รีวิว Stranger Things 4 การกลับมาที่มืดหม่นและยิ่งใหญ่ที่สุดสมการรอคอย

นี่คือรีวิวเจาะลึก Stranger Things 4 ในรูปแบบบทความวิเคราะห์ วิจารณ์ และถ่ายทอดความรู้สึก แบบ “จัดเต็ม” โดยเน้นที่การเล่าเรื่อง งานภาพ และพลังการแสดง ตามที่คุณต้องการครับ

รีวิว Stranger Things 4เมื่อความไร้เดียงสาจบลง สู่ความสยองขวัญระดับ Masterpiece ที่เล่นกับ “บาดแผลในใจ” ได้อย่างงดงาม

Stranger Things 4

หากจะให้นิยาม Stranger Things 4 ด้วยคำสั้นๆ เพียงคำเดียว คำนั้นคงหนีไม่พ้นคำว่า “Epic” (มหากาพย์) เพราะนี่ไม่ใช่แค่การกลับมาของซีรีส์ขวัญใจมหาชนหลังจากห่างหายไปนานถึง 3 ปี แต่มันคือการยกระดับสเกลของเรื่องราว จากเรื่องลึกลับในเมืองเล็กๆ ให้กลายเป็นสงครามข้ามมิติที่เดิมพันด้วยชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือ มันเป็นการเติบโตที่เจ็บปวดแต่งดงามของทั้งตัวซีรีส์เองและตัวละครที่เราหลงรัก

ในรีวิวนี้ เราจะไม่พูดถึงเรื่องย่อว่าใครทำอะไรที่ไหน แต่เราจะมานั่งคุยกันแบบเจาะลึกถึง “แก่น” ของซีซั่นนี้ ว่าทำไมมันถึงกลายเป็นซีซั่นที่ดีที่สุดในสายตาของใครหลายคน และทำไมมันถึงทำให้เรานั่งไม่ติดเก้าอี้ตลอดความยาวระดับภาพยนตร์ในแต่ละตอน

1. การเล่าเรื่องและบทภาพยนตร์ความกล้าหาญที่จะ “มืดหม่น” และขยี้ปมจิตวิทยา

สิ่งแรกที่ต้องชมเชยทีมผู้สร้าง The Duffer Brothers คือความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนโทนของเรื่อง ถ้าคุณคิดถึงบรรยากาศแบบเด็กขี่จักรยานผจญภัยใสๆ เหมือนซีซั่น 1 หรือบรรยากาศห้างสรรพสินค้าสีนีออนในซีซั่น 3 ขอให้ลืมภาพเหล่านั้นไปก่อน เพราะซีซั่น 4 คือการก้าวเข้าสู่ “หนังสยองขวัญ” (Horror) แบบเต็มสูบ

จิตวิทยาความกลัวปีศาจที่กัดกินจากข้างใน สิ่งที่ทำให้บทของซีซั่นนี้น่าสนใจที่สุด ไม่ใช่แค่ความน่ากลัวของสัตว์ประหลาด แต่คือการที่ซีรีส์เลือกใช้ “ปีศาจ” เป็นสัญลักษณ์ของ “ความรู้สึกผิด” และ “ความเศร้า” (Trauma & Grief)

บทเขียนออกมาได้ฉลาดมากในการเล่นกับจิตใจตัวละคร โดยเฉพาะเส้นเรื่องของ Max ที่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดจากการสูญเสียพี่ชาย การที่ตัวร้ายอย่าง Vecna เลือกเหยื่อที่มีปมในใจ มันทำให้การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสู้กันด้วยพลังจิตหรืออาวุธ แต่มันคือการต่อสู้เพื่อเอาชนะ “ปีศาจในใจตัวเอง” การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้คนดูรู้สึกอินและเอาใจช่วยตัวละครได้มากกว่าแค่การลุ้นให้หนีตายธรรมดา แต่มันคือการลุ้นให้พวกเขา “ก้าวข้ามความเจ็บปวด” ไปให้ได้

การกระจายบท 3 เส้นเรื่องความท้าทายที่ (เกือบ) สมบูรณ์แบบ ซีซั่นนี้มีความทะเยอทะยานสูงมากในการแบ่งเรื่องราวออกเป็น 3-4 กลุ่มใหญ่ๆ กระจายตัวกันคนละมุมโลก (ฮอว์กินส์, แคลิฟอร์เนีย, รัสเซีย และห้องแล็บ)

  • เส้นเรื่องฮอว์กินส์คือหัวใจหลักที่แข็งแรงที่สุด มันมีความเป็นนักสืบ สืบสวนสอบสวน ผสมกับหนังสยองขวัญยุค 80s อย่าง A Nightmare on Elm Street จังหวะการเล่าเรื่องตรงนี้คมกริบ น่าติดตาม และเต็มไปด้วยปริศนาที่ค่อยๆ คลายออกอย่างมีชั้นเชิง
  • เส้นเรื่องรัสเซียแม้จะดูแยกตัวออกไป แต่ทำหน้าที่เป็นหนังแอ็คชั่นเอาตัวรอดที่ดิบเถื่อน และช่วยขยายจักรวาลให้เราเห็นว่าภัยคุกคามนี้มันระดับโลก
  • เส้นเรื่องแคลิฟอร์เนียอาจจะเป็นจุดที่อ่อนที่สุดในแง่ของความเข้มข้น (เน้นความตลกและ Road Trip) แต่ก็จำเป็นในการเชื่อมโยงตัวละคร Eleven กลับมาสู่สมรภูมิ

แม้การสลับฉากไปมาอาจจะทำให้จังหวะอารมณ์สะดุดไปบ้างในบางช่วง แต่เมื่อทุกเส้นเรื่องมาบรรจบกันในช่วงท้าย มันคือความระเบิดระเบ้อที่ทำให้เรารู้สึกว่า “คุ้มค่า” ที่ได้ติดตามการเดินทางของพวกเขาทุกกลุ่ม

2. งานภาพและโปรดักชั่นนี่มันไม่ใช่ซีรีส์… นี่มันคือหนังฟอร์มยักษ์ 9 เรื่อง!

คำวิจารณ์ที่บอกว่าซีซั่นนี้ใช้ทุนสร้างมหาศาลนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง ทุกเฟรมภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือเครื่องยืนยันว่า Netflix ทุ่มหมดหน้าตักจริงๆ

Cinematography & Color Gradingการเล่าเรื่องด้วยสี งานภาพในซีซั่นนี้มีความเป็น Cinematic สูงมาก มีการใช้คู่สีที่แบ่งแยกสถานที่และอารมณ์อย่างชัดเจน

  • ฮอว์กินส์ยังคงคุมโทนด้วยสีน้ำเงิน-เขียว อมความมืดหม่น ให้ความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจ
  • แคลิฟอร์เนียใช้โทนสีส้ม-เหลือง ที่ดูแห้งแล้งและสว่างจ้า ตัดกับความมืดมนในใจของ Eleven
  • รัสเซียใช้โทนสีเทา-ขาว และความหนาวเหน็บของหิมะ สะท้อนความสิ้นหวัง

VFX และการออกแบบสัตว์ประหลาด ไฮไลท์คืองานออกแบบ Vecna ซีรีส์เลือกใช้ Practical Effects (การแต่งหน้าเอฟเฟกต์จริง) ผสมผสานกับ CGI ทำให้ตัวร้ายตัวนี้ดู “จับต้องได้” ดูมีความเป็นมนุษย์ที่เน่าเฟะ น่าขยะแขยง และน่ากลัวกว่าสัตว์ประหลาด CGI ล้วนๆ อย่าง Mind Flayer ในซีซั่นก่อนๆ มาก ผิวหนังที่เปียกลื่น เส้นเลือดที่ปูดโปน ทุกรายละเอียดมันชวนให้ขนลุกจริงๆ

ฉากในโลก Upside Down ก็ถูกยกระดับขึ้น มีความกว้างใหญ่และรายละเอียดซับซ้อนขึ้น แสงสีแดงฉานและเถ้าถ่านที่ปลิวว่อนตลอดเวลา สร้างบรรยากาศกดดันจนคนดูรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องตามตัวละครไปด้วย

3. การแสดงเมื่อเด็กๆ โตขึ้น ฝีมือการแสดงก็ก้าวกระโดด

ถ้าบทคือกระดูกสันหลัง นักแสดงในซีซั่น 4 คือ “หัวใจ” ที่สูบฉีดเลือดให้ซีรีส์นี้มีชีวิตชีวาอย่างเหลือเชื่อ ต้องยอมรับว่าการที่นักแสดงเติบโตขึ้นตามวัย ทำให้พวกเขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อน ดาร์ก และลึกซึ้งได้มากกว่าเดิม

Sadie Sink (Max)MVP ของซีซั่น ต้องลุกขึ้นปรบมือให้ Sadie Sink ดังๆ การแสดงของเธอในซีซั่นนี้คือปรากฏการณ์ เธอถ่ายทอดความรู้สึกของเด็กสาวที่แตกสลาย ภายนอกดูแข็งกร้าว ใส่หูฟังปิดกั้นโลก แต่แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความกลัว โดยเฉพาะในตอน “Dear Billy” ฉากที่เธอต้องเผชิญหน้ากับ Vecna และวิ่งหนีตาย (พร้อมเพลง Running Up That Hill) เธอเล่นได้บีบหัวใจจนคนดูน้ำตาซึมและลุ้นตัวโก่ง เป็นการแสดงที่ยกระดับซีรีส์วัยรุ่นไปสู่ดราม่าชั้นดี

Millie Bobby Brown (Eleven)ความเจ็บปวดที่ไร้เสียง Millie ยังคงมาตรฐานสูงลิ่ว ซีซั่นนี้เธอต้องเล่นบทที่ถูกกลั่นแกล้ง สูญเสียพลัง และต้องขุดคุ้ยอดีตที่เจ็บปวด การแสดงออกทางสายตาของเธอในขณะที่พยายามเรียกพลังกลับคืนมา หรือตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงในอดีต ทำได้ทรงพลังและน่าสงสารจับใจ

Joseph Quinn (Eddie Munson)ตัวละครใหม่ที่ขโมยซีนที่สุด การใส่ตัวละคร Eddie เข้ามาคือความชาญฉลาด เขาไม่ใช่แค่ตัวประกอบ แต่เป็นตัวแทนของคนนอกคอก (Outcast) ที่ถูกสังคมตีตรา Joseph Quinn แสดงได้โคตรจะมีเสน่ห์ ทั้งความกวน ความขี้ขลาด และความกล้าหาญในช่วงท้าย การแสดงของเขาทำให้ Eddie กลายเป็นตำนานที่แฟนๆ รักได้ภายในเวลาไม่กี่ตอน

Jamie Campbell Bower (001 / Vecna)ความเยือกเย็นที่น่าสะพรึง โดยไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญ แต่การแสดงของ Jamie คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ซีซั่นนี้สมบูรณ์แบบ เขามีน้ำเสียง วิธีการพูด และแววตาที่เยือกเย็น สงบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยความอำมหิต เป็นตัวร้ายที่มีมิติ มีที่มาที่ไป และการแสดงของเขาทำให้เราเชื่อว่าหมอนี่แหละคือ “บอสใหญ่” ที่แท้จริง

กลุ่มแก๊งฮอว์กินส์และผู้ใหญ่เคมีระหว่าง Steve, Nancy, Robin และ Dustin ยังคงเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมที่สุด ทั้งมุขตลกจังหวะนรก และความห่วงใยที่มีให้กัน ช่วยเบรกความเครียดของหนังได้ดีเยี่ยม ขณะที่ฝั่งผู้ใหญ่อย่าง Hopper และ Joyce ก็ถ่ายทอดความรักและความทุ่มเทที่ไม่มีเงื่อนไขได้อย่างน่าประทับใจ

บทสรุปส่งท้ายความยาวที่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป

Stranger Things 4 อาจจะมีจำนวนตอนที่ดูเหมือนปกติ แต่ความยาวต่อตอนระดับ 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง อาจทำให้บางคนรู้สึกท้อ แต่เชื่อเถอะว่า ทุกนาทีที่ผ่านไป ทีมงานไม่ได้ใส่มาให้ยืดเยื้อ แต่มันคือการปูพื้นฐานอารมณ์ ค่อยๆ ขมวดปม และระเบิดออกมาอย่างรุนแรงในช่วงท้าย

นี่คือซีซั่นที่ “เติบโต” ที่สุด มันไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กสู้กับสัตว์ประหลาดอีกต่อไป แต่มันคือเรื่องราวของการรับมือกับความเจ็บปวด การให้อภัยตัวเอง และมิตรภาพที่แข็งแกร่งกว่าพลังเหนือธรรมชาติ

หากคุณกำลังลังเลว่าจะดูดีไหม หรือดองไว้เพราะเห็นว่ายาว ผมขอแนะนำให้ “ดูเถอะครับ” เพราะนี่คืองานศิลปะในรูปแบบซีรีส์สตรีมมิ่งที่ผสมผสานความบันเทิงระดับ Blockbuster เข้ากับบทดราม่าจิตวิทยาได้อย่างลงตัว และมันจะทำให้การรอคอยซีซั่นสุดท้าย (Season 5) เป็นการรอคอยที่ทรมานใจที่สุด… เพราะมาตรฐานที่ทำไว้ในซีซั่นนี้ มันสูงเสียจนเราจินตนาการไม่ออกเลยว่า พวกเขาจะปิดตำนานเรื่องนี้ให้ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร

คะแนนรีวิว Stranger Things 4 10/10 (สำหรับความเป็น Masterpiece ของซีรีส์แนว Coming of Age ผสม Horror Sci-Fi)

และนี่คือ บทสรุปท้ายเรื่อง (Ending Summary) ของ Stranger Things 4 แบบเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญ รวมถึงบทสรุปชะตากรรมของตัวละคร และปมที่ทิ้งท้ายไว้สู่ซีซั่น 5 ครับ

⚠️ คำเตือนเนื้อหาด้านล่างเปิดเผยจุดสำคัญของเรื่องทั้งหมด (SPOILER ALERT) ⚠️

1. แผนการ 4 ทิศ และสงครามจิตวิทยา

ในตอนสุดท้าย กลุ่มตัวละครแบ่งออกเป็นทีมเพื่อจัดการ “เวคนา” (Vecna) พร้อมกันในหลายสถานการณ์:

  • ทีมฮอว์กินส์ (The Bait & The Assault)แม็กซ์ (Max) เสนอตัวเป็นเหยื่อล่อถอดจิตเพื่อให้เวคนาเข้ามาโจมตี เปิดโอกาสให้ สตีฟ, แนนซี่ และโรบิน บุกเข้าไปในโลก Upside Down เพื่อทำลายร่างต้นของเวคนาที่กำลังไร้การป้องกัน โดยมี ดัสติน และ เอ็ดดี้ คอยเบี่ยงเบนความสนใจฝูงค้างคาวปีศาจ (Demobats)
  • ทีมรถตู้พิซซ่า (The Piggyback)เนื่องจากแอล (Eleven) กลับไปฮอว์กินส์ไม่ทัน เธอจึงใช้วิธีสร้างตู้พรากสัมผัสชั่วคราว (ตู้แช่แป้งพิซซ่า) เพื่อถอดจิต “ขี่หลัง” (Piggyback) เข้าไปในจิตใจของแม็กซ์ เพื่อสู้กับเวคนาทางจิต
  • ทีมรัสเซีย (The Hive Mind)ฮอปเปอร์, จอยซ์ และเมอร์เรย์ ตัดสินใจบุกกลับเข้าไปในคุกโซเวียต เพื่อฆ่าพวกเดโมกอร์กอนและเดโมด็อกที่มีอยู่ในนั้น เพราะพวกมันเชื่อมต่อกันเป็น “จิตเดียว” (Hive Mind) การทำลายพวกมันจะช่วยทำให้เวคนาอ่อนกำลังลง

2. การเสียสละของ “เอ็ดดี้ มุนสัน” (Eddie Munson)

ในขณะที่แผนดำเนินไป ฝูงค้างคาวเริ่มบุกหนัก ดัสตินหนีกลับมายังโลกปกติได้สำเร็จ แต่เอ็ดดี้ตัดสินใจ “ไม่หนีอีกต่อไป” เขาขี่จักรยานล่อฝูงค้างคาวออกไปเพื่อให้เวลากับเพื่อนๆ มากที่สุด เอ็ดดี้ต่อสู้จนวินาทีสุดท้ายและเสียชีวิตในอ้อมกอดของดัสติน โดยประโยคสุดท้ายเขาบอกดัสตินว่า “ฉันไม่ได้วิ่งหนีนะรอบนี้” (I didn’t run this time) กลายเป็นฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระอย่างสมบูรณ์

3. การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเวคนา และกำเนิด Mind Flayer

ในระหว่างการต่อสู้ทางจิต เวคนาได้จับตัวแอลไว้และเล่าความจริงว่า เมื่อเขา (001/Henry Creel) ถูกแอลส่งมายังมิติอื่นเมื่อหลายปีก่อน เขาไม่ได้เจอสัตว์ประหลาด แต่เขาเป็นคน “สร้าง” และ “บงการ” ทุกอย่าง

  • เขาเจอละอองเงาสีดำ และใช้พลังจิตปั้นมันให้เป็นรูปร่าง “แมงมุม” (สิ่งที่เขาชอบตอนเด็ก) จนกลายเป็น The Mind Flayer (จอมเปิบจิต)
  • สรุปได้ว่า สัตว์ประหลาดทั้งหมดตั้งแต่ซีซั่น 1-3 ล้วนเป็นหุ่นเชิดของเวคนา (001) ที่ต้องการทำลายโลกมนุษย์

4. ความพ่ายแพ้ และการตาย(ชั่วขณะ)ของแม็กซ์

แม้แอลจะรวบรวมพลังจากคำบอกรักของไมค์ จนสามารถซัดเวคนาปลิวไปได้ แต่ก็ “สายเกินไป”

  • เวคนาทำภารกิจสำเร็จ เขาหักแขนขาและเจาะดวงตาของแม็กซ์ได้
  • แม็กซ์เสียชีวิต หัวใจหยุดเต้นไปนานกว่า 1 นาที
  • การตายของแม็กซ์ถือเป็น “เหยื่อรายที่ 4” ซึ่งครบตามเงื่อนไขพิธีกรรม ทำให้ประตูมิติทั้ง 4 บานในฮอว์กินส์ฉีกขยายตัวพุ่งเข้าหากัน เกิดเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ผ่ากลางเมืองฮอว์กินส์ สร้างความเสียหายรุนแรงเหมือนแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

5. ปาฏิหาริย์ของแอล และผลลัพธ์ที่ตามมา

แอลไม่ยอมแพ้ เธอใช้พลังจิตปั๊มหัวใจของแม็กซ์ให้กลับมาเต้นอีกครั้ง

  • แม็กซ์รอดตาย แต่ตกอยู่ในอาการโคม่าขั้นรุนแรง ตาบอด และกระดูกหักทั่วร่าง หมอบอกว่าเธออาจไม่ฟื้น และตอนที่แอลพยายามเข้าไปดูในจิตของแม็กซ์ เธอพบเพียง “ความว่างเปล่า” เท่านั้น

6. บทสรุปการรวมตัว และจุดเริ่มต้นของจุดจบ

  • 2 วันต่อมาเมืองฮอว์กินส์พังพินาศ ผู้คนอพยพเพราะคิดว่าเป็นแผ่นดินไหวอาถรรพ์
  • การกลับมาเจอกันทุกทีมกลับมารวมตัวกันที่ฮอว์กินส์ ฉากที่น่าประทับใจคือ แอลได้เจอกับฮอปเปอร์อีกครั้ง (พ่อลูกเจอกัน)
  • ลางร้ายวิล (Will) รู้สึกเจ็บที่ต้นคออีกครั้ง เขายืนยันกับไมค์ว่า “เวคนายังไม่ตาย” มันแค่บาดเจ็บสาหัสและกำลังฟื้นตัว
  • ฉากจบหิมะประหลาด (เถ้าธุลีจาก Upside Down) เริ่มตกลงมาในเมืองฮอว์กินส์ ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มเหี่ยวเฉา ตัวละครทั้งหมดยืนมองไปที่ทุ่งกว้าง และเห็นกลุ่มควันสีแดงดำพวยพุ่งออกมาจากรอยแยก

สรุปสั้นๆ ท้ายเรื่องซีซั่น 4 จบลงด้วย “ความพ่ายแพ้ของฝ่ายพระเอก” แม้จะขับไล่เวคนาไปได้ แต่พวกเขาก็สูญเสียเอ็ดดี้ แม็กซ์ก็นอนเป็นผัก และประตูมิติได้เปิดออกอย่างสมบูรณ์ โลก Upside Down ได้เริ่มรุกรานโลกความเป็นจริงแล้ว ปูทางสู่สงครามครั้งสุดท้ายใน Season 5 ครับ movieseries

เรื่องย่อสั้นๆ ตามข้อมูลทางการที่ได้รับการเปิดเผยออกมาครับ:

เรื่องย่อ Stranger Things 5

เรื่องราวจะสานต่อจากตอนจบของซีซั่น 4 ทันที โดยไม่มีการปูเรื่องใหม่ให้เสียเวลา เมื่อเส้นแบ่งระหว่างโลกความจริงและโลก Upside Down ได้พังทลายลง ทำให้เมืองฮอว์กินส์กลายเป็นสมรภูมิรบด่านหน้า กองทัพสัตว์ประหลาดและสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษเริ่มกัดกินเมือง

กลุ่มเพื่อน ฮีโร่ และชาวเมืองฮอว์กินส์ทุกคน ต้องรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเผชิญหน้ากับ “เวคนา” (Vecna) ที่บาดเจ็บแต่ยังไม่ตาย และกำลังเตรียมเปิดฉากสงครามล้างบางมนุษยชาติครั้งสุดท้าย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *