รีวิวหนัง Ryan Reynolds 10 เรื่องน่าดู การันตีฝีมือการแสดง

สวัสดีครับ! ถ้าให้พูดถึงผู้ชายที่ชื่อ ไรอัน เรย์โนลด์ส (Ryan Reynolds) หลายคนคงนึกถึงภาพจำของหนุ่มหล่อมาดกวน เจ้าของมุกตลกร้ายที่มาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากและจังหวะคอมเมดี้ที่หาตัวจับยาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทักษะการแสดงของเขามีมิติที่ลึกซึ้งและหลากหลายกว่าการเป็นแค่ “ผู้ชายตลก” มากครับ

วันนี้ผมขอสวมวิญญาณคนรักหนัง มานั่งคุยและรีวิวเจาะลึกผลงานของไรอัน 10 เรื่องแบบจัดเต็ม โดยเราจะข้ามเรื่องย่อไปเลย แต่จะมาหั่นให้ดูทีละส่วนว่า “การเล่าเรื่อง งานภาพ และฝีมือการแสดง” ของแต่ละเรื่องมันสุดยอดและน่าสนใจยังไงบ้าง เตรียมขนมและเครื่องดื่มให้พร้อม แล้วมาลุยกันเลยครับ!

Buried (2010)  อึดอัด กดดัน และการแสดงระดับมาสเตอร์พีซ

เรื่องนี้ Ryan Reynolds คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า ไรอัน เรย์โนลด์ส ไม่จำเป็นต้องมีมุกตลกหรือฉากแอคชั่นเพื่อดึงคนดูให้อยู่หมัด

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง หนังใช้วิธีเล่าเรื่องแบบจิตวิทยาที่เล่นกับความกลัวที่ฝังลึกที่สุดของมนุษย์ (ความแคบและความตาย) จังหวะการเล่าเรื่องคือการไต่ระดับความตื่นตระหนก ทุกวินาทีที่ผ่านไปเรารู้สึกถึงออกซิเจนที่ลดลงไปพร้อมกับตัวละคร มันเรียลจนทำให้เราเผลอกลั้นหายใจตาม
  • งานภาพ นี่คืองานภาพที่ท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะทั้งเรื่องถ่ายทำอยู่ในพื้นที่แค่ “โลงศพ” กล้องใช้การโคลสอัพใบหน้า แววตา และการขยับตัวที่แสนลำบาก แสงในเรื่องมาจากแหล่งกำเนิดแสงเล็กๆ อย่างไฟแช็ก หน้าจอโทรศัพท์ และแท่งไฟเรืองแสง ซึ่งการจัดแสงแค่นี้แต่กลับสร้างเงาที่สะท้อนความสิ้นหวังออกมาได้ทรงพลังมาก
  • การแสดง ให้คะแนน 100/10 ไปเลยครับ ไรอันแบกหนังทั้งเรื่องไว้คนเดียว 100% เขาถ่ายทอดความสับสน หวาดกลัว เกรี้ยวกราด และความสิ้นหวังออกมาทางน้ำเสียงและสีหน้าได้อย่างหมดจด เป็นการแสดงที่ใช้พลังงานสูงมาก และทำให้เราลืมภาพหนุ่มอารมณ์ดีไปจนหมดสิ้น

Deadpool & Wolverine (2024)  การโคจรมาพบกันที่เปี่ยมด้วยความเคารพและความบ้าคลั่ง

การกลับมาทวงบัลลังก์ของแอนตี้ฮีโร่สุดเกรียน ที่ยกระดับความมันส์ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการจับคู่กับตำนาน

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง หนังเรื่องนี้รู้วิธีเล่นกับความคาดหวังของคนดู มันคือจดหมายรักที่เขียนด้วยเลือดและมุกตลกติดเรท ส่งถึงแฟนๆ ยุค Fox การเล่าเรื่องไม่ได้เน้นความซับซ้อน แต่เน้นจังหวะโบ๊ะบ๊ะ การแซะวงการฮอลลีวูด และการสร้างไดนามิกแบบ “คู่กัดที่รักกัน” (Buddy Cop) ที่ลงตัวสุดๆ
  • งานภาพ วิชวลเอฟเฟกต์และคิวบู๊ถูกยกระดับขึ้นไปแตะมาตรฐานสูงสุด การใช้สโลว์โมชั่นประกอบเพลงป๊อปคลาสสิกยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ทำงานได้ดีเสมอ ฉากแอคชั่นมีความดิบ เถื่อน แต่ในขณะเดียวกันก็มีการคุมโทนสีที่ฉูดฉาด สดใส คอนทราสต์กับความรุนแรงบนจอได้อย่างมีสไตล์
  • การแสดง เคมีระหว่าง ไรอัน เรย์โนลด์ส และ ฮิวจ์ แจ็คแมน คือ “ปรากฏการณ์” ไรอันยังคงรักษามาตรฐานความลื่นไหลในการด้นสดและจังหวะตลกหน้าตายได้ดีเยี่ยม แต่สิ่งที่น่าชมคือเขารู้วิธีที่จะ “ถอย” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวละครวูล์ฟเวอรีนได้ฉายแสงในซีนอารมณ์ เป็นการแสดงที่รับส่งกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Free Guy (2021)  สดใส อบอุ่น และการจิกกัดวัฒนธรรมเกมเมอร์

เมื่อไรอัน( Ryan Reynolds )ต้องมารับบทเป็นคนที่ “ใสซื่อ” ที่สุดในโลกของเกมที่แสนวุ่นวาย

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง นี่คือหนังที่เล่าเรื่องการค้นพบตัวเอง (Selfdiscovery) ในแพ็คเกจของหนังไซไฟคอเมดี้ การเล่าเรื่องมีทั้งความเบาสมองและการตั้งคำถามถึงเจตจำนงเสรี (Free Will) จังหวะหนังมีความเป็นวิดีโอเกมสูงมาก มีการทำเควสต์ อัปเลเวล ซึ่งเข้าถึงง่ายและสนุกสนาน
  • งานภาพ งานภาพโดดเด่นมากในการสร้างโลกซ้อนโลก (โลกความจริง vs โลกในเกม) โลกในเกม Free City เต็มไปด้วยสีสันที่ฉูดฉาดเกินจริง การวางคอมโพสิชั่นฉากหลังที่มักจะมีคนตีกัน ระเบิดลง หรือปล้นธนาคารเป็นเรื่องปกติ ช่วยสร้างบรรยากาศที่เหนือจริงและตลกขบขันตลอดเวลา
  • การแสดง ไรอันสลัดคราบคนกวนทิ้งไป และสวมบท “กาย” (Guy) ได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง รอยยิ้มเบิกบานและแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเขาทำให้ตัวละครนี้น่าเอาใจช่วยมากๆ ส่วน โจดี โคเมอร์ (Jodie Comer) ก็มอบการแสดงที่แข็งแกร่งและเท่สุดๆ ทั้งสองคนมีเคมีที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจ

The Adam Project (2022)  ไซไฟย้อนเวลาที่ซ่อนปมความสัมพันธ์ครอบครัว

ผลงานที่พิสูจน์ว่าไรอัน ( Ryan Reynolds ) สามารถจับคู่ความล้ำยุคเข้ากับเรื่องราวที่เปราะบางของจิตใจได้อย่างลงตัว

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง แม้เปลือกนอกจะเป็นหนังไซไฟย้อนเวลาที่มีฉากแอคชั่นไล่ล่า แต่แก่นแท้ของการเล่าเรื่องคือการเผชิญหน้ากับความบอบช้ำในวัยเด็กและการให้อภัยตัวเอง หนังบาลานซ์ฉากบู๊กับฉากดราม่าครอบครัวได้อย่างนุ่มนวล ไม่ฟูมฟาย แต่กระแทกใจ
  • งานภาพ การออกแบบโปรดักชั่นและ CGI ทำออกมาได้เนียนตา อาวุธและยานพาหนะแห่งอนาคตถูกดีไซน์มาให้ดูมินิมอลแต่ทรงพลัง การจัดแสงในฉากป่าทึบที่ตัดกับแสงไฟนีออนจากอาวุธไซไฟ สร้างความขัดแย้งทางภาพที่สวยงามและดึงดูดสายตา
  • การแสดง ไรอันในเรื่องนี้คือการผสมผสานระหว่างความเป็นฮีโร่สายบู๊และผู้ชายที่แบกความเศร้าไว้เต็มบ่า ฉากที่เขาต้องสื่อสารกับตัวเขาเองในวัยเด็ก (รับบทโดย วอล์คเกอร์ สโกเบล ซึ่งเล่นได้เหมือนไรอันย่อส่วนมาก) เต็มไปด้วยไดอะล็อกที่คมคาย ส่วนการแสดงร่วมกับ มาร์ค รัฟฟาโล (Mark Ruffalo) ในบทพ่อ ก็เต็มไปด้วยมวลอารมณ์ที่จับต้องได้

The Proposal (2009)  รอมคอมสูตรสำเร็จที่ทรงพลังด้วยเคมีนักแสดง

นี่คือหนึ่งในผลงานที่ทำให้ไรอันขึ้นแท่นเป็นพระเอกโรแมนติกคอเมดี้ระดับแนวหน้า

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่องเป็นไปตามโครงสร้างแบบฉบับหนังรอมคอมคลาสสิก (ศัตรูเปลี่ยนเป็นคนรัก) แต่ความน่าสนใจคือจังหวะการกำกับมุกตลกที่ลื่นไหล ไม่มีความน่าเบื่อเลย การค่อยๆ ปอกเปลือกความแข็งกร้าวของนางเอก ผ่านความอบอุ่นของครอบครัวพระเอกทำได้เนียนและน่ารัก
  • งานภาพ งานภาพทำหน้าที่ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่และเงียบสงบของเมืองซิตกา รัฐอะแลสกา (แม้จะถ่ายทำที่อื่นก็ตาม) โทนสีของหนังให้ความรู้สึกเย็นสบายตา ตัดกับความอบอุ่นของการตกแต่งภายในบ้านไม้ ซึ่งช่วยเสริมอารมณ์โรแมนติกและการเป็น “เซฟโซน” ให้กับตัวละคร
  • การแสดง เสน่ห์ของเรื่องนี้คือ แซนดรา บูลล็อก (Sandra Bullock) และไรอัน เรย์โนลด์ส ไรอันเก่งมากในการเล่นบท “คนปกติ” ที่ต้องรับมือกับสถานการณ์บ้าบอ เขาใช้ภาษากายและการกลอกตาเพื่อสร้างความตลกได้อย่างมีชั้นเชิง โดยไม่ต้องพยายามทำตัวตลกเลย เคมีของทั้งคู่คือหัวใจที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นอมตะ

Safe House (2012)  ดิบ เถื่อน และการเติบโตท่ามกลางดงกระสุน

บทบาทในหนังสายลับแอคชั่นทริลเลอร์ที่ไรอันต้องปะทะคารมกับนักแสดงระดับตำนาน

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง หนังขับเคลื่อนด้วยความหวาดระแวงและคิวบู๊ที่ตามติดมาแบบหายใจรดต้นคอ การเล่าเรื่องไม่ได้เน้นบทสนทนายืดยาว แต่เน้นให้เห็นถึงความสับสนและการตัดสินใจเอาชีวิตรอดในเสี้ยววินาที มันคือการโยนตัวละครที่ไร้ประสบการณ์ลงไปในบ่อจระเข้ แล้วดูว่าเขาจะรอดได้อย่างไร
  • งานภาพ คอนทราสต์กับหนังเรื่องอื่นๆ ของไรอันอย่างสิ้นเชิง งานภาพเต็มไปด้วยความสั่นไหว (Shaky cam) สไตล์สารคดี โทนสีมีความเหลือง หม่น และเต็มไปด้วยฝุ่นควัน เพื่อสะท้อนความสกปรกของวงการสายลับ ฉากแอคชั่นถ่ายทำในระยะประชิด ทำให้คนดูรู้สึกเจ็บจริง จุกจริง
  • การแสดง การต้องเล่นประกบ เดนเซล วอชิงตัน (Denzel Washington) ถือเป็นงานหิน แต่ไรอันเอาอยู่ เขาเล่นเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอมือใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ลังเล และกดดัน เราจะเห็นวิวัฒนาการของการแสดงผ่านแววตาที่ค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้นเมื่อสถานการณ์บีบบังคับ เป็นอีกเรื่องที่โชว์ศักยภาพสายดราม่าแอคชั่นของเขาได้ดีเยี่ยม

Definitely, Maybe (2008)  ละมุนละไมและมุมมองความรักที่เติบโต

ผลงานโรแมนติกคอเมดี้ที่แหวกขนบการเล่าเรื่อง และเต็มไปด้วยหัวใจ

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง หนังใช้วิธีเล่าเรื่องแบบสืบสวนสอบสวนในบริบทของความรัก (Mystery Romance) โดยให้ลูกสาวทายว่าผู้หญิงคนไหนในอดีตของพ่อคือแม่ของเธอ การผูกปมและการตัดสลับช่วงเวลาระหว่างอดีตกับปัจจุบันทำได้ชาญฉลาด มันไม่ใช่แค่หนังรัก แต่เป็นหนังที่พูดถึงความฝัน การประนีประนอม และความเป็นจริงของชีวิตผู้ใหญ่
  • งานภาพ บรรยากาศของหนังเซ็ตอยู่ในนิวยอร์กยุค 90s งานภาพจึงมีการย้อมสีภาพให้ดูอบอุ่น นุ่มนวล และมีกลิ่นอายความนอสทัลเจีย (Nostalgia) การใช้แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่าง หรือแสงไฟตามท้องถนนยามค่ำคืน ช่วยบิลด์อารมณ์โรแมนติกปนเหงาได้อย่างลงตัว
  • การแสดง นี่คือไรอันในโหมดที่อบอุ่นและมีความเป็นมนุษย์สูงมาก เขาถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของผู้ชายที่มีความทะเยอทะยานในวัยหนุ่ม จนไปถึงความผิดหวังและปลงตกในวัยกลางคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเข้าฉากกับนักแสดงหญิงทั้งสามคน (Rachel Weisz, Isla Fisher, Elizabeth Banks) เขาสามารถสร้างเคมีที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริบทได้อย่างน่าทึ่ง

Life (2017)  ความสยองขวัญในอวกาศและการทำลายความคาดหวัง

เมื่อไรอันก้าวเข้าสู่ยานอวกาศมรณะ ที่ซึ่งอารมณ์ขันไม่สามารถช่วยให้รอดชีวิตได้

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง การเล่าเรื่องเดินตามรอยหนังแนวสัตว์ประหลาดในอวกาศ (Space Horror) แต่จุดเด่นคือความกระชับและไม่ประนีประนอม หนังสร้างความตึงเครียดด้วยการให้ตัวละครที่เป็นระดับหัวกะทิต้องมาแก้ปัญหาที่เกินความคาดหมาย จังหวะการจู่โจมของเอเลี่ยนในเรื่องทำเอาคนดูนั่งไม่ติดเก้าอี้
  • งานภาพ งานโปรดักชั่นยานอวกาศและสภาวะไร้น้ำหนัก (Zero Gravity) ทำออกมาได้สมจริงสุดๆ ผู้กำกับภาพมักจะใช้ฉากลองเทค (Long Take) ลอยตามตัวละครไปตามระเบียงแคบๆ ของยาน เพื่อสร้างความรู้สึกวิงเวียนและไร้ทางหนี การออกแบบเอเลี่ยนที่ดูสวยงามแต่แฝงไปด้วยความอันตรายก็เป็นงานวิชวลที่น่าขนลุก
  • การแสดง ถึงแม้ไรอันจะเป็นหนึ่งในทีมนักแสดงสมทบ (Ensemble cast) แต่คาแรคเตอร์ของเขาคือตัวขโมยซีน เขาเปิดเรื่องด้วยมาดหนุ่มวิศวกรสุดกวนและมั่นใจในตัวเอง ซึ่งการแสดงของเขาทำให้เรายึดโยงกับตัวละครนี้ได้ทันที ก่อนที่หนังจะพลิกบทบาทและใช้ทักษะการแสดงความเจ็บปวดและหวาดกลัวของเขา เพื่อเซ็ตโทนความสิ้นหวังให้กับทั้งเรื่องตั้งแต่องก์แรก
Ryan Reynolds

Deadpool (2016)  ปรากฏการณ์พลิกวงการที่เต็มไปด้วยความขบถ

หนังทุนต่ำ (ในมาตรฐานฮีโร่) ที่ทำลายกำแพงที่สี่ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้หนังเรท R

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง นี่คือความกล้าหาญในการเล่าเรื่อง หนังไม่ได้เล่าแบบเส้นตรง แต่สลับไปมาระหว่างอดีตอันรันทดกับปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความบ้าเลือด การใช้เสียงบรรยาย (Voiceover) ของเดดพูลที่หันมาคุยกับคนดูโดยตรง เป็นเทคนิคที่ลบช่องว่างระหว่างจอภาพยนตร์กับผู้ชมทิ้งไป ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังฟังเพื่อนเล่าเรื่องบ้าๆ ให้ฟัง
  • งานภาพ ด้วยทุนสร้างที่จำกัด งานภาพจึงต้องฉลาดในการนำเสนอ ซีนแอคชั่นบนสะพานลอยในช่วงต้นเรื่องถูกดีไซน์มุมกล้องมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งการแพนกล้องตามลูกปืน หรือการซูมอินเข้าหาความรุนแรงแบบโต้งๆ โทนสีของหนังมีความคอนทราสต์จัดจ้าน เพื่อเน้นชุดสีแดงของเดดพูลให้เด้งออกมาจากความหม่นหมองของเมือง
  • การแสดง ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะเล่นเป็น เวด วิลสัน ได้สมบูรณ์แบบเท่าไรอันอีกแล้ว เขาใส่จิตวิญญาณ ความเจ็บปวด และอารมณ์ขันที่ตลกร้ายของตัวเองลงไปในตัวละคร ภายใต้หน้ากากที่ปิดมิดชิด เขาสามารถสื่อสารอารมณ์ผ่านภาษากาย การเอียงคอ และจังหวะการเว้นวรรคคำพูดได้อย่างมีกึ๋น เป็นการแสดงระดับไอคอนิกอย่างแท้จริง

 The Voices (2014)  ตลกร้าย จิตเภท และความสยองที่มาพร้อมสีสันสดใส

ขอปิดท้ายด้วยผลงานนอกกระแสที่แปลกประหลาดและท้าทายฝีมือที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา

  • การถ่ายทอดเนื้อเรื่อง หนังเล่าเรื่องผ่านมุมมอง (Point of View) ของคนที่มีอาการจิตเภทขั้นรุนแรง ความเจ๋งคือการเล่าเรื่องแบบ “ตลกร้ายสุดขีด” (Black Comedy) เราจะได้เห็นโลกที่บิดเบี้ยวแต่เจ้าตัวกลับมองว่ามันสวยงาม การพาคนดูไปสำรวจจิตใจของฆาตกรที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นฆาตกร ทำให้เกิดความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างความตลกและความสยดสยอง
  • งานภาพ งานภาพคือตัวเอกอีกคนของเรื่องนี้ เมื่อตัวละครไม่ได้กินยา โลกจะเต็มไปด้วยสีสันพาสเทล เสื้อผ้าสีสด สัตว์เลี้ยงพูดได้ และทุกอย่างดูเหมือนหนังครอบครัวดิสนีย์ แต่พอความจริงปรากฏ งานภาพจะสวิตช์กลับมาสู่ความมืดมิด สกปรก เปรอะเปื้อนคราบเลือด เป็นการเล่นกับวิชวลที่เฉียบคมและทรงพลังมาก
  • การแสดง ไรอันระเบิดฟอร์มการแสดงที่น่าทึ่งมากๆ เขาเล่นเป็น เจอร์รี่ หนุ่มโรงงานผู้ใสซื่อและมีรอยยิ้มที่เป็นมิตรตลอดเวลา แม้ในขณะที่กำลังทำเรื่องสยองขวัญอยู่ก็ตาม นอกจากนี้ เขายังพากย์เสียงเป็น “หมา” ที่เป็นตัวแทนของความดี และ “แมว” ที่เป็นตัวแทนของความชั่วร้ายในหัวของเขาเองด้วย เป็นการแสดงมิติซ้อนมิติที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาเป็นนักแสดงคาแรคเตอร์ (Character Actor) ที่เก่งกาจแค่ไหน

สรุปเลยนะครับ ไรอัน เรย์โนลด์ส คือนักแสดงที่ฉลาดในการเลือกบทและรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร เขาใช้จังหวะคอเมดี้เป็นใบเบิกทาง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยทิ้งโอกาสที่จะโชว์ให้เห็นว่า เมื่อถึงคราวที่ต้องแบกรับความกดดัน ดราม่า หรือความจิตหลุด เขาก็ทำได้ดีจนขนลุกทีเดียวครับ movieseries

มาทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ให้ลึกซึ้งขึ้นกันครับ ไรอัน เรย์โนลด์ส (Ryan Reynolds) ไม่ได้มีดีแค่พรสวรรค์ด้านการแสดงและอารมณ์ขันที่หาตัวจับยากเท่านั้น แต่เส้นทางชีวิตของเขายังเต็มไปด้วยความพยายาม และหัวการค้าที่ฉลาดหลักแหลมจนน่าทึ่งครับ

ประวัติส่วนตัว ไรอัน เรย์โนลด์ส (Ryan Reynolds)

ข้อมูลพื้นฐาน

  • ชื่อเต็ม ไรอัน ร็อดนีย์ เรย์โนลด์ส (Ryan Rodney Reynolds)
  • วันเกิด 23 ตุลาคม ค.ศ. 1976
  • สถานที่เกิด แวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา (เขาเป็นน้องคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องผู้ชาย 4 คน)
  • สัญชาติ แคนาดา – อเมริกัน (เขาได้สัญชาติอเมริกันเพิ่มเติมในปี 2018)

🎬 เส้นทางในวงการบันเทิง จากตัวประกอบสู่ซูเปอร์สตาร์

  • จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไรอันเริ่มแสดงตั้งแต่อายุ 15 ปีในซีรีส์วัยรุ่นของแคนาดาเรื่อง Hillside (หรือ Fifteen) เขาเคยท้อจนเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจและหันไปเรียนมหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจดรอปเรียนแล้วขับรถย้ายมาลุยฮอลลีวูดในลอสแอนเจลิส
  • แจ้งเกิดในสายคอเมดี้ เขาเริ่มเป็นที่รู้จักวงกว้างจากซิตคอม Two Guys and a Girl (1998-2001) และแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์กับบทหนุ่มมหาลัยสุดกวนใน National Lampoon’s Van Wilder (2002)
  • การผลักดันโปรเจกต์แห่งชีวิต ความสำเร็จสูงสุดของเขาไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เขาใช้เวลาผลักดันและต่อสู้กับสตูดิโอเกือบ 10 ปี เพื่อให้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Deadpool (2016) ในเรท R จนในที่สุดมันก็ทำเงินถล่มทลายและกลายเป็นตัวละครภาพจำที่ไม่มีใครแทนที่เขาได้

❤️ ชีวิตส่วนตัวและครอบครัวที่แสนอบอุ่น

  • ชีวิตคู่ ปัจจุบันเขาแต่งงานกับนักแสดงสาว เบลค ไลฟ์ลี (Blake Lively) ตั้งแต่ปี 2012 ทั้งคู่เจอกันในกองถ่ายหนังเรื่อง Green Lantern พวกเขาถือเป็นคู่รักฮอลลีวูดที่โด่งดังเรื่องการหยอกล้อและแซวกันแรงๆ ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างน่ารักน่าหยิก (ก่อนหน้านี้เขาเคยแต่งงานกับ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน ระหว่างปี 2008-2011)
  • แฟมิลี่แมนตัวจริง ไรอันและเบลคมีลูกด้วยกัน 4 คน เขาขึ้นชื่อว่าเป็นคุณพ่อที่รักครอบครัวมาก เขามักจะสลับกันรับงานกับภรรยา เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีคนใดคนหนึ่งอยู่ดูแลลูกๆ เสมอ

💼 บทบาทนักธุรกิจพันล้านและเจ้าของทีมฟุตบอล

ไรอันได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีเซนส์ด้านการตลาดและการทำธุรกิจที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของยุค เขามีธุรกิจระดับโลกในมือมากมาย

  • สโมสรฟุตบอลเร็กซ์แฮม (Wrexham A.F.C.) เขาร่วมทุนกับเพื่อนนักแสดง ร็อบ แมคเอลเฮนนีย์ ซื้อสโมสรฟุตบอลเก่าแก่ในเวลส์เมื่อปี 2020 และปลุกปั้นจนทีมเลื่อนชั้นสำเร็จ พร้อมกับสร้างสารคดี Welcome to Wrexham ที่โด่งดังไปทั่วโลก
  • Maximum Effort บริษัทโปรดักชั่นและเอเจนซี่โฆษณาของเขาเอง ที่อยู่เบื้องหลังการตลาดสุดกวนและไวรัลแคมเปญต่างๆ มากมาย (รวมถึงการโปรโมทหนังตัวเองด้วย)
  • การลงทุนระดับแนวหน้า เขาเคยเป็นเจ้าของร่วมแบรนด์จิน Aviation American Gin และเครือข่ายมือถือ Mint Mobile ซึ่งเขาใช้ตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์ทำการตลาดจนมูลค่าบริษัทพุ่งกระฉูด ก่อนจะขายกิจการไปในระดับหลายร้อยล้านจนถึงพันล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงเพิ่งร่วมลงทุนในทีมรถแข่ง Formula 1 อย่าง Alpine อีกด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *