นี่คือรีวิว Stranger Things 3 แบบเจาะลึก ในสไตล์การเล่าเรื่องแบบ “พูดคุย” ที่เน้นอารมณ์ ความรู้สึก และการวิเคราะห์เชิงลึก โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อ แต่เน้นไปที่องค์ประกอบศิลป์ การแสดง และแก่นเรื่อง เพื่อให้ได้อรรถรสความยาวและเนื้อหาที่เข้มข้นครับ
เจาะลึก Stranger Things 3เมื่อฤดูร้อนปะทะความสยอง และการเติบโตที่เจ็บปวดแต่งดงาม

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดอก ถึงซีรีส์ที่ใครหลายคนยกให้เป็น “ปรากฏการณ์” ของยุคนี้ นั่นคือ Stranger Things 3 ครับ ผมใช้คำว่า “คุย” เพราะสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ มันคือความรู้สึกที่อัดอั้นหลังจากดูจบ คือความประทับใจที่อยากตะโกนบอกต่อ โดยเราจะข้ามเรื่องย่อไปเลย เพราะผมเชื่อว่าทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าเด็กๆ ต้องสู้กับสัตว์ประหลาด แต่สิ่งที่เราจะมาขยี้กันในวันนี้คือ “รสชาติ” ของซีซั่นนี้ที่มันเปลี่ยนไป มันจัดจ้านขึ้น มันฉูดฉาดขึ้น และที่สำคัญ มันเจ็บปวดขึ้นครับ
ถ้าซีซั่น 1 คือหนังระทึกขวัญลึกลับ และซีซั่น 2 คือการขยายจักรวาล ซีซั่น 3 นี้สำหรับผม มันคือ “Summer Blockbuster” หรือหนังฟอร์มยักษ์ฉายช่วงซัมเมอร์ในยุค 80s อย่างแท้จริง เตรียมตัวให้พร้อม แล้วกระโดดลงสระว่ายน้ำแห่งฮอว์กินส์ไปพร้อมกันเลยครับ

1. แก่นเรื่อง (Story & Themes)การเติบโตคือปีศาจที่น่ากลัวที่สุด
คุณรู้สึกไหมครับว่าซีซั่นนี้ธีมหลักไม่ใช่แค่เรื่องของสัตว์ประหลาดจากโลกกลับด้าน (The Upside Down) อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องของ “การเปลี่ยนแปลง” (Change)
บทของซีซั่นนี้เขียนออกมาได้เฉียบขาดมากในการเล่นกับคำว่า “วัยรุ่น” พี่น้อง Duffer (ผู้สร้าง) ไม่ได้ปล่อยให้ตัวละครย่ำอยู่กับที่ พวกเขาจับตัวละครที่เราเห็นมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก มาโยนใส่ความวุ่นวายของฮอร์โมน ความรัก และความสับสน การที่เนื้อเรื่องเซ็ตฉากหลังเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน มันเป็นตัวเลือกที่ฉลาดมาก เพราะฤดูร้อนคือช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน มันคือรอยต่อก่อนจะขึ้นชั้นเรียนใหม่ ก่อนจะโตเป็นผู้ใหญ่
ความน่าสนใจของบทในซีซั่นนี้คือการกระจายเส้นเรื่อง (Sub-plots) ที่ดูเหมือนสะเปะสะปะในตอนแรก แต่กลับถักทอมารวมกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ในตอนท้าย
- ทีมห้างสตาคอร์ท (Scoops Troop)นี่คือเส้นเรื่องที่สนุกที่สุด การจับคู่ของ สตีฟ, ดัสติน, โรบิน และเอริกา คือเคมีที่ลงตัวที่สุดในโลกทีวีซีรีส์ เป็นส่วนผสมของหนังสายลับกับหนังตลกคอมเมดี้ที่เขียนบทสนทนาได้ไหลลื่นมาก
- ทีมสืบสวน (Nancy & Jonathan)เส้นเรื่องนี้สะท้อนความจริงอันโหดร้ายของสังคมการทำงาน การเหยียดเพศในที่ทำงานยุค 80s ซึ่งทำให้บทดูมีมิติความเป็นมนุษย์และสังคมสูงมาก
- ทีมผู้ปกครอง (Hopper & Joyce)เส้นเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนหนังแอ็กชันคู่หูยุค 80s ผสมกับ Rom-Com ที่ทั้งตลกและลุ้นระทึก
สิ่งที่ผมชอบที่สุดในแง่ของเนื้อหา คือการที่ซีรีส์กล้าที่จะบอกเราว่า “เราหยุดเวลาไม่ได้” ฮอว์กินส์กำลังเปลี่ยนไป ห้างสรรพสินค้า Starcourt Mall ที่มาตั้งใหม่ ไม่ได้เป็นแค่ฉากสวยๆ แต่มันคือสัญลักษณ์ของทุนนิยมที่เข้ามาฆ่าร้านค้าท้องถิ่น และพร้อมๆ กันนั้น มันก็ฆ่าความไร้เดียงสาของวัยเด็กไปด้วย การต่อสู้กับ Mind Flayer ในซีซั่นนี้ จึงเปรียบเสมือนการต่อสู้เพื่อรักษา “บ้าน” และ “ความทรงจำ” เอาไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

2. งานภาพและงานศิลป์ (Visuals & Art Direction)นีออน เลือด และเหงื่อไคล
โอ้โห… ถ้าจะพูดถึงงานภาพ ผมต้องขอยืนขึ้นปรบมือให้กับทีม Cinematography และ Production Design เลยครับ ซีซั่นนี้คือ “Masterpiece” ของการใช้สี
สีสันที่ฉูดฉาด (Neon Aesthetic)ลืมภาพโทนทึมๆ หม่นๆ ของสองซีซั่นแรกไปได้เลย ซีซั่นนี้ฮอว์กินส์ถูกอาบไปด้วยแสงไฟนีออน สีชมพูช็อกกิ้งพิ้งค์ สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ สีเหลืองสดจากเสื้อผ้าลายดอก การจัดแสงในห้าง Starcourt Mall คือความบ้าคลั่งที่สวยงาม มันสะท้อนความฟุ้งเฟ้อ ความสนุก และความฉาบฉวยของยุค 80s ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกเฟรมที่ถ่ายในห้างฯ สามารถแคปเจอร์มาทำเป็นโปสเตอร์แปะฝาผนังได้เลย
ความตัดกันของภาพ (Contrast)สิ่งที่ทำให้งานภาพซีซั่นนี้น่าสนใจจนขนลุก คือการที่เขาเอาความสดใสของฤดูร้อน มาตัดกับความสยองพองขน ลองนึกภาพตามนะครับ ฉากงานวัดวันชาติที่พลุสีสวยๆ ระเบิดบนท้องฟ้า ตัดสลับกับฉากการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่เต็มไปด้วยเมือกและเลือดสีแดงฉาน ความขัดแย้งทางสายตานี้แหละครับที่สร้างอารมณ์ “Unsettling” หรือความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจให้กับคนดูตลอดเวลา
CGI และ Body Horrorต้องพูดถึงสิ่งนี้ครับ “The Mind Flayer” ในร่างเนื้อ (The Meat Flayer) ซีซั่นนี้ทีมงานได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสยองขวัญระดับตำนานอย่าง The Thing (1982) มาเต็มๆ งาน CGI และ Practical Effects ผสมผสานกันจนน่าสะอิดสะเอียน (ในทางที่ดี) เราเห็นเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ เราเห็นการละลายของมนุษย์และหนูที่กลายเป็นก้อนเนื้อ มันมีความ “Organic” มากกว่าซีซั่นก่อนๆ ที่เป็นแค่เงาควันดำๆ ความสมจริงของผิวสัมผัสสัตว์ประหลาดในซีซั่นนี้ ทำให้เรารู้สึกถึง “น้ำหนัก” และความอันตรายของมันจริงๆ เวลาที่มันคำรามใส่หน้าจอ คุณแทบจะได้กลิ่นคาวเลือดลอยออกมาเลย

3. การแสดง (Acting & Performance)ระเบิดอารมณ์และขโมยซีน
นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Stranger Things 3 แตกต่างจากหนังมอนสเตอร์ทั่วไป คือ “ตัวละคร” และในซีซั่น 3 นักแสดงทุกคน “ปล่อยของ” กันแบบไม่มีกั๊ก
Dacre Montgomery (บิลลี่ ฮาร์โกรฟ) – MVP ของซีซั่นผมขอยกตำแหน่งนี้ให้เขาเลยครับ การแสดงของ Dacre ในบทบิลลี่ คือที่สุดของความหลอนและน่าสงสาร เขาไม่ได้เล่นเป็นแค่ตัวร้ายดาดๆ แต่เขาต้องเล่นเป็นคนที่ถูกสิงสู่ การใช้สายตาของเขา… พระเจ้าช่วย! มันว่างเปล่าแต่เกรี้ยวกราด ฉากในห้องซาวน่า (Sauna Test) คือมาสเตอร์คลาสของการแสดง เขาสามารถเปลี่ยนจากบิลลี่ที่กำลังหวาดกลัว ร้องไห้ขอความช่วยเหลือ ไปเป็นปีศาจที่แสยะยิ้มอำมหิตได้ในเสี้ยววินาที การแสดงทางกายภาพ (Physical Acting) ของเขาแบกความน่ากลัวของซีซั่นนี้ไว้กว่าครึ่ง
Millie Bobby Brown (อีเลฟเว่น) – การเติบโตของแอลในซีซั่นนี้ เราได้เห็น “แอล” ในมุมที่เธอยิ้ม หัวเราะ และมีความเป็นมนุษย์ที่สุด Millie ถ่ายทอดความไร้เดียงสาของเด็กสาวที่เพิ่งรู้จักแฟชั่นและการช็อปปิ้งได้น่ารักมาก แต่เมื่อถึงฉากดราม่าหรือฉากใช้พลัง เธอก็ยังคงทรงพลังเหมือนเดิม สายตาที่มุ่งมั่นผสมกับความเจ็บปวดตอนที่สู้กับสัตว์ประหลาด หรือฉากที่ขาได้รับบาดเจ็บ เธอทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าเธอเจ็บปวดเจียนตาย
Joe Keery (สตีฟ) & Maya Hawke (โรบิน) – เคมีฟ้าประทานไม่มีใครคาดคิดว่าคู่นี้จะดีขนาดนี้ Maya Hawke (ลูกสาวของ Ethan Hawke และ Uma Thurman) เข้ามาเป็นตัวละครใหม่ที่ขโมยหัวใจคนดูไปหมดสิ้น การแสดงของเธอมีจังหวะจะโคน มีความกวน ความฉลาด และความเปราะบาง ฉากสารภาพความในใจในห้องน้ำโรงหนัง คือฉากที่ “Real” และงดงามที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ซีรีส์นี้ สายตาของ Joe Keery ที่มองตอบกลับมา มันเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความผิดหวังเล็กๆ แต่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ มันคือการแสดงที่ละเอียดอ่อนมากโดยไม่ต้องพูดคำว่ารักเลยสักคำ
David Harbour (ฮ็อปเปอร์) & Winona Ryder (จอยซ์)คู่นี้คือพลังขับเคลื่อนฝั่งผู้ใหญ่ David เล่นเป็นพ่อขี้หงุดหงิดได้น่าหมั่นไส้แต่ก็น่าเอ็นดู เราสัมผัสได้ถึงความกลัว… ความกลัวที่ลูกสาวกำลังจะโตและจากเขาไป ส่วน Winona ก็ยังคงเป็นแม่ที่สู้ยิบตา ความวิตกกังวลที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอถูกปรับให้ดูแข็งแกร่งขึ้น เคมีของทั้งคู่เวลาเถียงกัน มันเหมือนเราดูคู่สามีภรรยาที่รักกันมากแต่พูดไม่เป็น มันตลก ธรรมชาติ และอบอุ่นหัวใจ

4. การกำกับและจังหวะการเล่าเรื่อง (Direction & Pacing)
สิ่งหนึ่งที่ต้องชมคือ “จังหวะ” (Pacing) ของซีซั่นนี้ มันเร็วกว่าซีซั่นก่อนๆ มาก เหมือนรถไฟเหาะที่ไม่มีเบรก ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนสุดท้าย กราฟความตื่นเต้นพุ่งขึ้นตลอดเวลา
ผู้กำกับเก่งมากในการ “Balance” หรือรักษาสมดุล ระหว่าง Comedy, Horror, และ Drama
- คุณจะหัวเราะจนท้องแข็งกับฉากที่ดัสตินร้องเพลง The NeverEnding Story ผ่านวิทยุสื่อสารในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน (ซึ่งมันบ้ามาก แต่ก็ได้ผลมาก!)
- แล้วคุณก็จะกรีดร้องด้วยความกลัวในฉากที่โรงพยาบาล
- และสุดท้าย คุณจะร้องไห้จนตาบวมในบทสรุปตอนท้าย
การตัดต่อ (Editing) ก็มีส่วนสำคัญ การตัดสลับระหว่าง 3-4 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในตอนสุดท้าย (The Battle of Starcourt) ทำออกมาได้ลื่นไหล ไม่สับสน และบีบหัวใจคนดูให้ลุ้นจนลืมหายใจ

5. บทสรุปจดหมายรักถึงอดีต และการก้าวต่อไป
ถ้าถามว่า Stranger Things 3 ดีไหม? สำหรับผม มันเกินคำว่าดีไปแล้วครับ มันคือประสบการณ์ทางอารมณ์ที่สมบูรณ์แบบ
มันไม่ใช่แค่หนังที่มีสัตว์ประหลาดไล่กินคน แต่มันคือบันทึกความทรงจำของพวกเราทุกคนที่เคยเป็นเด็ก เคยมีกลุ่มเพื่อนที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป เคยมีความรักครั้งแรก และเคยต้องเจ็บปวดเมื่อรู้ว่า “ไม่มีอะไรเหมือนเดิมตลอดไป”
ฉากจบของซีซั่นนี้ โดยเฉพาะเสียงอ่านจดหมายของฮ็อปเปอร์ (Hopper’s Letter) มันคือบทสรุปที่ทำลายล้างหัวใจคนดูอย่างรุนแรง มันขมวดปมทุกอย่างของซีซั่นว่า… ชีวิตต้องเดินหน้าต่อ (Move on) เราเก็บความทรงจำไว้ในกล่อง แง้มดูมันบ้างเวลาคิดถึง แต่อย่าขังตัวเองไว้ในนั้น
Stranger Things 3 จึงเป็นงานศิลปะที่ครบเครื่อง ทั้งภาพสวย เพลงเพราะ (Soundtrack ยุค 80s คือดีงามทุกเพลง!) นักแสดงระดับเทพ และบทที่เข้าถึงจิตใจคนดู มันคือซีซั่นที่พิสูจน์แล้วว่า ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่ววูบ แต่มันคือว่าที่ “Classic” ในอนาคต
ใครที่ดูจบแล้ว ผมเชื่อว่าคุณจะมองห้างสรรพสินค้าไม่เหมือนเดิม จะฟังเพลง Heroes ของ David Bowie ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป และที่แน่ๆ คุณจะคิดถึงเพื่อนสมัยเด็กขึ้นมาจับใจเลยล่ะครับ

คะแนนความพึงพอใจ10/10 (ระดับความน่าจดจำระดับ Masterpiece)
และนี่คือ บทสรุปตอนจบของ Stranger Things 3 (ตอนที่ 8The Battle of Starcourt) แบบละเอียด เจาะลึกทุกเหตุการณ์สำคัญ ตั้งแต่การต่อสู้ บทสรุปตัวละคร ไปจนถึงฉากท้ายเครดิตครับ
บทสรุปเหตุการณ์ศึกชี้ชะตาที่ห้างสตาคอร์ท (The Battle of Starcourt)
เหตุการณ์ในตอนสุดท้ายถูกแบ่งออกเป็น 3 สมรภูมิหลักที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เพื่อเป้าหมายเดียวคือ “ปิดประตูมิติ” (Close the Gate) และกำจัด Mind Flayer
1. ภารกิจใต้ดินปิดประตูมิติ (The Gate)
- ทีมฮ็อปเปอร์, จอยซ์ และ เมอร์เรย์
- เหตุการณ์ทั้งสามปลอมตัวเป็นทหารรัสเซียแทรกซึมเข้าไปในฐานทัพใต้ดิน เพื่อไปบิดกุญแจปิดเครื่องเปิดประตูมิติ แต่เกิดปัญหาเมื่อรหัสผ่านตู้เซฟผิดพลาด
- จุดเปลี่ยนดัสตินต้องวิทยุไปหา “ซูซี่” แฟนสาวเพื่อขอค่าคงที่ของพลังค์ (Planck’s constant) ซึ่งนำไปสู่ฉากมิวสิคัลในตำนาน เพลง The NeverEnding Story ที่ร้องคู่กันกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าหน้าขวาน เพื่อแลกกับรหัสที่ถูกต้อง
- การต่อสู้สุดท้ายขณะที่กำลังจะปิดเครื่อง “กริกอรี” (นักฆ่ารัสเซียที่เหมือนคนเหล็ก) เข้ามาขัดขวาง ฮ็อปเปอร์ต่อสู้กับเขาจนสามารถเหวี่ยงกริกอรีเข้าไปในใบพัดเครื่องจักรจนแหลกละเอียดได้
2. สมรภูมิบนดินห้างสตาคอร์ท (The Mall)
- ทีมอีเลฟเว่น, ไมค์, วิลล์, ลูคัส, แม็กซ์, แนนซี่, โจนาธาน
- เหตุการณ์อีเลฟเว่นบาดเจ็บหนักจากการโดนกัดที่ขาและ สูญเสียพลังจิตไปชั่วคราว (เธอพยายามดึงชิ้นส่วนเนื้อ Mind Flayer ออกจากขาตัวเองจนหมดแรง) ทำให้กลุ่มเด็กๆ ไร้ทางสู้เมื่อ Mind Flayer ร่างยักษ์บุกเข้ามาในห้าง
- อาวุธทีมเด็กๆ ใช้ประทัดและดอกไม้ไฟที่ขโมยมา ระดมปาใส่ Mind Flayer เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
3. การเสียสละของบิลลี่ (Billy’s Redemption)
- บิลลี่ ซึ่งถูก Mind Flayer ครอบงำ จับตัวอีเลฟเว่นไว้เตรียมส่งให้ปีศาจดูดกลืนวิญญาณ
- ในวินาทีวิกฤต อีเลฟเว่นใช้พลังแห่งความทรงจำ (ที่เธอเห็นในมิติว่างเปล่า) พูดเตือนสติบิลลี่ถึงความทรงจำวัยเด็กที่ชายหาดกับแม่ของเขา
- จุดจบของบิลลี่ความทรงจำนั้นปลุกความเป็นมนุษย์ของบิลลี่กลับมา เขาตัดสินใจเอาตัวเข้าขวาง Mind Flayer เพื่อปกป้องอีเลฟเว่น จนถูกหนวดปีศาจแทงทะลุร่างหลายแผล บิลลี่เสียชีวิตต่อหน้าแม็กซ์ โดยฝากคำขอโทษสุดท้ายไว้
จุดพีคการตัดสินใจของจอยซ์ และชะตากรรมของฮ็อปเปอร์
กลับมาที่ห้องเครื่องใต้ดิน ฮ็อปเปอร์ติดอยู่อีกฝั่งของเครื่องจักรซึ่งถูกกระแสไฟฟ้าปิดล้อมไว้ ทำให้เขากลับมาหาจอยซ์ไม่ได้ ในขณะที่ Mind Flayer กำลังจะฆ่าเด็กๆ ข้างบน ฮ็อปเปอร์รู้ว่าไม่มีทางเลือกอื่น เขาพยักหน้าส่งสัญญาณให้จอยซ์บิดกุญแจปิดเครื่อง ทั้งที่รู้ว่าตัวเองต้องตาย
- จอยซ์บิดกุญแจเครื่องจักรระเบิด พลังงานมหาศาลทำลายทุกคนที่อยู่ในห้องเครื่อง (รวมถึงฮ็อปเปอร์ที่ยืนอยู่ตรงจุดอันตราย)
- ผลลัพธ์ประตูมิติถูกปิด ตัดการเชื่อมต่อจิตของ Mind Flayer ทันที ร่างยักษ์ของมันตายลง และสลายกลายเป็นซากเนื้อเละๆ ในห้างสตาคอร์ท
บทส่งท้าย3 เดือนต่อมา (Three Months Later)
หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เรื่องราวถูกกลบเกลื่อนว่าเป็นเหตุไฟไหม้ห้างสรรพสินค้า ฮ็อปเปอร์ถูกประกาศว่าเป็นวีรบุรุษที่เสียชีวิตในหน้าที่
- ครอบครัวบายเออร์ย้ายบ้านจอยซ์ตัดสินใจพา วิลล์, โจนาธาน และ อีเลฟเว่น (ซึ่งจอยซ์รับไปดูแล) ย้ายออกจากเมืองฮอว์กินส์เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
- การสูญเสียพลังอีเลฟเว่นยังคงไม่มีพลังจิตกลับมา เธอต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบเด็กธรรมดา
- การบอกลา:
- โจนาธาน & แนนซี่สัญญาว่าจะประคับประคองความสัมพันธ์ทางไกล
- ไมค์ & อีเลฟเว่นบอกรักกัน และสัญญาว่าจะมาเจอกันช่วงวันขอบคุณพระเจ้า
- วิลล์ทิ้งแคมเปญ D&D ไว้เบื้องหลัง เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวผ่านวัยเด็กอย่างสมบูรณ์
จดหมายของฮ็อปเปอร์ (Hopper’s Letter)
เสียงบรรยายทับในฉากสุดท้ายคือเนื้อหาในจดหมายที่ฮ็อปเปอร์เขียนเตรียมไว้ (ตั้งใจจะพูดกับแอลและไมค์ตอนต้นเรื่อง แต่ไม่กล้าพูด) เนื้อหาพูดถึงความกลัวของเขาที่เห็นลูกสาวโตขึ้น และความพยายามที่จะ “หยุดเวลา” ไว้ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับว่าชีวิตต้องเดินหน้าต่อ โดยทิ้งท้ายประโยคสำคัญว่า:
“แต่เพื่อเห็นแก่พ่อ พ่อขอให้ลูกแง้มประตูทิ้งไว้สัก 3 นิ้วนะ” (Please, if you don’t mind, for the sake of your poor old dad, keep the door open three inches.)
Stranger Things 3 ฉากท้ายเครดิต (Post-Credits Scene)
ฉากตัดไปที่ฐานทัพลับใน คัมชัตกา ประเทศรัสเซีย (Kamchatka, Russia)
- ทหารรัสเซียเดินผ่านห้องขัง ลากตัวนักโทษคนหนึ่งไป แต่ทหารอีกคนบอกว่า “ไม่เอาคนอเมริกัน” (No. Not the American.)
- พวกเขาลากนักโทษรัสเซียอีกคนไปโยนลงในกรงขังชั้นล่าง
- ประตูเปิดออก เผยให้เห็น Demogorgon (เดโมกอร์กอน) ขนาดเต็มวัยที่รัสเซียเลี้ยงไว้จับนักโทษกิน
นัยสำคัญฉากนี้ทิ้งปมปริศนาใหญ่ไว้ 2 ข้อสำหรับซีซั่น 4 movieseries
- รัสเซียเอา Demogorgon มาจากไหน? (ในเมื่อประตูที่ฮอว์กินส์ปิดแล้ว)
- “คนอเมริกัน” (The American) ในห้องขังคือใคร? (ซึ่งแฟนๆ ต่างเดาว่าเป็นฮ็อปเปอร์ที่อาจจะรอดชีวิตจากการระเบิด)