รีวิว Lilo & Stitch (2025) เกินคาด! สติทช์ไม่หลอน แต่นานี่ทำเราร้องไห้หนักมาก

นี่คือรีวิวภาพยนตร์เรื่อง Lilo & Stitch (2025) ฉบับ Live-Action แบบเจาะลึก จัดเต็ม ดุเดือด และออกมาจากความรู้สึกของคนที่โตมากับเวอร์ชันการ์ตูน โดยจะข้ามเรื่องย่อไปเลย เพราะเชื่อว่าทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า “โอฮาน่า แปลว่าครอบครัว”

บทนำ ความกล้าที่มาพร้อมความเสี่ยง ของการหยิบ “ตำนาน” มาปัดฝุ่น

เอาล่ะครับ… หายใจเข้าลึกๆ ก่อนเริ่มเลยนะ เพราะการหยิบเอา Lilo & Stitch หนึ่งในอนิเมชั่นที่ “สมบูรณ์แบบ” ที่สุดของ Disney ในยุค 2000s มาทำเป็นคนแสดง (Live-Action) มันคือการเดินไต่ลวดเส้นบางๆ ระหว่าง “ความปัง” กับ “ความพัง”

ปี 2025 นี้ Disney ตัดสินใจปล่อยเจ้าเอเลี่ยนสีฟ้าตัวป่วนออกมาโลดแล่นในโลกความเป็นจริง ภายใต้การกำกับของ Dean Fleischer Camp (จาก Marcel the Shell with Shoes On) ซึ่งแค่ชื่อผู้กำกับก็ทำให้ผมมีความหวังขึ้นมานิดนึงว่า “เฮ้ย มันอาจจะไม่ใช่แค่หนังขายของเล่นก็ได้นะ” เพราะงานเก่าเขาเน้นเรื่องหัวใจดวงเล็กๆ ในโลกใบใหญ่ได้ดีมาก

หลังจากที่ดูจบ ผมบอกได้เลยว่า… มันมีความรู้สึกที่ “ซับซ้อน” มากครับ มันไม่ได้แย่แบบที่กลัว แต่มันก็มีความแปลกใหม่ที่ต้องเปิดใจรับ พอมันเปลี่ยนจากลายเส้นพู่กันสีน้ำ (Watercolor backgrounds) ที่เป็นเอกลักษณ์ของต้นฉบับ มาเป็นภาพถ่ายจริง สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ภาพ แต่มันคือ “น้ำหนัก” ของอารมณ์

1. งานภาพและ CGI เมื่อ “ความน่ารัก” ปะทะกับ “ความสมจริง” (The Visuals)

มาคุยเรื่องช้างในห้อง (หรือเอเลี่ยนในห้อง) กันก่อนเลยครับ เจ้าสติทช์ (Stitch)

ตอนเห็นตัวอย่างแรก หลายคนกังวลเรื่อง “Uncanny Valley” หรือความรู้สึกหลอนๆ เวลาเห็นตัวการ์ตูนมาอยู่ในโลกจริง แต่พอได้ดูเต็มเรื่อง ทีม VFX สมควรได้รับคำชมครับ

  • Texture ของสติทช์ สิ่งที่หนังทำได้ฉลาดคือการบาลานซ์ความเป็น “สัตว์ต่างดาว” กับ “ตุ๊กตา” ขนของสติทช์มีความเปียกชื้น มีความยุ่งเหยิงเวลาโดนลม และการขยับของดวงตาก็สื่ออารมณ์ได้ดีมาก มันไม่ได้ดูเป็นพลาสติกแข็งๆ แต่มันดู “มีชีวิต” จังหวะที่มันแยกเขี้ยว มันดูน่ากลัวสมกับเป็นสัตว์ทดลอง 626 จริงๆ ทำให้เรารู้สึกได้ว่า ทำไม คนทั่วไปถึงกลัวมัน ซึ่งจุดนี้เวอร์ชันการ์ตูนอาจจะลดทอนความน่ากลัวลงด้วยลายเส้นน่ารัก แต่เวอร์ชันนี้ทำให้เห็นชัดเลยว่า “เออนะ ถ้าเจอไอ้ตัวนี้ในครัวตอนดึกๆ คงช็อกตาย”
  • บรรยากาศของฮาวาย ในเวอร์ชันการ์ตูน ฉากหลังใช้เทคนิคสีน้ำที่นุ่มนวล แต่ในเวอร์ชัน 2025 นี้ งานภาพเน้นแสงธรรมชาติ (Natural Lighting) ที่ดิบกว่า ฮาวายในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ฉากหลังสวยหรูในโปสการ์ดนักท่องเที่ยว แต่มันดูเป็น “บ้าน” ของชนชั้นแรงงานจริงๆ เราเห็นความเก่าของบ้าน ความรกของห้องลิโล่ และความสวยงามที่จับต้องได้ของทะเล แสงแดดที่กระทบผิวหนังนักแสดงมันให้ความรู้สึกร้อนและอบอุ่นจริงๆ ซึ่งช่วยส่งเสริมธีมเรื่อง “ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต” ได้ดีมาก
Stitch

2. การแสดงและเคมีตัวละคร Lilo & Stitch หัวใจสำคัญที่แบกหนังทั้งเรื่อง

ถ้า CGI ของสติทช์คือร่างกาย การแสดงของนักแสดงนำคือ “วิญญาณ” ของหนังเรื่องนี้ครับ

Maia Kealoha รับบท Lilo น้องคือ “เพชรเม็ดงาม” ของเรื่องนี้ครับ! การหาเด็กที่จะมารับบทลิโล่ เด็กหญิงที่มีความแปลก (Weird), ก้าวร้าวหน่อยๆ, แต่เปราะบางสุดขั้ว ไม่ใช่งานง่าย แต่ Maia ทำได้แบบตีบทแตก

  • เธอไม่ได้แค่เลียนแบบเสียงหรือท่าทางจากการ์ตูน แต่เธอถ่ายทอดความ “โดดเดี่ยว” ของเด็กที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปได้ลึกซึ้งมาก สายตาตอนที่เธอทะเลาะกับเพื่อน หรือตอนที่เธอกอดสติทช์ มันมีความโหยหาความรักที่ทำให้คนดูน้ำตาซึมได้ง่ายๆ น้องทำให้เราเชื่อว่า “ลิโล่ไม่ใช่เด็กดื้อเพราะอยากดื้อ แต่เธอแค่ไม่รู้วิธีจัดการกับความเศร้า”

Sydney Agudong รับบท Nani นี่คือ MVP (Most Valuable Player) ที่แท้จริงของเวอร์ชันนี้ครับ ในการ์ตูนเราอาจจะมองเห็นนานี่ในมุมพี่สาวขี้บ่น แต่พอเป็นคนแสดง… พระเจ้าช่วย! ความเหนื่อยล้ามันชัดเจนมาก

  • Sydney ถ่ายทอดบทของพี่สาววัยรุ่นที่ต้องกลายมาเป็นแม่คนโดยไม่ทันตั้งตัวได้สมจริงจนน่าใจหาย เราเห็นรอยคล้ำใต้ตา เห็นความเครียดเวลาคุยเรื่องบิลค่าใช้จ่าย และความกลัวที่จะเสียลิโล่ไปให้กับนักสังคมสงเคราะห์ เคมีระหว่างเธอกับ Maia (ลิโล่) คือสิ่งที่อุ้มหนังไว้ทั้งเรื่อง ฉากทะเลาะกันในบ้านคือ Real มาก มันคือการทะเลาะของพี่น้องจริงๆ ที่รักกันแต่เหนื่อยกับชีวิต มันไม่ใช่แค่บทละคร แต่มันคือ “Reality of Struggle”

Chris Sanders (เสียง Stitch) การดึงผู้กำกับต้นฉบับและเจ้าของเสียงเดิมกลับมาพากย์คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด ไม่มีใครเข้าใจเสียงคำราม เสียงบ่นงึมงำ และคำว่า “Ohana” ได้ดีเท่าเขา เสียงของเขายังคงเป็นสะพานเชื่อมความรู้สึกระหว่างแฟนคลับรุ่นเก่ากับหนังเวอร์ชันใหม่ได้เป็นอย่างดี

The Aliens (Jumba & Pleakley) Zach Galifianakis (Jumba) และ Billy Magnussen (Pleakley) ทำหน้าที่เป็นตัวชูโรงด้านตลก (Comic Relief) ได้ดี แต่… ต้องยอมรับว่าพอเป็น Live-Action ดีไซน์ของเอเลี่ยนสองตัวนี้อาจจะดู “ขัดตา” บ้างในบางฉาก เพราะมันดูหลุดโลกไปหน่อยเมื่อเทียบกับโทนดราม่าสมจริงของพาร์ทมนุษย์ แต่การแสดงของพวกเขาก็ช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้ โดยเฉพาะ Billy ที่เล่นเป็น Pleakley ได้จริตจะก้านน่าหมั่นไส้ปนน่ารักสุดๆ

3. การตีความเนื้อเรื่อง เมื่อความจริงจังมาเยือน (Narrative Depth)

สิ่งที่ผมชอบที่สุดและอยากจะขยี้ให้ฟังคือ “โทนของหนัง” ครับ

เวอร์ชัน 2025 นี้ ไม่ได้แค่มาขายความตลก แต่มันกล้าที่จะสำรวจประเด็นที่หนักอึ้ง (Trauma & Grief) มากขึ้น

  • ภัยคุกคามจากระบบสังคมสงเคราะห์ (CPS) ในการ์ตูน ตัวละคร Cobra Bubbles ดูน่าเกรงขามแบบสายลับ Men in Black แต่ในเวอร์ชันนี้ (รับบทโดย Courtney B. Vance) ความน่ากลัวของเขาไม่ใช่ปืนเลเซอร์ แต่คือ “อำนาจทางกฎหมาย” หนังทำให้เรารู้สึกกดดันจริงๆ ว่านานี่กำลังจะเสียลิโล่ไป ทุกครั้งที่รถสีดำขับมาจอดหน้าบ้าน คนดูจะรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง มันสะท้อนความจริงของครอบครัวที่ไม่พร้อมแต่พยายามประคับประคองกันสุดชีวิต
  • ความสัมพันธ์ของพี่น้อง หนังขยายเวลาให้เราเห็นความพยายามของนานี่มากขึ้น เราเห็นเธอทำงานหนัก เห็นเธอร้องไห้ในรถคนเดียว ซึ่งมันทำให้ฉากที่เธอกอดลิโล่มันทรงพลังขึ้นร้อยเท่า พันเท่า
  • Stitch คือกระจกสะท้อน เวอร์ชันนี้เน้นย้ำชัดเจนว่า สติทช์คือภาพสะท้อนของลิโล่ ทั้งคู่คือ “ตัวประหลาด” ที่สังคมไม่เข้าใจ และทั้งคู่ต่างก็ “พัง” (Broken) มาจากข้างใน การที่สติทช์เรียนรู้ที่จะรัก ไม่ใช่แค่เพราะโปรแกรมเออเร่อ แต่เพราะเขาเห็นตัวเองในตัวลิโล่ การพัฒนาความสัมพันธ์ตรงนี้ทำออกมาได้ละมุนละไมและน่าเชื่อถือ

4. ดนตรีและวัฒนธรรม จิตวิญญาณแห่งฮาวาย

ดนตรีประกอบยังคงใช้เพลงคลาสสิกของ Elvis Presley ซึ่งพอมันมาอยู่ในหนังคนแสดง มันให้ฟีล Retro ที่เท่และมีสไตล์มาก แต่ที่ต้องชมคือการใช้เพลงพื้นเมืองฮาวาย “He Mele No Lilo” และ “Hawaiian Roller Coaster Ride” เวอร์ชันใหม่ที่เรียบเรียงให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้น

หนังยังใส่ใจรายละเอียดวัฒนธรรมฮาวายได้ดีขึ้น (อาจจะเพื่อแก้ตัวจากการวิจารณ์เรื่อง Casting ในช่วงแรก) เราเห็นการเต้น Hula ที่ดูศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายต่อจิตวิญญาณของลิโล่จริงๆ ไม่ใช่แค่การแสดงโชว์

จุดสังเกตและข้อด้อย (เพราะไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ)

แม้ผมจะชมมาเยอะ แต่ก็มีจุดที่รู้สึก “เอ๊ะ” อยู่บ้าง

  1. จังหวะของหนัง (Pacing) ช่วงกลางเรื่องตอนที่จัมบ้ากับพลีกลี่ย์พยายามจับสติทช์ บางฉากรู้สึกยืดเยื้อและดูเป็นการ์ตูน Slapstick มากเกินไปจนตัดอารมณ์ดราม่าของพาร์ทพี่น้อง
  2. ความสมจริงที่ทำร้ายจิตใจ บางฉากที่สติทช์อาละวาดทำลายข้าวของ พอเป็นภาพจริง มันดูรุนแรงและสร้างความเสียหายหนักมาก จนเราแอบสงสัยว่า “นานี่จะหาเงินที่ไหนมาซ่อมบ้านเนี่ย?” ความสมจริงตรงนี้แอบทำให้เราเครียดแทนตัวละครมากกว่าจะขำ

บทสรุป คุ้มค่าแก่การดูไหม?

Lilo & Stitch (2025) ไม่ใช่แค่หนังรีเมคที่ทำมาเพื่อดูดเงิน (Cash grab) แต่มันคือการ “แปลความหมาย” (Retelling) ของเรื่องราวเดิมด้วยภาษาภาพยนตร์ที่โตขึ้น

มันคือจดหมายรักถึงเด็กๆ ที่เคยดูเวอร์ชันการ์ตูน ซึ่งตอนนี้โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่อาจจะกำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตเหมือนกับนานี่ หนังบอกเราว่า “มันไม่ผิดหรอกที่ครอบครัวเราจะแตกหัก หรือไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเราไม่ทิ้งกัน นั่นแหละคือครอบครัว”

  • คะแนนการแสดง 9.5/10 (Maia และ Sydney แบกเรื่องไว้บนบ่าได้อย่างงดงาม)
  • คะแนนงานภาพ 8.5/10 (Stitch ดูดีกว่าที่คิด แต่เอเลี่ยนตัวอื่นยังดูโดดๆ)
  • คะแนนความประทับใจ 9/10

คำเตือนสุดท้าย เตรียมทิชชู่ไปครับ ไม่ใช่เพราะเศร้าแบบฟูมฟาย แต่เพราะความอบอุ่นของคำว่า “Ohana” ในเวอร์ชันคนแสดงนี้ มัน Impact ต่อหัวใจรุนแรงเหลือเกิน

ถ้าคุณเคยรักลิโล่และสติทช์ คุณจะหลงรักพวกเขาอีกครั้งในรูปแบบที่ต่างออกไป… เป็นรูปแบบที่มีเลือดเนื้อ มีน้ำตา และมีหัวใจที่เต้นอยู่จริงครับ.

และนี่คือ บทสรุปและฉากจบแบบละเอียด (Ending Explained) ของภาพยนตร์เรื่อง Lilo & Stitch (2025) ฉบับ Live-Action โดยเล่าเน้นไปที่เหตุการณ์ช่วงไคลแมกซ์ไปจนถึงบทส่งท้ายครับ

ช่วงวิกฤต การลาจากที่บีบหัวใจ

เรื่องราวเดินทางมาถึงจุดต่ำสุดเมื่อ Cobra Bubbles (เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์) ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะต้องพาตัว ลิโล่ (Lilo) ไปเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์ เพราะ นานี่ (Nani) ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในบ้านได้ สติทช์ซึ่งรู้ตัวดีว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมด จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปซ่อนตัวในป่าเพื่อคืนความสงบสุขให้ครอบครัวนี้ ฉากนี้ในหนังทำออกมาได้เศร้ามาก ท่ามกลางบรรยากาศป่าฝนฮาวายที่มืดมิด สติทช์นั่งรอชะตากรรมอยู่คนเดียว พร้อมหนังสือ “ลูกเป็ดขี้เหร่” ในมือ

การจู่โจมของกานตู (Gantu)

ในขณะที่จัมบ้า (Jumba) และพลีกลี่ย์ (Pleakley) ถูกจับได้ว่าทำภารกิจล้มเหลว สภาสหพันธ์กาแลกติกจึงส่ง กัปตันกานตู (Captain Gantu) ฉลามบกยักษ์ร่างยักษ์มาจัดการ กานตูในเวอร์ชัน CGI ดูน่าเกรงขามและดุดันมาก เขาจับตัวสติทช์ใส่ตู้กระจกแก้วได้สำเร็จ แต่โชคร้ายที่ลิโล่ซึ่งตามหาสติทช์อยู่ก็โดนจับไปด้วย

นานี่ที่วิ่งตามมาเห็นเหตุการณ์พอดี แต่ทำอะไรไม่ได้ เธอทรุดลงร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง จนกระทั่งจัมบ้าและพลีกลี่ย์ตัดสินใจ “เลือกข้าง” ทั้งสองคนยอมทิ้งภารกิจเดิมและร่วมมือกับนานี่เพื่อไปช่วยลิโล่ “ครอบครัว” จึงเริ่มก่อตัวขึ้นจากกลุ่มคนที่ดูไม่เข้ากันที่สุด

ฉากไล่ล่ากลางอากาศ ศึกชิงตัวประกัน

นี่คือฉากแอ็กชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรื่อง นานี่, จัมบ้า และพลีกลี่ย์ ขึ้นขับยานอวกาศของจัมบ้าไล่ตามยานยักษ์ของกานตู หนังเปลี่ยนฉากไล่ล่าให้ดูสมจริงและตื่นเต้นด้วยการบินโฉบผ่านหุบเขาและภูเขาไฟในฮาวาย

จุดพีคคือการที่สติทช์แหกกรงออกมาได้และช่วยลิโล่ แต่ยานของกานตูกำลังบินออกนอกโลก สติทช์จึงต้องเสี่ยงชีวิตกระโดดไปมาบนตัวยานเพื่อทำลายเครื่องยนต์ จนกระทั่งยานของกานตูเสียการควบคุมและตกลงสู่ทะเลใกล้ชายฝั่ง

การเผชิญหน้าบนหาดทราย (The Confrontation)

หลังจากยานตก นานี่รีบวิ่งไปที่ฝั่งและพบว่าสติทช์กำลังอุ้มลิโล่ที่หมดสติขึ้นมาจากน้ำ (ฉากนี้บีบหัวใจมากเพราะดูเหมือนลิโล่จะไม่รอด) แต่สุดท้ายเธอก็ฟื้นขึ้นมา สติทช์กอดเธอไว้แน่น แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่ก้าวข้ามเผ่าพันธุ์

ทันใดนั้น ยานแม่ขนาดยักษ์ของ Grand Councilwoman (ผู้นำสูงสุด) ก็ปรากฏขึ้นเหนือหาดทราย พร้อมกองทัพเอเลี่ยนนับร้อยที่ล้อมกรอบพวกเขาไว้ ผู้นำสูงสุดสั่งให้จับสติทช์กลับไปประหารทันทีตามกฎหมายอวกาศ

จุดเปลี่ยน กระดาษแผ่นเดียวเปลี่ยนชะตา

ในขณะที่สติทช์กำลังจะถูกลากตัวขึ้นยาน สติทช์พูดประโยคสำคัญที่ทำให้ทุกคนเงียบกริบ

“นี่คือครอบครัวของผม… ผมเจอมันเอง… มันเล็ก แล้วก็พังๆ… แต่ก็ยังดี… ยังดี”

คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าสัตว์ทดลอง 626 ได้เรียนรู้ความรู้สึกแล้ว แต่ผู้นำสูงสุดยังยืนยันคำเดิม จนกระทั่ง ลิโล่ ยื่นเอกสารใบหนึ่งให้ดู นั่นคือ “ใบเสร็จการรับเลี้ยงสุนัข” ที่สติทช์เซ็นชื่อไว้ (ด้วยรอยกัด) อย่างถูกต้องตามกฎหมายของโลก

Cobra Bubbles ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย (และเฉลยว่าเขาคืออดีต CIA ที่เคยเจอกับผู้นำสูงสุดที่รอสเวลล์เมื่อปี 1973) ช่วยยืนยันว่าสติทช์เป็นพลเมืองโลกภายใต้การดูแลของครอบครัวนี้ การลักพาตัวสติทช์ไปถือเป็นการขโมยสิ่งที่ครอบครัวนี้ “ซื้อ” มาแล้ว

บทสรุป เนรเทศสู่ “สวรรค์”

ผู้นำสูงสุดยอมจำนนต่อกฎหมาย (และเห็นแก่หน้า Bubbles) เธอจึงตัดสินใจ “ลงโทษ” สติทช์ด้วยการ เนรเทศ ให้มาอยู่บนโลกมนุษย์ตลอดไป พร้อมกับมอบหมายให้ครอบครัวของลิโล่เป็นผู้คุมความประพฤติ และสั่งให้จัมบ้ากับพลีกลี่ย์คอยช่วยดูแลด้วย (ข้ออ้างเพื่อให้ทุกคนได้อยู่ด้วยกัน)

กานตูถูกปลดจากตำแหน่ง (และถูกส่งไปทำหน้าที่ตลกๆ แทน) ส่วน Cobra Bubbles สัญญาว่าจะไม่พรากลิโล่ไปจากนานี่อีก ตราบใดที่พวกเขายังดูแลกันและกันได้

Epilogue บ้านใหม่และครอบครัวใหม่

หนังจบลงด้วยฉาก Montage ประกอบเพลง “Burning Love” (เวอร์ชันใหม่) ที่แสดงให้เห็นภาพการสร้างบ้านใหม่ขึ้นมาทดแทนหลังเก่าที่พังไป (จากการต่อสู้)

  • เราเห็นสติทช์ จัมบ้า และพลีกลี่ย์ ช่วยกันตอกตะปูและทาสีบ้าน
  • เดวิด (แฟนหนุ่มของนานี่) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอย่างเต็มตัว
  • มีการฉลองวันเกิดให้สติทช์ และสติทช์ก็อบเค้ก (เละๆ) ให้ทุกคน
  • ฉากสุดท้ายคือภาพถ่ายรวมครอบครัวใบใหม่ที่แปะอยู่บนตู้เย็น เป็นภาพที่ทุกคนยิ้มแบบแปลกๆ แหว่งๆ แต่มันคือภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด

กล้องค่อยๆ แพลนภาพออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสติทช์นั่งดีดอูคูเลเล่อยู่ริมระเบียงกับลิโล่ ก่อนที่ยานอวกาศของสภาฯ จะบินลับหายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน จบลงด้วยความอบอุ่นและประทับใจ

ข่าวดีสำหรับแฟนๆ คือ Disney ไม่ปล่อยให้รอนานครับ เพราะหลังจากที่ภาคแรก (2025) กวาดรายได้ถล่มทลายและกระแสตอบรับดีเกินคาด ทางสตูดิโอก็ได้ประกาศ “ไฟเขียว” ให้สร้างภาคต่อทันที

นี่คือข้อมูลล่าสุดที่มีการยืนยันออกมาครับ (อิงจากไทม์ไลน์ปัจจุบัน ธันวาคม 2025)

  1. ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว Disney ได้ประกาศเรื่องนี้ไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2025 (ในวัน 626 Day) ว่า Lilo & Stitch 2 อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา (In Development)
  2. Chris Sanders กลับมาเขียนบท นี่คือข่าวที่พีคที่สุด คือ Chris Sanders (ผู้ให้เสียงสติทช์ และผู้กำกับต้นฉบับเวอร์ชันการ์ตูน) จะกลับมาทำหน้าที่ เขียนบท ให้กับภาคต่อนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งรับประกันได้เลยว่าจิตวิญญาณและความกวนของสติทช์จะยังอยู่ครบถ้วนแน่นอน
  3. เนื้อเรื่องจะเป็นยังไง? ยังไม่มีเรื่องย่อหลุดออกมา แต่มีความเป็นไปได้ 2 ทางหลักๆ คือ
    • ดัดแปลงจาก Lilo & Stitch 2 Stitch Has a Glitch ที่สติทช์เกิดอาการรวนเพราะพลังงานปั่นป่วน ซึ่งจะเน้นดราม่าเรียกน้ำตาหนักๆ
    • เปิดจักรวาลการทดลองอื่นๆ อาจจะเริ่มมีการแนะนำ “ลูกพี่ลูกน้อง” ของสติทช์ (Experiments ตัวอื่นๆ) เหมือนในเวอร์ชันซีรีส์ เพื่อขยายสเกลหนังให้ใหญ่ขึ้น

สรุป มาแน่ครับ แต่อาจจะต้องร้องเพลงรอไปอีกสักพักใหญ่ๆ คาดว่ากว่าจะได้ดูกันน่าจะช่วงปี 2027-2028 เลยครับ

ถ้าคุณชอบภาคแรก ภาค 2 น่าตื่นเต้นกว่าเดิมแน่นอน เพราะเราอาจจะได้เห็นสติทช์มี “แฟน” (Angel) หรือคู่ปรับตัวแสบอย่าง “Reuben” (หมายเลข 625 ที่ชอบกินแซนด์วิช) มาโผล่ในรูปแบบคนแสดงก็ได้ครับ! movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *