รีวิว Squad 36 “หน่วย 36 ตำรวจมือพระกาฬ”โศกนาฏกรรมตำรวจสีเทา

รีวิวเรื่องย่อของภาพยนตร์ “Squad 36” (หน่วย 36 ตำรวจมือพระกาฬ) ซึ่งเข้าฉายทาง Netflix ในปี 2025 โดยเน้นวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ตามที่คุณชื่นชอบครับ

ข้อมูลทั่วไป (General Info)

  • ชื่อเรื่อง Squad 36 (ชื่อไทย หน่วย 36 ตำรวจมือพระกาฬ / ชื่อเดิม Bastion 36)
  • แนว อาชญากรรม / ระทึกขวัญ / ดราม่าตำรวจ (Police Procedural)
  • ผู้กำกับ โอลิวิเยร์ มาร์ชาล (Olivier Marchal) – อดีตตำรวจที่ผันตัวมาทำหนัง แนวถนัดคือหนังตำรวจดิบเถื่อน
  • นักแสดงนำ วิกเตอร์ เบลมอนโด (Victor Belmondo), ยวาน อัตตาล (Yvan Attal), เทวฟิก จัลลาบ (Tewfik Jallab)
  • ความยาว ประมาณ 2 ชั่วโมง
Squad 36 "หน่วย 36 ตำรวจมือพระกาฬ"

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเริ่มต้นด้วยความดุเดือดของ อองตวน แซร์ดา (รับบทโดย วิกเตอร์ เบลมอนโด) ผู้บัญชาการหน่วยตำรวจระดับพระกาฬ (BRI) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความระห่ำ แต่หลังจากปฏิบัติการไล่ล่าอาชญากรตัวเป้งเกิดความผิดพลาดและเขาถูกลงโทษทางวินัย อองตวนถูกสั่งย้ายไปประจำการที่หน่วยปราบปรามอาชญากรรม (Anti-Crime Brigade) ซึ่งเป็นหน่วยที่ “ลดเกรด” ลงมา

เวลาผ่านไปหลายเดือน ความสงบกลับไม่ยั่งยืน เมื่ออดีตลูกทีมในหน่วยเก่าของเขาถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมทีละคน และบางคนก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ด้วยความรู้สึกผิดและความภักดีต่อพวกพ้อง อองตวนจึงตัดสินใจแหกกฎ เริ่มต้นการสืบสวนด้วยตนเองแบบนอกสั่ง ซึ่งนำเขาถลำลึกลงไปสู่สงครามระหว่างตำรวจด้วยกันเอง การหักหลัง และการเปิดโปงความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ใต้เครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

รีวิวเจาะลึก (In-Depth Review)

1. ธีมและการเล่าเรื่อง (Themes & Narrative)

หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นแค่ “ตำรวจจับผู้ร้าย” แต่เป็นหนัง “ตำรวจปะทะตำรวจ” (Police vs Police) ที่สะท้อนความดำมืดในจิตใจคน

  • ความภักดี vs ความถูกต้อง หนังตั้งคำถามว่า เมื่อเพื่อนร่วมอาชีพทำผิด เราจะปกป้องพวกเขาในฐานะพี่น้อง หรือจะจับกุมพวกเขาในฐานะตำรวจ? ธีมนี้ถูกนำเสนอผ่านตัวละครอองตวนที่ต้องเลือกระหว่างกฎหมายกับกฎหมู่
  • ความโดดเดี่ยวของผู้พิทักษ์ ผู้กำกับมาร์ชาล (ซึ่งเป็นอดีตตำรวจ) มักใส่ลายเซ็นความ “Noir” ลงไป ตัวละครตำรวจในเรื่องนี้ไม่มีใครขาวสะอาด ทุกคนมีแผลทางใจ มีความเครียด และมักแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงหรือเหล้า สะท้อนภาพลักษณ์ตำรวจฝรั่งเศสในมุมที่หม่นหมองและสิ้นหวัง

2. งานภาพและบรรยากาศ (Cinematography & Atmosphere)

  • Tone & Mood หนังคุมโทนด้วยสีทึมๆ ฟ้าหม่น เทา และฉากกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ (Neo-Noir) เพื่อสื่อถึงความอึดอัดและไร้ทางออก
  • ฉากแอ็คชั่น ฉากเปิดเรื่องทำได้ยอดเยี่ยมมาก เป็นฉากไล่ล่ากลางสายฝนที่ดิบและสมจริง กล้องถ่ายทอดความโกลาหลได้ดี แต่ต้องเตือนว่าหลังจากฉากเปิดที่ดุเดือด หนังจะลดจังหวะลงมาเป็นการสืบสวนที่เน้นบทสนทนา (Slow-burn) มากกว่าจะยิงกันสนั่นตลอดทั้งเรื่อง
  • ความสมจริง (Realism) ด้วยความที่ผู้กำกับมีประสบการณ์จริง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในการปฏิบัติงาน การใช้อาวุธ หรือภาษาที่ตำรวจใช้คุยกันจึงดูสมจริงและหนักแน่น

3. การแสดง (Performances)

  • Victor Belmondo (อองตวน) แบกหนังทั้งเรื่องได้ดี เขาไม่ใช่พระเอกแอ็คชั่นแบบกล้ามโตไร้สมอง แต่แสดงออกถึงความเปราะบางและความเดือดดาลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้านิ่งเฉย สายตาของเขาสื่อถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียเพื่อนได้น่าเชื่อถือ
  • นักแสดงสมทบ สร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจได้ดี ทำให้คนดูรู้สึกระแวงไปกับตัวเอกว่าใครกันแน่ที่เป็นหนอนบ่อนไส้

จุดสังเกต (Critique)

  • บทภาพยนตร์ แม้บรรยากาศจะดี แต่บทหนังอาจจะดู “สูตรสำเร็จ” (Cliché) ไปหน่อยสำหรับคอหนังแนวนี้ การหักมุมบางอย่างเดาทางได้ง่าย และช่วงกลางเรื่องมีความยืดเยื้อของบทสนทนาที่อาจทำให้กราฟความตื่นเต้นดร็อปลงไปบ้าง
  • ความคาดหวัง หากคุณคาดหวังหนังแอ็คชั่นวินาศสันตะโรแบบฮอลลีวูด เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะมันคือดราม่าอาชญากรรมที่เน้นความขัดแย้งภายในองค์กรมากกว่า

Squad 36 เป็นหนังระทึกขวัญที่ “เข้มข้นในอารมณ์ แต่แผ่วในความแปลกใหม่” มันคือหนังสำหรับคนที่ชอบเสพงานภาพสไตล์ฟิล์มนัวร์ บรรยากาศดิบๆ และการแสดงที่เน้นความกดดันทางจิตวิทยา มากกว่าความมันส์จากการระเบิดภูเขาเผากระท่อม

  • เหมาะสำหรับ แฟนหนังแนว Police Corruption, คนชอบหนังฝรั่งเศสสไตล์ดิบ (Gritty), และคนที่ชอบดูการเชือดเฉือนบทบาท

รีวิวเจาะลึกแบบ “จัดเต็ม” ในสไตล์บทวิเคราะห์ภาพยนตร์กึ่งบทสนทนา สำหรับ “Squad 36” (Bastion 36) หรือในชื่อไทย “หน่วย 36 ตำรวจมือพระกาฬ” (2025) โดยเน้นไปที่การชำแหละแก่นเรื่อง งานภาพ และพลังทางการแสดง ตามที่คุณต้องการครับ

Squad 36 (2025) ความยุติธรรมสีเทา ในโลกที่ตำรวจไม่ได้เป็นแค่ผู้ล่า… แต่เป็น “เหยื่อ” ของระบบ

ถ้าคุณกดเข้ามาดูเรื่องนี้เพราะหวังจะเห็นฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบหนังฮอลลีวูด หรือหวังจะเห็นตำรวจฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมแบบขาวสะอาด ผมบอกเลยว่า “คุณมาผิดที่แล้ว” ครับ

แต่ถ้าคุณกำลังมองหาความดิบ ความเถื่อน กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับกลิ่นบุหรี่ในห้องสอบสวนที่ไร้แสงตะวัน และการตั้งคำถามถึงศีลธรรมในวันที่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง… Squad 36 คือหนังที่สร้างมาเพื่อคุณ

นี่ไม่ใช่แค่หนังตำรวจจับผู้ร้าย แต่มันคือ “โศกนาฏกรรมของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ภายใต้การกำกับของ โอลิวิเยร์ มาร์ชาล (Olivier Marchal) อดีตตำรวจตัวจริงที่ผันตัวมาทำหนัง และเขายังคงลายเซ็นความ “นัวร์” (Noir) ไว้ได้อย่างเจ็บแสบที่สุด

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง “เมื่อความภักดีมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต”

สิ่งที่ต้องชมเชยเป็นอย่างแรก คือการที่หนังกล้าที่จะพาเราดำดิ่งลงไปสำรวจ “ด้านมืดของวงการตำรวจฝรั่งเศส” (หรือจริงๆ ก็สะท้อนได้ทั่วโลก) ในระดับที่ลึกกว่าเปลือกนอก

โครงสร้างบทที่ไม่ได้เน้นแค่ “ใครทำ” แต่เน้นว่า “ทำไมถึงทำ” หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปริศนาแบบ Whodunit (ใครคือฆาตกร) ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนเดาไม่ได้ ในทางกลับกัน บทหนังค่อนข้างตรงไปตรงมาในแง่ของเส้นเรื่องอาชญากรรม แต่สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจและตรึงเราอยู่หมัด คือ “แรงขับเคลื่อนของตัวละคร”

บทหนังเล่นกับประเด็น “Code of Silence” หรือกฎแห่งความเงียบในหมู่ตำรวจ ได้อย่างน่าขนลุก มันตั้งคำถามใหญ่ๆ ใส่หน้าคนดูว่า

“ถ้าเพื่อนร่วมงานของคุณทำผิดเพื่อปกป้องทีม คุณจะเลือกทรยศเพื่อนเพื่อรักษากฎหมาย หรือจะยอมเป็นคนเลวเพื่อรักษาคำว่าพี่น้อง?”

ความสมจริงที่แลกมาด้วยความอึดอัด โอลิวิเยร์ มาร์ชาล ใส่รายละเอียดของขั้นตอนการทำงานตำรวจ (Police Procedural) ได้อย่างแม่นยำและสมจริงจนน่าตกใจ บทสนทนาในเรื่องไม่ใช่ไดอะล็อกเท่ๆ แบบในหนัง แต่มันคือภาษาของคนที่ทำงานภายใต้ความกดดันจริงๆ การด่าทอ การเหยียดหยาม หรือแม้แต่การระเบิดอารมณ์ใส่กัน มันดู “เรียล” มาก

จุดที่น่าสังเกตคือ หนังเลือกที่จะเล่าเรื่องแบบ Slow-burn (ค่อยๆ ลามเลียเหมือนไฟไหม้ฟาง) ช่วงแรกอาจจะดูเหมือนเนือยๆ สำหรับสายแอ็คชั่นจ๋า แต่ทุกซีนที่ผ่านไปคือก้อนอิฐที่ค่อยๆ ก่อขึ้นเป็นกำแพงแห่งความกดดัน จนกระทั่งมันพังทลายลงมาในองก์สุดท้าย หนังทำให้เราเห็นว่า ตำรวจในเรื่องนี้ไม่ได้สู้กับแค่อาชญากร แต่พวกเขากำลังสู้กับ “ระบบราชการที่เน่าเฟะ” และ “อดีตของตัวเอง” ที่ตามหลอกหลอน

2. งานภาพและสุนทรียะ (Visual & Cinematography) “ความงดงามในความสิ้นหวัง”

งานภาพของ Squad 36 คือพระเอกอีกคนของเรื่องนี้อย่างแท้จริง หากคุณชอบเสพงานศิลป์ในหนังอาชญากรรม คุณจะหลงรักโทนของเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

The Palette of Despair (โทนสีแห่งความสิ้นหวัง) ผู้กำกับภาพเลือกใช้โทนสีที่เย็นยะเยือก (Cold Palette) อย่างสีน้ำเงินเข้ม สีเทาคอนกรีต และสีดำของรัตติกาล มาเป็นตัวคุมโทนหลัก แทบจะไม่มีสีสันสดใสปรากฏให้เห็นเลย ซึ่งมันสะท้อนสภาวะจิตใจของตัวละคร “อองตวน” (พระเอก) ที่ด้านชาและไร้ความหวัง

Lighting & Atmosphere (แสงและบรรยากาศ) การจัดแสงในเรื่องนี้มีความเป็น Neo-Noir สูงมาก มีการเล่นกับแสงเงา (Chiaroscuro) ที่ตัดกันอย่างรุนแรง

  • ฉากกลางคืน ถ่ายทอดออกมาได้สวยงามและน่ากลัว แสงไฟนีออนจากป้ายร้านค้าที่สะท้อนลงบนพื้นถนนเปียกแฉะ หรือแสงไฟวูบวาบจากรถตำรวจที่สาดส่องเข้าไปในความมืด มันสร้างความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ตลอดเวลา
  • ฉากในอาคาร มักจะมืดทึม อึดอัด เหมือนกับว่าตัวละครถูกขังอยู่ในกรงขังทางศีลธรรมตลอดเวลา

Cinematography in Action (มุมกล้องในฉากแอ็คชั่น) ฉากแอ็คชั่นในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นความสวยงามแบบคิวบู๊เป๊ะๆ แต่เน้นความ “ดิบและมั่ว” (Chaotic & Raw) กล้องมักจะใช้แบบ Handheld (ถือถ่ายด้วยมือ) สั่นไหวไปตามจังหวะการวิ่ง การยิง และการต่อสู้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ กระสุนทุกนัดที่ยิงออกไปดูอันตรายและหนักแน่น เสียงปืนในเรื่องนี้มิกซ์เสียงมาได้ “แน่น” และ “ดัง” จนแสบแก้วหู ซึ่งช่วยเพิ่มความสมจริงได้อย่างดีเยี่ยม

3. การแสดงและพลังของนักแสดง (Performances) “แววตาที่แบกโลกทั้งใบ”

นี่คือส่วนที่ยกระดับให้ Squad 36 เหนือกว่าหนังตำรวจเกรดบีทั่วไป การคัดเลือกนักแสดงในเรื่องนี้ถือว่า “เข้าเป้า” อย่างจัง

Victor Belmondo รับบท Antoine Cerda ต้องขอปรบมือให้ วิกเตอร์ เบลมอนโด (หลานชายของตำนาน Jean-Paul Belmondo) ที่สามารถสลัดภาพจำเดิมๆ และก้าวขึ้นมาแบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าได้อย่างแข็งแกร่ง

  • การแสดงออกทางสายตา วิกเตอร์ไม่ได้เล่นเป็นตำรวจบ้าเลือดที่ตะโกนโหวกเหวกตลอดเวลา แต่เขาเล่นเป็นตำรวจที่ “แตกสลายจากข้างใน” สายตาของเขาว่างเปล่า เหนื่อยล้า และเต็มไปด้วยความเจ็บปวด การแสดงของเขาคือการเก็บกดอารมณ์ (Subtle Acting) ที่รอวันระเบิด
  • Physicality ท่าทางการเดิน การจับปืน หรือแม้แต่วิธีการสูบบุหรี่ของเขา ดูเป็นธรรมชาติเหมือนคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับความรุนแรงมาทั้งชีวิต เขาทำให้เราเชื่อได้สนิทใจว่า นี่คือหัวหน้าหน่วยที่มีลูกน้องเคารพรักจริงๆ

Tewfik Jallab และนักแสดงสมทบ ทีมนักแสดงสมทบทำหน้าที่เป็น Ensemble Cast ที่ยอดเยี่ยม เคมีระหว่างทีมตำรวจในเรื่องนี้ดูมีความผูกพันกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวละครที่ถูกจับมาวางคู่กัน เราสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์ร่วมกัน ความรัก ความเกลียด และความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้กัน

  • โดยเฉพาะตัวร้าย (หรือตัวละครที่เป็นคู่ขัดแย้ง) ที่เล่นได้อย่างน่าหมั่นไส้และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่ด้วยความโหดเหี้ยมทางร่างกาย แต่ด้วย “อำนาจ” และ “ความเลือดเย็น” ที่แผ่ออกมา

4. ประเด็นวิเคราะห์เพิ่มเติม “กระจกสะท้อนสังคม”

Squad 36 ไม่ได้ฉายภาพแค่เรื่องราวของปัจเจกบุคคล แต่มันสะท้อนภาพใหญ่ของสังคมฝรั่งเศส (และยุโรป) ในยุคปัจจุบัน

  • สงครามระหว่างแก๊ง หนังนำเสนอภาพของอาชญากรรมยุคใหม่ที่รุนแรงและไร้กฎเกณฑ์ ซึ่งตำรวจยุคเก่าตามไม่ทัน
  • ความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม หนังตอกย้ำว่า บางครั้งกฎหมายก็ปกป้องคนผิด และคนดีก็ต้องยอมเปื้อนเลือดเพื่อทวงคืนความยุติธรรม มันคือการตั้งคำถามเชิงปรัชญาว่า “ความยุติธรรมที่ได้มาด้วยวิธีที่ผิด… ยังเรียกว่าความยุติธรรมอยู่หรือไม่?”

บทสรุปและวิจารณ์ส่งท้าย

Squad 36 (2025) คือหนังที่รสชาติเหมือน “กาแฟดำเข้มข้นที่ไม่ใส่น้ำตาล” มันขมฝาดคอ แต่มันทำให้คุณตื่นตัวและใจเต้นแรง

มันอาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบที่สุด บทหนังบางช่วงอาจจะดูเชยและเดาทางได้สำหรับคอหนังแนวนี้ (Cliché) และจังหวะการเดินเรื่องในช่วงกลางอาจจะยืดเยื้อไปบ้างสำหรับการปูพื้นฐานตัวละคร แต่สิ่งเหล่านั้นถูกทดแทนด้วย งานภาพระดับมาสเตอร์พีซ และ การแสดงที่ทรงพลัง ของ วิกเตอร์ เบลมอนโด

จุดที่น่าชื่นชมที่สุด คือการที่หนังไม่พยายามยัดเยียดบทสรุปแบบโลกสวย (Happy Ending) ให้กับคนดู แต่มันจบลงแบบสมเหตุสมผลตามวิถีของโลกอาชญากรรม ทิ้งตะกอนความความคิดไว้ให้เราตกผลึกต่อ

คำเตือน หนังมีความรุนแรงสูง ทั้งภาพและเนื้อหาทางจิตใจ ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการความบันเทิงแบบผ่อนคลาย

คะแนนรีวิวในเชิงคุณภาพ

  • เนื้อเรื่อง 7.5/10 (เข้มข้นแต่เดาทางได้)
  • งานภาพ/บรรยากาศ 9/10 (สวยงาม ดิบ เถื่อน ยอดเยี่ยม)
  • การแสดง 8.5/10 (วิกเตอร์ เบลมอนโด เฉิดฉายมาก)
  • ความน่าติดตาม 8/10 (ช่วงแรกอาจช้า แต่พอเครื่องติดแล้วหยุดไม่อยู่)

ทีมนักแสดงนำจากภาพยนตร์ “Squad 36” (หน่วย 36 ตำรวจมือพระกาฬ) หรือชื่อดั้งเดิม Bastion 36 (2025) ครับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจตรงที่เป็นการรวมตัวกันของ “สายเลือดใหม่แห่งวงการหนังฝรั่งเศส” กับ “รุ่นเก๋ามากฝีมือ” ภายใต้การกำกับของโอลิวิเยร์ มาร์ชาล มาดูกันว่าใครเป็นใครครับ

1. วิกเตอร์ เบลมอนโด (Victor Belmondo)

รับบท อองตวน แซร์ดา (Antoine Cerda)

  • บทบาทในเรื่อง หัวหน้าหน่วยตำรวจหนุ่มไฟแรงแห่ง BRI ที่มีความมุทะลุและรักพวกพ้อง แต่ต้องตกที่นั่งลำบากถูกสั่งย้ายหน่วยหลังปฏิบัติการผิดพลาด จนต้องกลายมาเป็นผู้ทวงคืนความยุติธรรมแบบนอกกฎหมาย
  • ประวัติโดยย่อ
    • เกิดปี 1993 เป็นนักแสดงชาวฝรั่งเศส
    • เกร็ดน่ารู้ เขาคือ หลานชายแท้ๆ ของ “ฌอง-ปอล เบลมอนโด” (Jean-Paul Belmondo) ตำนานซูเปอร์สตาร์ตลอดกาลของฝรั่งเศส (ผู้โด่งดังจากหนังยุค French New Wave และหนังแอ็คชั่นยุค 70-80s) การมารับบทตำรวจสายบู๊ในเรื่องนี้ จึงถูกจับตามองว่าเป็นการ “เดินตามรอยเท้าปู่” อย่างแท้จริง
  • ผลงานเด่นที่ผ่านมา Albatros (2021) ซึ่งเขาได้รับคำชมมหาศาล, Envole-moi (2021), และซีรีส์ Bardot.
  • สไตล์การแสดง วิกเตอร์มีเสน่ห์แบบดิบๆ และแววตาที่ดูเศร้าลึก ซึ่งเหมาะมากกับบทตำรวจที่มีปมในใจ ในเรื่องนี้เขาพิสูจน์แล้วว่าเขามีดีมากกว่าแค่เป็นหลานดารา แต่เป็นนักแสดงนำที่แบกหนังทั้งเรื่องได้สบาย

2. เทวฟิก จัลลาบ (Tewfik Jallab)

รับบท (บทบาทสำคัญในทีมตำรวจ/คู่หู หรือคู่ปรับ – ขึ้นอยู่กับการเปิดเผยเนื้อหา)

  • บทบาทในเรื่อง นายตำรวจที่มีความเกี่ยวข้องกับอดีตและความขัดแย้งในองค์กร มักรับบทตัวละครที่มีความเข้มข้นทางอารมณ์และมีความเป็นผู้นำสูง
  • ประวัติโดยย่อ
    • เกิดปี 1982 นักแสดงเชื้อสายโมร็อกโก-ฝรั่งเศส
    • เป็น “ลูกรัก” คนใหม่ของผู้กำกับ โอลิวิเยร์ มาร์ชาล เพราะก่อนหน้านี้เขาเพิ่งรับบทนำในซีรีส์สุดฮิตทาง Netflix เรื่อง Pax Massilia (Blood Coast) ซึ่งเป็นแนวตำรวจดิบเถื่อนเหมือนกัน
  • ผลงานเด่นที่ผ่านมา Pax Massilia (Blood Coast), La Marche (The Marchers), Paradise Beach.
  • สไตล์การแสดง ดุดัน จริงจัง และมีพลัง (Intensity) สูงมาก เวลาเข้าฉากมักจะดึงดูดสายตาคนดูได้เสมอด้วยมาดที่นิ่งแต่แฝงความอันตราย

3. ยวาน อัตตาล (Yvan Attal)

รับบท (บทบาทระดับสูง/ผู้มีอำนาจ)

  • บทบาทในเรื่อง ตัวละครรุ่นใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อทิศทางของเรื่อง มักจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พระเอกต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางเดิน (มักรับบทที่ต้องใช้บารมี หรือบทที่มีความซับซ้อนทางศีลธรรม)
  • ประวัติโดยย่อ
    • เกิดปี 1965 เป็นนักแสดงและผู้กำกับรุ่นใหญ่ที่คร่ำหวอดในวงการมานานกว่า 30 ปี
    • มีผลงานระดับอินเตอร์ เคยร่วมงานกับฮอลลีวูดและเป็นที่ยอมรับในฝีมือการแสดงที่เนียบและเฉียบขาด
  • ผลงานเด่นที่ผ่านมา Munich (หนังของ Steven Spielberg), My Wife Is an Actress (Ma femme est une actrice), Rush Hour 3.
  • สไตล์การแสดง สุขุม นุ่มลึก และมีน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม การมีเขาอยู่ในเรื่องช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับฝั่งตัวละครรุ่นใหญ่ได้ดีเยี่ยม

นักแสดงสมทบที่น่าสนใจ

นอกจาก 3 คนหลักแล้ว ยังมีนักแสดงที่ช่วยเสริมความเข้มข้น เช่น

  • จูเลียต ดอล (Juliette Dol) มักรับบทตัวละครหญิงที่แข็งแกร่งในทีมตำรวจ หรือตัวแปรสำคัญในคดี
  • โซเฟียน คามเมส (Sofian Khammes) นักแสดงที่มักโผล่ในหนังแนวอาชญากรรมฝรั่งเศสยุคใหม่ มีฝีมือการแสดงที่คาดเดาไม่ได้

สรุปภาพรวมนักแสดง

การแคสติ้งของ Squad 36 คือการวางหมากที่ชาญฉลาด โดยใช้ Victor Belmondo เป็นตัวแทนของความสดใหม่และพลังหนุ่มที่กำลังแตกสลาย ปะทะกับฝีมือเก๋าเกมของ Yvan Attal และความดิบเถื่อนของ Tewfik Jallab ทำให้พาร์ทการแสดงของเรื่องนี้แข็งแรงมาก แม้บทหนังจะสูตรสำเร็จ แต่นักแสดงเหล่านี้ทำให้ตัวละครมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ ครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *