เรื่องย่อของสารคดีอาชญากรรมที่น่าจับตามองเรื่อง Stolen Heist of the Century (2025) หรือในชื่อไทยที่อาจจะคุ้นกันว่า “ปล้นสะท้านโลก คดีเด็ดแห่งศตวรรษ” (ชื่ออาจแตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม แต่เนื้อหาคือเรื่องเดียวกัน) ซึ่งกำลังเป็นกระแสบน Netflix ครับ
ข้อมูลทั่วไป
- ชื่อเรื่อง Stolen Heist of the Century
- ประเภท สารคดี / อาชญากรรม (True Crime Documentary)
- ความยาว ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
- ผู้กำกับ Mark Lewis
- ช่องทางรับชม Netflix

เรื่องย่อ (Synopsis)
สารคดีเรื่องนี้เจาะลึกเบื้องหลังเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 2003 ณ เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าเพชรของโลก เหตุการณ์นี้ถูกขนานนามว่าเป็น “การปล้นเพชรแห่งศตวรรษ” (The Heist of the Century)
เรื่องราวโฟกัสไปที่ Leonardo Notarbartolo หัวหน้าแก๊งโจรชาวอิตาลีที่ชื่อว่า “The School of Turin” (โรงเรียนแห่งตูริน) เขาและทีมงานวางแผนอย่างแยบยลเพื่อเจาะเข้าไปในห้องนิรภัยชั้นใต้ดินของ Antwerp Diamond Centre ซึ่งได้ชื่อว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาที่สุดในโลก ทั้งกล้องวงจรปิด เซนเซอร์จับความร้อน การตรวจจับแรงสั่นสะเทือน และรหัสล็อคที่ซับซ้อน
สารคดีจะพาเราไปดูตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน การแฝงตัวเข้าไปดูลาดเลา (Notarbartolo เช่าออฟฟิศในตึกนั้นเพื่อตบตา) วิธีการเอาชนะระบบเซนเซอร์ต่างๆ ด้วยอุปกรณ์บ้านๆ แต่ได้ผลเหลือเชื่อ ไปจนถึงการสืบสวนของตำรวจนักสืบที่ต้องแกะรอยจากหลักฐานเพียงชิ้นเล็กๆ ที่ถูกทิ้งไว้ข้างทาง
บทวิจารณ์ (Review)
1. การเล่าเรื่อง (Narrative)
- จุดเด่น สารคดีเลือกใช้วิธีเล่าเรื่องที่ “กล้าหาญ” มาก คือการนำตัว Leonardo Notarbartolo (หัวหน้าโจรตัวจริง) มานั่งสัมภาษณ์และเล่าเรื่องด้วยตัวเอง ตัดสลับกับฝั่งตำรวจนักสืบที่ทำคดีนี้ ทำให้เราได้เห็นมุมมองแบบ “Cat and Mouse” (แมวไล่จับหนู) ที่ทันกัน
- ความรู้สึก มันให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังโจรกรรม (Heist Movie) ฮอลลีวูดอย่าง Ocean’s Eleven มากกว่าสารคดีแห้งๆ จังหวะการเล่าเรื่องกระชับ ตื่นเต้น และเต็มไปด้วยเทคนิคการโกงที่เราคาดไม่ถึง
2. งานภาพและการนำเสนอ (Visuals & Production)
- Re-enactment (ภาพจำลองเหตุการณ์) ทำออกมาได้ดีมาก มีความ Cinematic สูง แสงสีและการตัดต่อช่วยสร้างบรรยากาศความตึงเครียดในขณะที่โจรปฏิบัติการในห้องนิรภัยได้ดี
- การตัดต่อ ลื่นไหล ไม่น่าเบื่อ มีการใช้กราฟิกอธิบายผังตึกและระบบกลไกต่างๆ ให้คนดูเข้าใจง่ายว่าทำไมตึกนี้ถึงปล้นยาก และพวกเขาทำได้อย่างไร
3. ตัวละคร/ผู้ให้สัมภาษณ์ (Key Figures)
- Leonardo Notarbartolo เขาคือดาวเด่นของเรื่องอย่างแท้จริง ด้วยบุคลิกที่ดูเจ้าเล่ห์ มีเสน่ห์แบบวายร้าย (Charming Rogue) และท่าทางที่ดูภาคภูมิใจกับผลงานของตัวเองมากกว่าจะสำนึกผิด ทำให้คนดูอาจจะเผลอเอาใจช่วยโจรโดยไม่รู้ตัว
- ฝั่งตำรวจ ทำหน้าที่เป็นตัวดึงสติคนดู กลับมาสู่โลกความจริงว่านี่คืออาชญากรรมที่สร้างความเสียหายมหาศาล
จุดสังเกต
- เนื่องจากเป็นการเล่าจากมุมมองของโจรเป็นหลัก บางส่วนของเรื่องอาจจะมีความ “โม้” หรือบิดเบือนไปบ้าง ซึ่งสารคดีก็ฉลาดพอที่จะทิ้งปมให้คนดูตั้งคำถามว่า “สิ่งที่เขาเล่ามาทั้งหมด คือความจริงแน่หรือ?” โดยเฉพาะตอนจบที่ทิ้งปริศนาเรื่องเพชรที่หายไป
สรุป (Verdict)
Stolen Heist of the Century (2025) ไม่ใช่แค่สารคดีอาชญากรรมทั่วไป แต่มันคือหนังปล้นชั้นดีที่สร้างจากเรื่องจริง เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังแนววางแผนปล้น หักเหลี่ยมเฉือนคม และอยากรู้ว่าในโลกความเป็นจริง โจรระดับโลกเขาทำงานกันอย่างไร โดยไม่ต้องพึ่งระเบิดตูมตาม แต่ใช้ “สมอง” และ “ความอดทน” ล้วนๆ
นี่คือบทวิจารณ์เชิงลึกแบบเจาะแก่นความคิด ในสไตล์ “เล่าสู่กันฟัง” แบบเข้มข้น สำหรับสารคดีที่กำลังเป็นที่พูดถึงที่สุดในนาทีนี้ครับ

บทวิจารณ์เจาะลึก Stolen Heist of the Century (2025)
เมื่อความจริง สนุกยิ่งกว่านิยาย และโจร… คือศิลปินเอกแห่งโลกอาชญากรรม
สวัสดีครับเพื่อนนักดูหนังทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะชวนคุยแบบยาวๆ ถึงสารคดีเรื่องหนึ่งที่เพิ่งปล่อยออกมาในปี 2025 นี้ และทำเอาผม “นั่งไม่ติดเก้าอี้” ตลอดระยะเวลาการรับชม นั่นคือ “Stolen Heist of the Century”
ปกติแล้วเวลาเราดูหนังแนว “Heist Movie” หรือหนังโจรกรรมพวก Ocean’s Eleven หรือ Mission Impossible เรามักจะมีความคิดแวบหนึ่งในหัวว่า “แหม… มันก็แค่ในหนัง ของจริงใครจะไปทำได้ขนาดนี้” แต่สารคดีเรื่องนี้ตบหน้าความคิดนั้นของผมจนชา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง คือเรื่องจริง การวางแผนจริง และเทคนิคการโกงความตายที่มนุษย์ทำขึ้นจริงๆ
วันนี้ผมจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลา (เพราะเชื่อว่าหลายท่านคงพอทราบโครงเรื่องการปล้นเพชรที่แอนต์เวิร์ปมาบ้างแล้ว) แต่ผมจะขอเจาะลึกในมุมมองของ บทการเล่าเรื่อง (Narrative), งานภาพ (Visuals), และ การแสดง/ตัวตน (Performance) ว่าทำไมงานชิ้นนี้ถึงสมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสารคดีอาชญากรรมที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของทศวรรษ
1. บทและการเล่าเรื่อง (The Narrative Arc) จิตวิทยาแห่งการลวงโลก
สิ่งที่ทำให้ Stolen เวอร์ชั่นปี 2025 นี้แตกต่างจากสารคดีข่าวทั่วไป คือ “ชั้นเชิงการเล่าเรื่อง” ครับ ผู้กำกับไม่ได้แค่อยากบอกเราว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่เขาพยายามจะพาเราเข้าไปสำรวจว่า “มันเกิดขึ้นได้อย่างไรในทางจิตวิทยา”
การปูพื้นฐานที่แข็งแรงเหมือนคอนกรีต หนังใช้เวลาช่วงแรกได้คุ้มค่ามากในการสร้างความน่าเกรงขามให้กับ “Antwerp Diamond Centre” การบรรยายสรรพคุณของระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งเซนเซอร์จับความร้อน, สนามแม่เหล็ก, รหัสล็อคที่หมุนได้เป็นร้อยล้านแบบ, และกุญแจที่ยาวเกือบเท่าแขน มันทำให้คนดูรู้สึกสิ้นหวังแทนโจรครับ การเล่าเรื่องตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าภารกิจนี้คือ “ความเป็นไปไม่ได้” (Mission Impossible) และเมื่อโจรเริ่มลงมือทำลายความเป็นไปไม่ได้นั้นทีละเปราะ ความสะใจมันจึงทวีคูณ
จังหวะการเล่าแบบ Thriller บทหนังฉลาดมากที่เลือกใช้การตัดสลับไทม์ไลน์ ระหว่าง “การเตรียมการ” (Preparation) กับ “การสืบสวน” (Investigation) มันเหมือนเรากำลังดูกระดานหมากรุกสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือ Leonardo Notarbartolo (หัวหน้าโจร) ที่เดินหมากด้วยความใจเย็น สุขุม และเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม อีกฝั่งคือตำรวจเบลเยียมที่เดินตามหลังอยู่หนึ่งก้าวเสมอ จังหวะที่หนังบีบคั้นเราที่สุด ไม่ใช่ตอนที่ตำรวจจับโจรได้ แต่เป็นตอนที่โจรอยู่ในห้องนิรภัย การเล่าเรื่องตรงนี้ทำออกมาได้เงียบเชียบแต่ทรงพลัง การที่บทเน้นย้ำถึง “ความมืด” และ “ความเงียบ” ในห้องนิรภัยใต้ดิน ทำให้เราแทบจะกลั้นหายใจตาม เสียงหัวใจเต้น เสียงลมหายใจ หรือแม้แต่เสียงเทปกาวที่ถูกดึงออกมา มันถูกขยายความให้กลายเป็นความระทึกขวัญระดับสูง
Unreliable Narrator (ผู้เล่าเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้) นี่คือเสน่ห์ที่ร้ายกาจที่สุดของบทครับ การที่หนังเลือกให้ Leonardo Notarbartolo มาเป็นผู้เล่าเรื่องหลัก (Main Narrator) มันทำให้เกิดสภาวะกึ่งจริงกึ่งเท็จ เราต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “สิ่งที่หมอนี่พูด คือความจริง หรือเขากำลังปั่นหัวเราอยู่?” บทหนังเล่นกับความคลุมเครือนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “เพชรที่หายไป” หนังไม่ได้สรุปจบแบบฟันธง แต่ทิ้งตะกอนความคิดไว้ให้เราไปถกเถียงกันต่อว่า ตกลงแล้วใครกันแน่ที่เป็นผู้ชนะในเกมนี้? โจรที่ติดคุกแต่รวยล้นฟ้า หรือตำรวจที่จับคนได้แต่ไม่ได้ของคืน?
2. งานภาพและสุนทรียะ (Visuals & Cinematography) เมื่อสารคดีสวมวิญญาณหนังนัวร์
ถ้าปิดเสียงแล้วดูแต่ภาพ คุณอาจจะนึกว่ากำลังดูหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ งานภาพใน Stolen Heist of the Century (2025) ก้าวข้ามคำว่าสารคดีไปไกลมาก

Cinematic Re-enactment (ภาพจำลองที่สมจริง) จุดอ่อนของสารคดีส่วนใหญ่คือฉากจำลองเหตุการณ์มักจะดูปลอม หรือดูเป็นละครราคาถูก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ครับ งานโปรดักชั่น (Production Design) ในฉากการปล้นทำออกมาได้ “เนี้ยบ” และ “ขลัง” มาก แสงเงา (Lighting) ในฉากห้องนิรภัยถูกจัดวางอย่างจงใจให้ดูมีความเป็น “Film Noir” คือมีความมืดที่ดำสนิท ตัดกับแสงไฟฉายวูบวาบที่ส่องกระทบประกายเพชร มันสะท้อนความโลภและความอันตรายออกมาผ่านงานภาพได้อย่างงดงาม มุมกล้อง (Camera Angles) มักจะเลือกถ่ายจากมุมมองสายตาของโจร (POV) เช่น การมองผ่านรูกุญแจ การมองผ่านกล้องส่องทางไกล หรือมุมมองที่ต้องก้มตัวหลบเซนเซอร์ สิ่งนี้ดึงคนดูให้กลายเป็น “ผู้สมรู้ร่วมคิด” (Accomplice) ไปโดยปริยาย เราไม่ได้แค่นั่งดูพวกเขาปล้น แต่เรารู้สึกเหมือนกำลังช่วยพวกเขาถือไฟฉายอยู่ด้วยซ้ำ
Visual Effects & Graphics อีกส่วนที่ต้องชมคือการใช้กราฟิกอธิบายกลไก (Explainer Graphics) เนื่องจากระบบนิรภัยมันซับซ้อนมาก ถ้าอธิบายด้วยปากเปล่าเราคงงง แต่หนังใช้กราฟิก 3D จำลองโครงสร้างตึก เส้นทางเดินสายไฟ และกลไกของแม่กุญแจ ให้เห็นภาพชัดเจน การทำภาพให้เห็น “รังสีอินฟราเรด” หรือ “คลื่นแม่เหล็ก” ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ช่วยให้เราเข้าใจความยากของภารกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ศัพทเทคนิคเยอะ
Color Grading (การย้อมสี) หนังใช้โทนสีแบ่งแยกอารมณ์ชัดเจน ช่วงที่เป็นการวางแผนและปฏิบัติการปล้น ภาพจะออกโทนเย็น (Cool Tone) สีน้ำเงินเข้ม เทา และดำ สื่อถึงความเยือกเย็น ความไฮเทค และความลึกลับ แต่ตัดภาพมาที่พาร์ทการสัมภาษณ์ Leonardo ในปัจจุบัน ภาพกลับมีโทนที่อุ่นขึ้น (Warm Tone) และดูสบายๆ เหมือนเขากำลังนั่งจิบกาแฟเล่าเรื่องตลกให้เพื่อนฟัง ความขัดแย้งของโทนสีนี้แหละครับ ที่ช่วยขับเน้นความ “ชิล” ของตัวเอกที่ขัดแย้งกับความรุนแรงของคดีที่เขาก่อ
3. การแสดงและตัวตน (The Performance) การแสดงที่ไม่ได้แสดง
ในสารคดี เราอาจจะไม่ได้วิจารณ์ “การแสดง” (Acting) ในความหมายปกติ แต่เราต้องวิจารณ์ “การนำเสนอตัวตน” (Presence) ของบุคคลในเรื่อง และ “การแคสติ้ง” นักแสดงในฉากจำลอง
Leonardo Notarbartolo The Charismatic Villain ต้องยอมรับว่า Leonardo คือ “The Star” ของเรื่องนี้อย่างแท้จริง เขาไม่ใช่แค่อาชญากร แต่เขาคือนักเล่าเรื่อง (Storyteller) ชั้นเซียน
- ภาษากาย (Body Language) สังเกตแววตาและรอยยิ้มมุมปากของเขานะครับ ทุกครั้งที่เขาเล่าถึงตอนที่เจาะระบบสำเร็จ หรือตอนที่ตำรวจหาหลักฐานไม่เจอ แววตาเขาจะเปล่งประกายด้วยความภาคภูมิใจ (Pride) มันไม่ใช่ความรู้สึกผิดแบบที่สังคมคาดหวัง แต่มันคือความภูมิใจของศิลปินที่สร้างผลงานชิ้นเอกสำเร็จ
- วาทศิลป์ เขาเลือกใช้คำพูดที่ทำให้ตัวเองดูเป็น “สุภาพบุรุษโจร” (Gentleman Thief) เขาทำให้เราลืมไปชั่วขณะว่าเขากำลังทำลายชีวิตพ่อค้าเพชรหลายคน แต่ทำให้เรารู้สึกว่าเขากำลังท้าทายระบบทุนนิยม
- ความน่าเชื่อถือ อย่างที่บอกไปตอนต้น การแสดงออกของเขามัน “เนียน” จนเราจับไม่ได้ว่าตรงไหนคือเรื่องจริง ตรงไหนคือเรื่องแต่ง นี่คือการแสดงระดับออสการ์ในชีวิตจริงที่หาดูได้ยาก
The Detective The Antagonist (ในมุมมองโจร) ฝั่งตำรวจนักสืบที่ให้สัมภาษณ์ ทำหน้าที่เป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ การแสดงออกของพวกเขาเต็มไปด้วยความ “ขมขื่น” (Bitterness) และ “ความหมกมุ่น” (Obsession) เราจะสัมผัสได้เลยว่าคดีนี้มันกัดกินจิตวิญญาณของพวกเขาขนาดไหน การได้เห็นสีหน้าของตำรวจที่ยอมรับว่า “โจรพวกนี้มันอัจฉริยะ” คือโมเมนต์ที่ทรงพลังมาก เพราะมันคือการยอมรับศัตรูอย่างลูกผู้ชาย
นักแสดงในฉากจำลอง (Re-enactment Actors) ต้องขอชมเชยทีมแคสติ้งที่เลือกนักแสดงมารับบท “The School of Turin” (แก๊งโจร) ได้ดูเป็นธรรมชาติมาก พวกเขาไม่ได้ดูเหมือนดาราหน้าหล่อ แต่ดูเหมือนช่างไฟ ช่างประปา หรือคนธรรมดาๆ ที่เดินสวนกันตามท้องถนน ซึ่งนี่แหละคือหัวใจสำคัญ—อาชญากรที่เก่งที่สุด คือคนที่เราสงสัยน้อยที่สุด การแสดงของพวกเขาเน้นความเงียบ การสื่อสารด้วยสายตา และความคล่องแคล่วในการใช้อุปกรณ์ ทำให้ฉากปล้นดูสมจริงและน่าเชื่อถือ

บทสรุปส่งท้าย (Conclusion)
Stolen Heist of the Century (2025) ไม่ใช่แค่สารคดีที่ทำมาเพื่อเล่าข่าว แต่มันคืองานศิลปะที่ผสมผสานระหว่างจิตวิทยาอาชญากรรม งานภาพยนตร์ระดับสูง และการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์
ตลอดเกือบ 2 ชั่วโมง หนังพาเราไปสำรวจเส้นบางๆ ระหว่าง “ความอัจฉริยะ” กับ “ความบ้าบิ่น” มันทำให้เราตั้งคำถามกับระบบความปลอดภัยที่เราเชื่อถือ และทำให้เราเห็นว่า ต่อให้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน จุดอ่อนที่สุดของระบบก็ยังคงเป็น “มนุษย์” อยู่ดี
ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ดูแล้วต้องคิดตาม ดูแล้วต้องลุ้นจนมือเกร็ง และดูจบแล้วยังต้องไปหาข้อมูลต่อเพราะความค้างคาใจ นี่คือ Masterpiece ที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ
สำหรับผม นี่คือ 8.5/10 คะแนน ของความบันเทิงที่แลกมาด้วยความจริงอันเจ็บแสบครับ.
Stolen Heist of the Century (2025) เป็นภาพยนตร์สารคดี (Documentary) “นักแสดงหลัก” ในที่นี้จึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ คือ บุคคลจริง (Real Figures) ที่เป็นเจ้าของเรื่องราวซึ่งมานั่งให้สัมภาษณ์ และ นักแสดงจำลองเหตุการณ์ (Re-enactment Actors) ที่มารับบทบาทในฉากย้อนอดีต
แต่ดาวเด่นที่แท้จริงที่ทำให้สารคดีเรื่องนี้ขับเคลื่อนไปได้ คือ “บุคคลจริง” ครับ นี่คือประวัติย่อของตัวละครหลักในชีวิตจริงที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในเรื่อง
1. Leonardo Notarbartolo (ลีโอนาร์โด โนตาร์บาร์โตโล)
- บทบาท หัวหน้าแก๊งโจร “The School of Turin” / ผู้วางแผนการปล้น
- ฉายา The Mastermind (มันสมอง)
- ประวัติย่อ ลีโอนาร์โดคือโจรอาชีพชาวอิตาลีที่มีบุคลิกเหมือนหลุดออกมาจากนิยาย เขาไม่ใช่โจรที่ใช้ความรุนแรง แต่เป็น “โจรเจ้าเสน่ห์” (Charismatic Thief) ที่ใช้สมองและจิตวิทยา เขาเริ่มเข้าสู่วงการอาชญากรรมตั้งแต่อายุ 30 โดยเชื่อว่าการขโมยคือศิลปะแขนงหนึ่ง ในสารคดี เขาทำหน้าที่เป็น ผู้เล่าเรื่องหลัก ด้วยท่าทีที่สุขุม นุ่มลึก และแฝงความขี้เล่น เขาเป็นคนรวบรวมทีมและใช้เวลานานกว่า 18 เดือนในการวางแผนเจาะห้องนิรภัยที่แอนต์เวิร์ป โดยการแฝงตัวทำทีเป็นพ่อค้าเพชร เช่าออฟฟิศในตึกเดียวกัน เพื่อศึกษาระบบความปลอดภัยทุกกระเบียดนิ้ว
2. Patrick Peys & Agim De Bruycker (แพทริก เพย์ส และอาจิม เดอ บรอยเกอร์)
- บทบาท ตำรวจนักสืบเบลเยียม / หน่วยเพชร (Antwerp Diamond Squad)
- ฉายา The Hunters (ผู้ล่า)
- ประวัติย่อ คู่หูนักสืบที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคดีนี้ พวกเขาคือตัวแทนของความถูกต้องที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาและความว่างเปล่า ในตอนแรกพวกเขาแทบไม่มีเบาะแสอะไรเลย เพราะโจรไม่ทิ้งรอยนิ้วมือหรือร่องรอยงัดแงะไว้ ในสารคดี ทั้งสองคนทำหน้าที่เป็น ขั้วตรงข้าม ของลีโอนาร์โด พวกเขาเล่าถึงความกดดันมหาศาลจากทั่วโลก และความรู้สึก “ทึ่ง” แกม “เจ็บใจ” เมื่อค้นพบวิธีการที่โจรใช้เอาชนะระบบเซนเซอร์อันซับซ้อน
3. แก๊ง The School of Turin (ทีมปฏิบัติการ)
ถึงแม้ตัวจริงบางคนจะไม่ได้มานั่งให้สัมภาษณ์ (หรือยังหลบหนีอยู่/เสียชีวิตไปแล้ว) แต่บทบาทของพวกเขาถูกถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าและนักแสดงจำลองเหตุการณ์ได้อย่างโดดเด่น
- Speedy (สปีดี้) – ชื่อจริง Pietro Tavano
- เพื่อนสนิทของลีโอนาร์โด เป็นคนขี้วิตกกังวล แต่ซื่อสัตย์ หน้าที่หลักคือคอยช่วยเหลือลีโอนาร์โดในทุกเรื่อง แต่ความผิดพลาดเล็กๆ ของเขา (การทิ้งถุงขยะที่มีหลักฐานข้างทางเพราะความลนลาน) กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตำรวจแกะรอยได้
- The Monster (เดอะ มอนสเตอร์) – ชื่อจริง Ferdinando Finotto
- ชายร่างยักษ์ผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกและไฟฟ้า เขาคือคนที่รู้วิธีจัดการกับเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหวและสัญญาณกันขโมย เป็นเหมือนฝ่ายเทคนิค (Tech Guy) ของทีม
- The Genius (เดอะ จีเนียส) – ชื่อจริง Elio D’Onorio
- ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสัญญาณเตือนภัย ว่ากันว่าเขาสามารถปลดวงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อนที่สุดได้ในความมืด
- The King of Keys (ราชาแห่งกุญแจ) – (ไม่เปิดเผยชื่อจริง/นามสมมติ)
- ชายชราปริศนาที่เป็นตำนานในวงการสะเดาะกุญแจ เขาคือคนเดียวที่สามารถทำกุญแจผีเพื่อไขประตูนนิรภัยที่ว่ากันว่า “ไม่มีวันทำกุญแจปลอมได้” ของห้องนิรภัยแอนต์เวิร์ป โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำได้อย่างไรจนถึงทุกวันนี้
นักแสดงในฉากจำลอง (Re-enactment Cast)
สำหรับพาร์ทที่เป็นภาพยนตร์จำลองเหตุการณ์ (Re-enactment) สารคดีมักใช้นักแสดงที่มีฝีมือแต่หน้าตาไม่ช้ำ (ไม่ใช่ดาราแม่เหล็ก) เพื่อความสมจริงครับ โดยเน้นคนที่บุคลิกใกล้เคียงตัวจริงมากที่สุด
- Kim Rossi Stuart (หรือนักแสดงสไตล์อิตาลีลุคเข้ม) มักจะได้รับบทเป็น Leonardo ในฉากย้อนอดีต (ซึ่งในเวอร์ชั่น 2025 นี้ นักแสดงที่มารับบททำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดความ “เท่” และความ “นิ่ง” ขณะปฏิบัติภารกิจ)
สรุป “นักแสดง” ที่คุณต้องจับตามองที่สุดคือ ตัว Leonardo Notarbartolo ตัวจริง ครับ เพราะทุกคำพูด สีหน้า และแววตาของเขา คือการแสดงสดที่ไม่มีสคริปต์ และเต็มไปด้วยปริศนาว่าสิ่งที่เขาพูดมา… เชื่อได้แค่ไหน? movieseries