รีวิว Stranger Things 2 เมื่อความมืด “กัดกิน” ลึกกว่าเดิม!

Stranger Things 2

นี่คือรีวิว Stranger Things 2 ในสไตล์ “เล่าให้เพื่อนฟัง” แบบเจาะลึก เน้นวิเคราะห์อารมณ์ งานภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นเล่าเรื่องย่อครับ

รีวิวเจาะลึกStranger Things 2 — เมื่อ “อดีต” ยังไม่ยอมปล่อยมือ และความมืดมิดที่ “ใหญ่” กว่าเดิม

เอาล่ะครับ วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดอก ถึงซีรีส์ที่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่าง Stranger Things 2 ถ้าซีซั่น 1 คือจดหมายรักถึงยุค 80s ที่ห่อหุ้มด้วยความลึกลับและมิตรภาพ ซีซั่น 2 นี้สำหรับผม มันคือการ “เติบโต” ที่มาพร้อมกับบาดแผลครับ มันไม่ใช่แค่การสู้กับสัตว์ประหลาดอีกต่อไป แต่มันคือการสู้กับ “PTSD” หรือบาดแผลทางใจที่ตัวละครทุกตัวต้องแบกรับ

หลายคนมักบอกว่า “ภาคต่อมักจะห่วยกว่าภาคแรก” แต่สำหรับ Stranger Things 2 ผมกล้าพูดเลยว่า ในแง่ของ Character Development (พัฒนาการตัวละคร) และ Emotional Depth (ความลึกซึ้งทางอารมณ์) ซีซั่นนี้ทำได้ดีกว่าซีซั่นแรกด้วยซ้ำ แม้จะมีจังหวะสะดุดบ้าง แต่มันคือมาสเตอร์พีซในแบบของมันเอง

มาเจาะกันทีละประเด็นครับ

1. แก่นเรื่องและบรรยากาศจาก “Jaws” สู่ “The Exorcist”

ถ้าซีซั่น 1 เปรียบเสมือนหนังเรื่อง Jaws หรือ Alien ที่เราต้องหนีตายจากสัตว์ประหลาดตัวเดียว ซีซั่น 2 นี้ พี่น้อง Duffer (ผู้สร้าง) พาเราข้ามเส้นไปสู่ความเป็น The Exorcist ผสมกับ Aliens (ภาค 2) ครับ

สิ่งที่ผมชอบมากคือ ซีซั่นนี้ไม่ได้รีบร้อนที่จะโยนสัตว์ประหลาดใส่หน้าเรา แต่มันใช้เวลาปูพื้นฐานเรื่อง “ผลกระทบ” (Aftermath) ได้อย่างยอดเยี่ยม เราได้เห็น Will Byers ที่กลับมาจาก Upside Down แต่ตัวเขายังไม่ได้กลับมาจริงๆ การเปลี่ยนธีมจากการถูก “ล่า” มาเป็นการถูก “สิงสู่” (Possession) มันสร้างความน่ากลัวในระดับจิตวิทยาได้ดีมากครับ

บรรยากาศในซีซั่นนี้ถูกย้อมด้วยสีส้มของเทศกาลฮาโลวีน ตัดกับสีน้ำเงินเย็นยะเยือกของ Upside Down ได้อย่างมีศิลปะ มันให้ความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว แต่ก็อบอุ่นแปลกๆ ในเวลาเดียวกัน การขยายสเกลจาก “Demogorgon” (สัตว์ประหลาดตัวเดียว) มาเป็น “Mind Flayer” (จอมบงการเงาทมิฬ) เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมาก เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าศัตรูครั้งนี้มันเกินมือเด็กๆ จะรับไหว มันคือ Cosmic Horror ที่แท้จริง มันใหญ่คับฟ้า และเราไม่รู้จะชนะมันยังไง นี่คือจุดที่ทำให้คนดูอย่างเรานั่งไม่ติดเก้าอี้

2. การแสดงพื้นที่ฉายแสงของ “Noah Schnapp” และการระเบิดอารมณ์ของทุกคน

ต้องขอพูดถึงเรื่องการแสดงเป็นอันดับแรก เพราะนี่คือหัวใจของซีซั่น 2 จริงๆ

  • Noah Schnapp (รับบท Will Byers)ถ้าซีซั่น 1 วิลล์เป็นแค่ “เป้าหมาย” ที่ทุกคนต้องตามหา ซีซั่น 2 นี้คือเวทีโซโล่ของ Noah ครับ และเขาทำได้ “น่าขนลุก” มาก การแสดงเป็นคนที่ถูกบางสิ่งครอบงำ ร่างกายที่สั่นเทา แววตาที่เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความว่างเปล่า และเสียงกรีดร้องที่เหมือนไม่ใช่เสียงมนุษย์… ผมยกให้เขาเป็น MVP ของซีซั่นนี้เลย ฉากที่เขาถูกสอบสวนในห้องแล็บ หรือฉากที่เขาพยายามบอกทุกคนผ่านรหัสมอร์ส ในขณะที่ร่างกายถูกควบคุม มันคือการแสดงระดับชั้นครูในร่างเด็ก
  • Millie Bobby Brown (รับบท Eleven)ซีซั่นนี้ Eleven ต้องแยกตัวออกมาอยู่กับ Hopper ทำให้เราได้เห็นด้าน “เกรี้ยวกราด” และ “สับสน” ของเธอมากขึ้น เธอไม่ได้มีแค่หน้านิ่งๆ แล้วเลือดกำเดาไหลอีกต่อไป แต่เธอถ่ายทอดความโหยหา “บ้าน” และ “แม่” ออกมาได้เจ็บปวด โดยเฉพาะเคมีระหว่างเธอกับ David Harbour (Hopper) ที่เป็นเหมือนพ่อลูกปากแข็ง ทั้งคู่เล่นรับส่งอารมณ์กันได้ดุเดือดมาก ฉากทะเลาะกันจนบ้านพังนั้นคือที่สุดของความเรียล มันคือความรักที่มาพร้อมความกลัวการสูญเสีย
  • Joe Keery (รับบท Steve Harrington)จะไม่พูดถึงคนนี้ไม่ได้! จากไอ้หนุ่มแบดบอยในซีซั่นแรก กลายมาเป็น “Mom Steve” ขวัญใจมหาชนในซีซั่นนี้ การจับคู่เขากับ Dustin (Gaten Matarazzo) คือความอัจฉริยะของคนเขียนบท เคมีของคู่นี้มันธรรมชาติและตลกมาก Steve กลายเป็นตัวละครที่มีมิติที่สุดคนหนึ่ง เขาเสียคนรัก เสียสถานะราชาโรงเรียน แต่เขากลับได้ความเป็น “ฮีโร่” และความเป็น “พี่ชาย” มาแทน สายตาที่เขามองเด็กๆ ตอนปกป้องพวกเขาจากฝูง Demo-dogs มันเท่กว่าพระเอกหนังแอคชั่นหลายเรื่องซะอีก

3. ตัวละครใหม่ส่วนเติมเต็ม หรือ ส่วนเกิน?

ซีซั่นนี้มีการเพิ่มตัวละครเข้ามาหลักๆ 3 คน คือ Max, Billy และ Bob ซึ่งผมมองว่ามันมีทั้งจุดที่เวิร์คและไม่เวิร์ค

  • Bob Newby (Sean Astin)นี่คือตัวละครที่เข้ามาขโมยหัวใจคนดูอย่างแท้จริง Bob คือตัวแทนของความดีงาม ความซื่อ และความรักที่บริสุทธิ์ ท่ามกลางเรื่องราวที่ดำมืด การแสดงของ Sean Astin ทำให้เรารัก Bob ได้ภายในไม่กี่ตอน และนั่นแหละครับ… มันทำให้จุดจบของเขามันกระแทกใจเราอย่างรุนแรง การตายของ Bob ไม่ใช่แค่ฉากสยองขวัญ แต่มันคือการสูญเสีย “ความไร้เดียงสา” ครั้งสุดท้ายของซีซั่น
  • Max (Sadie Sink)เธอเข้ามาเติมเต็มกลุ่มเด็กผู้ชายได้ดี เป็นตัวละครที่มีความห้าวและฉลาด แต่ในซีซั่นนี้บทบาทของเธอยังดูเหมือนเป็นแค่ “ตัวแปร” ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง Dustin กับ Lucas มากกว่าจะมีเส้นเรื่องของตัวเองที่แข็งแรงจริงๆ แต่การแสดงของ Sadie นั้นมีเสน่ห์และเอาอยู่
  • Billy (Dacre Montgomery)ผมมองว่า Billy ในซีซั่นนี้ถูกวางไว้เป็น “ตัวร้ายที่เป็นมนุษย์” เพื่อมาคานอำนาจกับสัตว์ประหลาด การแสดงของ Dacre นั้นดุดันและน่ากลัวแบบโรคจิต แต่บทบาทของเขายังดูลอยๆ ไม่ค่อยเชื่อมโยงกับเส้นเรื่องหลักเท่าไหร่ เหมือนใส่มาเพื่อปูทางไปซีซั่น 3 มากกว่า

4. งานภาพและเทคนิคพิเศษความงดงามในความมืด

ในแง่ของ Visuals ซีซั่น 2 ยกระดับขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

  • The Shadow Monster (Mind Flayer)ดีไซน์ของมันน่าเกรงขามมาก การใช้เงาดำร่างยักษ์ที่มีขาแมงมุมปกคลุมท้องฟ้าสีแดงเลือดเหนือโรงเรียน เป็นภาพที่ติดตาและทรงพลัง มันให้ความรู้สึกถึงภัยคุกคามระดับ Lovecraftian horror (ความสยองขวัญแบบจักรวาลที่มนุษย์ตัวจ้อยไม่อาจเข้าใจ)
  • The Tunnelsฉากอุโมงค์ใต้ดินที่เต็มไปด้วยรากไม้และสปอร์ลอยละล่อง เป็นงาน Production Design ที่ละเอียดมาก แสงไฟฉายวูบวาบที่ตัดกับความมืดและเมือกเหนียวๆ สร้างความรู้สึกอึดอัด (Claustrophobic) ได้ดีเยี่ยม
  • Cinematography (การกำกับภาพ)ผมชอบการใช้มุมกล้องในซีซั่นนี้มาก โดยเฉพาะการหมุนกล้องกลับหัวเวลาเปลี่ยนผ่านโลกจริงกับ Upside Down มันดูสมูทและสื่อความหมายได้ดี และการจัดแสงไฟนีออนแบบยุค 80s ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หนังดู “แพง” และมีสไตล์

5. จุดที่น่าเสียดายEpisode 7 “The Lost Sister”

เราต้องพูดถึงช้างในห้องครับ… ตอนที่ 7 ที่ Eleven เดินทางไปในเมืองเพื่อเจอ “Kali” (หมายเลข 008)

นี่คือตอนที่ถูกวิจารณ์เยอะที่สุด และผมก็เห็นด้วยส่วนหนึ่งว่า “มันทำให้อารมณ์สะดุด” ในขณะที่เนื้อเรื่องที่ Hawkins กำลังพีคสุดๆ การตัดฉับมาเป็นหนังแนวแก๊งสเตอร์พังค์ในเมืองใหญ่ มันดู “โดด” ออกมาจนเกือบหลุดธีม

แต่… ถ้ามองในมุมของการเติบโตของตัวละคร (Character Arc) ตอนนี้ “จำเป็น” ครับ Eleven ต้องออกไปเจอโลก ต้องไปรู้ว่าความโกรธแค้นพาไปสู่จุดไหน เพื่อที่เธอจะเลือกได้ว่า “บ้าน” ที่แท้จริงของเธอคือที่ไหน ถ้าไม่มีตอนนี้ ฉากที่เธอกลับมาปิดประตูมิติในตอนจบ มันจะไม่ทรงพลังเท่านี้ เพราะเธอไม่ได้กลับมาแค่เพราะบทสั่ง แต่เธอกลับมาเพราะเธอ “เลือก” แล้ว

ถึงกระนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโทนของตอนนี้มันแปลกแยก และการแสดงของแก๊งพังค์ดูเป็นการ์ตูนไปหน่อยเมื่อเทียบกับความเรียลในพาร์ทอื่นๆ

Stranger Things 2

6. บทสรุปความรู้สึกดีกว่าซีซั่น 1 ไหม?

ถ้าถามผม… Stranger Things 2 คือภาคต่อที่สมศักดิ์ศรีและเติมเต็มจักรวาลนี้ให้สมบูรณ์

ในแง่ความสดใหม่ ซีซั่น 1 อาจจะชนะเลิศเพราะเราไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ในแง่ของ ความผูกพัน ซีซั่น 2 ทำได้ดีกว่ามาก เราไม่ได้แค่ลุ้นให้พวกเขารอดตาย แต่เรา “แคร์” พวกเขาจริงๆ เราเจ็บปวดเมื่อเห็น Will ทรมาน เรายิ้มแก้มปริเมื่อเห็น Steve สอน Dustin เซ็ตผม และเราน้ำตาซึมเมื่อเห็น Hopper กอด Eleven

บทสรุปของซีซั่นนี้ที่งานเต้นรำ Snow Ball เป็นการจบที่สวยงามและอบอุ่นหัวใจที่สุดเท่าที่ซีรีส์นี้เคยทำมา มันย้ำเตือนเราว่า ท้ายที่สุดแล้ว “พวกเขาเป็นแค่เด็ก” ที่สมควรได้รับความสุขแบบเด็กๆ บ้าง ก่อนที่กล้องจะหมุนกลับหัวให้เห็น Mind Flayer ที่ยังคงจ้องมองพวกเขาอยู่… เป็นการจบแบบ Bittersweet ที่สมบูรณ์แบบ

คะแนนความน่าดูถ้าคุณชอบซีซั่น 1 คุณจะ “รัก” ตัวละครในซีซั่น 2 มากขึ้นอีกหลายเท่า งานภาพอลังการขึ้น เนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้น และการแสดงของ Noah Schnapp คือสิ่งที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

นี่คือรีวิวจากใจคนที่ดูจบแล้วอยากจะกลับไปดูซ้ำอีกรอบทันที หวังว่าจะชอบมุมมองนี้นะครับ!

นี่คือ บทสรุปท้ายเรื่องแบบละเอียด (Ending Summary) ของ Stranger Things 2 โดยเน้นเจาะลึกเหตุการณ์ช่วงไคลแมกซ์ไปจนถึงฉากจบสุดท้ายครับ

บทสรุปเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายปฏิบัติการปิดตายประตูมิติ

เรื่องราวเดินทางมาถึงจุดแตกหักเมื่อกลุ่มตัวละครหลักรู้แล้วว่า “Mind Flayer” (จอมบงการเงาทมิฬ) เชื่อมต่อจิตสำนึกกับสิ่งมีชีวิตทุกอย่างใน Upside Down เหมือนรังผึ้ง (Hive Mind) ถ้าฆ่าตัวแม่ได้ พวกสมุน (Demo-dogs) ก็จะตายหมด แต่ปัญหาคือ Will ยังถูกสิงอยู่ ถ้าปิดประตูมิติ Will อาจจะตายไปด้วย พวกเขาจึงต้องวางแผนแยกกันทำภารกิจ 3 ทาง:

1. การไล่ผีที่กระท่อม (The Exorcism)

Joyce, Jonathan, และ Nancy พาตัว Will ไปที่กระท่อมลับของ Hopper เพื่อทำการ “ขับไล่” ปีศาจออกจากร่าง เนื่องจาก Mind Flayer ชอบความเย็นและเกลียดความร้อน พวกเขาจึงมัด Will ไว้กับเตียงและเปิดเครื่องทำความร้อนทุกตัวจนอุณหภูมิสูงปรี๊ด

  • Will กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและพยายามดิ้นรน จนกระทั่งถึงขีดสุด เขาเอื้อมมือไปบีบคอแม่ตัวเอง แต่ Joyce ไม่ยอมแพ้ เธอตะโกนเรียกสติลูกชาย
  • ในที่สุด เงามืดสีดำกลุ่มใหญ่ก็พุ่งออกจากปากของ Will และลอยหนีออกไปทางหน้าต่างขึ้นสู่ท้องฟ้า Will กลับมาเป็นปกติและรอดชีวิตมาได้หวุดหวิด

2. การเบี่ยงเบนความสนใจในอุโมงค์ (The Distraction)

Mike, Dustin, Lucas, และ Max ภายใต้การดูแล (ที่คุมไม่ค่อยอยู่) ของ Steve ตัดสินใจลงไปใน “อุโมงค์ใต้ดิน” ที่รากไม้ของ Upside Down แผ่ขยายไปทั่ว เพื่อเผาทำลาย “จุดศูนย์กลาง” (Hub) ของมัน

  • เป้าหมายคือเพื่อล่อให้ฝูง Demo-dogs ที่กำลังขวางทาง Eleven อยู่ที่ห้องแล็บ ให้กลับมาปกป้องรัง
  • แผนสำเร็จ! พวกเขาจุดไฟเผาอุโมงค์ ทำให้ฝูง Demo-dogs วิ่งกรูออกจากห้องแล็บ แต่ขากลับพวกเขาเผชิญหน้ากับ “D’Art” (สัตว์เลี้ยงเก่าของ Dustin) Dustin เลี้ยงขนมมันเป็นครั้งสุดท้ายและมันยอมเปิดทางให้พวกเขาหนีรอดมาได้

3. การปิดประตูมิติ (Closing the Gate)

Eleven และ Hopper มุ่งหน้ากลับไปที่ Hawkins Lab ซึ่งตอนนี้กลายเป็นรังของสัตว์ประหลาด ระหว่างทางลงลิฟต์ ทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกัน Hopper ขอโทษที่เข้มงวดเกินไป และ Eleven ก็เข้าใจความหวังดีของเขา (ฉากนี้ซึ้งมาก)

  • เมื่อไปถึงประตูมิติรอยแยกขนาดมหึมา Eleven ใช้พลังจิตทั้งหมดที่มีเพื่อปิดมัน แต่แรงต้านมหาศาล
  • Hopper คอยยิงสกัด Demo-dogs ที่พยายามจะเข้ามาขัดขวาง
  • Eleven นึกถึงคำสอนของ “Kali” (พี่สาวหมายเลข 008) ให้ดึงความโกรธและความเจ็บปวดในอดีตมาเป็นพลัง เธอระเบิดพลังเฮือกสุดท้าย ลอยตัวขึ้นจากพื้น และใช้พลังจิตผลักรอยแยกให้ปิดสนิท ตัดขาดการเชื่อมต่อระหว่างสองโลกได้สำเร็จ
  • ทันทีที่ประตูปิดลง ฝูง Demo-dogs ทั้งหมดก็ล้มลงและตายทันที (เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตัดไฟ)

บทส่งท้ายหนึ่งเดือนต่อมา (One Month Later)

หลังจากเหตุการณ์สงบลง เรื่องราวตัดข้ามมาหนึ่งเดือนในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

  • ความยุติธรรมแด่ BarbMurray Bauman (นักสืบเอกชน) ปล่อยข่าวรั่วไหลว่าการตายของ Barb เกิดจาก “สารพิษรั่วไหล” จากห้องแล็บ ทำให้ห้องแล็บถูกสั่งปิดถาวร และครอบครัวของ Barb ก็ได้จัดงานศพและทำใจได้สักที Stranger Things 2
  • ชีวิตใหม่ของ ElevenDr. Owens (เจ้าหน้าที่แล็บฝ่ายดี) มอบใบสูติบัตรปลอมให้ Hopper ระบุชื่อลูกสาวว่า “Jane Hopper” ทำให้ Eleven มีตัวตนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง แต่ยังต้องระวังตัวอยู่
  • งานเต้นรำ Snow Ballนี่คือฉากจบที่อบอุ่นที่สุด เด็กๆ ทุกคนไปงานเต้นรำฤดูหนาวของโรงเรียน
    • Lucas และ Maxเต้นรำคู่กันและจูบกันครั้งแรก
    • Willได้เต้นรำกับสาวน้อยน่ารักคนหนึ่ง และดูมีความสุขเหมือนเด็กปกติ
    • Dustinพยายามชวนสาวเต้นแต่โดนปฏิเสธหมด จนกระทั่ง Nancy เข้ามาช่วยกู้หน้าและชวนเขาเต้น บอกว่าเขาคือคนโปรดของเธอ (ซีนนี้น่ารักมาก)
    • Mike และ ElevenEleven ปรากฏตัวในชุดสวย Hopper อนุญาตให้เธอมางานได้ ทั้งสองเจอกัน เต้นรำด้วยกัน และจูบกัน ท่ามกลางเพลง “Every Breath You Take”

Stranger Things 2 ฉากสุดท้าย (The Final Shot)

ในขณะที่กล้องค่อยๆ ถอยห่างออกจากโรงเรียนที่เต็มไปด้วยความสุขและแสงไฟอบอุ่น ภาพก็ค่อยๆ “หมุนกลับหัว” (Upside Down)

เราได้เห็นภาพโรงเรียนเดียวกันในโลกคู่ขนานที่มืดมิด เย็นยะเยือก และเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน เหนือหลังคาโรงเรียนนั้น Mind Flayer (จอมบงการเงาทมิฬ) ร่างยักษ์ยังคงยืนตระหง่าน จ้องมองลงมาที่งานเต้นรำ…

ความหมายแม้ประตูจะปิดลงแล้ว แต่ Mind Flayer ยังไม่ตาย มันยังคงจับตาดูพวกเขาอยู่ และรู้แล้วว่า “Eleven” คือศัตรูที่ปิดประตูใส่หน้ามัน เป็นการทิ้งท้ายว่าสงครามยังไม่จบ และนำไปสู่ความขัดแย้งในซีซั่น 3 movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *