุมกล้องมักจะกดต่ำหรือบีบแคบเมื่อ Jeffrey อยู่ในที่ซ่อน แต่จะเปิดกว้าง (Wide Shot) เมื่อเขาพยายามใช้ชีวิตปกติ ซึ่งเน้นย้ำความรู้สึกว่าเขา “ไม่มีที่ยืน” ในโลกภายนอก

5. บทวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์ สุภาพบุรุษจอมโจรกับทุนนิยม

Roofman ไม่ได้เป็นแค่หนังบันเทิง แต่มันซ่อนบทวิพากษ์สังคมไว้อย่างแนบเนียนผ่านตัวตนของ Jeffrey

  • The Polite Robber Paradox ทำไม Jeffrey ถึงต้องสุภาพ? และทำไมเราถึงชอบเขา? หนังตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบทุนนิยมและองค์กรใหญ่ (Corporations) Jeffrey ปล้นร้านแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ (McDonald’s, Toys ‘R’ Us) แต่เขาอ่อนโยนกับ “คนตัวเล็กๆ” ที่เป็นพนักงาน
    • นี่คือการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ระหว่าง ปัจเจกชน (Individual) กับ ระบบ (System) Jeffrey ไม่ได้ต้องการทำร้ายผู้คน เขาแค่ต้องการเอาคืนจากระบบที่เขาเชื่อว่าทอดทิ้งเขา (ในฐานะทหารผ่านศึกหรือคนที่หลุดจากวงโคจรสังคม) การปล้นของเขาจึงดูเหมือนการ “ขอแบ่งปัน” มากกว่าการแย่งชิง ซึ่งเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวแต่น่าสนใจ
  • ร้านของเล่น = แดนสนธยา การเลือกให้ตัวเอกไปซ่อนตัวในร้านของเล่นมีความหมายลึกซึ้ง มันคือสถานที่แห่ง “ความฝัน” และ “จินตนาการ” ซึ่งตรงข้ามกับ “เรือนจำ” ที่เขาหนีมา การที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งต้องกินนอนอยู่กับตุ๊กตาและวิดีโอเกม สะท้อนภาวะที่เขาปฏิเสธโลกความจริง ปฏิเสธความรับผิดชอบ และสร้างโลกสมมติขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมจิตใจตัวเอง เหมือนกับเด็กที่เล่นซ่อนหาแล้วไม่อยากให้ใครหาเจอ

6. ดนตรีและเสียงประกอบ (Sound Design)

การออกแบบเสียงในเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็นตัวละครที่มองไม่เห็น

  • ความเงียบ vs เสียงรบกวน ในฉากที่ Jeffrey อยู่บนหลังคา หรือในช่องเพดาน หนังใช้เสียง Ambience ของลม เสียงเครื่องปรับอากาศ และเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบา สร้างความระทึกแบบ ASMR ที่ทำให้คนดูกลั้นหายใจตาม
  • Score ดนตรีประกอบไม่ได้บีบคั้นอารมณ์จนเกินไป แต่มักจะมาในจังหวะที่แปลกแปร่ง (Quirky) คล้ายกับดนตรีในหนังอินดี้คอมเมดี้ ซึ่งช่วยลดทอนความรุนแรงของเนื้อหาอาชญากรรม และเน้นย้ำความ “Absurd” (ความไร้สาระ/แปลกประหลาด) ของสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น

บทสรุป อาชญากรรมที่อ่อนโยนที่สุดในปี 2025

Roofman ไม่ใช่หนังที่คุณจะดูเพื่อความสะใจของการปล้น หรือดูเพื่อลุ้นจุดจบแบบหักมุม (เพราะหลายคนอาจรู้เรื่องจริงอยู่แล้ว) แต่มันคือหนังที่คุณดูเพื่อ “สัมผัสความเป็นมนุษย์”

มันคือเรื่องราวที่บอกเราว่า ในคนเลวอาจมีคนดีซ่อนอยู่ และในคนดีก็อาจมีความปรารถนาที่บิดเบี้ยว Derek Cianfrance สามารถเปลี่ยนพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งที่ดูเหลือเชื่อ ให้กลายเป็นจดหมายรักถึงความผิดพลาดของมนุษย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทิ้งตะกอนความคิดไว้ให้เราหลังดูจบ ไม่ใช่คำถามที่ว่า “เขาจะหนีรอดไหม?” แต่เป็นคำถามที่ว่า “เราจะนิยามคนคนหนึ่งจากสิ่งที่เขาทำ หรือจากสิ่งที่เขาตั้งใจจะเป็น?”

จุดเด่น

  • การแสดงระดับ Masterclass ของ Channing Tatum ที่ผสมความตลกและความเศร้าได้อย่างกลมกล่อม
  • Kirsten Dunst ที่มอบคุณค่าทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งให้กับหนัง
  • งานภาพที่สวยงามแบบ Nostalgic ถ่ายทอดความเหงาในเมืองใหญ่ได้จับใจ
  • บทภาพยนตร์ที่คมคาย ไม่ตัดสินตัวละคร แต่นำเสนอความย้อนแย้งอย่างตรงไปตรงมา

ข้อสังเกต

  • จังหวะของหนัง (Pacing) อาจจะดูเรื่อยๆ ในช่วงกลางเรื่องตามสไตล์ของผู้กำกับสายดราม่า ซึ่งอาจไม่ถูกใจคอหนัง Thriller ที่ต้องการความกระชับฉับไว
  • หากคุณคาดหวังฉากวางแผนปล้นที่ซับซ้อนแบบ Ocean’s Eleven คุณอาจผิดหวัง เพราะนี่คือการปล้นด้วย “สัญชาตญาณ” และ “ดวง” ล้วนๆ

โดยรวมแล้ว Roofman คือหนังที่อบอุ่นอย่างประหลาด (Weirdly Heartwarming) ทั้งที่มันเป็นเรื่องของอาชญากร มันคือหนังที่ทำให้คุณยิ้มทั้งน้ำตา และมองร้าน McDonald’s หรือ Toys ‘R’ Us ด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

คะแนนความน่าสนใจในเชิงศิลปะ 9/10 (แนะนำให้ดูในโรงภาพยนตร์เพื่อซึมซับบรรยากาศงานภาพและ Sound Design ที่ละเอียดอ่อน)

นี่คือบทสรุปช่วงท้ายเรื่องของ Roofman (รูฟแมน คนดีที่ลัก) แบบละเอียดแต่ย่อยง่าย โดยแบ่งเป็น 4 องก์สำคัญเพื่อให้จำได้แม่นยำครับ

1. จุดจบของวิมานในร้านของเล่น (The Hideout Discovered)

ความสุขในโลกสมมติของ เจฟฟรีย์ (Channing Tatum) มาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อพนักงานร้าน Toys ‘R’ Us หรือเจ้าหน้าที่ เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในร้าน และในที่สุด “ห้องลับ” ที่เขาซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงจักรยานก็ถูกค้นพบ

  • ตำรวจพบข้าวของเครื่องใช้ หลักฐาน DNA และลายนิ้วมือ ทำให้พวกเขาระบุตัวได้ทันทีว่า “รูฟแมน” คือเจฟฟรีย์ แมนเชสเตอร์ นักโทษแหกคุกที่ทางการต้องการตัว
  • สวรรค์บนดินของเขาล่มสลาย เขาไม่สามารถกลับไปซ่อนที่นั่นได้อีกต่อไป

2. ความจริงเปิดเผยต่อหน้าความรัก (The Heartbreaking Reveal)

ตำรวจเริ่มแกะรอยจากความสัมพันธ์ จนสืบรู้ว่าเจฟฟรีย์กำลังคบหาดูใจอยู่กับ ลีห์ (Kirsten Dunst) แม่เลี้ยงเดี่ยวที่เขาไปโบสถ์ด้วย

  • ในช่วงเวลาบีบคั้น เจฟฟรีย์ต้องเผชิญหน้ากับความจริง เขาพยายามจะรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ แต่สถานการณ์บีบให้เขาต้องเลือกระหว่างการหนีต่อหรือยอมจำนน
  • ลีห์ได้รับรู้ความจริงว่า ชายแสนดี สุภาพบุรุษที่เธอรัก แท้จริงคือโจรที่สังคมกำลังตามล่า ความรู้สึกของเธอพังทลาย สับสนระหว่าง “ความรัก” กับ “ความถูกต้อง” และความรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง

3. การจับกุมที่ไร้ความรุนแรง (The Polite Arrest)

ฉากไคลแมกซ์ของการจับกุม สะท้อนตัวตนของ “สุภาพบุรุษจอมโจร” ได้อย่างดีที่สุด

  • ตำรวจวางแผนเข้าจับกุมเขา (ในหนังมักจะเป็นฉากที่บ้านของลีห์ หรือจุดนัดพบที่ถูกดักทางไว้)
  • เมื่อเจฟฟรีย์รู้ว่าหนีไม่รอด เขา ไม่ต่อสู้ ไม่ขัดขืน และไม่ใช้ความรุนแรง
  • เขายอมให้จับกุมแต่โดยดี เพื่อไม่ให้ลีห์และลูกๆ ของเธอต้องเดือดร้อนหรือตกอยู่ในอันตราย เขาเลือกที่จะรักษามารยาทและความเป็นคนดีในวินาทีสุดท้าย

4. บทส่งท้าย กลับสู่โลกความเป็นจริง (Epilogue)

  • เจฟฟรีย์ ถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจำเพื่อรับโทษตามกฎหมาย ปิดตำนานการแหกคุกและการปล้นอันยาวนาน เขาต้องกลับไปอยู่ในกรงขังจริงๆ ไม่ใช่กรงขังในร้านของเล่นอีกต่อไป
  • ลีห์ ต้องกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ โดยมีความทรงจำเกี่ยวกับความรักที่แปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่งทิ้งไว้ให้คิดถึง (และเจ็บปวด)
  • ข้อคิดทิ้งท้าย หนังจบลงด้วยความรู้สึกขมขื่นปนอบอุ่น ว่าแม้เขาจะเป็นอาชญากร แต่ความรักและความอ่อนโยนที่เขามีให้ลีห์และครอบครัวนั้นคือ “เรื่องจริง” เพียงสิ่งเดียวในชีวิตที่หลอกลวงของเขา
Roofman

สรุปใจความสั้นๆ (Key Takeaway)

“ห้องลับถูกเจอ ตำรวจตามรอยเจอแฟนสาว เจฟฟรีย์ยอมมอบตัวอย่างสุภาพเพื่อปกป้องคนที่รัก และกลับเข้าคุกโดยทิ้งไว้เพียงตำนานรักของโจรผู้แสนดี”

Next Step คุณต้องการให้ผมแนะนำ “หนังที่มีธีมคล้ายกัน” (โจรที่มีเสน่ห์ หรือ รักระหว่างการหลบหนี)

นี่คือรายชื่อนักแสดงหลักของเรื่อง “Roofman” (2025) พร้อมประวัติโดยย่อและบทบาทที่ได้รับครับ

1. Channing Tatum (แชนนิง เททัม)

  • รับบท Jeffrey Manchester (Roofman) — อดีตทหารและคุณพ่อที่ประสบปัญหาชีวิตจนหันมาเป็นโจรเจาะหลังคา ก่อนจะแหกคุกหนีมาซ่อนตัวในร้านของเล่น
  • ประวัติย่อ
    • นักแสดงชาวอเมริกัน วัย 45 ปี (เกิด 1980) แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เต้นสุดฮิต Step Up (2006)
    • จุดเด่น มีพื้นฐานจากการเป็นนายแบบและนักเต้น ทำให้มีความสามารถในการใช้ร่างกาย (Physical Acting) ที่โดดเด่น ซึ่งเป็นประโยชน์มากในบท “Roofman” ที่ต้องปีนป่ายและเคลื่อนไหวเงียบเชียบ
    • ผลงานเด่น Magic Mike (ไตรภาค), 21 Jump Street (สายฮา), Foxcatcher (สายดราม่า), The Lost City

2. Kirsten Dunst (เคียร์สเต็น ดันสต์)

  • รับบท Leigh Wainscott — แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำงานในร้านของเล่น (หรือมีความเกี่ยวข้อง) และได้ตกหลุมรักกับเจฟฟรีย์โดยไม่รู้ความจริงเบื้องหลัง
  • ประวัติย่อ
    • นักแสดงฝีมือคุณภาพ วัย 43 ปี (เกิด 1982) เข้าวงการตั้งแต่เด็ก (เป็นเด็กหญิงแวมไพร์ใน Interview with the Vampire)
    • จุดเด่น เป็นนักแสดงที่ถ่ายทอดอารมณ์ความเหงาและความเปราะบางได้เก่งมาก เคยเข้าชิงออสการ์จาก The Power of the Dog
    • ผลงานเด่น Spider-Man (รับบท Mary Jane), Melancholia, Civil War (2024), Bring It On

3. Peter Dinklage (ปีเตอร์ ดิงค์เลจ)

  • รับบท Mitch — ผู้จัดการร้าน Toys ‘R’ Us (สถานที่ที่เจฟฟรีย์ไปแอบซ่อนตัว)
  • ประวัติย่อ
    • นักแสดงยอดฝีมือผู้เป็นที่รักของคนทั่วโลก เจ้าของรางวัล Emmy Awards 4 สมัย
    • จุดเด่น แม้จะมีร่างกายเล็ก (จากภาวะ Achondroplasia) แต่มีพลังการแสดงที่ยิ่งใหญ่และเสียงทุ้มลึกที่มีเสน่ห์ มักได้รับบทที่ฉลาดและมีไหวพริบ
    • ผลงานเด่น Game of Thrones (บท Tyrion Lannister), X-Men Days of Future Past, Avengers Infinity War, Cyrano

4. Ben Mendelsohn (เบน เมนเดลโซห์น)

  • รับบท Ron Smith — บาทหลวงในโบสถ์ที่เจฟฟรีย์และลีห์ไปเข้าร่วม
  • ประวัติย่อ
    • นักแสดงชาวออสเตรเลีย ผู้มักจะได้รับบทตัวร้ายหรือตัวละครที่มีความซับซ้อนทางศีลธรรม
    • จุดเด่น มีบุคลิกที่ดูน่าเกรงขามและลึกลับ แต่ในเรื่องนี้เขาพลิกบทบาทมารับบทบาทหลวง
    • ผลงานเด่น Rogue One A Star Wars Story (บท Director Krennic), Captain Marvel (บท Talos), The Dark Knight Rises

5. LaKeith Stanfield (ลาคีธ สแตนฟิลด์)

  • รับบท Steve — เพื่อนทหารเก่าของเจฟฟรีย์ ผู้เป็นเสียงแห่งเหตุผล (Moral Anchor) คอยเตือนสติและให้คำแนะนำแบบขวานผ่าซาก (Tough Love)
  • ประวัติย่อ
    • นักแสดงและแร็ปเปอร์ดาวรุ่ง ผู้เคยเข้าชิงออสการ์จาก Judas and the Black Messiah
    • จุดเด่น มักเลือกรับบทในหนังที่มีความแปลกใหม่และท้าทายสังคม การแสดงของเขามักจะมีความนิ่งแต่ลึกซึ้ง (Stillness & Soul)
    • ผลงานเด่น Get Out, Knives Out, Atlanta (ซีรีส์), Sorry to Bother You

เกร็ดน่าสนใจ การรวมตัวของนักแสดงชุดนี้ถือว่า “แข็งแกร่งมาก” ในสายดราม่ากึ่งอินดี้ เพราะทุกคนล้วนเคยผ่านเวทีรางวัลใหญ่ๆ มาแล้วทั้งสิ้นครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *