รีวิว Star Trek Section 31 การอำลาบทบาทตำนานของ มิเชล โหย่ว

แน่นอนครับ สำหรับแฟนคลับจักรวาล Star Trek และแฟนคลับของ มิเชล โหย่ว (Michelle Yeoh) เรื่องนี้ถือเป็นโปรเจกต์ที่หลายคนรอคอยมานาน จากเดิมที่วางแผนจะเป็นซีรีส์ แยกออกมาเป็นภาพยนตร์ฉายทางสตรีมมิ่ง (Paramount+) ซึ่งให้รสชาติที่แปลกใหม่และดุดันกว่า Star Trek ภาคอื่นๆ พอสมควร

นี่คือรีวิวและเรื่องย่อของ Star Trek Section 31 (2025) ครับ

ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง Star Trek Section 31
  • ประเภท Sci-Fi / Action / Spy Thriller
  • นักแสดงนำ Michelle Yeoh, Omari Hardwick, Kacey Rohl, Sam Richardson
  • ความยาว ประมาณ 1 ชั่วโมง 35 นาที
  • ช่องทางรับชม Paramount+ (หรือช่องทางสตรีมมิ่งที่ถือลิขสิทธิ์ในไทย)

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวโฟกัสไปที่ จักรพรรดินี ฟิลิปปา จอร์จิโอ (Emperor Philippa Georgiou) อดีตผู้นำจอมเผด็จการจาก “จักรวาลกระจก” (Mirror Universe) ที่ข้ามมิติมาอยู่กับลูกเรือ Discovery ในจักรวาลหลัก แต่ด้วยความผิดปกติของโมเลกุลในร่างกายจากการข้ามมิติและกาลเวลา ทำให้เธอต้องถูกส่งตัวกลับไปแก้ไขอดีตเพื่อรักษาชีวิตของตนเองผ่านทาง “The Guardian of Forever”

แต่แทนที่จะถูกส่งกลับบ้าน เธอกลับถูกดึงตัวเข้าสู่ Section 31 หน่วยข่าวกรองลับสุดยอดของ Starfleet ที่ทำงานในเงามืด ภารกิจของจอร์จิโอคือการนำทีมปฏิบัติการลับที่ประกอบด้วยสมาชิกร้อยพ่อพันแม่ (ที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้) เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของสหพันธ์ดวงดาวไปตลอดกาล

ในภารกิจนี้ เธอต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่ตามหลอกหลอน และต้องตัดสินใจว่า “คนเลว” อย่างเธอ จะสามารถทำสิ่งที่ “ถูกต้อง” เพื่อปกป้องอนาคตได้หรือไม่

รีวิวความรู้สึกหลังรับชม (Review)

1. มิเชล โหย่ว คือ “เดอะแบก” ที่ทรงพลัง

ต้องยอมรับว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาเพื่อ Michelle Yeoh โดยเฉพาะ เธอยังคงสวมบทบาท “จักรพรรดินีผู้เหี้ยมโหดแต่มีเสน่ห์” ได้อย่างยอดเยี่ยม การแสดงของเธอทำให้ตัวละครที่มีศีลธรรมสีเทา (Grey Area) ดูน่าเอาใจช่วย ทั้งฉากแอ็กชันที่ดุดันและฉากอารมณ์ที่ซับซ้อน เธอทำให้หนังดูแพงขึ้นถนัดตา

2. รสชาติใหม่ สายลับอวกาศ (Spy-Fi)

ลืมภาพลักษณ์ยาน Enterprise ที่ขาวสะอาดและยึดมั่นในอุดมการณ์ไปก่อน เรื่องนี้คือ Star Trek ฉบับ Dark Mode ครับ

  • หนังให้อารมณ์เหมือนดู Mission Impossible หรือ Suicide Squad ในอวกาศ
  • มีการหักเหลี่ยมเฉือนคม การลอบสังหาร และการทำภารกิจที่กฎระเบียบของ Starfleet เข้าไม่ถึง
  • โทนเรื่องมีความตลกหน้าตาย (Dark Humor) สอดแทรกอยู่ตลอด ซึ่งเข้ากับบุคลิกของจอร์จิโอมาก

3. จุดสังเกต บทและการดำเนินเรื่อง

  • สเกลหนัง เนื่องจากถูกปรับจากซีรีส์มาเป็นหนัง ทำให้บางช่วงการเดินเรื่องดูรวบรัดเกินไป การปูพื้นฐานความสัมพันธ์ของลูกทีมคนอื่นๆ ยังทำได้ไม่ลึกซึ้งเท่าที่ควร ทำให้เราอาจจะไม่ค่อยอินกับตัวละครสมทบมากนัก
  • CGI งานภาพอยู่ในระดับมาตรฐานซีรีส์ทุนสูง แต่ยังไม่ถึงขั้น Blockbuster ฉายโรง บางฉากอาจดูลอยๆ ไปบ้าง

4. แฟนขาจรดูรู้เรื่องไหม?

  • ดูรู้เรื่อง แต่อาจจะไม่อินเท่าแฟนพันธุ์แท้ เพราะหนังมีการอ้างอิงเหตุการณ์จากซีรีส์ Star Trek Discovery และประวัติศาสตร์ของจักรวาล Trek พอสมควร แต่โดยรวมยังดูเป็นหนังแอ็กชันไซไฟที่สนุกได้ด้วยตัวมันเอง

สรุปคะแนน 7.5 / 10

“การอำลาบทบาทตำนานของ มิเชล โหย่ว ที่สมศักดิ์ศรี สนุก ดุดัน และแตกต่าง”

เหมาะกับ

  • แฟนคลับ Michelle Yeoh
  • คนที่ชอบ Star Trek ภาค Discovery
  • คนที่ชอบหนังแนวทีมปฏิบัติการลับ (Heist/Spy)

ข้อแนะนำ ถ้าไม่เคยดู Star Trek Discovery มาก่อน แนะนำให้ไปหาอ่านสรุปตัวละคร Philippa Georgiou จาก Mirror Universe สั้นๆ ก่อนดู จะช่วยให้เข้าใจแรงจูงใจของเธอได้ดีขึ้นมากครับ

นี่คือบทวิจารณ์เชิงลึก (Long-form Review) ของภาพยนตร์เรื่อง “Star Trek Section 31” ที่เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ บทภาพยนตร์ และการแสดง แบบเจาะลึก เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมของงานชิ้นนี้ในทุกมิติครับ

[Review] Star Trek Section 31 (2025) – ภารกิจสั่งตายของจักรพรรดินี และการเต้นรำครั้งสุดท้ายของมิเชล โหย่ว ในจักรวาลดวงดาว

หากเปรียบจักรวาล Star Trek เป็นเหรียญที่มีสองด้าน ด้านหนึ่งคืออุดมคติอันสวยหรูของ Starfleet ที่เน้นการสำรวจ เจรจา และสันติภาพ แต่อีกด้านหนึ่งคือความดำมืด สกปรก และเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง ซึ่งนั่นคือพื้นที่ของ Section 31 หน่วยลับที่ยอมทำเรื่องชั่วร้ายเพื่อให้คนดีได้นอนหลับสบาย และเมื่อหนังเรื่องนี้ได้ มิเชล โหย่ว (Michelle Yeoh) กลับมารับบทนำ ในฐานะ จักรพรรดินีฟิลิปปา จอร์จิโอ (Emperor Philippa Georgiou) มันจึงไม่ใช่แค่หนังไซไฟอวกาศทั่วไป แต่มันคือการประกาศศักดาของ “ตัวแม่” ที่จะมาทำให้กฎระเบียบของจักรวาลต้องสั่นสะเทือน

นี่ไม่ใช่การรีวิวเรื่องย่อ แต่คือการถลกหนังหัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาดูว่า ภายใต้ความมันส์ระห่ำ มันซ่อนอะไรไว้บ้าง และมันคุ้มค่ากับเวลาของคุณหรือไม่

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง รอยต่อที่ขรุขระของ “ซีรีส์” ที่ถูกยัดลงใน “ภาพยนตร์”

สิ่งที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรกและชัดเจนที่สุดในแง่ของบทภาพยนตร์คือ “โครงสร้างที่ผิดปกติ”

เป็นที่ทราบกันดีว่าเดิมทีโปรเจกต์นี้ถูกวางแผนให้เป็นซีรีส์หลายตอนจบ แต่ถูกปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้กลายเป็นภาพยนตร์ฉายทางสตรีมมิ่ง (Paramount+) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวบทคือ ความเร่งรีบ (Pacing) ที่สัมผัสได้ชัดเจน

ความพยายามเป็น Suicide Squad ฉบับอวกาศ บทพยายามสร้างทีม “คนนอกคอก” (Misfits) ขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพื่อปฏิบัติภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ จังหวะการเล่าเรื่องในช่วงครึ่งแรกจึงเต็มไปด้วยการแนะนำตัวละครแบบรัวๆ และโยนพวกเขาเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตทันที ข้อดีคือหนังไม่มีช่วงน่าเบื่อ (Dead Air) เลย ทุกนาทีมีเส้นเรื่องขยับเขยื้อนตลอดเวลา แต่ข้อเสียที่ร้ายแรงคือ เราแทบไม่มีเวลาได้ “รัก” หรือ “ผูกพัน” กับลูกทีมคนอื่นๆ นอกจากตัวจอร์จิโอเอง

เส้นเรื่องของอารมณ์ (Emotional Arc) ถึงแม้พล็อตหลักจะเป็นหนังจารกรรม/แอ็กชัน แต่แก่นแท้ของบทคือ “การไถ่บาป (Redemption)” บทเขียนให้จอร์จิโอต้องเผชิญหน้ากับอดีตและตัวตนที่โหดเหี้ยมของเธอ การเขียนบทในส่วนนี้ถือว่าทำได้ลึกซึ้งกว่าที่คาด มันไม่ใช่แค่การยิงกันเปรี้ยงปร้าง แต่เป็นการตั้งคำถามเชิงปรัชญาว่า “เผด็จการที่ฆ่าคนมานับล้าน จะมีโอกาสเป็นคนดีได้หรือไม่?” และ “โชคชะตาถูกกำหนดไว้แล้ว หรือเราเลือกทางเดินเองได้?”

บทสนทนา (Dialogue) ในเรื่องมีความ “คมคาย” และ “ตลกร้าย” (Dark Humor) สูงมาก การเขียนบทพูดให้จอร์จิโอนั้นเต็มไปด้วยความประชดประชัน เสียดสี ซึ่งเป็นรสชาติที่หาได้ยากใน Star Trek ภาคปกติที่มักจะพูดจาไพเราะแบบนักการทูต จุดนี้ทำให้หนังมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่แตกต่าง

จุดอ่อนของบท ความซับซ้อนของพล็อตเรื่องการข้ามเวลา (Time Travel) และตรรกะของจักรวาล (Lore) อาจทำให้ผู้ชมทั่วไปมึนงงได้ง่าย บทมีการใช้ “ทางลัด” (Plot Device) เพื่อแก้ปัญหาในหลายจุดที่ดูง่ายเกินไปหน่อย ซึ่งเป็นผลพวงจากการต้องจบเรื่องราวทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ทำให้ความหนักแน่นของจุดไคลแม็กซ์ลดทอนลงไปบ้างเมื่อเทียบกับสเกลของภัยคุกคาม

Star Trek Section 31

2. การแสดง พื้นที่ฉายแสงของ “ราชินี” และเหล่าผู้ติดตาม

ถ้าไม่มี มิเชล โหย่ว หนังเรื่องนี้อาจพังไม่เป็นท่า พูดได้เต็มปากว่าเธอคือ “The One” ที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าได้อย่างสง่างาม

Michelle Yeoh (Emperor Philippa Georgiou) หลังจากคว้ารางวัลออสการ์ บารมีทางการแสดงของมิเชล โหย่ว ดูจะเปล่งประกายขึ้นไปอีกขั้น ในเรื่องนี้เธอไม่ได้ขายแค่คิวบู๊ (ซึ่งยังคงทำได้ดีตามมาตรฐาน แม้จะเห็นมุมกล้องช่วยเยอะขึ้นตามวัย) แต่สิ่งที่น่าขนลุกคือ “Micro-acting” หรือการแสดงผ่านสีหน้าแววตา เธอสามารถเปลี่ยนจากแววตาของนักฆ่าเลือดเย็น มาเป็นแววตาของผู้หญิงที่แตกสลายและโหยหาความรักได้ในเสี้ยววินาที เคมีของเธอคือการผสมผสานระหว่างความดุดัน (Fierce) และความเปราะบาง (Vulnerability) ที่ลงตัว เธอทำให้เราเชื่อว่าจักรพรรดินีผู้นี้เคยปกครองคนทั้งจักรวาลมาแล้วจริงๆ และในขณะเดียวกันก็ทำให้เราอยากเอาใจช่วยให้เธอก้าวข้ามด้านมืดของตัวเอง

Kacey Rohl (Rachel Garrett) นี่คือตัวละครที่แฟนเดนตายของ Star Trek จะต้องกรี๊ด (เพราะเธอคือว่าที่กัปตันยาน Enterprise-C ในตำนาน) Kacey Rohl รับบทนี้ได้น่าประทับใจ เธอทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศศีลธรรม” (Moral Compass) ให้กับจอร์จิโอ การแสดงของเธอมีความมุ่งมั่น จริงจัง และเต็มไปด้วยอุดมการณ์ ซึ่งตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความเหลวแหลกของจอร์จิโอ เคมีระหว่างสองคนนี้คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนดราม่าของเรื่อง

Sam Richardson & Omari Hardwick ในฝั่งของนักแสดงสมทบ Sam Richardson ในบท Chula ทำหน้าที่เป็นตัวชูรส (Comic Relief) ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูพยายามตลกจนเกินงาม แต่ช่วยเบรกอารมณ์ตึงเครียดได้ดี ส่วน Omari Hardwick ในบท Al นั้น แม้บทจะส่งให้เขาดูเท่และขรึม แต่ด้วยเวลาที่จำกัด มิติของตัวละครนี้จึงดูแบนราบไปนิดเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่เขาก็ยังส่งพลังการแสดงที่น่าเกรงขามออกมาได้ดี

3. งานภาพและโปรดักชัน ความงามในเงามืด (Visuals & Aesthetics)

งานภาพของ Star Trek Section 31 แตกต่างจากซีรีส์ Discovery หรือ Strange New Worlds อย่างสิ้นเชิง

โทนสีและแสง (Color Grading & Lighting) หนังเลือกใช้โทนภาพที่มืด ทึม และมีความเป็น “ฟิล์มนัวร์” (Neo-Noir) ผสมกับไซไฟ มีการใช้แสงเงาที่ตัดกันรุนแรง (High Contrast) เพื่อสะท้อนความคลุมเครือของศีลธรรมตัวละคร สีดำ สีเทา และแสงไฟนีออนสลัวๆ ถูกนำมาใช้แทนที่ความสว่างไสวขาวสะอาดตาของยาน Starfleet ปกติ อย่างไรก็ตาม ในบางฉากเราจะเห็นข้อจำกัดของงาน CGI ที่อาจจะไม่ได้เนี้ยบกริบระดับหนังฟอร์มยักษ์ฉายโรง (Theatrical Release) บางฉากที่ใช้เทคนิค “The Volume” (จอ LED ขนาดยักษ์) ยังดูลอยๆ และขาดความลึก (Depth) ทำให้รู้ว่าเป็นฉากในสตูดิโอ ซึ่งลดทอนความสมจริงของ “ความกว้างใหญ่แห่งอวกาศ” ไปบ้าง

การออกแบบฉากและเครื่องแต่งกาย (Production & Costume Design) ชุดของตัวละคร Section 31 ออกแบบมาได้เท่ ทันสมัย และดูใช้งานได้จริง (Tactical) สะท้อนบุคลิกของสายลับ ชุดของจอร์จิโอมีความวิจิตรบรรจง ผสมผสานความเป็นผู้นำเผด็จการกับนักรบอวกาศได้สวยงาม ฉากแอ็กชันถูกออกแบบมาให้ดู “ดิบ” (Raw) มากขึ้น ไม่ใช่แค่การยิงเลเซอร์ใส่กัน แต่มีการต่อสู้ระยะประชิด (Hand-to-Hand Combat) ที่เน้นความรุนแรง ซึ่งเข้ากับสไตล์ของมิเชล โหย่ว มุมกล้องในฉากต่อสู้มีความหวือหวา พยายามใช้ Long Take ในบางช่วงเพื่อโชว์คิวบู๊ แต่บางครั้งการตัดต่อที่ฉับไวเกินไป (Quick Cut) ก็ทำให้ดูรู้เรื่องยากในจังหวะชุลมุน

4. ความน่าสนใจและประเด็นที่ตกผลึก

สิ่งที่ทำให้ Section 31 น่าสนใจไม่ใช่แค่ฉากบู๊ แต่มันคือการตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นของความชั่วร้าย”

หนังพยายามบอกเราว่า ในโลกอุดมคติ เราต้องการคนดีอย่างกัปตัน Kirk หรือ Picard แต่ในความเป็นจริง โลก (หรือจักรวาล) อาจต้องการคนอย่าง Georgiou คนที่กล้าทำสิ่งที่น่ารังเกียจเพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่ หนังไม่ได้เชิดชูความรุนแรง แต่ทำให้เห็นว่า “ฮีโร่” ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดขาวเสมอไป และบางครั้ง “ปีศาจ” ก็อาจเป็นผู้กอบกู้ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ หนังยังเป็นจดหมายรัก (Love Letter) ถึงแฟนๆ Trek ยุค 90s ด้วยการเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับยุค The Next Generation และ Deep Space Nine ผ่านตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นการเคารพต้นฉบับเดิมได้อย่างชาญฉลาด

บทสรุป คุ้มค่าแก่การดูหรือไม่?

Star Trek Section 31 คือหนังที่เปรียบเสมือน “อาหารจานเผ็ด” ในภัตตาคารที่เสิร์ฟแต่อาหารรสจืดมานาน มันอาจจะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ บทมีความเร่งรีบและแผลจากการตัดทอนเนื้อหา แต่สิ่งที่มาทดแทนได้ทั้งหมดคือการแสดงระดับเทพของ มิเชล โหย่ว และความบันเทิงที่เสิร์ฟให้อย่างต่อเนื่อง

  • ถ้าคุณมองหา หนังแอ็กชันไซไฟที่มีตัวเอกหญิงสุดแกร่ง พล็อตเรื่องหักเหลี่ยมเฉือนคม และไม่ยึดติดกับกรอบศีลธรรมเดิมๆ เรื่องนี้ตอบโจทย์มาก
  • ถ้าคุณเป็นแฟน Star Trek นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเติมเต็มเรื่องราวช่วง “The Lost Era” และเป็นการอำลาตัวละคร Philippa Georgiou ที่สมศักดิ์ศรีและน่าจดจำที่สุด

คะแนนรีวิว 7.5 / 10 (ตัดคะแนนเรื่องบทที่รวบรัด และงาน CGI บางจุด แต่บวกคะแนนพิเศษให้พลังดาราของมิเชล โหย่ว)

รายชื่อนักแสดงหลัก (Cast) จากภาพยนตร์ Star Trek Section 31 พร้อมประวัติโดยย่อและบทบาทที่น่าสนใจของแต่ละคนครับ ในภาคนี้ถือเป็นการรวมทีม “Avengers ฉบับคนนอกคอก” ที่เคมีเข้ากันอย่างประหลาด

1. มิเชล โหย่ว (Michelle Yeoh)

  • รับบทจักรพรรดินี ฟิลิปปา จอร์จิโอ (Emperor Philippa Georgiou)
    • อดีตผู้นำเผด็จการจากจักรวาลคู่ขนาน (Mirror Universe) ที่ต้องมาทำงานใช้หนี้ให้หน่วยลับ Section 31 เพื่อแลกกับโอกาสในการมีชีวิตรอด
  • ประวัติโดยย่อ
    • นักแสดงระดับตำนานชาวมาเลเซีย ผู้สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Everything Everywhere All At Once (2022)
    • เธอโด่งดังระดับโลกจากการเป็น “สาวบอนด์” ใน Tomorrow Never Dies และจอมยุทธ์หญิงใน Crouching Tiger, Hidden Dragon
    • สำหรับแฟน Star Trek เธอคือตัวแม่ที่อยู่คู่ซีรีส์ Discovery มาตั้งแต่ซีซั่นแรก และเป็นหนึ่งในตัวละครที่แฟนๆ รักมากที่สุดด้วยบุคลิก “ร้ายแต่น่ารัก”

2. โอมาริ ฮาร์ดวิก (Omari Hardwick)

  • รับบทอาล็อก (Alok)
    • หัวหน้าทีมปฏิบัติการภาคสนามของ Section 31 ผู้สุขุม นิ่งลึก และมีความหลังฝังใจ เขาคือคนที่ต้องคอยคุม (หรือถูกปั่นหัวโดย) จอร์จิโอ
  • ประวัติโดยย่อ
    • นักแสดงชาวอเมริกันที่แจ้งเกิดเต็มตัวและเป็นที่จดจำจากบท “Ghost” เจ้าพ่อค้ายาผู้ทรงอิทธิพลในซีรีส์ดังเรื่อง Power
    • เขายังมีผลงานภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์อย่าง Army of the Dead ของ Zack Snyder และหนังฮีโร่สายเกรียน Kick-Ass
    • สไตล์การแสดงของเขาเน้นความดุดันและน่าเกรงขาม ซึ่งเหมาะมากกับการปะทะคารมกับมิเชล โหย่ว

3. เคซีย์ โรห์ล (Kacey Rohl)

  • รับบทราเชล การ์เรตต์ (Rachel Garrett)
    • ตัวละครระดับ “ตำนาน” (Legacy Character) ของจักรวาล Star Trek เพราะในอนาคตเธอจะได้เป็นกัปตันหญิงคนแรกของยาน USS Enterprise-C (ปรากฏในภาค The Next Generation) แต่ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นเธอในวัยสาวที่ยังเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบ
  • ประวัติโดยย่อ
    • นักแสดงชาวแคนาดาที่คอซีรีส์คุ้นหน้าดีจากบท Abigail Hobbs ในซีรีส์สืบสวนจิตวิทยา Hannibal และบท Marina ใน The Magicians
    • เธอมีความเชี่ยวชาญในการเล่นบทดราม่าหนักๆ และบทที่ต้องใช้อารมณ์ซับซ้อน ซึ่งช่วยดึงสติและความเป็นมนุษย์กลับมาสู่ทีม Section 31

4. แซม ริชาร์ดสัน (Sam Richardson)

  • รับบทควอซี่ (Quasi)
    • เอเลี่ยนเผ่าพันธุ์ “Chameloid” (มนุษย์แปลงกาย) ที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ เขาทำหน้าที่เป็นฝ่ายเทคนิคและสายลับแทรกซึมที่มักจะมาพร้อมมุกตลกหน้าตาย
  • ประวัติโดยย่อ
    • นักแสดงตลกและนักเขียนบทที่โด่งดังจากบท Richard Splett ในซีรีส์การเมืองสุดฮา Veep และบทเศรษฐีใน Ted Lasso
    • เขาเป็นที่รู้จักในฐานะ “จอมขโมยซีน” (Scene Stealer) ด้วยจังหวะคอมเมดี้ที่เป็นธรรมชาติ ทำให้หนังเรื่องนี้มีสีสันที่ไม่เครียดจนเกินไป

5. โรเบิร์ต คาซินสกี้ (Robert Kazinsky)

  • รับบทเซฟ (Zeph)
    • มนุษย์ดัดแปลงที่ร่างกายส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร (Cyborg) มีพละกำลังมหาศาลและทำหน้าที่เป็นหน่วยกล้าตาย (Tank) ของทีม
  • ประวัติโดยย่อ
    • นักแสดงชาวอังกฤษที่คอหนังไซไฟจำได้จากบทนักขับหุ่น Jaeger ใน Pacific Rim และบท Orgrim ในหนังจากเกม Warcraft movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *