รีวิว Squid Game SS1 คุณค่าของชีวิต.วัดกันที่เงินหรือศักดิ์ศรี?

Squid Game

แน่นอนครับ ถ้าจะให้รีวิว Squid Game (สควิดเกม เล่นลุ้นตาย) ซีซั่น 1 แบบเจาะลึก ลงรายละเอียดระดับ “Long-read” โดยข้ามเรื่องย่อที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ไปสู่การวิเคราะห์แก่นแท้ งานภาพ และจิตวิญญาณของการแสดง ให้ออกมาเป็นบทวิจารณ์ที่เข้มข้น ดุเดือด และน่าสนใจ ผมจัดให้แบบจัดเต็มครับ

รีวิวเจาะลึก Squid Game Season 1 — เมื่อความตายคือ “โอกาส” และสนามเด็กเล่นคือ “นรก”

ถ้าจะบอกว่าซีรีส์เรื่องไหนที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการสตรีมมิ่งโลกไปตลอดกาล คงหนีไม่พ้น Squid Game จากเกาหลีใต้ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระแส แต่มันคือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ตบหน้าทุนนิยมได้อย่างฉาดใหญ่ ภายใต้หน้ากากของ “เกมเด็กเล่น” ที่เราคุ้นเคย วันนี้ผมจะไม่มานั่งเล่าว่าใครต้องเล่นเกมอะไรบ้าง แต่เราจะมาคุยกันภาษาคนดูหนังที่เสพงานศิลป์ ว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซที่ทั้ง “งดงาม” และ “อำมหิต” ได้ในเวลาเดียวกัน

1. บทภาพยนตร์ การชำแหละสังคมทุนนิยมที่ “เจ็บ” จนจุก

หลายคนอาจจะบอกว่าพล็อตเรื่องแนว Battle Royale หรือ Survival Game มีเกลื่อนแล้ว ทั้ง Alice in Borderland หรือ As the Gods Will แต่สิ่งที่ทำให้ Squid Game แตกต่างและโดดเด่นออกมาอย่างน่ากลัว คือ “แรงจูงใจ”

นรกที่แท้จริงคือ “โลกภายนอก”

ความฉลาดที่สุดของบทซีรีส์เรื่องนี้ คือการใส่กติกาในตอนที่ 2 ที่อนุญาตให้ผู้เล่น “โหวตเพื่อหยุดเกม” ได้ และผลโหวตก็ชนะเสียด้วย ทุกคนได้กลับบ้าน… แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ บทหนังตบหน้าคนดูด้วยการบอกว่า “โลกข้างนอกที่มีหนี้ท่วมหัว การถูกดูถูกเหยียดหยาม และความสิ้นหวัง นั่นต่างหากคือนรกที่แท้จริง”

การที่ตัวละครสมัครใจเดินกลับเข้ามาในโรงฆ่าสัตว์แห่งนี้อีกครั้ง เป็นการวิพากษ์สังคมเกาหลี (และสังคมโลก) ได้อย่างเจ็บแสบที่สุด มันตั้งคำถามว่าสังคมเราบีบคั้นมนุษย์ขนาดไหน จนทำให้คนมองว่า “โอกาสรอด 1 ใน 456” ยังดูมีความหวังมากกว่าการใช้ชีวิตปกติข้างถนน บทไม่ได้ขายแค่ความระทึก แต่ขาย “ความสิ้นหวัง” ที่จับต้องได้จริง

จิตวิทยาของ “ความเท่าเทียม”

อีกจุดที่บททำได้น่าสนใจมากคือตรรกะของ Front Man ที่พร่ำบอกว่า “ในที่แห่งนี้ทุกคนเท่าเทียมกัน” นี่คือการเสียดสีระบอบประชาธิปไตยในโลกทุนนิยมได้แสบสันต์ เกมดูเหมือนแฟร์ (เพราะเป็นเกมเด็กเล่นที่ใครๆ ก็รู้กติกา) แต่จริงๆ แล้วมันเต็มไปด้วยความได้เปรียบเสียเปรียบ ทั้งเรื่องพละกำลัง เพศ และดวง บทหนังขยี้ให้เห็นว่า ความเท่าเทียมที่แท้จริงไม่มีอยู่จริง แม้แต่ในโลกที่เซ็ตระบบมาดีที่สุดแล้วก็ตาม

2. งานภาพและศิลป์ (Art Direction) ความงามในความวิปริต

ถ้าคะแนนเต็ม 10 ผมให้งาน Art Direction เรื่องนี้ 100 คะแนนเต็ม มันคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Squid Game หลอนติดตาคนดูทั่วโลก

สีพาสเทลกับเลือดสดๆ

ผู้กำกับศิลป์เลือกใช้โทนสี Cotton Candy หรือสีพาสเทลหวานแหวว ชมพู เขียว ฟ้า เหลือง แบบเดียวกับสนามเด็กเล่นอนุบาล มาเป็นฉากหลังของการฆ่าฟัน การใช้ Contrast (ความขัดแย้ง) แบบนี้มันทำงานกับจิตวิทยาคนดูอย่างรุนแรง

  • ชุดผู้คุม สีชมพู Shocking Pink ที่ดูทันสมัยและขี้เล่น แต่ถือปืนกล
  • ชุดผู้เล่น สีเขียวตุ่นๆ เหมือนชุดพละโรงเรียน (และเหมือนชุดคนงานในยุคเผด็จการเกาหลี) ที่ดูไร้อำนาจ
  • ฉาก ลองนึกภาพฉากบันไดที่ซับซ้อนเหมือนภาพวาดของ M.C. Escher ที่ทาด้วยสีชมพูหวานเจี๊ยบ แต่เต็มไปด้วยคนเดินไปสู่ความตาย หรือฉากท้องฟ้าจำลองในเกมลูกแก้วที่ดูปลอมเปลือกแต่กลับดึงอารมณ์โหยหาอดีตได้รุนแรงที่สุด

ความขัดแย้งนี้ทำให้ภาพที่ออกมามันดู “Uncanny” หรือดูผิดที่ผิดทางจนน่าขนลุก มันไม่ใช่ความน่ากลัวแบบหนังผี แต่มันคือความน่ากลัวแบบฝันร้ายในวัยเด็กที่บิดเบี้ยว

สัญลักษณ์รูปทรงเรขาคณิต (○ △ □)

การลดทอนความเป็นมนุษย์ผ่านหน้ากากที่มีแค่รูป วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เป็นงานดีไซน์ที่อัจฉริยะมาก มันแบ่งชนชั้นวรรณะของผู้คุมโดยไม่ต้องมีคำพูดสักคำ และยังสื่อถึงปุ่มบนจอยเกม (PlayStation) หรือองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของศิลปะ สะท้อนว่าในสายตาของ VIP หรือผู้สร้างเกม ชีวิตคนเหล่านี้ก็เป็นแค่ “พิกเซล” หรือ “หมาก” ในกระดานเท่านั้น

3. การแสดง เมื่อมนุษย์ถูกลอกเปลือกออกจนล่อนจ้อน

สิ่งแบกซีรีส์นี้ไว้ไม่ใช่เกมโหดๆ แต่คือ “นักแสดง” ที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ในวาระสุดท้ายได้สมจริงจนน่าตกใจ

อีจองแจ (รับบท กีฮุน) — หมายเลข 456

เรามักเห็นอีจองแจในมาดเท่ๆ แต่เรื่องนี้เขาสลัดคราบนั้นทิ้งจนหมดสิ้น กลายเป็นลุงขี้แพ้ ติดพนัน เกาะแม่กิน และเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง

  • จุดเด่น สายตาของเขาเปลี่ยนไปตลอดทั้งเรื่อง จากสายตาที่ลอกแลก ขี้ขลาด ไปสู่สายตาที่มีความหวัง สายตาที่แตกสลายในตอนที่ 6 (เกมลูกแก้ว) และสุดท้ายคือสายตาที่ว่างเปล่าและโกรธแค้นในตอนจบ การแสดงของเขาทำให้เราเกลียดเขาไม่ลงแม้เขาจะทำตัวแย่แค่ไหน เพราะเขามี “ความเป็นคน” สูงที่สุดในเรื่อง

พัคแฮซู (รับบท ซังอู) — หมายเลข 218

ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในเชิงจิตวิทยา ซังอูคือตัวแทนของ “ความภูมิใจของครอบครัว” ที่ล้มเหลว การแสดงของพัคแฮซูนิ่งแต่ลึก เขาทำให้เราเห็นความขัดแย้งในใจ ระหว่าง สัญชาตญาณเอาตัวรอด กับ ศีลธรรม

  • ซีนจดจำ ฉากที่เขาผลักคนอื่นในเกมสะพานกระจก หรือการหลอกให้อาลีตายใจ สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของฆาตกรโรคจิต แต่เป็นสายตาของคนที่ “จำเป็นต้องทำเพื่อรอด” ซึ่งนั่นน่ากลัวกว่ามาก เพราะมันบอกว่าใครๆ ก็เป็นแบบซังอูได้ถ้าจนตรอกพอ

จางโฮยอน (รับบท แซบยอก) — หมายเลข 067

การเดบิวต์ที่โลกต้องจารึก เธอมีใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ (Fashion Face) ที่นิ่งเฉยแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังเหมือนสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ เธอไม่ต้องพูดเยอะ แต่ภาษากาย ความสั่นเครือ และความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้เกราะหนาๆ นั้น ทำให้คนดูเอาใจช่วยเธอมากที่สุดคนหนึ่ง

โอ ยองซู (รับบท คุณตาอิลนัม) — หมายเลข 001

คนนี้คือ MVP ของจริง การแสดงที่เป็นธรรมชาติเหมือนคุณตาข้างบ้านที่เริ่มเลอะเลือน แต่แฝงความสุขประหลาดๆ ในการเล่นเกม รอยยิ้มของเขาในเกม A E I O U เป็นภาพที่ทั้งบริสุทธิ์และหลอนที่สุดในซีรีส์ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับกีฮุนในตอนที่ 6 (Gganbu) คือจุดพีคของดราม่าที่ทำลายล้างจิตใจคนดูจนยับเยิน

4. เจาะลึกไฮไลท์ “ตอนที่ 6 Gganbu” (จุดเปลี่ยนทางอารมณ์)

ถ้าต้องเลือก 1 ชั่วโมงที่ดีที่สุดของซีรีส์ นี่คือคำตอบ ตอนที่ 6 ไม่ได้เน้นความโหดเลือดสาด แต่เน้น “ความโหดร้ายทางจิตใจ” ซีรีส์หลอกเรามาตลอด 5 ตอนให้เราเห็นความสามัคคี ให้เราสร้างทีม แล้วจู่ๆ ก็จับคู่หูเหล่านั้นมาฆ่ากันเอง

  • ฉากจำลองหมู่บ้าน การเซ็ตฉากเป็นซอยบ้านตอนพระอาทิตย์ตกดิน แสงสีส้มสลัวๆ มันกระตุ้นความทรงจำวัยเด็ก ความอบอุ่น แต่กลับต้องมาเล่นเกมเดิมพันชีวิต
  • บทสนทนา การที่ตัวละครไม่ได้สู้กันด้วยกำลัง แต่สู้กันด้วยการโกง การขอร้อง และการเสียสละ มันทำให้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์
    • กีฮุน ยอมโกงคนแก่เพื่อเอาตัวรอด (สะท้อนสัญชาตญาณดิบ)
    • ซังอู หลอกใช้อาลี (สะท้อนความเลือดเย็นของปัญญาชน)
    • จี ยอง เสียสละให้แซบยอก (สะท้อนความสิ้นหวังของผู้ที่ไม่มีที่ไป)

ฉากนี้คืองานศิลปะของการเล่าเรื่องที่บีบคั้นหัวใจที่สุด และนักแสดงทุกคนปล่อยของออกมาหมดแม็กซ์ จนคนดูน้ำตาไหลพรากด้วยความอึดอัด

5. ดนตรีประกอบ เสียงเพลงแห่งความย้อนแย้ง

จองแจอิล (ผู้ประพันธ์เพลงจาก Parasite) ทำงานระดับเทพอีกครั้งในเรื่องนี้

  • เพลง Recorder เสียงขลุ่ยรีคอร์เดอร์เป่าเพี้ยนๆ ที่เราได้ยินตอนตื่นนอน มันเป็นเสียงที่เราคุ้นเคยจากวิชาดนตรีตอนประถม แต่มันถูกนำมาใช้ในบริบทที่น่ากลัว มันสร้างบรรยากาศ “ไม่น่าไว้วางใจ” ได้อย่างดีเยี่ยม
  • เพลงคลาสสิก (Blue Danube / Fly Me to the Moon) การเปิดเพลง Waltz ของ Strauss หรือ Jazz นุ่มๆ ระหว่างที่มีการฆ่ากันตายเกลื่อน เป็นเทคนิค Classic Contrast ที่ยกระดับความรุนแรงให้ดูเป็น “มหรสพ” ของพวก VIP สะท้อนความวิปริตของคนรวยที่มองความตายเป็นความบันเทิง

6. จุดสังเกตและข้อด้อย (เพื่อให้รีวิวเป็นกลาง)

แม้จะอวยมาเยอะ แต่ Squid Game ซีซั่น 1 ก็ยังมีจุดที่น่าติอยู่บ้าง

  1. พาร์ท VIP การแสดงของกลุ่มชาวต่างชาติที่รับบท VIP ดูแข็งและบทพูดดูประดิษฐ์ (Cliché) มาก เหมือนหลุดออกมาจากหนังเกรดบี ซึ่งตัดอารมณ์ความสมจริงของฝั่งเกาหลีไปพอสมควร
  2. เส้นเรื่องตำรวจ (ฮวาจุน) แม้จะช่วยเปิดเผยเบื้องหลังขององค์กร แต่สุดท้ายตัวละครนี้กลับถูกตัดบทจบไปดื้อๆ (ในซีซั่น 1) เหมือนมีหน้าที่แค่เป็นกล้องวงจรปิดให้คนดูเห็นเบื้องหลังเท่านั้น
  3. ความบังเอิญ ในหลายๆ เกม ตัวเอกรอดมาได้ด้วย “ดวง” และ “สกิลพระเอก” มากเกินไปนิดหน่อย เช่น เกมกระจกที่ต้องเลือกคนสุดท้ายพอดี

7. บทสรุป ทำไมคุณต้องดู (หรือดูซ้ำ)

Squid Game Season 1 ไม่ใช่แค่ซีรีส์เอาตัวรอดดาษดื่น แต่มันคืองานเสียดสีสังคมที่ห่อหุ้มด้วยแพ็คเกจสีลูกกวาด มันถามคำถามสำคัญกับเราว่า “ความเป็นมนุษย์มีราคาเท่าไหร่?” และ “ถ้าเราจนตรอก เราจะยังเป็นคนดีอยู่ไหม?”

  • งานภาพ 10/10 (สวย แปลก ใหม่ และติดตา)
  • การแสดง 9.5/10 (นักแสดงหลักแบกเรื่องไว้บนบ่าได้อย่างมั่นคง)
  • เนื้อเรื่อง 9/10 (พล็อตอาจไม่ใหม่สุด แต่การเล่าเรื่องและการขยี้ปมดราม่าทำได้ระดับเทพ)

มันคือซีรีส์ที่ดูจบแล้วจะรู้สึกหน่วงๆ จุกๆ เหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ มันทำให้เรามองเห็น “ผู้แพ้” ในสังคมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป และนั่นคือหน้าที่ของงานศิลปะที่ดีครับ คือการเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้ชม

“ฉันไม่ได้เป็นม้า… ฉันเป็นคน” — ประโยคท้ายเรื่องที่กีฮุนประกาศก้อง คือบทสรุปของซีซั่น 1 ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ว่าสุดท้ายแล้ว การต่อสู้ทั้งหมดก็เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั่นเอง

และนี่คือ บทสรุปท้ายเรื่องแบบละเอียด (Ending Recap) ของ Squid Game ซีซั่น 1 ที่เจาะลึกทุกปมสำคัญ ตั้งแต่เกมสุดท้าย ความสูญเสีย จนถึงจุดหักมุมที่ทำให้คนดูต้องอ้าปากค้างครับ

1. โศกนาฏกรรมก่อนรุ่งสาง (ตอนที่ 8)

หลังจากผ่านเกมสะพานกระจก ผู้รอดชีวิตเหลือเพียง 3 คน คือ กีฮุน (456), ซังอู (218) และ แซบยอก (067) ทั้งสามคนได้รับเลี้ยงอาหารค่ำมื้อหรู และได้รับมีดปลายแหลมคนละหนึ่งเล่มหลังจบมื้ออาหาร

  • การตายของแซบยอก แซบยอกบาดเจ็บสาหัสจากเศษกระจกที่ระเบิดใส่หน้าท้อง กีฮุนพยายามจะเรียกหมอมาช่วย แต่ในจังหวะที่กีฮุนวิ่งไปที่ประตู ซังอู ตัดสินใจใช้มีดเชือดคอแซบยอกจนเสียชีวิต เพราะเขามองว่าถ้าปล่อยไว้และมีการโหวตจบเกม (โดยกีฮุนและแซบยอกร่วมมือกัน) เขาจะกลับไปมือเปล่าไม่ได้

2. เกมสุดท้าย สควิดเกม (Squid Game)

ในเช้าวันรุ่งขึ้น กีฮุนและซังอูถูกพาเข้าสู่สนามประลองสุดท้ายท่ามกลางสายฝน กติกาคือเกม “ปลาหมึก” ที่พวกเขาเคยเล่นตอนเด็ก แต่ครั้งนี้อาวุธคือมีดและความตาย

  • การต่อสู้ ทั้งสองสู้กันอย่างดุเดือด กีฮุนที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นจากการตายของแซบยอก สามารถเอาชนะซังอูและล้มเขาลงได้
  • ทางเลือกของกีฮุน ในขณะที่กีฮุนกำลังจะเดินเข้าเส้นชัยเพื่อชนะ เขาตัดสินใจหันหลังกลับและขอใช้กติกา “โหวตเพื่อยุติเกม” เขาเลือกที่จะทิ้งเงินรางวัล 45,600 ล้านวอน เพื่อรักษาชีวิตเพื่อนวัยเด็กเอาไว้
  • การเสียสละของซังอู ซังอูรู้ดีว่าถ้าจบเกมตอนนี้ เขาจะกลับไปพร้อมหนี้สินมหาศาลและคดีความ เขาจึงตัดสินใจ แทงคอตัวเอง เพื่อจบชีวิต โดยฝากฝังให้กีฮุนช่วยดูแลแม่ของเขาด้วย ก่อนจะสิ้นใจตาย กีฮุนจึงกลายเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว
Squid Game

3. ชัยชนะที่ว่างเปล่า และ ความจริงอันโหดร้าย

กีฮุนถูกส่งกลับมายังโลกภายนอก พร้อมบัตร ATM ที่มีเงินรางวัลมหาศาล แต่เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพบว่า แม่ของเขาเสียชีวิตไปแล้ว ในระหว่างที่เขาหายตัวไป กีฮุนตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ไม่แตะต้องเงินรางวัลแม้แต่วอนเดียว และใช้ชีวิตเหมือนคนไร้บ้านเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

4. จุดหักมุม (Plot Twist) ตัวตนของ “โฮสต์”

หนึ่งปีต่อมา กีฮุนได้รับบัตรเชิญอีกครั้งให้ไปยังตึกแห่งหนึ่ง เขาพบกับคนไข้ติดเตียงที่กำลังจะตาย และคนคนนั้นคือ “คุณตาอิลนัม (001)” ที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วในเกมลูกแก้ว

  • ความจริงเปิดเผย อิลนัมคือเจ้าของเกมและผู้สร้าง Squid Game ขึ้นมา สาเหตุเพราะเขาและลูกค้ามหาเศรษฐีรู้สึก “เบื่อหน่าย” กับชีวิตที่มีเงินมากเกินไป เขาจึงเข้าร่วมเล่นเกมด้วยตัวเองเพื่อสัมผัสความตื่นเต้นและความกลัวก่อนตาย
  • พนันครั้งสุดท้าย อิลนัมท้าพนันกับกีฮุนมองลงไปที่ถนน ว่าจะมีใครช่วยคนไร้บ้านที่กำลังหนาวตายหรือไม่ ก่อนเที่ยงคืน หากไม่มีใครช่วย อิลนัมชนะ (พิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่มีความเมตตา) แต่สุดท้ายมีคนมาช่วยคนไร้บ้านคนนั้น กีฮุนเป็นฝ่ายชนะการพนัน แต่อิลนัมได้สิ้นใจไปแล้วในขณะนั้น

5. การตื่นรู้และบทส่งท้าย (Cliffhanger)

หลังจากอิลนัมตาย กีฮุนลุกขึ้นมาจัดการชีวิต

  • เขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนที่ตาย ไปรับน้องชายของแซบยอกออกจากสถานสงเคราะห์ และพาไปฝากไว้กับแม่ของซังอู พร้อมทิ้งกระเป๋าเดินทางที่อัดแน่นด้วยเงินสดมหาศาลไว้ให้พวกเธอ
  • ลุคใหม่ กีฮุนย้อมผมเป็น สีแดงเพลิง (สัญลักษณ์ของความโกรธ หรือการเกิดใหม่)
  • ที่สนามบิน กีฮุนกำลังจะขึ้นเครื่องบินไปหาลูกสาวที่อเมริกา แต่เขาบังเอิญเห็น “เซลส์แมน (กงยู)” กำลังเล่นตักจีกับเหยื่อรายใหม่ กีฮุนวิ่งเข้าไปแย่งนามบัตรและบอกให้เหยื่อถอยไป
  • การตัดสินใจ ระหว่างเดินเข้า Gate กีฮุนโทรไปตามเบอร์บนนามบัตร ปลายสายขู่ว่าให้เขาขึ้นเครื่องบินไปซะเพื่อความปลอดภัย แต่กีฮุนตอบกลับไปว่า “ฉันไม่ใช่มา… ฉันเป็นคน” และเขาต้องการรู้ว่าใครเป็นคนสานต่อเกมนี้ และทำไปเพื่ออะไร
  • ฉากจบ กีฮุนหันหลังเดินออกจากเกท ไม่ขึ้นเครื่องบิน มุ่งหน้ากลับไปสู่การแก้แค้นและทำลายเกมนี้ให้สิ้นซาก

(จบซีซั่น 1) movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *