รีวิว Squid Game 2 เมื่อ “ผู้ล่า” กลายเป็น “ผู้เล่น” สงครามแค้นที่โหดกว่านรก

Squid Game 2

นี่คือรีวิวแบบเจาะลึก จัดเต็ม ในสไตล์ “เล่าสู่กันฟัง” เหมือนเรานั่งคุยกันเรื่องหนังหลังดูจบครับ

รีวิวเจาะลึก Squid Game 2 (สควิดเกม เล่นลุ้นตาย ซีซั่น 2)

“เมื่อผู้ล่า กลายเป็นผู้เล่น และเกมจิตวิทยาที่โหดร้ายกว่ากระสุนปืน”

สวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาเจอกันอีกแล้ว วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดอก ถึงซีรีส์ที่ทั่วโลกรอคอยมานานหลายปีอย่าง Squid Game 2 ครับ

ต้องบอกก่อนเลยว่า ความคาดหวังของผม (และเชื่อว่าของทุกคน) มันพุ่งทะลุเพดานไปแล้ว เพราะซีซั่นแรกทำไว้ระดับตำนาน เป็นปรากฏการณ์ระดับโลก พอกลับมาในซีซั่น 2 โจทย์ที่ยากที่สุดของผู้กำกับ ฮวางดงฮยอก คือ “จะทำยังไงให้ไม่ซ้ำรอยเดิม แต่ยังคงเสน่ห์เดิมไว้ได้?” และหลังจากที่ดูจบ ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า… “มันไม่ใช่แค่เกมเอาตัวรอด แต่มันคือสงครามอุดมการณ์ที่เดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าเดิม”

วันนี้ผมจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อว่าใครทำอะไร ที่ไหน เพราะเชื่อว่าทุกคนคงรู้กันอยู่แล้วว่า “ซองกีฮุน” (หมายเลข 456) กลับมาเพื่อล้างแค้น แต่ผมจะมา “ชำแหละ” ให้ฟังว่า ทำไมซีซั่นนี้ถึงน่าสนใจในแง่ของ บทภาพยนตร์ งานภาพ และการแสดง ที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นครับ

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง “นรกที่สร้างด้วยมือมนุษย์ (และการโหวต)”

สิ่งแรกที่ต้องขอคารวะเลยคือ “ชั้นเชิงในการเขียนบท” ครับ

ถ้าซีซั่น 1 คือเรื่องราวของ “ความสิ้นหวัง” ที่บีบให้คนต้องมาเล่นเกม ซีซั่น 2 นี้คือเรื่องราวของ “ความขัดแย้ง” และ “สันดานดิบของมนุษย์เมื่อมีทางเลือก” ครับ

กติกาใหม่ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบ O หรือ X สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในซีซั่นนี้ ไม่ใช่ความโหดของด่านเกม (ซึ่งโหดจริง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง) แต่มันคือกติกาที่อนุญาตให้ผู้เล่น “โหวต” ได้ทุกรอบหลังจบเกมว่าจะ “ไปต่อ” หรือ “พอแค่นี้”

  • จุดนี้แหละครับที่เป็น Masterpiece ของบท ในซีซั่นแรกเรากลัวผู้คุม กลัวตุ๊กตา แต่ในซีซั่นนี้ “เรากลัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง”
  • หนังเล่นกับจิตวิทยาหมู่ (Mob Mentality) ได้เจ็บแสบมาก เราจะได้เห็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ระหว่างกลุ่มที่ต้องการเงิน (ยอมเสี่ยงตาย) กับกลุ่มที่ต้องการรอด (และได้รับอิทธิพลจากกีฮุน) การเมืองขนาดย่อมที่เกิดขึ้นในหอนอน มันกดดันยิ่งกว่าตอนวิ่งหลบกระสุนเสียอีก มันสะท้อนภาพสังคมความเป็นจริงที่คนเราแตกแยกกันเพียงเพราะผลประโยชน์และอุดมการณ์ได้อย่างน่าขนลุก

กีฮุน ฮีโร่ผู้พังทลาย บทของซองกีฮุนในภาคนี้ ไม่ใช่ลุงขี้แพ้จิตใจดีคนเดิมอีกต่อไป บทเขียนให้เขากลายเป็นคนที่แบกความแค้นและความบอบช้ำทางจิตใจ (PTSD) ไว้อย่างหนักหน่วง การที่เขาพยายามจะ “ช่วยทุกคน” กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนอื่นมองว่าเขา “โลกสวย” หรือ “ตัวปัญหา”

  • บทหนังฉลาดมากที่ไม่ได้ทำให้กีฮุนเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่ทำอะไรก็สำเร็จ แต่ทำให้เขาเป็นมนุษย์ที่พยายามจะต่อสู้กับระบบที่ใหญ่เกินตัว จนบางครั้งเราคนดูเองก็ยังรู้สึกอึดอัดและอยากตะโกนถามว่า “หยุดเถอะ จะไหวเหรอ?”

Front Man และเบื้องหลังที่ไม่ใช่แค่ตัวร้าย การขยายปมของ “Front Man” (อีบยองฮอน) ทำได้ลึกซึ้ง เราได้เห็นมิติความเป็นมนุษย์ (ที่บิดเบี้ยว) ของเขามากขึ้น บทหนังพาเราไปสำรวจว่า ทำไมอดีตตำรวจน้ำดีถึงกลายมาเป็นหัวหน้าปีศาจได้ ปรัชญาของเขาที่ว่า “โลกภายนอกมันโหดร้ายกว่าในเกม” ถูกตอกย้ำด้วยเหตุการณ์ในเรื่องจนเราเกือบจะคล้อยตาม

2. งานภาพและสุนทรียะ (Cinematography & Art Design) “ความงดงามที่น่าสะอิดสะเอียน”

ถ้าพูดถึง Squid Game จะไม่พูดถึงงาน Art ไม่ได้ ซีซั่นนี้ทีมงานเล่นใหญ่ขึ้น สวยขึ้น และ “หลอน” ขึ้นครับ

คู่สีแห่งความตาย ชมพู vs เขียว เรายังคงเห็นโทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ ชุดวอร์มสีเขียว ตัดกับชุดจั๊มสูทสีชมพูบานเย็น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ Lighting (การจัดแสง)

  • ในหอนอน ซีซั่นนี้มีการใช้แสงเงาแบ่งเขตแดนชัดเจนมาก สังเกตดีๆ นะครับ เวลาที่ผู้เล่นแบ่งฝ่าย O กับ X แสงไฟสีแดงและสีน้ำเงินที่สาดลงมา มันให้อารมณ์เหมือนเวทีมวย หรือสนามเลือกตั้งที่ดุเดือด
  • สัญลักษณ์วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ถูกนำมาใช้ในมุมกล้อง (Composition) ตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกว่าตัวละคร “ติดอยู่ในกรอบ” ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็หนีไม่พ้น

ฉากเกม สนามเด็กเล่นของปีศาจ การออกแบบด่านเกมในซีซั่นนี้ ยกระดับความ “Surreal” (เหนือจริง) ขึ้นไปอีก

  • ฉากที่ผมประทับใจที่สุด คือฉากที่มีความเล่นกับ “ความสูง” และ “สเกล” ที่ใหญ่โตมโหฬาร มันทำให้ตัวละครดูตัวเล็กจ้อยเหมือนมดที่กำลังดิ้นรน
  • ความขัดแย้งของภาพ (Visual Contrast) ยังคงทำงานได้ดีเยี่ยม เพลงประกอบที่เป็นดนตรีคลาสสิก หรือเพลงแจ๊สที่รื่นเริง ถูกเปิดคลอไปพร้อมกับภาพเลือดสาดและการตายที่โหดร้าย มันสร้างความรู้สึก “กระอักกระอ่วน” ที่สวยงาม (Grotesque) จนละสายตาไม่ได้

มุมกล้องเล่าเรื่อง มีการใช้มุมกล้องแบบ Top-down (มุมมองพระเจ้า) บ่อยขึ้น เหมือนจะสื่อว่า “พวก VIP หรือพวกเราคนดู” กำลังมองดูคนเหล่านี้ดิ้นรนเหมือนดูสัตว์ทดลอง และมีการใช้มุมกล้อง Close-up ที่ใบหน้าตัวละครแบบ Extreme Close-up เพื่อให้เห็นแววตาที่สั่นไหว รูขุมขน และเหงื่อเม็ดโป้งๆ ซึ่งมันส่งอารมณ์ความกดดันออกมานอกจอได้ดีมาก

3. การแสดง (Acting) “สงครามประสาทผ่านสายตา”

นี่คือส่วนที่ผมอยากยืนปรบมือให้มากที่สุด นักแสดงทุกคน “ใส่สุด” ไม่มีกั๊ก

อีจองแจ (Lee Jung-jae) ในบท ซองกีฮุน ลืมภาพคุณลุงยิ้มแป้นในซีซั่น 1 ไปได้เลยครับ อีจองแจในภาคนี้คือ “ปีศาจที่พยายามจะเป็นคนดี”

  • สายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันคือสายตาของคนที่ตายไปแล้วข้างใน แววตาที่แข็งกร้าวเวลาจ้องหน้า Front Man ตัดสลับกับแววตาที่สั่นเครือเวลาเห็นคนตายต่อหน้า เขาถ่ายทอดความ “แตกสลาย” ได้ละเอียดมาก
  • ฉากระเบิดอารมณ์ตอนที่พยายามเกลี้ยกล่อมผู้เล่นอื่น คือที่สุด เขาทำให้เรารู้สึกว่ากีฮุนกำลังแบกโลกทั้งใบไว้ แล้วโลกนั้นมันหนักเกินไป การแสดงของเขาทำให้เราเชื่อว่า นี่คือคนที่ผ่านนรกมาแล้วจริงๆ

อีบยองฮอน (Lee Byung-hun) ในบท Front Man คนนี้ไม่ต้องพูดเยอะ แค่ยืนเฉยๆ ใส่หน้ากาก รัศมีความน่าเกรงขามก็แผ่ออกมาแล้ว แต่พอถอดหน้ากาก การแสดงผ่านสีหน้าเรียบเฉย (Stoic) แต่แฝงความอำมหิตและปมในใจ คือระดับมาสเตอร์คลาส เสียงพูดที่นุ่มลึกแต่เย็นยะเยือก ทำให้ทุกประโยคที่พูดออกมาดูมีน้ำหนักและน่ากลัว

วีฮาจุน (Wi Ha-joon) ในบท ฮวางจุนโฮ ตำรวจหนุ่มผู้รอดชีวิต กลับมาคราวนี้ดุดันขึ้น Action หนักขึ้น การแสดงของเขาทำให้พาร์ทสืบสวนสอบสวนที่อยู่นอกเกมดูน่าติดตาม ไม่น่าเบื่อ และเป็นตัวเชื่อมเรื่องราวภายนอกสู่ภายในได้อย่างสมบูรณ์

ทีมนักแสดงใหม่ ต้องขอชม Casting Director เลยครับที่เลือกนักแสดงชุดใหม่มาได้น่าสนใจมาก

  • อิมชีวาน (Im Si-wan) คนนี้คือ MVP ของนักแสดงใหม่สำหรับผมเลย รอยยิ้มที่ดูใสซื่อแต่แฝงความจิต หรือความฉลาดที่น่ากลัว เขาเข้ามาสร้างสีสันให้เกมดูคาดเดายากขึ้น การแสดงของเขาทำให้เรารู้สึก “ไม่น่าไว้วางใจ” ตลอดเวลา
  • พัคกยูยอง (Park Gyu-young) เธอเป็นตัวแทนของความสิ้นหวังในอีกรูปแบบหนึ่ง การแสดงอารมณ์เงียบๆ แต่เจ็บปวด ทำได้ดีมาก

บทสรุป คุ้มค่าแก่การรอคอยหรือไม่?

ถ้าถามว่า Squid Game 2 สนุกไหม? คำตอบคือ “โคตรสนุก” แต่ถ้าถามว่า “เหมือนซีซั่น 1 ไหม?” คำตอบคือ “ไม่เหมือน และนั่นคือข้อดี”

ซีซั่น 1 คือความตื่นเต้นของ “สิ่งแปลกใหม่” (Shock Value) ซีซั่น 2 คือความลุ่มลึกของ “เนื้อหาและอารมณ์” (Emotional Depth & Commentary)

หนังไม่ได้ขายแค่ความตายแบบแหวะๆ แต่หนังขาย “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” (Dilemma) หนังโยนคำถามใส่คนดูตลอดเวลาว่า “ถ้าเป็นคุณ คุณจะกด O หรือ X?” “คุณจะเชื่อใจคนที่ยืนข้างๆ ได้ไหม ถ้าเงินรางวัลมันล่อตาล่อใจขนาดนั้น?”

ข้อสังเกตเล็กน้อย อาจจะมีบางช่วงที่บทสนทนาดูยืดเยื้อไปบ้าง เพราะต้องการปูพื้นฐานเรื่องอุดมการณ์ และความสดใหม่ของตัวเกมอาจจะลดลงเพราะเรารู้แนวทางมันแล้ว แต่ผู้กำกับก็แก้เกมด้วยการใส่กติกาใหม่ๆ เข้ามาทดแทนได้อย่างชาญฉลาด

คะแนนรีวิว ผมให้ไปเลย 9/10 ครับ หัก 1 คะแนนไว้เพราะความสดใหม่ที่หายไปนิดหน่อย แต่ในแง่คุณภาพโปรดักชั่น การแสดง และบทที่เข้มข้นขึ้น นี่คือซีรีส์ภาคต่อที่ไม่ทำให้ผิดหวัง และยกระดับมาตรฐานซีรีส์เกาหลีไปอีกขั้น

ใครที่ยังไม่ได้ดู รีบไปดูเถอะครับ เดี๋ยวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง แล้วคุณจะรู้ว่า… “เกมจบ แต่คนไม่จบ” มันเป็นยังไง!

 Squid Game 2

และนี่คือ บทสรุปจบ (Ending Summary) ของ Squid Game 2 แบบละเอียด (มีสปอยล์สำคัญ 100%) ครับ

คำเตือน เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยจุดสำคัญที่สุดของเรื่อง รวมถึงจุดหักมุม (Twist) และชะตากรรมของตัวละครหลักครับ

บทสรุปตอนท้าย ความพ่ายแพ้ของฮีโร่ (The Hero’s Fall)

ในโค้งสุดท้ายของซีซั่น 2 เกมไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะของผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง แต่จบลงด้วย “ความล้มเหลว” ของแผนการปฏิวัติที่ซองกีฮุน (หมายเลข 456) วางไว้ทั้งหมด

1. สงครามกลางหอนอน (The O vs X War) หลังจากผ่านเกมที่โหดร้ายมาหลายด่าน กีฮุนพยายามรวบรวมพรรคพวกและโน้มน้าวให้ทุกคนโหวต “X” เพื่อยุติเกมและกลับบ้าน แต่สถานการณ์กลับตาลปัตรเมื่อกลุ่มคนที่ต้องการเงิน (กลุ่ม O) เริ่มใช้วิธีรุนแรงเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม นำไปสู่การจลาจลนองเลือดในหอนอน กีฮุนตัดสินใจเปลี่ยนแผนจากการ “หนี” เป็นการ “สู้” โดยวางแผนจะบุกยึดห้องควบคุมเพื่อเปิดโปงผู้อยู่เบื้องหลัง

2. หนอนบ่อนไส้ ตัวตนที่แท้จริงของ “ยองอิล” จุดหักมุมที่ใหญ่ที่สุดของซีซั่นนี้คือการเปิดเผยว่า “Front Man (อินโฮ)” ไม่ได้นั่งดูอยู่ในห้องควบคุมตลอดเวลา แต่เขาปลอมตัวลงมาเล่นเกมด้วย!

  • เขาใช้ชื่อปลอมว่า “ยองอิล” และแฝงตัวเป็นพันธมิตรที่ดูไม่มีพิษมีภัยในกลุ่มของกีฮุน คอยยุยงและปั่นหัวผู้เล่นให้แตกแยกกันอย่างแนบเนียน
  • ในขณะที่กลุ่มกบฏของกีฮุนกำลังบุกไปถึงประตูหลังของห้องควบคุม “ยองอิล” ก็เผยธาตุแท้ เขาจัดการสังหารผู้เล่นฝ่ายกบฏที่เหลือทิ้ง แล้วจัดฉากแกล้งตายหรือหายตัวไป เพื่อกลับไปสวมหน้ากาก Front Man อีกครั้ง

3. ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด กีฮุน และ “จุงแบ” (Jung-bae) เพื่อนสนิทที่สุดของเขาในซีซั่นนี้ (อดีตเพื่อนร่วมงานที่กีฮุนพยายามปกป้องมาตลอด) ฝ่าวงล้อมไปจนเกือบจะถึงตัวการใหญ่ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ถูกตลบหลัง

  • Front Man ปรากฏตัวออกมาในชุดเต็มยศ และจัดการยิงสังหาร จุงแบ ต่อหน้าต่อตากีฮุน
  • ฉากนี้ทำลายจิตใจของกีฮุนจนแหลกสลาย เพราะเขามั่นใจว่าจะพาเพื่อนรอดไปได้ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาพาเพื่อนมาตาย

4. ชะตากรรมของตำรวจ “จุนโฮ” ในเส้นเรื่องภายนอกเกาะ ฮวางจุนโฮ (ตำรวจ) ที่พยายามตามสืบหาเกาะ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก “กัปตันเรือ” ที่ดูเหมือนจะเป็นพลเมืองดีมาตลอด

  • แต่ในตอนจบ ความจริงเปิดเผยว่า กัปตันเรือคือสายลับขององค์กร
  • จุนโฮถูกหักหลังและถูกโจมตีจนตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต (แต่ยังไม่ยืนยันว่าเสียชีวิต เพื่อปูทางไปซีซั่น 3) ทำให้ความหวังที่จะส่งกำลังเสริมไปช่วยกีฮุนดับวูบลง

5. บทสรุปสุดท้าย (Cliffhanger) Squid Game 2 จบลงด้วยภาพความพ่ายแพ้ของซองกีฮุน

  • แผนการล่มสลาย เพื่อนตาย และตัวเขาเองถูกจับกุมโดย Front Man
  • Front Man เยาะเย้ยกีฮุนว่า “อุดมการณ์โลกสวย” ของเขาไม่มีทางชนะ “สัญชาตญาณดิบ” ของมนุษย์ได้
  • ฉากจบแสดงให้เห็นกีฮุนที่รอดชีวิตมาได้ แต่ตกอยู่ในสภาพจิตใจที่ดิ่งลงเหว เต็มไปด้วยความแค้นและความรู้สึกผิดที่รุนแรงกว่าเดิม นำไปสู่คำโปรยสำหรับ Season 3 (The Final Season) ว่า… “คราวนี้จะไม่มีการเจรจา มีแต่การล่าล้างแค้นเท่านั้น”

สรุปสั้นๆ “กบฏล้มเหลว – Front Man คือผู้เล่นที่แฝงตัวมา – เพื่อนพระเอกตาย – พระเอกแพ้ยับเยินและรอเอาคืนในภาค 3”

จบแบบค้างคา (Cliffhanger) เพื่อส่งไม้ต่อให้บทสรุปที่แท้จริงในซีซั่นหน้าครับ!

เรื่องย่อ: Squid Game Season 3 (บทสรุปไตรภาค)
“เมื่อผู้ล่าถูกล่า และเกมสุดท้ายที่ไม่มีกฎกติกา”

หลังจากความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดในซีซั่น 2 ซองกีฮุน (หมายเลข 456) ไม่ใช่ชายผู้มีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงระบบด้วยความดีอีกต่อไป เขาได้สูญเสียเพื่อน จิตวิญญาณ และความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตเขาคือ “ความแค้น”

1. การกลับมาของ “ปีศาจ” (Gi-hun’s Dark Turn) กีฮุนรอดชีวิตกลับมาสู่โลกภายนอก แต่เขาไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบ เขาใช้เงินรางวัลมหาศาลที่เหลืออยู่ทุ่มไปกับการสร้างกองกำลังและหาอาวุธ เพื่อเตรียมตัวทำสงครามเต็มรูปแบบกับองค์กร เป้าหมายของเขาในครั้งนี้ไม่ใช่การ “ชนะเกม” แต่เป็นการ “ทำลายเกม” ให้สิ้นซาก เขาตัดสินใจกลับเข้าไปในเกาะนรกอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้เล่นที่รอความเมตตา แต่ในฐานะผู้ล่าที่จะลากคอ Front Man ออกมา

2. ศึกสายเลือด อินโฮ vs จุนโฮ (Brother vs Brother) ฮวางจุนโฮ (ตำรวจ) ที่รอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์จากการหักหลังในซีซั่น 2 (โดยอาจได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลปริศนาที่เคยเป็นอดีตผู้ชนะ) ได้ข้อมูลสำคัญที่จะเปิดโปง VIP

  • ซีซั่นนี้จะเป็นการเผชิญหน้ากันซึ่งๆ หน้า ระหว่างพี่น้อง อินโฮ (Front Man) และ จุนโฮ
  • เราจะได้รู้ความจริงเบื้องหลังว่าทำไม อินโฮ อดีตตำรวจน้ำดี ถึงเลือกเดินเข้าสู่ด้านมืด และความเจ็บปวดในอดีตที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นผู้คุมกฎที่ไร้หัวใจ

3. ความลับของ VIP และ “The Host” คนใหม่ เมื่อ Front Man ถูกท้าทาย อำนาจของเขาสั่นคลอน กลุ่ม VIP ผู้ร่ำรวยเริ่มไม่พอใจที่ “ของเล่น” ของพวกเขาเริ่มควบคุมไม่ได้ อาจมีการเปิดตัว “ผู้สร้าง (The Architect)” รุ่นที่ 2 หรือผู้นำองค์กรที่แท้จริงที่อยู่เหนือกว่า Front Man ซึ่งจะนำมาสู่ความขัดแย้งภายในองค์กรเอง

  • กีฮุนจะใช้ความขัดแย้งนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยการปั่นหัวให้ระบบพังทลายจากภายใน

4. เกมสุดท้ายที่โลกต้องจดจำ ด่านเกมในซีซั่น 3 จะไม่ใช่เกมเด็กเล่นที่ใสซื่ออีกต่อไป แต่มันจะถูกบิดเบือนให้โหดร้ายและเล่นกับ “ความไว้ใจ” ถึงขีดสุด

  • กีฮุนต้องเผชิญหน้ากับ Front Man ในด่านสุดท้าย ที่อาจจะไม่มีกติกา O หรือ X ให้เลือกอีกแล้ว แต่เป็นกฎที่ว่า “มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้เดินออกจากที่นี่”

บทสรุป ซีซั่น 3 จะเป็นบทสรุปที่นองเลือดและบีบหัวใจที่สุด เป็นการปะทะกันของสองขั้วอำนาจ และบทพิสูจน์สุดท้ายว่า ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินและอำนาจ “ความเป็นมนุษย์” ยังหลงเหลืออยู่หรือไม่… หรือสุดท้ายแล้ว ทุกคนก็เป็นได้แค่ “ม้าแข่ง” ในสายตาของพระเจ้า movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *