ถ้าคุณเป็นคนที่หลงรักมนต์เสน่ห์ของการแสดงแบบ “คาดเดาไม่ได้” หลงใหลในนักแสดงที่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นใครก็ได้ ตั้งแต่คนบ้า คนดี คนเลว ไปจนถึงคนขี้แพ้ที่น่าเอาใจช่วย ชื่อของ Sam Rockwell (แซม ร็อคเวลล์) คือชื่อที่คุณต้องปักหมุดไว้ในใจ
เขาไม่ใช่แค่ดาราฮอลลีวูดทั่วไป แต่เขาคือ “นักแสดง” (Actor) ในความหมายที่แท้จริงที่สุด คนที่มักจะขโมยซีนในทุกเรื่องที่เล่น คนที่มีเอกลักษณ์คือการ “เต้น” (ใช่ครับ เขาเต้นเก่งมากและมักจะใส่ลงไปในหนัง) และสายตาที่แพรวพราวไปด้วยความบ้าคลั่งและความเปราะบาง
วันนี้ผมจะพาคุณดำดิ่งไปกับ 5 ภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซของ Sam Rockwell ที่ผมคัดมาแล้วว่า “ต้องดูก่อนตาย” โดยเราจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลา แต่เราจะมาชำแหละกันถึงเนื้อใน งานภาพ และจิตวิญญาณการแสดงของเขาที่ทำให้หนังเหล่านี้กลายเป็นตำนาน ลองจินตนาการว่าผมนั่งอยู่ตรงหน้าคุณ พร้อมกาแฟแก้วโปรด แล้วเรากำลังถกเถียงกันเรื่องหนังอย่างออกรสครับ

Moon (2009) – ความโดดเดี่ยวที่งดงามและเจ็บปวดที่สุด
ถ้าจะพูดถึง Sam Rockwell โดยไม่พูดถึง Moon ก็เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวไม่ปรุงรส เรื่องนี้คือ “เวทีโชว์ของ” ของเขาอย่างแท้จริง เป็นหนังที่พิสูจน์ว่าเขาแบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าได้เพียงลำพัง
ความลึกซึ้งของเนื้อหาและอารมณ์ ลืมความเป็นไซไฟอวกาศยิงกันตูมตามไปได้เลย Moon คือบทกวีว่าด้วย “ตัวตน” และ “ความโดดเดี่ยว” ลองจินตนาการถึงความรู้สึกของการทำงานคนเดียวบนดวงจันทร์เป็นเวลา 3 ปี โดยมีแค่หุ่นยนต์เป็นเพื่อน ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่พล็อตเรื่องหักมุม (ซึ่งมันก็มีและดีมาก) แต่อยู่ที่การตั้งคำถามเชิงปรัชญาว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์?” ความทรงจำ? ร่างกาย? หรือความรู้สึกรัก? หนังเล่นกับความรู้สึกอ้างว้างได้จับใจ มันทำให้เราตั้งคำถามกับคุณค่าของชีวิตแรงงาน และการถูกใช้แล้วทิ้งในโลกทุนนิยมที่ซ่อนรูปมาในคราบของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
งานภาพและบรรยากาศ (Cinematography) งานภาพของ Duncan Jones ในเรื่องนี้คือความ “มินิมอลที่เย็นยะเยือก” การออกแบบสถานีอวกาศที่ดูสะอาดตา ขาวโพลน ตัดกับความมืดมิดไร้ก้นบึ้งของอวกาศภายนอก มันสร้างความรู้สึกอึดอัด (Claustrophobic) แต่ในขณะเดียวกันก็สวยงามจนน่าขนลุก การใช้แสงเงาในเรื่องนี้ทำหน้าที่เหมือนตัวละครอีกตัวหนึ่ง มันสะท้อนสภาวะจิตใจที่ค่อยๆ แตกสลายของตัวเอก
การแสดงขั้นเทพของ Sam Rockwell นี่คือ Masterclass ของการแสดง Rockwell ต้องเล่นเป็น “Sam Bell” ที่มีมิติทางอารมณ์ซับซ้อนมาก และความท้าทายสูงสุดคือการที่เขาต้อง “แสดงกับตัวเอง” ในหลายฉาก การที่นักแสดงคนหนึ่งจะสร้างเคมี (Chemistry) กับตัวเองได้นั้นยากมหาหิน แต่ Rockwell ทำได้ เขาทำให้เราเห็นความแตกต่างของตัวละครเดียวกันในสภาวะที่ต่างกัน—คนหนึ่งที่ยังมีความหวัง พลังงานล้นเหลือ กับอีกคนที่ร่างกายทรุดโทรม จิตใจแตกสลาย และเต็มไปด้วยความหวาดระแวง สายตาของเขาในเรื่องนี้เปลี่ยนจากความมั่นใจไปสู่ความว่างเปล่าได้อย่างน่าใจหาย คุณจะไม่ได้แค่ดูเขาแสดง แต่คุณจะ “รู้สึก” ถึงความเจ็บปวดในทุกอณูขุมขนของเขา

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (2017) – เมื่อความเกลียดชังกลายเป็นบทเรียนชีวิต
บทบาทที่ส่งให้เขาคว้าออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และเชื่อผมเถอะว่า “มันสมศักดิ์ศรีทุกประการ” ในบท Dixon นายตำรวจเหยียดผิว หัวรุนแรง และไม่เอาไหน
ความลึกซึ้งของเนื้อหาและอารมณ์ นี่ไม่ใช่หนังล้างแค้นธรรมดา แต่มันคือการสำรวจ “ผลกระทบของความโกรธ” หนังบอกเราว่าความโกรธนำมาซึ่งความโกรธที่มากกว่า แต่ในความมืดมนนั้น มันมีแสงสว่างของการให้อภัยและการไถ่บาปซ่อนอยู่ ตัวหนังเล่นตลกกับความรู้สึกคนดูอย่างร้ายกาจ มันทำให้เราเกลียดตัวละครหนึ่งเข้าไส้ แล้วค่อยๆ ตบหน้าเราด้วยการเผยให้เห็นความเป็นมนุษย์ของเขาในภายหลัง มันคือหนังที่สะท้อนความเจ็บปวดของสังคมอเมริกันชนบท ความสิ้นหวัง และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์ที่พังทลาย
งานภาพและบรรยากาศ (Cinematography) บรรยากาศในหนังเรื่องนี้ “ดิบ” และ “แห้งแล้ง” สีแดงสดของป้ายบิลบอร์ดทั้งสามแผ่นตัดกับสีเขียวและน้ำตาลของเมืองชนบทอย่างรุนแรง มันคือสัญลักษณ์ของแผลสดที่ไม่มีวันหาย งานภาพไม่ได้เน้นความสวยงามแบบวิจิตร แต่เน้นความสมจริงที่จับต้องได้ ทุกเฟรมดูเหมือนภาพถ่ายชีวิตจริงที่เปื้อนฝุ่น ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเมือง Ebbing จริงๆ
การแสดงขั้นเทพของ Sam Rockwell บท Dixon คือบททดสอบความสามารถในการ “กลับลำ” ความรู้สึกคนดู Rockwell เล่นเป็นคนโง่ที่ก้าวร้าวได้น่าหมั่นไส้ที่สุด ท่าทางการเดิน การเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือสายตาที่มองคนอื่นอย่างเหยียดหยาม ทุกอย่างถูกดีไซน์มาให้คนดูเกลียด แต่จุดพีคคือการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) เมื่อเขาต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ Rockwell ไม่ได้เปลี่ยน Dixon ให้เป็นคนดีในชั่วข้ามคืน (ซึ่งนั่นจะดูปลอมมาก) แต่เขาแสดงให้เห็น “ความพยายาม” ของคนห่วยๆ คนหนึ่งที่อยากจะทำสิ่งที่ถูกต้องสักครั้ง ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ความก้าวร้าวที่เขาแสดงออกมาในช่วงท้ายเรื่อง คือสิ่งที่ทำให้บทนี้กลายเป็นตำนาน มันคือการแสดงที่ทำให้เราเห็นว่า “สัตว์ร้ายก็ร้องไห้เป็น”

Seven Psychopaths (2012) – ความบ้าคลั่งที่มาพร้อมกับมิตรภาพ
ถ้าคุณอยากเห็น Sam Rockwell ในโหมด “ปล่อยของแบบไม่มีกั๊ก” ต้องเรื่องนี้ บท Billy Bickle คือนิยามของคำว่า “Wildcard” หรือไพ่ตายที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย
ความลึกซึ้งของเนื้อหาและอารมณ์ หนังเรื่องนี้คือ Meta-Comedy (หนังตลกที่ล้อเลียนความเป็นหนัง) ที่บ้าบอคอแตกที่สุดเรื่องหนึ่ง ภายใต้ความรุนแรงและมุกตลกหน้าตาย มันซ่อนประเด็นเรื่อง “มิตรภาพของลูกผู้ชาย” และ “ความหลงใหลในการเล่าเรื่อง” เอาไว้ บทหนังฉลาดมากในการเล่นกับขนบหนังแอ็คชั่นและหักหลังคนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันคือเรื่องราวของคนที่รักเพื่อนมากจนยอมทำเรื่องบ้าๆ เพื่อช่วยให้เพื่อนเขียนบทหนังให้จบ (แม้จะต้องไปขโมยหมาของมาเฟียมาก็ตาม)
งานภาพและบรรยากาศ (Cinematography) Martin McDonagh ผู้กำกับ สร้างโลกที่สดใสแต่เปื้อนเลือด งานภาพมีความฉูดฉาด (Vibrant) โดยเฉพาะฉากในทะเลทรายที่ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างแต่ก็ร้อนแรง การจัดองค์ประกอบภาพมักจะเน้นความสมมาตรที่แปลกตา ช่วยเสริมความรู้สึก “เหนือจริง” (Surreal) ของสถานการณ์ ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังดูการ์ตูนที่มีเรต R
การแสดงขั้นเทพ ในเรื่องนี้ Rockwell คือ “ระเบิดเวลา” เขาขโมยซีนจากทุกคน ไม่ว่าจะเป็น Colin Farrell หรือ Christopher Walken พลังงานของเขาในเรื่องนี้สูงทะลุปรอท (High Octane) เขาเล่นเป็นคนบ้าที่ดูเหมือนจะมีเหตุผลในโลกของตัวเอง จังหวะคอมเมดี้ของเขาคมกริบ แต่สิ่งที่ทำให้ตัวละครนี้น่าจดจำคือ “แววตาแห่งความรักเพื่อน” แม้เขาจะทำเรื่องเลวร้ายแค่ไหน แต่ทุกการกระทำขับเคลื่อนด้วยความรักและความภักดีต่อเพื่อน ฉากที่เขาเล่าเรื่องไอเดียบทหนังของเขาด้วยความกระตือรือร้น คือตัวอย่างของการใช้ร่างกายและน้ำเสียงเพื่อสะกดคนดูให้เชื่อในความบ้าของเขา

The Way Way Back (2013) – ผู้ชายอบอุ่นที่โลกต้องการ
พักจากบทคนบ้าหรือคนเครียดๆ มาดู Sam Rockwell ในโหมด “Cool Guy” ที่มีหัวใจทองคำกันบ้าง ในบท Owen เจ้าของสวนน้ำที่เป็นเหมือนฮีโร่ในชีวิตจริงของเด็กชายขี้แพ้
ความลึกซึ้งของเนื้อหาและอารมณ์ นี่คือหนัง Coming-of-age ที่งดงามและอบอุ่นหัวใจที่สุดเรื่องหนึ่ง เนื้อเรื่องพูดถึงเด็กหนุ่มที่เข้ากับใครไม่ได้และมีปัญหาครอบครัว จนกระทั่งมาเจอกับ Owen ตัวหนังไม่ได้มีดราม่าฟูมฟาย แต่มันคือการบันทึกช่วงเวลาสั้นๆ ในฤดูร้อนที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล มันพูดถึงความสำคัญของการมี “ใครสักคน” ที่มองเห็นคุณค่าในตัวเรา ในวันที่เรามองไม่เห็นค่าของตัวเอง
งานภาพและบรรยากาศ (Cinematography) งานภาพในเรื่องนี้คือ “ฤดูร้อนในความทรงจำ” แสงแดดอุ่นๆ สีฟ้าสดใสของสระน้ำ และความรู้สึก Nostalgia (ถวิลหาอดีต) บรรยากาศของหนังทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กที่วิ่งเล่นในสวนน้ำอีกครั้ง กล้องมักจะจับภาพรอยยิ้มและปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ของตัวละคร ทำให้หนังดูมีความเป็นธรรมชาติและจริงใจ (Authentic)
การแสดงขั้นเทพ ถ้า Dixon ใน Three Billboards คือคนที่คุณอยากหนีให้ห่าง Owen ในเรื่องนี้คือคนที่คุณอยากพุ่งเข้าไปกอด Rockwell ใช้เสน่ห์ส่วนตัว (Charisma) ของเขาอย่างเต็มที่ เขาเป็นผู้ชายปากไว ยิงมุกตลกไม่หยุด และดูเหมือนไม่จริงจังกับชีวิต แต่ภายใต้รอยยิ้มนั้น Rockwell แสดงให้เห็นถึง “ความเข้าใจโลก” และ “ความเป็นผู้ใหญ่” เขาแสดงบทบาท Mentorship (พี่เลี้ยง) ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีการสั่งสอนยัดเยียด แต่ใช้การกระทำและสายตาที่ให้กำลังใจ นี่คือบทบาทที่พิสูจน์ว่า Rockwell ไม่จำเป็นต้องเล่นบทเพี้ยนๆ ก็สามารถครองใจคนดูได้ เขาทำให้ตัวละครนี้มีชีวิตชีวาและเป็นที่รัก จนคุณจะภาวนาให้มีคนแบบ Owen อยู่ในชีวิตจริงของคุณบ้าง

Confessions of a Dangerous Mind (2002) – จุดเริ่มต้นของตำนาน และความหวาดระแวง
นี่คือหนังที่แจ้งเกิดเขาในฐานะพระเอกเต็มตัว จากการกำกับครั้งแรกของ George Clooney บท Chuck Barris พิธีกรรายการทีวีชื่อดังที่อ้างว่าตัวเองเป็นมือสังหาร CIA
ความลึกซึ้งของเนื้อหาและอารมณ์ หนังเรื่องนี้เล่นกับเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง “ความจริง” กับ “จินตนาการ” มันคือการสำรวจจิตใจของคนที่โหยหาการยอมรับและความสำเร็จ จนอาจจะสร้างโลกอีกใบขึ้นมาหลอกตัวเอง เนื้อเรื่องมีความเข้มข้นแบบหนังสายลับ แต่ก็มีความตลกร้าย (Dark Comedy) และความเศร้าลึกๆ ของชายที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพแต่กลับรู้สึกว่างเปล่าที่สุดในจิตใจ
งานภาพและบรรยากาศ (Cinematography) งานภาพในเรื่องนี้โดดเด่นมาก มีการใช้เทคนิคย้อมสีภาพ (Color Grading) เพื่อแยกไทม์ไลน์และอารมณ์ มุมกล้องที่บิดเบี้ยวและการตัดต่อที่รวดเร็วช่วยเสริมความรู้สึกสับสนและหวาดระแวง (Paranoia) ของตัวเอก ยิ่งหนังดำเนินไป งานภาพยิ่งสะท้อนความดำมืดในจิตใจของ Chuck Barris มากขึ้นเรื่อยๆ
การแสดงขั้นเทพ บทนี้คือบทที่ซับซ้อนและใช้พลังงานมหาศาล Rockwell ต้องเล่นตั้งแต่วัยหนุ่มที่เต็มไปด้วยความฝัน ไปจนถึงวัยกลางคนที่หมดไฟและหวาดกลัว เขาถ่ายทอดความมั่นใจจอมปลอมหน้ากล้องทีวี ตัดสลับกับความหวาดผวาเมื่อต้องจับปืนฆ่าคนได้อย่างไร้รอยต่อ สิ่งที่น่าทึ่งคือ “ภาษากาย” ของเขาที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุและสภาพจิตใจ จากคนที่เดินยืดอก กลายเป็นคนที่เดินห่อไหล่ สายตาลุกลี้ลุกลน นี่คือหนังที่ทำให้โลกรู้ว่า “ผู้ชายคนนี้เล่นได้ทุกบทบาท” และเขาสมควรได้รับการจับตามอง
บทสรุป ทำไมคุณต้องดู?
Sam Rockwell ไม่ใช่นักแสดงที่ขายหน้าตา (แม้เขาจะดูดีก็ตาม) แต่เขาขาย “วิญญาณ” ของตัวละคร ใน 5 เรื่องนี้ คุณจะไม่เห็น Sam Rockwell ซ้ำกันเลย แม้แต่เรื่องเดียว
- ถ้าคุณต้องการความเหงาจับขั้วหัวใจ ไปดู Moon
- ถ้าคุณต้องการความเดือดดาลและการให้อภัย ไปดู Three Billboards
- ถ้าคุณต้องการความบ้าหลุดโลก ไปดู Seven Psychopaths
- ถ้าคุณต้องการความอบอุ่นหัวใจ ไปดู The Way Way Back
- และถ้าคุณต้องการจุดเริ่มต้นของความสุดยอด ไปดู Confessions of a Dangerous Mind
เชื่อผมเถอะครับ การเสียเวลาดูหนังเหล่านี้จะไม่ใช่การเสียเวลาเปล่า แต่มันคือการลงทุนทางความรู้สึกที่คุณจะได้รับกำไรกลับคืนมาเป็นความประทับใจที่ไม่รู้ลืม movieseries

นี่คือประวัติของ Sam Rockwell (แซม ร็อคเวลล์) นักแสดงยอดฝีมือที่เปรียบเสมือน “กิ้งก่าเปลี่ยนสีแห่งฮอลลีวูด” ผู้ที่สามารถขโมยซีนได้ในทุกบทบาท และมีเอกลักษณ์ประจำตัวคือ “การเต้น” ที่พลิ้วไหวครับ
ข้อมูลเบื้องต้น
- ชื่อเกิด Samuel Rockwell
- วันเกิด 5 พฤศจิกายน 1968 (พ.ศ. 2511)
- บ้านเกิด Daly City, รัฐแคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา
- ฉายา นักแสดงที่เต้นเก่งที่สุดในฮอลลีวูด (โดยไม่ได้ตั้งใจ)
ชีวิตวัยเด็ก เลือดศิลปินที่เข้มข้น
แซมเกิดมาในครอบครัวนักแสดง พ่อของเขา Pete Rockwell และแม่ Penny Hess ต่างก็เป็นนักแสดงทั้งคู่ แต่พวกท่านหย่าร้างกันเมื่อแซมมีอายุเพียง 5 ขวบ
- ชีวิตสองเมือง แซมเติบโตมาแบบสลับขั้ว เขาใช้เวลาช่วงปีการศึกษาอยู่กับพ่อในซานฟรานซิสโก (ซึ่งบรรยากาศผ่อนคลายแบบฮิปปี้) และไปใช้เวลาช่วงฤดูร้อนกับแม่ในนิวยอร์ก (ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายและแสงสีของวงการละครเวที)
- ก้าวแรกสู่การแสดง เขาขึ้นเวทีแสดงครั้งแรกตอนอายุ 10 ขวบร่วมกับแม่ในละครตลกที่ล้อเลียนเรื่อง Casablanca แม้ช่วงวัยรุ่นเขาจะเกเรไปบ้างจนเกือบเรียนไม่จบ แต่ความรักในการแสดงทำให้เขากลับมามุ่งมั่น เข้าเรียนโรงเรียนศิลปะการแสดง High School of the Performing Arts (ที่เดียวกับในหนังเรื่อง Fame)
เส้นทางอาชีพ จาก “ราชาหนังอินดี้” สู่ “เจ้าของรางวัลออสการ์”
แซมไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างในชั่วข้ามคืน เขาใช้เวลาสะสมบารมีในฐานะนักแสดงสมทบที่ “เล่นดีจนน่าหมั่นไส้” มายาวนาน
- ยุคเริ่มต้น (90s) เริ่มต้นจากบทเล็กๆ ในหนังอย่าง Teenage Mutant Ninja Turtles (1990) ก่อนจะเริ่มเป็นที่จับตามองในแวดวงหนังอิสระ (Indie) จากเรื่อง Lawn Dogs (1997) ซึ่งเขาได้รับคำชมอย่างมาก
- เริ่มเป็นที่จดจำ เขาเริ่มขโมยซีนในหนังฟอร์มยักษ์ เช่นบทนักโทษโรคจิต “Wild Bill” ใน The Green Mile (1999) และบทตัวประกอบสุดฮาใน Galaxy Quest (1999)
- บทพิสูจน์ฝีมือ จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อ จอร์จ คลูนีย์ เลือกเขาให้รับบทนำใน Confessions of a Dangerous Mind (2002) ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน และต่อมาคือ Moon (2009) ที่เขาแบกหนังทั้งเรื่องไว้คนเดียว จนกลายเป็นผลงานขึ้นหิ้ง
- จุดสูงสุด (Oscar Glory) ในปี 2017 เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากบทตำรวจเหยียดผิวใน Three Billboards Outside Ebbing, Missouri ซึ่งเป็นการแสดงที่ทรงพลังและซับซ้อนที่สุดบทหนึ่งในอาชีพของเขา
เอกลักษณ์เฉพาะตัว The Dancing Machine
สิ่งหนึ่งที่แฟนหนังรู้กันดีคือ “ถ้ามีแซม ร็อคเวลล์ ต้องมีฉากเต้น”
- แซมรักการเต้นมากแม้จะไม่เคยเรียนเต้นอย่างเป็นทางการ เขาได้รับอิทธิพลมาจาก James Brown และการเต้น Breakdance ในวัยเด็ก
- ผู้กำกับหลายคนมักจะใส่ฉากเต้นให้เขา หรือบางทีเขาก็ด้นสด (Improvise) ขึ้นมาเอง เพื่อใช้การเคลื่อนไหวร่างกายในการถ่ายทอดอารมณ์ตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นท่าเต้นกวนๆ ใน Charlie’s Angels, ท่าเต้นโชว์พาวใน Iron Man 2 หรือแม้แต่ท่าเต้นเหงาๆ ใน Way Way Back
ชีวิตส่วนตัว
- ความรัก แซมคบหาดูใจกับนักแสดงสาว Leslie Bibb (คนที่เล่นเป็นนักข่าวใน Iron Man) มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2007 ทั้งคู่เจอกันในกองถ่ายหนังเรื่อง Frost/Nixon และเป็นคู่รักที่น่ารักและมั่นคงมากคู่หนึ่งในวงการ
- ทัศนคติต่อครอบครัว แซมเคยให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่าเขา “ไม่อยากมีลูก” เพราะเขารู้สึกว่าการเลี้ยงเด็กเป็นงานหนักเกินไป และเขาอยากทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการแสดงและการใช้ชีวิต ซึ่งเลสลี่ บิบบ์ แฟนสาวก็มีความคิดเห็นตรงกัน
เกร็ดน่ารู้ (Fun Facts)
- เกือบได้เป็น Iron Man ก่อนที่บท Tony Stark จะตกเป็นของ Robert Downey Jr. ผู้กำกับ Jon Favreau เคยพิจารณาแซมสำหรับบทนี้มาก่อน แต่สุดท้ายเมื่อ RDJ ได้บทไป แซมก็ยังถูกจีบให้มารับบทคู่ปรับอย่าง Justin Hammer ในภาค 2 แทน
- คู่หู Christopher Walken แซมมักถูกเปรียบเทียบว่าเป็นทายาททางการแสดงของ Christopher Walken (นักแสดงรุ่นใหญ่) ทั้งคู่เคยเล่นหนังด้วยกันและมีความบ้าคลั่งคาดเดาไม่ได้คล้ายๆ กัน
แซม ร็อคเวลล์ คือเครื่องพิสูจน์ว่า “ไม่จำเป็นต้องหล่อแบบพระเอกพิมพ์นิยม ก็สามารถเป็นราชาแห่งจอเงินได้” ด้วยเสน่ห์ พรสวรรค์ และจังหวะการแสดงที่ไม่เหมือนใครครับ