รีวิว Spider-Man 3 (2007) ความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงหนึ่งในภาพยนตร์ที่ถูกจดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ใช่เพราะว่ามันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่เพราะมันคือตัวอย่างที่ชัดเจนของความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ที่จบลงด้วยความซับซ้อนและรอยแผล เรากำลังพูดถึง Spider-Man 3 (2007) ของ แซม ไรมี่ (Sam Raimi) ครับ

การจะวิจารณ์หนังเรื่องนี้โดยไม่เน้นเรื่องย่อนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะ “สิ่งที่เกิดขึ้น” ในหนังเรื่องนี้ ไม่สำคัญเท่า “ทำไมมันถึงเกิดขึ้น” และ “มันส่งผลกระทบอย่างไร” ต่อตัวละครและคนดู

Spider-Man 3 ไม่ใช่แค่หนังภาคต่อ มันคือบทสรุปของไตรภาคที่แบกรับความคาดหวังมหาศาล Spider-Man 2 (2004) ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุดตลอดกาล มันคือจุดสูงสุดของสมดุลระหว่างดราม่าชีวิตของ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ และความตื่นตาตื่นใจแบบหนังสือการ์ตูน เมื่อ Spider-Man 3 มาถึง มันจึงไม่ได้มาในฐานะหนังเรื่องหนึ่ง แต่มาในฐานะ “ปรากฏการณ์” ที่ทุกคนรอคอย

และสิ่งที่พวกเขาได้รับ… คือ “ทุกอย่าง” ครับ

นี่คือหนังที่พยายามจะยัดทุกสิ่งทุกอย่างที่แฟนๆ เรียกร้อง (Venom) และทุกสิ่งที่ผู้กำกับอยากจะเล่า (Sandman, การให้อภัย) ลงไปในหม้อใบเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือสตูว์รสชาติเข้มข้นที่วัตถุดิบตีกันเองจนแทบแยกไม่ออก แต่นั่นแหละครับ คือเสน่ห์และความหายนะของมันในเวลาเดียวกัน

วันนี้ เราจะมาผ่าตัดหนังเรื่องนี้กันทีละส่วน ไม่ใช่ในฐานะคนดูที่ผิดหวัง แต่ในฐานะนักวิเคราะห์ที่มองย้อนกลับไปเห็น “ความทะเยอทะยานที่น่าทึ่ง” ของมันครับ

1. การวิเคราะห์ “เนื้อเรื่อง” โศกนาฏกรรมแห่งความอิ่มตัว (The Narrative A Tragedy of Saturation)

ถ้า Spider-Man 2 คือหนังเกี่ยวกับ “การเลือก” (Choice) Spider-Man 3 ก็คือหนังเกี่ยวกับ “ผลที่ตามมา” (Consequence) และ “การให้อภัย” (Forgiveness) นี่คือแก่นกลางที่ แซม ไรมี่ พยายามจะสื่อสาร เพียงแต่ว่าเขาต้องตะโกนมันออกมาท่ามกลางเสียงรบกวนของพล็อตย่อยอื่นๆ ที่ดังกว่า

ปัญหาของเนื้อเรื่อง Spider-Man 3 ไม่ใช่ว่ามันแย่ แต่เพราะมัน “มีมากเกินไป” ครับ

ก้อนที่หนึ่ง The Sandman (แก่นแท้ที่ผู้กำกับต้องการ)

นี่คือหัวใจดราม่าที่แท้จริงของหนัง ฟลินท์ มาร์โก (Flint Marko) หรือ Sandman คือตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยมในแง่ของแรงจูงใจ เขาไม่ใช่วายร้ายที่อยากครองโลก เขาคือพ่อที่สิ้นหวังที่อยากช่วยลูกสาวที่ป่วยหนัก การที่หนังทำการ “Retcon” (เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเดิม) ว่าเขาคือคนที่ฆ่าลุงเบนตัวจริง อาจจะดูยัดเยียดไปบ้าง แต่มันคือการโยนระเบิดทางอารมณ์ใส่ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์โดยตรง

ธีม “การให้อภัย” ถูกผูกไว้กับตัวละครนี้ ปีเตอร์ต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยคนที่พรากเสาหลักของชีวิตเขาไป ซึ่งเป็นบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุด ถ้าหนังทั้งเรื่องโฟกัสแค่ความขัดแย้งระหว่าง Spider-Man กับ Sandman โดยมีปมเรื่องลุงเบนเป็นศูนย์กลาง มันอาจจะเป็นมาสเตอร์พีซอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้

ก้อนที่สอง The New Goblin (บทสรุปของมรดก)

แฮร์รี่ ออสบอร์น นี่คือเส้นเรื่องที่ถูกปูมาตั้งแต่ภาคแรก ความแค้นต่อปีเตอร์ที่เขาเชื่อว่าฆ่าพ่อของตน มันต้องมาถึงจุดแตกหักในภาคนี้ หนังเริ่มต้นด้วยการปะทะกันของทั้งคู่ที่ดุเดือดและเป็นส่วนตัว (Personal) มากที่สุด

แต่แล้ว… หนังก็เลือกใช้ทางลัดที่ง่ายที่สุดในตำราละครน้ำเน่า “ความจำเสื่อม” (Amnesia)

การที่แฮร์รี่ความจำเสื่อมไปครึ่งเรื่อง มันเหมือนการกดปุ่ม “Pause” ให้กับความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดของไตรภาค มันทำให้โมเมนตัมของเรื่องชะงักงัน แม้ว่ามันจะนำไปสู่ฉาก “ทำไข่เจียว” ที่น่าอึดอัดใจและฉากจบที่ทรงพลังในตอนท้ายก็ตามที แต่มันคือการ “ยืด” เรื่องออกไปอย่างไม่จำเป็น

ก้อนที่สาม The Symbiote (ด้านมืดของปีเตอร์)

นี่คือจุดที่หนังเริ่ม “สนุก” และ “พัง” ในเวลาเดียวกัน ซิมบิโอตที่ตกลงมาจากฟ้า (ซึ่งเป็นอะไรที่ง่ายดายเหลือเกิน) ไม่ได้เป็นแค่ชุดใหม่สีดำ แต่มันคืออุปมาอุปไมยของ “อัตตา” (Ego) และ “ความหยิ่งผยอง”

ปีเตอร์ในภาคนี้กำลัง “เมาหมัด” กับความสำเร็จ เมืองทั้งเมืองรักเขา เขากำลังจะได้แต่งงาน ทุกอย่างดูดีไปหมด ซิมบิโอตจึงเข้ามาขยาย “ด้านมืด” ที่เขามีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความโกรธแค้น ความก้าวร้าว และความมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ

และใช่ครับ… เราต้องพูดถึงมัน “ฉากเต้น” และ “ปีเตอร์สายดาร์ก”

นี่คือฉากที่ถูกล้อเลียนมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังฮีโร่ หลายคนมองว่ามัน “Cringe” (น่าอาย) จนทนดูไม่ได้ แต่ถ้าเรามองในมุมของ แซม ไรมี่ ผู้กำกับที่เติบโตมากับหนังเกรดบีและสไตล์การ์ตูนตลกร้าย นี่คือการตีความ “ด้านมืด” ที่เจตนาให้ “น่าสมเพช” ครับ

มันไม่ใช่ด้านมืดที่เท่ (Cool) เหมือน แบทแมน แต่มันคือ “ไอเดียของเด็กเนิร์ด” ว่า “คนเท่เขาทำกันยังไง” มันคือการที่ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ พยายามจะเป็น “เจมส์ บราวน์” แต่ผลลัพธ์คือความน่าอาย มันคือการแสดงให้เห็นว่า “นี่ไม่ใช่ตัวตนของเขา” มันเป็นการตีความที่กล้าหาญมาก แต่… มันผิดที่ผิดทางอย่างรุนแรงในหนังบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ มันทำลายโทนของหนังทั้งเรื่องจนป่นปี้

ก้อนที่สี่ Venom (ส่วนเกินที่สตูดิโอสั่งมา)

นี่คือฟางเส้นสุดท้าย เอ็ดดี้ บร็อก (Eddie Brock) คือตัวละครที่ถูกยัดเข้ามาโดยคำสั่งของสตูดิโอ (โดยเฉพาะผู้อำนวยการสร้าง อาวี อาราด) ที่ต้องการเอาใจแฟนบอย

ปัญหาคือ เวน่อม ไม่ใช่ตัวร้ายที่โผล่มาท้ายเรื่องแล้วจบได้ เขาคือคู่ปรับตลอดกาล เขาคือ “ด้านตรงข้าม” ของปีเตอร์ในทุกมิติ เขาต้องการการปูเรื่องอย่างน้อยหนึ่งภาคเต็มๆ

แต่ใน Spider-Man 3 เอ็ดดี้ บร็อก เป็นแค่ช่างภาพคู่แข่งที่นิสัยไม่ดี (ซึ่งก็แค่กระจกสะท้อนของปีเตอร์ในชุดดำ) แรงจูงใจของเขาตื้นเขิน (โดนไล่ออก, โดนแย่งแฟน) และการที่ซิมบิโอตเลือกเขาในโบสถ์ (เพียงเพราะเขา “เกลียดปีเตอร์” เหมือนกัน) มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่สะดวกดายเกินไป

การที่หนังต้องแบกรับวายร้ายถึง 3 ตัว (Sandman, Goblin, Venom) และอีก 1 พล็อตย่อย (ปีเตอร์ชุดดำ) พร้อมกับดราม่าความสัมพันธ์ของ ปีเตอร์-เอ็มเจ-เกว็น สเตซี่ มันคือหายนะทางโครงสร้างครับ ไม่มีเส้นเรื่องไหนที่มีเวลาได้ “หายใจ” อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ Sandman ที่เป็นหัวใจหลัก ถูกลดทอนความสำคัญลงไปอย่างน่าเสียดาย

2. การวิเคราะห์ “ภาพ” สุนทรียศาสตร์แห่งความทะเยอทะยาน (The Visuals An Aesthetic of Ambition)

หากเนื้อเรื่องคือจุดที่หนังสะดุด งานภาพและเทคนิคพิเศษคือจุดที่ Spider-Man 3 ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด นี่คือหนังที่ใช้ทุนสร้างมหาศาล (ว่ากันว่าสูงถึง 250-300 ล้านเหรียญในยุคนั้น) และทุกบาททุกสตางค์ก็ปรากฏอยู่บนจอครับ

จุดสุดยอดของงาน VFX “กำเนิด Sandman”

นี่คือฉากที่ควรค่าแก่การยกย่องไปชั่วนิรันดร์ ฉากที่ ฟลินท์ มาร์โก ลุกขึ้นมาจากเครื่องเร่งอนุภาค มันไม่ใช่งานคอมพิวเตอร์กราฟิก แต่คืองานศิลปะ มันคือ “บทกวี” ที่เล่าด้วยภาพ

การที่ร่างกายของเขาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากเม็ดทราย ค่อยๆ พยายามจะคว้าล็อกเกตลูกสาว การดิ้นรนเพื่อคง “ความเป็นมนุษย์” เอาไว้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีบทพูดแม้แต่คำเดียว มีเพียงดนตรีประกอบอันโหยหวนของ คริสโตเฟอร์ ยัง (Christopher Young) มันคือการแสดงศักยภาพสูงสุดของ VFX ในยุค 2000s ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อ “เล่าเรื่อง” และ “สื่ออารมณ์” ไม่ใช่แค่เพื่อความตื่นตาตื่นใจ

การออกแบบฉากแอ็คชั่น

แซม ไรมี่ ยังคงเป็น แซม ไรมี่ สไตล์การเคลื่อนกล้องที่โลดโผน การซูมเข้า-ออกอย่างรวดเร็ว (Crash Zooms) และมุมกล้องแบบการ์ตูนยังคงอยู่ครบ

  • Peter vs Harry (รอบแรก) นี่คือการต่อสู้ที่ “ดิบ” และ “หนักหน่วง” ที่สุดในไตรภาค มันไม่ใช่การต่อสู้ของฮีโร่กับวายร้าย แต่คือการทะเลาะวิวาทของ “เพื่อน” ที่พยายามจะฆ่ากันในตรอกแคบๆ การออกแบบคิวบู๊ที่เน้นการปะทะ การทำลายล้าง และการใช้สภาพแวดล้อม มันยอดเยี่ยมมาก
  • Spider-Man vs Sandman (ในท่อระบายน้ำ) เป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึง “พลัง” ของ Sandman อย่างแท้จริง สไปเดอร์แมนไม่สามารถ “ชก” เขาได้ เขาต้องใช้ “สมอง” ในการรับมือ (การปล่อยน้ำ) นี่คือการออกแบบฉากต่อสู้ที่ชาญฉลาด
  • ฉากต่อสู้สุดท้าย (Final Battle) นี่คือ “ความโกลาหล” ที่น่าตื่นตาตื่นใจ มันคือการต่อสู้แบบ 4 เส้า (Spidey, Harry, Sandman, Venom) ท่ามกลางตึกที่กำลังก่อสร้าง มันคือความวุ่นวายที่ถูกออกแบบมาอย่างดี (Controlled Chaos) แม้ว่าอารมณ์ของฉากจะสับสนไปหมด เพราะเราไม่รู้จะเชียร์ใครหรือเกลียดใครดี แต่มัน “ยิ่งใหญ่” ในแง่ของสเกลอย่างปฏิเสธไม่ได้

การออกแบบชุด (Costume Design)

ชุดสไปเดอร์แมนสีดำ (Black Suit) คือความเรียบง่ายที่ทรงพลัง มันคือการนำดีไซน์คลาสสิกมา “ลดทอน” รายละเอียด (เช่น ลายใยแมงมุมที่นูนน้อยลง) และเปลี่ยนสี มันสื่อถึงความลื่นไหล ความก้าวร้าว และ “ความแปลกปลอม” ได้ทันทีที่เห็น

สรุปในส่วนของงานภาพ Spider-Man 3 คือบล็อกบัสเตอร์ที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือ “งานเลี้ยงทางสายตา” (Visual Feast) ที่ทุกวันนี้ก็ยังดูไม่เก่าเลยแม้แต่น้อย

3. การวิเคราะห์ “การแสดง” หัวใจที่เต้นท่ามกลางพายุ (The Acting The Heartbeat in the Storm)

ท่ามกลางบทภาพยนตร์ที่สับสนวุ่นวาย สิ่งที่ยึดหนังเรื่องนี้ไว้ไม่ให้พังทลายลงไปทั้งหมด คือ “การแสดง” ของเหล่านักแสดงนำ ที่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะมอบ “ความจริงใจ” ให้กับตัวละครของพวกเขา

โทบีย์ แมไกวร์ (Tobey Maguire) ในบท ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์

นี่คืองานที่ “หนักที่สุด” ในอาชีพของเขา โทบีย์ ต้องเล่นเป็น 3 ตัวละครในร่างเดียว

  1. ปีเตอร์ผู้อ่อนโยน นี่คือบทบาทที่เขาทำได้ดีมาตลอด ความเนิร์ด ความรู้สึกผิด และความจริงใจ
  2. ปีเตอร์ผู้หยิ่งผยอง (Bully Maguire) อย่างที่กล่าวไปข้างต้น มันคือการแสดงที่ “กล้า” ที่จะน่าอาย เขาต้องสลัดภาพลักษณ์คนดีทิ้งไป แล้วแสดงท่าที “กร่าง” ที่ดูแล้วไม่น่าคบอย่างยิ่ง ซึ่งเขาก็ทำมัน “ถึง” ในแบบที่ผู้กำกับต้องการ แม้คนดูจะไม่ชอบก็ตาม
  3. ปีเตอร์ผู้สำนึกผิด ฉากที่เขาตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป (โดยเฉพาะฉากที่เขาทำร้ายเอ็มเจ) และฉากที่เขานั่งร้องไห้กลางสายฝนหลังรู้ความจริงเรื่องลุงเบน โทบีย์ยังคงเป็นเลิศในการสื่อสาร “ความเจ็บปวด” ผ่านสายตา

เคิร์สเตน ดันสต์ (Kirsten Dunst) ในบท แมรี่ เจน วัตสัน

บทของ เอ็มเจ ในภาคนี้ถูกวิจารณ์ว่าน่ารำคาญ แต่ถ้ามองให้ลึก นี่คือตัวละครที่กำลังเผชิญกับ “วิกฤตตัวตน” (Identity Crisis) อย่างหนัก เธอถูกไล่ออกจากละครบรอดเวย์ ในขณะที่แฟนของเธอกำลังเป็นที่รักของคนทั้งเมือง เคิร์สเตนต้องแสดงความ “น้อยเนื้อต่ำใจ” “ความอิจฉา” และ “ความผิดหวัง” ตลอดทั้งเรื่อง มันคือการแสดงที่ต้องเก็บกด (Subtle) แต่เธอก็ถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่กำลังจะพังทลายออกมาได้ดี

เจมส์ แฟรนโก (James Franco) ในบท แฮร์รี่ ออสบอร์น

แฟรนโก ได้โชว์ของมากที่สุดในภาคนี้ เขาต้องสลับโหมดไปมาตลอดเวลา จากเพื่อนรักที่อบอุ่น (ตอนความจำเสื่อม) ไปสู่ปีศาจที่เต็มไปด้วยความแค้น (ตอนเป็น New Goblin) และกลับมาเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละในตอนท้าย ฉากที่เขายิ้มให้ปีเตอร์ก่อนจะสิ้นใจ (“Friend…”) คือการปิดฉากตัวละครนี้ได้อย่างทรงพลังและน่าจดจำ

โธมัส เฮเดน เชิร์ช (Thomas Haden Church) ในบท ฟลินท์ มาร์โก / Sandman

นี่คือ MVP (นักแสดงทรงคุณค่าที่สุด) ของเรื่องครับ โธมัส เฮเดน เชิร์ช แทบจะไม่ต้องพูดอะไรเลย แต่สายตาของเขาที่เต็มไปด้วย “ความเศร้า” และ “ความเหนื่อยล้า” ของคนที่เป็นพ่อ มันสื่อสารออกมาได้ลึกซึ้งกว่าบทพูดใดๆ เขามอบ “จิตวิญญาณ” และ “ความน่าเห็นใจ” ให้กับตัวละครที่ควรจะเป็นแค่วายร้าย CGI ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขายกระดับหนังทั้งเรื่องด้วยการแสดงของเขา

โทเฟอร์ เกรซ (Topher Grace) ในบท เอ็ดดี้ บร็อก / Venom

นี่คือปัญหา “การคัดเลือกนักแสดง” (Miscasting) ที่ชัดเจนที่สุด โทเฟอร์ เกรซ ไม่ใช่ไม่เก่ง เขาแสดงเป็น เอ็ดดี้ บร็อก ที่ “ขี้อิจฉา” “เจ้าเล่ห์” และ “น่ารำคาญ” ได้ดีมาก เขาคือ “ด้านตรงข้าม” ของปีเตอร์ในแง่ของ “ความเนิร์ดที่ไร้คุณธรรม”

แต่… เขาไม่ใช่ “เวน่อม” ที่แฟนๆ รู้จัก เวน่อม ในการ์ตูนคือความน่าเกรงขาม คือกล้ามเนื้อ คือพลังดิบเถื่อน แต่ เกรซ ทำให้เวน่อมดูเป็นแค่ “เด็กขี้แกล้ง” ที่ได้ของเล่นใหม่ การแสดงของเขาตอนเป็นเวน่อมจึงดูล้นเกินและไม่น่ากลัวเท่าที่ควรจะเป็น

Spider-Man 3 (2007)

บทสรุป ความล้มเหลวอันรุ่งโรจน์ (A Glorious Failure)

Spider-Man 3 ไม่ใช่หนังที่ “แย่” ในความหมายที่ว่ามัน “ทำไม่เป็น” แต่มันคือหนังที่ “พัง” เพราะมัน “ทำมากเกินไป”

มันคือโศกนาฏกรรมของวิสัยทัศน์ผู้กำกับที่ต้องปะทะกับความต้องการของสตูดิโอ แซม ไรมี่ ต้องการสร้างหนังดราม่าหนักๆ เกี่ยวกับการให้อภัย (Sandman) ในขณะที่สตูดิโอต้องการขายของเล่นและเอาใจแฟนๆ (Venom) ผลลัพธ์คือภาพยนตร์ที่โทนเรื่อง “แกว่ง” ไปมาระหว่างความดาร์ก (ปีเตอร์ทำร้ายเอ็มเจ) ความตลก (ฉากเต้น) ความยิ่งใหญ่ (ฉากต่อสู้) และความซาบซึ้ง (ฉากจบของแฮร์รี่และแซนด์แมน)

มันคือหนังที่พยายามจะเป็นทุกอย่างให้กับทุกคน จนสุดท้ายมันกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครพอใจเต็มร้อย

แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้ Spider-Man 3 คืออนุสรณ์สถานของยุคสมัยที่หนังบล็อกบัสเตอร์ยังกล้าที่จะ “ประหลาด” และ “เสี่ยง” มันคือความล้มเหลวที่น่าทึ่ง (Spectacular Failure) ที่เต็มไปด้วยฉากที่น่าจดจำ การแสดงที่ยอดเยี่ยม และงานภาพที่ยังคงเป็นมาตรฐาน มันคือบทเรียนราคาแพงว่า “การมีมากเกินไป” (Too Much) สามารถทำลายสิ่งที่ดีที่สุดได้อย่างไร

มันอาจจะไม่ใช่บทสรุปไตรภาคที่แฟนๆ “ต้องการ” แต่มันคือบทสรุปที่ “วุ่นวาย” และ “น่าจดจำ” ที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *