รีวิว ลักกันวันตาย (2025) เส้นบางๆ ระหว่าง “รัก” กับ “ลัก”

สวัสดีครับ! มาเลยครับ นั่งลงก่อน หาที่สบายๆ แล้วมาฟังผม “เมาท์” หนังเรื่องนี้กันแบบยาวๆ จุใจๆ วันนี้เราจะมาพูดถึง “Everybody Loves Me When I’m Dead (2025) หรือในชื่อไทยสุดจี๊ดว่า ‘ลักกันวันตาย'”

ก่อนอื่นเลยนะ ผมต้องขอบอกคุณตรงนี้เลยว่า… อย่าหวังว่าผมจะมานั่งเล่าเรื่องย่อนะครับ! (หัวเราะ) ไม่เอา! หนังดีๆ แบบนี้ ถ้ามาเล่าเรื่องย่อ ก็เหมือนคุณสปอยล์ตอนจบของชีวิตคู่อะ มันไม่สนุก! สิ่งที่เราจะคุยกันวันนี้คือ “แก่น” ของมัน คือ “ศิลปะ” ที่มันซัดหน้าเราเต็มๆ ทั้งเรื่อง เนื้อเรื่อง (ที่ไม่ใช่เรื่องย่อ), งานภาพ (ที่โคตรมีความหมาย) และ การแสดง (ที่ต้องลุกขึ้นปรบมือ)

เตรียมตัวให้พร้อมนะครับ เพราะนี่คือการรีวิวความยาว ที่จะเจาะลึกทุกอณูของหนังเรื่องนี้!

Part 1: “เนื้อเรื่อง” – เมื่อความ “รัก” กลายเป็น “ลัก” (และสังคมก็พร้อมใจกัน “ปลอม”)

เอาล่ะ มาเริ่มกันที่ “เนื้อเรื่อง” หรือถ้าจะให้ผมเรียกให้ถูก มันคือ “บทภาพยนตร์” (Screenplay) ที่โคตรจะฉลาดและกัดเจ็บที่สุดในรอบหลายปี

คุณครับ แค่ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ “Everybody Loves Me When I’m Dead” (ทุกคนรักฉัน ตอนฉันตายไปแล้ว) มันก็คือการ “ตะโกน” ใส่หน้าสังคมยุคนี้แล้ว นี่คือหนังที่กล้าพูดความจริงที่ว่า “คนดี” มักจะถูกสร้างขึ้นหลังงานศพ เสมอ ส่วนชื่อไทย “ลักกันวันตาย” นี่คือการเล่นคำที่… โอ้โห! มันไม่ใช่ “รัก” แบบ Love แต่มันคือ “ลัก” แบบ Steal! มันคือการ “ขโมย” กันจนถึงวันตายนั่นแหละครับ

ความอัจฉริยะของบทเรื่องนี้ คือการที่มัน “ไม่เล่าเรื่อง” แต่มัน “โยนสถานการณ์” ใส่หน้าเรา

หนังไม่ได้เริ่มที่ A ไป B ไป C… ไม่เลย! มันเริ่มที่ “งานศพ” ของตัวเอก (ขอไม่เอ่ยชื่อตัวละครหลักๆ นะครับ เดี๋ยวคุณจะ mất อรรถรส) เราเห็นผู้คนร้องไห้ฟูมฟาย เราเห็นโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยแฮชแท็ก #RIP เราเห็นการสรรเสริญเยินยอวีรกรรมความดีงามที่ “ดูเหมือนจะ” ถูกลืมไปตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่

จุดนี้แหละครับ คือ “ความจี๊ด” ที่หนึ่ง! หนังเริ่มตั้งคำถามกับเราทันทีว่า… “ไอ้ที่พวกมึงร้องไห้กันอยู่นี่… จริงหรือปลอม?”

การเสียดสี (Satire) ที่เลือดเย็น

ลักกันวันตาย สิ่งที่ผมรักในบทหนังเรื่องนี้ คือมันไม่พยายาม “สั่งสอน” เราครับ มันแค่ “สะท้อน” ภาพความจริงอันน่าสะอิดสะเอียนของสังคม “ไฮเปอร์-เรียลลิตี้” (Hyper-Reality) ที่เราอยู่กันทุกวันนี้

ลักกันวันตาย
  • ประเด็นที่ 1: การเสพติดความ “ดราม่า” มากกว่า “ชีวิต” หนังแสดงให้เราเห็นว่า “การตาย” ของคนๆ หนึ่ง กลายเป็น “คอนเทนต์” ชั้นดีได้อย่างไร แฟนสาวของตัวเอก จากคนที่ (ดูเหมือนจะ) โศกเศร้า กลายเป็น “อินฟลูเอนเซอร์สายดราม่า” เธอกลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ยอดฟอลโลเวอร์พุ่งกระฉูด งานสปอนเซอร์เข้า ทั้งหมดนี้สร้างอยู่บน “ซากศพ” ของคนรักบทหนังขยี้ประเด็นนี้หนักมาก มันมีฉากหนึ่งที่ผมนั่งอึ้งไปเลย คือฉากที่แฟนนางเอกกำลัง “ไลฟ์สด” ร้องไห้หน้าโลงศพ แต่กล้องแพนไปเห็นว่าเธอกำลัง “อ่านสคริปต์” คำไว้อาลัยจากมือถือที่ซ่อนไว้ และมีทีมงานคอย “บรีฟ” อยู่ข้างๆ ว่า “บีบน้ำตาอีก!” … คุณครับ มัน “จุก”
  • ประเด็นที่ 2: “ลัก” (The Steal) – การขโมยอัตลักษณ์ ชื่อไทย “ลักกันวันตาย” มันทำงานของมันตรงนี้ครับ หนังไม่ได้พูดถึงแค่การ “ลัก” สิ่งของ แต่คือการ “ลัก” ตัวตน เมื่อตัวเอกตายไป “ผลงาน” ของเขา (ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ, เพลง, หรือแม้กระทั่ง “แนวคิด”) ที่ไม่เคยมีใครเห็นค่าตอนเขามีชีวิตอยู่ กลับถูก “ขโมย” ไปใช้โดยคนรอบข้าง แฟนสาวเอาไปต่อยอดทำแบรนดิง, เพื่อนสนิทเอาไอเดียไปขาย, แม้กระทั่งญาติห่างๆ ก็ยังเอาเรื่องราวชีวิตเขาไป “ปั้น” ใหม่เพื่อขายข่าวบทหนังตั้งคำถามตัวใหญ่ๆ ว่า “เราเป็นเจ้าของอะไรจริงๆ บ้างในชีวิตนี้? แม้กระทั่งเรื่องราวของเราเอง… เมื่อเราตายไป มันยังเป็นของเราอยู่หรือเปล่า?”

โครงสร้างการเล่าเรื่อง (Narrative Structure) ที่ไม่ใช่สำหรับทุกคน

ต้องเตือนก่อนนะ หนังเรื่องนี้ “ไม่เป็นมิตร” กับคนที่ชอบดูอะไรย่อยง่ายๆ ครับ มันใช้การเล่าเรื่องแบบ “สลับไปมา” (Non-Linear) ที่โหดมาก

  • ปัจจุบัน: คือความ “ปลอม” ในงานศพ, การแย่งชิงผลประโยชน์, การสร้างภาพ
  • อดีต (Flashbacks): คือความ “จริง” ที่ค่อยๆ เผยออกมาทีละนิด เราจะเห็นว่าไอ้ตัวเอกที่ทุกคน “บูชา” ว่าเป็นนักบุญหลังความตายเนี่ย… ตอนมีชีวิตอยู่มันก็ “เทา” สิ้นดี! มันก็มีด้านงี่เง่า, เห็นแก่ตัว, และ “ถูกกระทำ” ไม่ต่างจากคนอื่น

ความเจ๋งคือ… หนังไม่เคย “ตัดสิน” ตัวละครไหนเลย มันแค่ “แฉ” ให้เราเห็นทุกด้าน แล้วปล่อยให้เราคนดูนี่แหละ ที่ต้องตัดสินใจเองว่า “ใครกันแน่ที่เลวที่สุด?” หรือ… บางที… “พวกเราทุกคนก็เลวไม่ต่างกัน?”

บทหนังเรื่องนี้ มันคือ “กระจก” บานใหญ่ที่สะท้อนว่า สังคมเราบูชา “ภาพลักษณ์” (Image) มากกว่า “ตัวตน” (Identity) และเราพร้อมที่จะ “ลัก” ทุกอย่างจากคนอื่น แม้กระทั่งจาก “คนตาย” เพื่อมาปรนเปรอ “อัตตา” ของตัวเอง… มันคือบทที่ “เจ็บ แต่ จริง” ครับ


Part 2: “ภาพ” – ความงามที่ฉาบด้วยยาพิษ (Aesthetic & Cinematography)

มาต่อกันที่ “งานภาพ” หรือ “การกำกับภาพ” (Cinematography) … ผมบอกเลยว่า นี่คือ “มาสเตอร์พีซ” ของความ “ย้อนแย้ง” (Contradiction)

ถ้าคุณคิดว่าหนังดาร์กๆ แบบนี้ ภาพต้องมืดๆ หม่นๆ… คุณคิดผิดมหันต์!

“พาสเทล-นัวร์” (Pastel-Noir) – สไตล์ที่นิยามไม่ถูก

ลักกันวันตาย ผู้กำกับภาพเรื่องนี้ เขาจงใจใช้ “สีพาสเทล” (Pastel) ทั้งเรื่องครับ! ใช่ครับ คุณฟังไม่ผิด… สีชมพูอ่อน, ฟ้าเบบี้บลู, เขียวมินต์… มันคือโทนสีแบบ “คาเฟ่ Instagram” ที่เราเห็นกันจนชินตา

  • ทำไมต้องพาสเทล? นี่คือความ “ฉลาด” ของเขาครับ! เขาใช้ความสวยงาม “ปลอมๆ” ของสีพาสเทล มาเคลือบฉาก “เน่าเฟะ” ที่เกิดขึ้นในเรื่อง
    • ฉากที่ตัวละครกำลังวางแผน “ฮุบ” มรดกของตัวเอก… เกิดขึ้นในห้องนั่งเล่นสีชมพูหวานแหวว
    • ฉากที่แฟนนางเอกกำลัง “เฟค” ร้องไห้… เธอใส่ชุดเดรสสีเหลืองอ่อนราวกับทุ่งลาเวนเดอร์
    • ฉาก “งานศพ” ที่เป็นจุดเริ่มต้น… เต็มไปด้วยดอกไม้สีขาวสะอาดตา แต่ผู้คนที่มางานกลับสวมหน้ากากที่ “ดำมืด” ยิ่งกว่าสีใดๆ
    ความขัดแย้งนี้มัน “ตบหน้า” เราครับ มันบอกเราว่า “โลกที่พวกมึงเห็นว่าสวยงามในโซเชียลน่ะ… เบื้องหลังมันเละเทะแบบนี้แหละ!”

การใช้ “แสง” และ “เงา” ที่มีความหมาย

แม้จะเป็นโทนพาสเทล แต่ “แสง” คือตัวเล่าเรื่องที่แท้จริง

  • แสงธรรมชาติ (ที่จงใจให้แข็งกระด้าง): ในฉาก “ปัจจุบัน” (ฉากสร้างภาพ) หนังมักจะใช้แสงที่ “จ้า” (Overexposed) จนแสบตา แสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามา มันไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มัน “แผดเผา” และ “เปิดโปง” ทุกอย่าง มันทำให้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของตัวละครดู “แบน” และ “ไร้มิติ” เหมือนภาพถ่ายในแมกกาซีนที่ถูกรีทัชจนเกินจริง
  • เงามืด (ในฉากอดีต): ตัดกลับมาที่ฉาก “อดีต” (Flashbacks) ที่เป็นความจริง… หนังจะเปลี่ยนโทนทันที กลายเป็น “นัวร์” (Noir) แบบคลาสสิก แสงจะมาจากแหล่งเดียว (เช่น โคมไฟตั้งโต๊ะ, แสงจากทีวี) สร้าง “เงา” (Shadow) ที่ทอด-ยาว-บน-ใบ-หน้า-ตัว-ละคร มันคือการบอกใบ้ว่า “ความจริง” นั้นซับซ้อน, มีด้านมืด, และไม่เคยชัดเจน 100%

มุมกล้อง (Camera Work) ที่ทำให้เรา “อึดอัด”

นี่คืออีกอย่างที่ผมชอบมาก… มุมกล้องเรื่องนี้ “ไม่น่าไว้วางใจ”

  • การ “แอบมอง” (Voyeuristic Style): หลายฉากสำคัญ หนังจงใจใช้มุมกล้องที่เหมือนเรา “แอบดู” ผ่านรูกุญแจ, ผ่านกระจก, หรือจากมุมห้องที่อับสายตา มันสร้างความรู้สึก “อึดอัด” (Uncomfortable) เหมือนเรากำลัง “ล่วงรู้” ความลับที่ไม่ควรรู้ มันคือการ “ลัก” ดูชีวิตคนอื่น… ซึ่งก็คือสิ่งที่เราทำกันทุกวันผ่าน “สตอรี่” ของคนอื่นนั่นแหละครับ!
  • การ “ซูมช้าๆ” (Slow Zoom): ในฉากที่ตัวละครกำลัง “โกหก” หรือ “ปั้นหน้า” กล้องจะค่อยๆ “ซูม” เข้าไปที่ใบหน้าของพวกเขาช้าๆ… ช้ามากๆ… ช้าจนเราเห็น “รอยยิ้มที่เกร็ง”, “ดวงตาที่วอกแวก”… มันคือการบีบคั้นทางอารมณ์ที่ทรงพลังมาก โดยไม่ต้องใช้คำพูดสักคำ

สรุปในส่วนของ “ภาพ” นะครับ… มันคือ “ลูกอมเคลือบยาพิษ” มันสวยงามจนน่าขนลุก มันใช้ความสุนทรีย์แบบ “โลกสวย” มา “กระทืบ” ความจริงอันเน่าเฟะได้อย่างเจ็บแสบที่สุด

Part 3: “การแสดง” – เมื่อ “หน้ากาก” แนบสนิทจนเป็น “เนื้อแท้”

มาถึงส่วนที่ผมยกให้เป็น “หัวใจ” ของหนังเรื่องนี้… “การแสดง” (Acting)

หนังที่มีบทซับซ้อนและงานภาพจัดจ้านขนาดนี้ ถ้าการแสดง “ไม่ถึง” … มันจะ “พัง” ทันที แต่นี่ไม่ใช่ครับ… นักแสดงทุกคนในเรื่องนี้ “คือปีศาจ” (ในความหมายที่ดีนะ!)

ตัวเอก (ผู้ล่วงลับ): ความท้าทายของการ “แสดงผ่านความทรงจำ”

คนที่รับบทเป็นตัวเอกที่ “ตาย” ไปแล้ว… นี่คืองานหิน! เพราะเขาไม่มี “ปัจจุบัน” ให้เล่น เขาต้อง “สร้างตัวตน” ทั้งหมดผ่านฉาก “Flashbacks” เท่านั้น

  • เขาต้องทำให้เรา “เชื่อ” ในสองด้านที่ต่างกันสุดขั้ว
    1. ด้านที่ “น่ารำคาญ”: เราต้องเห็นว่าทำไมตอนเขามีชีวิตอยู่… คนถึง “ไม่รัก” เขา เขาต้องเล่นเป็นคน “เรียกร้องความสนใจ” (Attention Seeker) ที่น่าเบื่อ, ขี้แพ้, และมีความ “ท็อกซิก” ในตัวเอง
    2. ด้านที่ “น่าสงสาร”: ในขณะเดียวกัน เราก็ต้อง “สงสาร” เขา เราต้องเห็น “ความเปราะบาง” ที่ซ่อนอยู่ใต้ความน่ารำคาญนั้น
  • นักแสดงคนนี้ทำได้ “ไร้ที่ติ” ครับ เราจะรู้สึก “หมั่นไส้” เขาในฉากหนึ่ง แต่พอหนังตัดไปอีกฉากที่เขาพยายาม “สร้างผลงาน” อย่างโดดเดี่ยว… เรากลับ “น้ำตาซึม” เขาคือตัวแทนของ “คนธรรมดา” ที่พยายามตะโกนให้โลกรู้ว่า “กูอยู่นี่!” แต่ไม่มีใครได้ยิน… จนกระทั่งเสียงนั้น “เงียบ” ไปตลอดกาล

“นางพญา” ผู้ “ลัก” ทุกอย่าง (The Girlfriend)

ลักกันวันตาย คนนี้แหละครับ… คนที่แบก “ธีม” ของเรื่องไว้ทั้งบ่า นักแสดงหญิงที่รับบทเป็น “แฟนสาว” … ผมบอกเลยว่า “ออสการ์” ต้องมีชื่อเธอเข้าชิง!

  • การแสดง “ซ้อน” สองชั้น (Two-Faced Performance): นี่คือบท “Sociopath ในคราบนางฟ้า” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
    • “หน้ากาก” (ต่อหน้าสาธารณะ): เธอคือ “ผู้หญิงที่น่าสงสารที่สุดในโลก” ทุกการเคลื่อนไหว, น้ำเสียง, แววตา… มันคือ “ความเศร้า” ที่ถูก “ออกแบบ” มาอย่างดี เธอร้องไห้ได้สวยงามราวกับภาพวาด
    • “หน้าจริง” (ตอนอยู่คนเดียว หรือกับคนที่รู้ทัน): แววตาเธอจะ “เปลี่ยน” ทันที! จากความเศร้า กลายเป็น “เย็นชา”, “คำนวณ”, และ “กระหาย” มันมีฉากหนึ่งที่เธอเพิ่ง “ไลฟ์สด” ร้องไห้เสร็จ… พอกดปิดไลฟ์ปุ๊บ… เธอยกยิ้มมุมปาก เช็ก “ยอดวิว” แล้วถอนหายใจอย่าง “เบื่อหน่าย” … ฉากนี้ฉากเดียว… คือ “นิยาม” ของหนังทั้งเรื่อง!
  • “Micro-Expressions” (การแสดงออกทางสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ): เธอคือ “เจ้าแม่” แห่งสิ่งนี้ คุณต้องดูหนังเรื่องนี้ในโรงจอใหญ่ๆ คุณจะเห็น “การกระตุก” ของเปลือกตา ตอนที่ได้ยินคนพูด “แทงใจดำ”, การ “เม้มปาก” เสี้ยววินาที เมื่อแผนกำลังจะแตก… เธอไม่ได้ “เล่น” เป็นคนปลอม… เธอ “คือ” คนปลอม! เธอคือคนที่ “โกหก” จนกระทั่ง “หน้ากาก” มันหลอมรวมเป็น “เนื้อแท้” ของเธอไปแล้ว

เหล่า “อีแร้ง” (The Supporting Cast)

นักแสดงสมทบทุกคนก็ไม่แพ้กันครับ พวกเขาคือตัวแทนของ “สังคมอีแร้ง” ที่รอ “ทึ้ง” ซากศพ

  • เพื่อนสนิท (ที่รอเสียบ): เล่นได้ “น่าตบ” มาก ทำเป็นซัพพอร์ตแฟนสาว แต่ลับหลังก็ “ลัก” ผลงานเพื่อนไปเป็นของตัวเอง
  • ครอบครัว (ที่เห็นแก่เงิน): มางานศพเพื่อ “นับ” ว่าจะได้มรดกเท่าไหร่
  • สื่อมวลชน (ที่ไร้จรรยาบรรณ): พร้อมจะ “ขยี้” ทุกดราม่าเพื่อ “เรตติ้ง”

การแสดงของทุกคนมัน “กลมกล่อม” และ “น่าสะอิดสะเอียน” ในเวลาเดียวกัน มันคือการรวมพลังที่ทำให้ “โลก” ของ “ลักกันวันตาย” มัน “จริง” อย่างน่าขนลุก

บทสรุปส่งท้าย: หนังที่คุณจะ “เกลียด” … แต่ “หยุดดูไม่ได้”

“Everybody Loves Me When I’m Dead (2025) – ลักกันวันตาย” … มันไม่ใช่ “หนัง” ครับ มันคือ “คำพิพากษา”

มันคือหนังที่ “กล้า” จะ “แหวะ” สังคมยุคนี้ออกมาให้เราดูไส้ดูพุงกันแบบสดๆ มันคือตลกร้ายที่ทำให้เรา “หัวเราะ” ทั้งๆ ที่ในใจมัน “กรีดร้อง”

  • บทหนังที่ “คม” เหมือนมีดผ่าตัด กรีดแผล “ความเสแสร้ง” ของมนุษย์
  • งานภาพที่ “สวย” แต่ “เป็นพิษ” ยิ่งสวยเท่าไหร่ ยิ่งเน่าเฟะเท่านั้น
  • การแสดงที่ “จริง” จนน่ากลัว ทำให้เราต้องหันกลับมามองตัวเองว่า… “ทุกวันนี้… เรากำลัง ‘ลัก’ อะไรจากใครอยู่หรือเปล่า?”

ผมเดินออกจากโรงหนังด้วยความรู้สึก “อึน” ครับ มัน “จุก” มัน “ชา” มันคือความรู้สึกที่ว่า… เราแม่งอยู่ในยุคที่ “ความตาย” มี “มูลค่า” มากกว่า “ชีวิต” จริงๆ

นี่คือหนังที่ “ต้องดู” ครับ ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง… แต่เพื่อ “การตื่นรู้”

ไปดูเถอะครับ… ไปดู “ความจริง” ที่เราพยายาม “หนี” มันมาตลอด… ในโลกที่ทุกคนจะรักคุณ… ก็ต่อเมื่อคุณ “ไม่มีลมหายใจ” อีกต่อไปแล้ว. movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *