รีวิว Spider-Man Homecoming (2017)นี่สิ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์”

สวัสดีครับ! วันนี้เราจะมาพูดถึงหนังเรื่องหนึ่งที่แบกรับความคาดหวังมหาศาลไว้บนบ่า ไม่ใช่แค่ในฐานะหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ในฐานะ “การกลับบ้าน” ของหนึ่งในตัวละครที่โด่งดังที่สุดในโลก… ใช่ครับ เรากำลังพูดถึง Spider-Man Homecoming

การรีวิวครั้งนี้ เราจะขุดลึกกันแบบสุดๆ และผมขอย้ำตรงนี้เลยว่า เราจะไม่เน้นเรื่องย่อ นะครับ ใครๆ ก็ไปอ่านเรื่องย่อได้ แต่สิ่งที่เราจะคุยกันวันนี้คือ “หัวใจ” ของมัน คือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มัน “เวิร์ค” หรือ “ไม่เวิร์ค” เราจะมาเจาะลึกกันใน 3 ประเด็นหลักที่หนังทุกเรื่องต้องมี การแสดง, เนื้อเรื่อง (และการเล่าเรื่อง), และงานภาพ (Visuals & Spectacle) และเนื่องจากคุณขอมาแบบจัดเต็ม 2000 คำ เราก็จะจัดให้แบบลึกถึงแก่นกันไปเลย!

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วโหนใยไปวิเคราะห์พร้อมกันครับ!

1. 🎭 “การสวมบทบาท” ที่สมบูรณ์แบบ (การแสดง)

ถ้าจะมีอะไรที่ Homecoming ทำได้ถูกต้องและโดดเด่นที่สุดจนกลบจุดด้อยอื่นๆ ไปเกือบหมด นั่นคือ “การแสดง” โดยเฉพาะการแคสติ้งนักแสดงหลักครับ

ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) คือ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” ที่เราตามหา

นี่คือประเด็นใหญ่ที่สุด หนัง Spider-Man Homecoming ก่อนหน้านี้ 5 เรื่อง (ไตรภาคของแซม ไรมี่ และ 2 ภาคของมาร์ค เว็บบ์) ต่างก็นำเสนอปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ในมุมที่ต่างกัน โทบี้ แมไกวร์ คือไอ้หนุ่มเนิร์ดขี้อายที่แฝงความเจ็บปวด แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ คือหนุ่มขบถสุดคูลที่ดูเหมือนพระเอกหนังวัยรุ่นมากกว่าเด็กเนิร์ด

แต่ ทอม ฮอลแลนด์… เขาคือการผสมผสานที่ลงตัวอย่างน่าประหลาด เขาคือ “เด็ก” จริงๆ

สิ่งที่ฮอลแลนด์นำเสนอไม่ใช่แค่ Spider-Man Homecoming แต่คือ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” วัย 15 ปีที่เปี่ยมไปด้วยพลังงาน เขาคือเด็กที่ตื่นเต้นกับทุกอย่าง เขาอึดอัดเวลาอยู่ต่อหน้าสาวที่ชอบ (ลิซ) เขามีความลับที่อยากอวดเพื่อนสนิท (เน็ด) แต่ก็อวดไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด เขา “ใจร้อน”

การแสดงของฮอลแลนด์ถ่ายทอด “ความกระหาย” ที่อยากจะเป็นฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างชัดเจน เขาคือเด็กที่เพิ่งกลับมาจากการ “ฝึกงาน” กับอเวนเจอร์สใน Civil War และตอนนี้เขากำลังเบื่อหน่ายกับการต้องกลับมาจับโจรปล้นตู้ ATM เขาอยากพิสูจน์ตัวเองให้โทนี่ สตาร์ค เห็นว่าเขา “พร้อมแล้ว”

ฉากที่ทรงพลังที่สุดและพิสูจน์การแสดงของเขา ไม่ใช่ฉากต่อสู้ แต่คือฉากที่เขาติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังหลังการต่อสู้กับวัลเจอร์ ฉากนั้นคือการ “เกิดใหม่” ของสไปเดอร์แมนในจักรวาล MCU อย่างแท้จริง เราไม่ได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่ เราเห็น “เด็ก” ที่กำลังกลัว สิ้นหวัง และร้องไห้ แต่แล้วเขาก็ฮึดสู้ขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง เสียงตะโกนว่า “Come on, Spider-Man!” ของเขา มันคือเสียงที่มาจากข้างใน มันคือการปลุกใจตัวเอง ไม่ใช่การตะโกนใส่ศัตรู นี่คือการแสดงที่ลึกซึ้งและทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าเด็กคนนี้คือฮีโร่

ไมเคิล คีตัน (Michael Keaton) คือ “Vulture” ที่น่าจดจำ

MCU มักจะมีปัญหาเรื่อง “ตัวร้าย” ที่จืดชืด แต่ไม่ใช่สำหรับ เอเดรียน ทูมส์ หรือ Vulture ครับ

ไมเคิล คีตัน (ที่เคยเป็นแบทแมน! ช่างเป็นการแคสติ้งที่ยอกย้อน!) มอบการแสดงที่ทรงพลังและ “สมจริง” ที่สุดครั้งหนึ่งในบรรดาตัวร้าย MCU ทั้งหมด

ความยอดเยี่ยมของ Vulture ไม่ได้อยู่ที่ชุดเกราะสุดเท่ แต่อยู่ที่ “แรงจูงใจ” ครับ หนังเปิดเรื่องด้วยการให้เราเห็นว่าทูมส์คือใคร เขาคือคนทำงานหาเช้ากินค่ำ (Blue-collar) ที่ถูก “คนรวย” อย่างโทนี่ สตาร์ค และรัฐบาลแย่งงานไปต่อหน้าต่อตา เขาไม่ได้อยากครองโลก เขาแค่อยากหาเลี้ยงครอบครัวและลูกน้อง เขาคือ “เหยื่อ” ของระบบทุนนิยมที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

การแสดงของคีตันนั้น “น้อยแต่มาก” เขาไม่ได้เกรี้ยวกราดตลอดเวลา แต่แฝงไว้ด้วยความเดือดดาลที่เยือกเย็น

และเราคงต้องพูดถึง “ฉากในรถ” (The Car Scene)

นี่คือหนึ่งในฉากที่ตึงเครียดที่สุดของ MCU โดยที่ไม่ต้องมีการต่อสู้ใดๆ เลย ฉากที่ปีเตอร์ไปรับลิซ (ลูกสาวของทูมส์) เพื่อไปงานเต้นรำ แล้วทูมส์อาสาไปส่ง… การแสดงของคีตันในฉากนี้คือ “Masterclass” ครับ

แววตาของเขาค่อยๆ เปลี่ยน จากคุณพ่อใจดีที่ถามไถ่แฟนของลูกสาว ไปสู่การปะติดปะต่อเรื่องราว และวินาทีที่เขาหันไปพูดกับปีเตอร์ที่เบาะหลังด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ข่มขวัญว่า “อย่ามายุ่งกับเรื่องของฉัน ไม่งั้นฉันจะฆ่าเธอและทุกคนที่เธอรัก” มันทำให้เราขนลุกยิ่งกว่าเห็นธานอสดีดนิ้วเสียอีก

คีตันทำให้ Vulture เป็นตัวร้ายที่น่ากลัวเพราะเขา “เข้าใจได้” เขาคือพ่อของเพื่อน คือคนธรรมดาที่ถูกบีบให้ต้องทำเรื่องเลวร้าย และนั่นน่ากลัวกว่าสัตว์ประหลาดจากต่างดาวเยอะครับ

นักแสดงสมทบ เคมีที่ลงตัวของ “เด็กมัธยม”

หนังจะไม่สมบูรณ์เลยถ้าขาดกลุ่มเพื่อนของปีเตอร์ เจค็อบ บาทาลอน ในบท “เน็ด” คือ “Guy in the Chair” ที่สมบูรณ์แบบ เขาคือตัวแทนของผู้ชม (Geek) ที่ตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าเพื่อนเป็นซูเปอร์ฮีโร่ เคมีระหว่างเขากับฮอลแลนด์คือธรรมชาติมาก

เซนดายา ในบท “เอ็มเจ” (ที่ยังไม่ใช่เอ็มเจที่เราคุ้นเคย) แม้จะออกมาน้อย แต่ขโมยซีนทุกครั้งด้วยความประชดประชันและสายตาที่เหมือนรู้ทันคนอื่นไปหมด

แม้แต่ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (โทนี่ สตาร์ค) ที่หลายคนกลัวว่าจะมาแย่งซีน ก็ถูกใช้อย่าง “พอเหมาะพอดี” เขาคือ “เมนเทอร์” ที่ไม่อยากเป็นเมนเทอร์ และเป็นบทเรียนสำคัญให้ปีเตอร์ การแสดงของเขาแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะเป็นผู้ใหญ่ และความกลัวว่าเด็กคนนี้จะพลาดพลั้งเหมือนที่เขาเคยพลาด

Spider-Man Homecoming

2. 📜 “การลดขนาด” ของสเกล (เนื้อเรื่องและธีม)

อย่างที่บอก เราจะไม่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เราจะวิเคราะห์ว่า “ทำไม” สคริปต์ของ Homecoming ถึงฉลาด และมันทำงานกับผู้ชมอย่างไร

ธีมหลัก “ถ้าคุณไร้ค่าหากไม่มีชุด คุณก็ไม่ควรมีมัน”

นี่คือหัวใจของหนังทั้งเรื่อง และเป็นสิ่งที่ จอน วัตส์ (ผู้กำกับ) และทีมเขียนบทตอกย้ำได้อย่างยอดเยี่ยม

Spider-Man Homecoming ไม่ใช่หนังที่สไปเดอร์แมนต้องกอบกู้โลก ท้องฟ้าไม่ได้เปิดออกและไม่มีกองทัพเอเลี่ยนบุกมา นี่คือความฉลาดที่สุดของหนังเรื่องนี้ครับ มัน “ลดสเกล” (Downscale) ของปัญหาลงมา

ปัญหาของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ในเรื่องนี้ มี 2 อย่างที่ขนานกันไป

  1. ปัญหาชีวิตฮีโร่ อยากจับผู้ร้ายค้าอาวุธ (Vulture) เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ โทนี่ สตาร์ค เห็น
  2. ปัญหาชีวิตเด็กมัธยม อยากชวน “ลิซ” ไปงานเต้นรำ

ความมหัศจรรย์คือ หนังทำให้เรา “ลุ้น” กับปัญหาที่ 2 (ไปงานเต้นรำ) แทบจะเท่าๆ กับปัญหาที่ 1 (จับ Vulture) นี่คือสิ่งที่ทำให้ Spider-Man Homecoming รู้สึกเหมือนหนังของ “จอห์น ฮิวจ์ส” (ผู้กำกับหนังวัยรุ่นยุค 80s ในตำนาน) ที่สวมชุดสไปเดอร์แมน

เนื้อเรื่องโฟกัสไปที่ “ความใจร้อน” ของปีเตอร์ เขาได้ชุดไฮเทคจากสตาร์คมา และเขาก็ “เมาเทคโนโลยี” เขาพึ่งพา “คาเรน” (A.I. ในชุด) เขาตื่นเต้นกับใย 576 รูปแบบ และโหมด “ฆ่าทันที” (Instant Kill Mode)

เขาคิดว่า “ชุด” คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นฮีโร่

จุดพลิกผันสำคัญคือ “เหตุการณ์เรือเฟอร์รี่” ปีเตอร์ที่มั่นใจเกินเหตุ เกือบทำให้คนบริสุทธิ์หลายร้อยคนตาย โทนี่ สตาร์ค ต้องมาช่วย และตามมาด้วยฉากที่โทนี่ยึดชุดคืน

นี่คือบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุด ประโยคที่ว่า “ถ้าคุณไร้ค่าหากไม่มีชุด คุณก็ไม่ควรมีมัน” (If you’re nothing without the suit, then you shouldn’t have it) คือธีมของเรื่องนี้

การที่หนังบังคับให้ปีเตอร์กลับไปใส่ “ชุดอยู่บ้าน” (ชุดฮู้ดดี้สีแดงฟ้าสุดเชย) ในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย คือการเล่าเรื่องที่สมบูรณ์แบบ เขาไม่ได้ชนะ Vulture เพราะเทคโนโลยี แต่เขาชนะเพราะ “ตัวเขาเอง” เพราะความฉลาด ความกล้า และความดื้อรั้น เขาพิสูจน์ได้ว่าเขาคือ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” ไม่ใช่ “Iron Spider Jr.”

Vulture ตัวร้ายที่เป็นผลผลิตของเหล่าฮีโร่

เนื้อเรื่องของ Homecoming ฉลาดในการผูกปมตัวร้ายเข้ากับจักรวาล MCU โดยตรง ทูมส์ไม่ได้อยู่ๆ ก็อยากเป็นวายร้าย แต่เขา “กลายเป็น” วายร้ายเพราะการกระทำของเหล่าฮีโร่ (The Avengers)

เศษซากจากการต่อสู้ที่นิวยอร์ก คือ “ขยะ” ของเหล่าฮีโร่ แต่คือ “ทองคำ” ของคนอย่างทูมส์ การที่สตาร์คตั้งหน่วย Damage Control มายึดพื้นที่ทำมาหากินของเขา คือฟางเส้นสุดท้าย

เนื้อเรื่องสร้าง “โลกสีเทา” ให้กับตัวร้ายได้อย่างน่าสนใจ เขาคือ “ชายร่างเล็ก” (The Little Guy) ที่ต่อสู้กับ “ยักษ์ใหญ่” (Stark) ซึ่งมันย้อนแย้งและขนานไปกับ “ปีเตอร์” ที่เป็น “ชายร่างเล็ก” ที่พยายามต่อสู้กับ “อาชญากร” (Vulture)

ทั้งคู่คือภาพสะท้อนของกันและกัน เพียงแต่เลือกเดินคนละเส้นทาง

และการที่หนังจบลงด้วยการที่ปีเตอร์ “ไว้ชีวิต” ทูมส์ และเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตนของเขาในตอนท้าย (ฉากที่เปปเปอร์เตรียมแถลงข่าว) คือการแสดง “วุฒิภาวะ” ที่แท้จริง เขาเรียนรู้แล้วว่าการเป็นฮีโร่ ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงหรือการยอมรับ แต่คือการทำในสิ่งที่ถูกต้อง

3. 🎨 “สีสัน” และ “ความจริง” ของควีนส์ (งานภาพและสเปคเคิล)

มาถึงองค์ประกอบสุดท้ายที่ทำให้หนังเรื่องนี้ “รู้สึก” แตกต่างจากหนัง Spider-Man เรื่องอื่นๆ คืองานภาพและการออกแบบฉากแอ็คชั่นครับ

ภาพที่สว่างสดใส (The Visual Aesthetic)

Spider-Man Homecoming เป็นหนังที่ “สว่าง” มากครับ จอน วัตส์ เลือกที่จะให้เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นใน “ตอนกลางวัน” หรือในสถานที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ (เช่น งานเต้นรำ หรือบนเครื่องบินขนส่ง) นี่คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาด มันทำให้โทนของหนัง “สนุก” (Fun) และ “มีชีวิตชีวา” (Vibrant)

มันแตกต่างจากความมืดหม่นแบบโกธิคในหนังของไรมี่ หรือความคอนทราสต์จัดจ้านในแบบของเว็บบ์ Homecoming ให้ความรู้สึกเหมือน “ย่านควีนส์” ในบ่ายวันเสาร์

และการออกแบบ “ชุด” ของสตาร์ค โดยเฉพาะ “ดวงตา” ที่ขยับได้ คือนวัตกรรมทางภาพที่สำคัญมาก มันทำให้สไปเดอร์แมนสามารถ “แสดงอารมณ์” ผ่านหน้ากากได้เป็นครั้งแรก เราเห็นว่าเขาประหลาดใจ ตกใจ หรือกำลังโฟกัส นี่คือรายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยเสริมการแสดงของฮอลแลนด์ได้อย่างมหาศาล

แอ็คชั่นที่ “ติดดิน” (Grounded Action)

อย่างที่บอก หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีตึกถล่มทั้งเมือง ฉากแอ็คชั่นที่น่าจดจำที่สุด จึงไม่ใช่ฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เป็นฉากที่ “สร้างสรรค์” และ “ตรงกับคาแรคเตอร์” ที่สุด

  • ฉากไล่ล่าในชานเมือง นี่คือฉากที่อัจฉริยะมาก สไปเดอร์แมนไม่มีตึกให้โหนใย! เขาต้องวิ่งลัดสนามหญ้าหน้าบ้านคนอื่น สะดุดรั้ว ตกสระว่ายน้ำ มันตลก มันน่าอาย และมัน “จริง” นี่คือสิ่งที่สไปเดอร์แมน “แถวบ้าน” ต้องเจอ
  • ฉากอนุสาวรีย์วอชิงตัน นี่คือฉาก “กู้ภัย” ไม่ใช่ “ต่อสู้” มันแสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการแก้ปัญหาของปีเตอร์ แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็น “ความกลัว” ของเขา (ปีเตอร์กลัวความสูง!) การที่เขาต้องไต่ขึ้นไปท่ามกลางความหวาดเสียว มันทำให้เราลุ้นยิ่งกว่าฉากต่อยตี
  • ฉากเรือเฟอร์รี่ แม้จะเป็นฉากใหญ่ แต่โฟกัสของภาพคือ “ความพยายาม” ที่ล้มเหลวของปีเตอร์ ภาพที่เขาพยายามยิงใยเพื่อดึงเรือสองซีกเข้าหากัน มันคือการคารวะฉาก “หยุดรถไฟ” ใน Spider-Man 2 แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม… เขาทำไม่สำเร็จ มันคือภาพของความล้มเหลวที่ทรงพลัง
  • ฉากต่อสู้สุดท้าย (บนเครื่องบินล่องหน) นี่อาจจะเป็นจุดที่งานภาพอ่อนที่สุดเล็กน้อย (เพราะมันมืดและ CGI อาจจะลอยบ้าง) แต่สิ่งที่มันชดเชยคือ “อารมณ์” การต่อสู้บนซากเครื่องบินที่ชายหาด มันคือการปะทะกันของเด็กในชุดโฮมเมด กับชายในชุดเกราะเหล็ก มันคือการต่อสู้เพื่อหยุดยั้ง ไม่ใช่เพื่อฆ่า

สรุป การกลับบ้านที่สมศักดิ์ศรี

Spider-Man Homecoming อาจไม่ใช่หนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน MCU และอาจไม่ใช่หนัง Spider-Man ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในแง่ของความยิ่งใหญ่ (ตำแหน่งนั้น Spider-Man 2 หรือ Into the Spider-Verse อาจจะครองไป)

แต่ Homecoming คือหนังที่ “เข้าใจ” แก่นแท้ของ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” ได้ดีที่สุด

มันคือชัยชนะของการ “เล่าเรื่อง” ที่โฟกัสไปที่ตัวละครมากกว่าสเปคเคิล มันคือความสำเร็จของ “การแสดง” ที่ทำให้เราเชื่อว่าเด็กคนนี้คือฮีโร่ และชายคนนี้คือวายร้ายที่น่าเห็นใจ และมันคือความกล้าหาญของ “เนื้อเรื่อง” ที่จะไม่เล่าจุดกำเนิดซ้ำซาก และกล้าที่จะ “ลดสเกล” ความขัดแย้งลงมาสู่ระดับ “เพื่อนบ้าน”

มันคือหนัง High-School Comedy ที่ยอดเยี่ยม ที่บังเอิญมีซูเปอร์ฮีโร่ที่ยอดเยี่ยมอยู่ในนั้นด้วย

นี่คือการกลับบ้านที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การกลับมาสู่ Marvel แต่คือการกลับมาสู่ “พื้นดิน” สู่ปัญหาของเด็กวัยรุ่นธรรมดา ที่ต้องแบกรับพลังอันยิ่งใหญ่ (และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่) เอาไว้

และนั่นคือทั้งหมดที่แฟนสไปเดอร์แมน… หรือแฟนหนังดีๆ สักเรื่อง… ต้องการครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *