คำขอของคุณมาได้จังหวะพอดีเลยครับ เพราะ Stranger Things Season 5 เพิ่งจะฉายตอนจบ (Series Finale) ไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นการปิดตำนานเมือง Hawkins ที่ยาวนานกว่าทศวรรษได้อย่างยิ่งใหญ่ (และมีกระแสวิจารณ์แตกเป็นสองเสียงพอสมควร)
เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจของคุณที่ชอบการวิเคราะห์ลึกซึ้งทั้งด้านการเล่าเรื่อง งานภาพ และการแสดง ผมขอสรุปรีวิวและเรื่องย่อแบบเจาะลึกให้ดังนี้ครับ
ข้อมูลทั่วไป
- สถานะ จบบริบูรณ์ (Series Finale ฉาย 1 ม.ค. 2026)
- จำนวนตอน 8 ตอน (แบ่งฉาย 3 ชุด พ.ย., ธ.ค., และ ม.ค.)
- ไทม์ไลน์ในเรื่อง ฤดูใบไม้ร่วงปี 1987 (ข้ามเวลามาจากซีซั่น 4 เล็กน้อย)

1. เรื่องย่อ (Synopsis) – แบบไม่สปอยล์ตอนจบ
ในซีซั่นสุดท้ายนี้ เมืองฮอว์กินส์ (Hawkins) ตกอยู่ในสภาวะสงครามเต็มรูปแบบ รอยแยกมิติที่เกิดขึ้นในตอนจบซีซั่น 4 ได้ขยายตัวจนทำให้โลกความเป็นจริงและโลกกลับด้าน (Upside Down) เริ่มหลอมรวมกัน ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ต้นไม้เน่าเปื่อย และสปอร์ลอยฟุ้งไปทั่วเมือง
ประเด็นสำคัญ
- Will Byers คือกุญแจ ซีซั่นนี้โฟกัสกลับมาที่ Will อย่างชัดเจน เขาไม่ใช่แค่เหยื่ออีกต่อไป แต่เป็นคนที่สัมผัสได้ถึงความคิดของ Vecna (Henry Creel) ได้ลึกซึ้งที่สุด การเติบโตและการยอมรับตัวตนของ Will กลายเป็นแกนหลักในการต่อสู้ทางจิต
- การลักพาตัวครั้งใหม่ ความตึงเครียดพุ่งสูงสุดเมื่อ Holly Wheeler (น้องสาวคนเล็กของ Mike) ถูก Vecna จับตัวไป เพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อและเครื่องมือในการเปิดประตูมิติขั้นสุดท้าย ทำให้กลุ่มเพื่อนต้องแยกทีมกันทำภารกิจเสี่ยงตายอีกครั้ง
- มิติแห่งความทรงจำ (Camazotz) เราจะได้เห็นโลกภายในจิตใจของ Henry ที่เรียกว่า “Camazotz” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Max ถูกขังไว้ (ในสภาพโคม่า) เพื่อนๆ ต้องหาทางเข้าไปช่วยจิตวิญญาณของเธอออกมา
2. สรุปเนื้อหาสำคัญและตอนจบ (Spoiler Alert!)
ส่วนนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของบทสรุป หากยังดูไม่จบ แนะนำให้ข้ามไปอ่านส่วนรีวิวครับ
- ชะตากรรมของ Vecna/Henry การต่อสู้ครั้งสุดท้ายไม่ได้ใช้แค่พลังจิตซัดกัน แต่เป็นการรุมกินโต๊ะทั้งในโลกจริงและโลกจิตใจ Will ใช้ความเชื่อมโยงทางจิตที่มีต่อ Vecna เพื่อรบกวนสมาธิ ในขณะที่ Eleven เข้าปะทะโดยตรง สุดท้าย Vecna ถูกทำลาย ร่างกายสลายไปพร้อมกับการล่มสลายของ Upside Down
- ความสูญเสีย ตัวละครที่เสียชีวิตในศึกสุดท้ายคือ Kali (หมายเลข 008) ซึ่งกลับมาช่วย Eleven และสละชีวิตเพื่อปกป้องน้องสาวและ Hopper (ฉากนี้เรียกน้ำตาได้มาก แต่บางคนมองว่าบทปูมาให้ตายแทนตัวหลักเกินไป)
- บทสรุปของ Eleven หลังจบศึก Eleven หายตัวไปและถูกประกาศว่าเป็นบุคคลสูญหาย (Missing) เพื่อให้เธอได้ใช้ชีวิตอย่างสงบในฐานะ “ตำนาน” โดยไม่ต้องถูกรัฐบาลตามล่าอีก แต่ในฉากจบเราจะเห็นว่า Mike ยังเชื่อมั่นและรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง
- Epilogue (18 เดือนต่อมา) Hawkins เริ่มฟื้นตัว Hopper ขอ Joyce แต่งงาน และกลุ่มเพื่อนแยกย้ายกันไปตามทาง แต่ยังคงความผูกพันที่ตัดไม่ขาด

3. รีวิวเจาะลึก (Review)
ด้านการเล่าเรื่อง (Narrative)
- จุดแข็ง การขมวดปมกลับมาที่ Will Byers ถือว่าทำได้สมบูรณ์แบบ มันคือการเคารพจุดเริ่มต้นของซีรีส์ ซีนที่ Will “Come out” และยอมรับตัวเองต่อหน้าเพื่อนๆ (และเชื่อมโยงความกลัวนั้นเข้ากับการเอาชนะ Vecna) เขียนบทออกมาได้ทรงพลังและมีความเป็นมนุษย์สูงมาก
- จุดอ่อน การแบ่งฉายออกเป็น 3 ช่วง (Volume) อาจทำให้จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) สะดุด โดยเฉพาะช่วงกลางซีซั่นที่มีบทพูดเยอะและเน้นปรัชญาในมิติ Camazotz มากเกินไปจนความตื่นเต้นลดลง บางเส้นเรื่องอย่าง Holly Wheeler ดูเหมือนถูกยัดเยียดบทบาทให้สำคัญกะทันหันไปนิด
ด้านงานภาพและเทคนิค (Visuals)
- บรรยากาศ โทนสีของซีซั่น 5 คือที่สุดของความดาร์ก ผสมผสานความสยองขวัญยุค 80s เข้ากับแฟนตาซีไซไฟสมัยใหม่ ฉากโลก Camazotz ที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความทรงจำที่แตกสลายออกแบบมาได้วิจิตรและน่ากลัว
- CGI งานกราฟิกของ Vecna ในร่างสมบูรณ์และการเปลี่ยนแปลงสภาพเมือง Hawkins ทำได้เนียนตา สมกับทุนสร้างมหาศาล
ด้านการแสดง (Acting)
- MVP ของซีซั่น ขอยกให้ Noah Schnapp (Will) และ Millie Bobby Brown (Eleven) ทั้งคู่แบกรับซีนอารมณ์ที่หนักหน่วงที่สุด Noah ถ่ายทอดความเปราะบางและความกล้าหาญออกมาได้ละเอียดอ่อนมาก
- Sadie Sink (Max) แม้บทบาททางกายภาพจะน้อย (เพราะนอนโคม่า) แต่การแสดงในโลกจิตใจของเธอยังคงตรึงผู้ชมได้อยู่หมัด
บทสรุป
Stranger Things Season 5 คือจดหมายลาที่สวยงามและสมศักดิ์ศรี แม้จะมีแผลในเรื่องจังหวะการเล่าเรื่องบ้าง แต่แก่นแท้ของเรื่องอย่าง “มิตรภาพ” และ “การเติบโต” ยังคงทำงานได้ดีเยี่ยม มันไม่ใช่แค่หนังปราบสัตว์ประหลาด แต่คือบทบันทึกการก้าวผ่านวัยที่แฟนๆ จะจดจำไปอีกนานครับ
นี่คือรีวิวเจาะลึก Stranger Things Season 5 ฉบับเต็ม ในรูปแบบบทวิเคราะห์วิจารณ์เชิงลึก (Deep Dive Critique) ที่เน้นความรู้สึก อารมณ์ และศาสตร์ภาพยนตร์ โดยข้ามเรื่องย่อไปสู่การชำแหละแก่นแท้ของผลงานชิ้นนี้ครับ

บทสรุปตำนาน Hawkins รีวิว Stranger Things Season 5 – เมื่อความทรงจำคืออาวุธที่แหลมคมที่สุด
ถ้าหาก Stranger Things ซีซั่น 1 คือจดหมายรักถึงยุค 80s และความไร้เดียงสาของวัยเด็ก, Stranger Things Season 5 ก็คือจดหมายลาตายที่เขียนด้วยเลือด น้ำตา และความจริงอันเจ็บปวดของการ “ก้าวผ่านวัย” (Coming of Age)
หลังจากที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างรอคอยบทสรุปของมหากาพย์นี้มากว่า 3 ปี สิ่งที่พี่น้อง Duffer มอบให้เรา ไม่ใช่แค่ซีรีส์ปราบสัตว์ประหลาดอีกต่อไป แต่มันคือ “สงคราม” (War) ที่เดิมพันด้วยจิตวิญญาณ นี่คือรีวิวที่จะพาคุณไปดำดิ่งสู่ทุกอณูของงานสร้าง ทั้งบทภาพยนตร์ งานภาพ และการแสดงที่เรียกได้ว่าเป็น “Masterclass” ของวงการสตรีมมิ่ง
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง การขมวดปมที่เจ็บปวดแต่งดงาม (The Narrative Arc)
“จุดเริ่มต้นคือจุดจบ” (The Beginning is the End) สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดในซีซั่นนี้ คือการที่ทีมเขียนบท “กล้า” ที่จะดึงสปอตไลท์กลับมาที่ Will Byers อย่างเต็มตัว หลังจากที่เขาถูกลดบทบาทไปเป็นตัวประกอบที่น่าสงสารในซีซั่น 3 และ 4 การตัดสินใจให้ Will เป็นกุญแจสำคัญ (The Key) ในการหยุดยั้ง Vecna ไม่ใช่แค่การแก้เกมทางพล็อต แต่มันคือการตอบโจทย์แก่นเรื่อง (Theme) ของซีรีส์ทั้งหมด
บทเขียนให้ “ความอ่อนไหว” ของ Will ที่เคยถูกมองว่าเป็นจุดอ่อน กลายเป็น “อาวุธ” ที่ทรงพลังที่สุด การเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงความรู้สึกแปลกแยกทางเพศสภาพ (Queer allegory) ของ Will เข้ากับการเชื่อมต่อกับจิตมารของ Henry Creel (Vecna) นั้นทำออกมาได้ลึกซึ้งและมีความเป็นมนุษย์สูงมาก บทไม่ได้บอกเราตรงๆ ว่า Will เป็นฮีโร่ แต่บททำให้เรา รู้สึก ว่าการยอมรับตัวตนที่แตกสลายของตัวเอง คือความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังจิตของ Eleven เสียอีก
จาก Mystery สู่ Survival War โครงสร้างของซีซั่น 5 เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เราไม่ได้เห็นเด็กๆ ปั่นจักรยานสืบคดีลึกลับอีกแล้ว แต่เราเห็นสภาวะสงครามกลางเมือง บรรยากาศของ Hawkins ที่ถูกกัดกิน (Consumed) ทำให้โทนเรื่องมีความตึงเครียดตลอดเวลา การเขียนบทบีบให้ตัวละครต้องตัดสินใจในวินาทีชีวิต ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละครอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม บทก็ยังมีจุดที่น่าเสียดายอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงกลางซีซั่น (Mid-Season) ที่มีการเล่าเรื่องผ่าน “โลกจิตใจ” (Mindscape) ที่ชื่อว่า Camazotz แม้จะเป็นคอนเซปต์ที่น่าสนใจ แต่บทพูดที่เน้นปรัชญาความทรงจำและการให้อภัยที่ยาวเหยียด กินเวลาไปเกือบ 2 ตอนเต็ม ทำให้จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ที่ควรจะพุ่งพล่านกลับดูเนือยลง เหมือนรถแข่งที่เหยียบเบรกกะทันหันกลางสนาม
อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือ “บทสรุปของความสัมพันธ์” บทเลือกที่จะไม่ให้คำตอบแบบฟันธงในหลายคู่ (โดยเฉพาะ Mike และ Will) แต่นำเสนอในรูปแบบของ “ความเข้าใจที่ไร้คำพูด” (Unspoken Understanding) ซึ่งสำหรับผู้ชมที่ต้องการความชัดเจนอาจจะรู้สึกขัดใจ แต่ในทางวรรณกรรม นี่คือการจบที่สมจริงที่สุดสำหรับวัยรุ่นยุค 80s
2. งานภาพและทัศนศิลป์ ความวิจิตรในความพังทลาย (Visual & Cinematography)
ถ้าจะหาคำจำกัดความงานภาพของ Stranger Things Season 5 คงต้องใช้คำว่า “Apocalyptic Surrealism” (ความเหนือจริงในวันสิ้นโลก)
Color Grading คู่สีแห่งความขัดแย้ง ทีมงานเลือกใช้ Palette สีที่แตกต่างจากซีซั่นอื่นอย่างชัดเจน ซีซั่นนี้เราแทบไม่เห็นแสงนีออนสดใสของห้าง Starcourt อีกแล้ว แต่ถูกแทนที่ด้วย “สีแดงเลือดหมู” (Crimson Red) ของท้องฟ้าที่ถูก Vecna ครอบงำ ตัดกับ “สีเขียวหม่น” (Desaturated Green) ของเมืองที่กำลังเน่าเปื่อย
การจัดแสง (Lighting) ในซีซั่นนี้ถือเป็นงานระดับเทพ โดยเฉพาะฉากในโรงเรียน Hawkins High ที่กลายเป็นฐานบัญชาการ ผู้กำกับภาพใช้แสงเงา (Chiaroscuro) เพื่อสะท้อนความหวาดระแวงบนใบหน้าตัวละคร การใช้แสงไฟฉายวูบวาบตัดกับความมืดมิด ไม่ได้ทำเพื่อสร้าง Jump Scare ราคาถูก แต่เพื่อสร้างบรรยากาศของความไม่รู้ (Fear of the Unknown)
The Design of Decay ดีไซน์ของความเสื่อมสลาย งาน Production Design ในซีซั่นนี้ควรค่าแก่รางวัลออสการ์ การออกแบบสภาพเมืองที่ถูกโลก Upside Down กลืนกินนั้นมีความละเอียดระดับ “Micro-detail” หากสังเกตดีๆ คุณจะเห็น Texture ของรากไม้ที่ชุ่มไปด้วยเมือก ขยับตัวเหมือนมีลมหายใจ หรือฝุ่นละอองสปอร์ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึก “อึดอัดและคันคอ” ตามไปด้วย
และที่ต้องยกย่องที่สุดคือการออกแบบ “Camazotz” (โลกแห่งความทรงจำของ Henry) มันไม่ใช่แค่ฉากพื้นหลังสีแดงเหมือนซีซั่น 4 แต่มันคืองานศิลปะแบบ M.C. Escher ที่บิดเบี้ยว สถาปัตยกรรมที่ไร้แรงโน้มถ่วง สะพานที่สร้างจากเศษซากความทรงจำบ้าน Creel House ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ งาน CGI ในส่วนนี้ผสมผสานกับ Practical Effects ได้เนียนตาจนแยกไม่ออกว่าตรงไหนคือของจริง ตรงไหนคือกราฟิก

3. การแสดง เมื่อเด็กๆ กลายเป็นตำนาน (Acting Showcase)
Stranger Things Season 5 คือเวทีปล่อยของที่นักแสดงทุกคนรอคอย และพวกเขาทำหน้าที่ได้เกินมาตรฐานไปไกลลิบ
Noah Schnapp (Will Byers) MVP ของซีซั่น ต้องยอมรับว่านี่คือปีของ Noah Schnapp อย่างแท้จริง เขาไม่ได้ใช้เสียงตะโกนเพื่อแสดงอารมณ์ แต่เขาใช้ “สายตา” และ “การสั่นไหวของร่างกาย” ในการสื่อสาร ฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับ Vecna ทางจิต เขาถ่ายทอดความเจ็บปวดจากการถูกละเมิดจิตใจ (Trauma) ผสมกับความโกรธแค้นได้อย่างน่าขนลุก มีซีนหนึ่งที่ Will สารภาพความรู้สึกกับ Mike ท่ามกลางซากปรักหักพัง Noah ร้องไห้โดยไม่มีเสียงสะอื้น แต่น้ำตาไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง สายตาที่มอง Mike เต็มไปด้วยความรักที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้และความโล่งใจที่ได้พูดความจริง การแสดงระดับนี้คือสิ่งที่ยกระดับซีรีส์วัยรุ่นให้กลายเป็นดราม่าชั้นสูง
Millie Bobby Brown (Eleven) ความแข็งแกร่งที่เปราะบาง Millie ก้าวข้ามการแสดงแบบ “จ้องตาแล้วเลือดกำเดาไหล” ไปสู่ความลึกซึ้งที่มากกว่านั้น ซีซั่นนี้ Eleven ไม่ได้สู้ด้วยพลังเพียงอย่างเดียว แต่สู้ด้วยความรับผิดชอบที่หนักอึ้ง Millie ถ่ายทอดความเหนื่อยล้า (Exhaustion) ของตัวละครที่แบกโลกไว้ทั้งใบออกมาได้ดีมาก เราเห็นความสั่นเครือในน้ำเสียงที่พยายามเข้มแข็งเพื่อเพื่อนๆ ซึ่งมันทำให้คนดูรักและสงสารเธอจับใจ
Sadie Sink (Max Mayfield) การแสดงที่ไร้การเคลื่อนไหว แม้ Max จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในซีซั่นนี้ในสภาวะโคม่า (หรือติดอยู่ในโลกจิตใจ) แต่ Sadie Sink พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอไม่จำเป็นต้องขยับตัวก็ตรึงคนดูได้ เสียง Voice-over ของเธอที่พยายามเรียกเพื่อนๆ จากอีกมิติหนึ่ง เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความหวังที่ริบหรี่ การแสดงผ่านสีหน้าในโลก Camazotz ที่เธอต้องวิ่งหนีฝันร้ายซ้ำๆ นั้นทรงพลังและบีบหัวใจ
David Harbour & Winona Ryder หัวใจของผู้ใหญ่ เคมีของ Hopper และ Joyce คือสิ่งที่ยึดโยง (Anchor) ความเป็นมนุษย์ในเรื่องเอาไว้ ท่ามกลางสัตว์ประหลาดและพลังจิต ทั้งสองคนมอบการแสดงที่อบอุ่นและตลกหน้าตาย (Dark Humor) ในจังหวะที่พอดี ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของเรื่องได้มหาศาล ฉากขอแต่งงานท่ามกลางซากปรักหักพังคือ Masterpiece ของความโรแมนติกแบบดิบๆ (Raw Romance)

บทสรุป Stranger Things Season 5 ความสมบูรณ์แบบที่ไม่สมบูรณ์แบบ (The Imperfect Perfection)
Stranger Things Season 5 อาจไม่ใช่ซีซั่นที่เดินเรื่องเร็วที่สุด หรือมีฉากแอ็คชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมมากที่สุด แต่มันคือซีซั่นที่ “จริงใจ” ที่สุด
มันพาเรากลับไปสำรวจรากเหง้าของความกลัวและความรัก มันบอกเราว่าการเติบโตคือการยอมเสียสละบางส่วนของวัยเด็กไป และบาดแผลบางอย่างอาจไม่มีวันหายดี แต่เราสามารถอยู่ร่วมกับมันได้
การจบลงของ Stranger Things Season 5 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การจบซีรีส์ แต่เป็นการปิดฉากยุคสมัย (Era) ของ Pop Culture อย่างเป็นทางการ แม้จะมีจุดตำหนิเรื่องความยืดเยื้อบ้าง แต่เมื่อเครดิตตอนสุดท้ายขึ้น พร้อมกับเสียงเพลง Heroes (Cover Version) ดังขึ้น คุณจะพบว่าตัวเองนั่งนิ่งอยู่หน้าจอ พร้อมกับความรู้สึกว่างเปล่าที่เต็มตื้น
นี่คืองานศิลปะที่สมควรได้รับการจดจำ ไม่ใช่ในฐานะซีรีส์ไซไฟ แต่ในฐานะ “บันทึกความทรงจำของพวกเราทุกคนที่เคยเป็นเด็กและต้องเติบโต”
คะแนนรีวิวฉบับเจาะลึก
- เนื้อเรื่อง (Narrative) 9/10 (หักคะแนนช่วงกลางที่ยืดยาด)
- งานภาพ (Visuals) 10/10 (สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ)
- การแสดง (Acting) 10/10 (โดยเฉพาะ Noah Schnapp และ Millie Bobby Brown)
- ความประทับใจโดยรวม 9.5/10
นี่คือคำอำลาที่สวยงามที่สุดเท่าที่เมือง Hawkins จะมอบให้เราได้ครับ.
นี่คือนักแสดงหลักชุดเดิมที่เติบโตมาพร้อมกับซีรีส์และกลับมาส่งท้ายบทสรุปใน Stranger Things Season 5 พร้อมประวัติโดยย่อและผลงานเด่นที่น่าสนใจครับ
กลุ่มเด็ก (The Party) – หัวใจของเรื่องราว
1. Millie Bobby Brown (รับบท Eleven / Jane Hopper)
- ประวัติ นักแสดงชาวอังกฤษ (เกิดที่สเปน) ผู้แจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างตั้งแต่อายุ 12 ปีจากการโกนผมรับบท Eleven เธอถือเป็นหนึ่งในนักแสดงวัยรุ่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
- เกร็ดน่าสนใจ นอกจากฝีมือการแสดง เธอเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง Florence by Mills และเป็นทูตสันถวไมตรีที่อายุน้อยที่สุดของ UNICEF
- ผลงานเด่นอื่น Enola Holmes (ทั้ง 2 ภาค), Godzilla King of the Monsters, Damsel
2. Noah Schnapp (รับบท Will Byers)
- ประวัติ นักแสดงหนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายยิว เริ่มต้นอาชีพจากการพากย์เสียง Charlie Brown ใน The Peanuts Movie ในซีซั่น 5 นี้เขาได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากการแสดงที่ต้องแบกรับอารมณ์หนักหน่วง
- เกร็ดน่าสนใจ ชีวิตจริงเขาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของ Millie Bobby Brown และการที่เขาเปิดตัว (Coming out) ว่าเป็นเกย์ในชีวิตจริง ช่วยให้เขาถ่ายทอดความสับสนและตัวตนของ Will ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
- ผลงานเด่นอื่น Bridge of Spies, Hubie Halloween
3. Finn Wolfhard (รับบท Mike Wheeler)
- ประวัติ นักแสดงและนักดนตรีชาวแคนาดา ผู้มีใบหน้าที่เข้ากับยุค 80s อย่างน่าประหลาด เขาเป็นคนที่มีงานชุกที่สุดคนหนึ่งในแก๊งเด็ก
- เกร็ดน่าสนใจ นอกจากแสดงหนัง เขายังเป็นนักร้องนำวงดนตรี The Aubreys (และอดีตวง Calpurnia) รวมถึงเริ่มหันมาสนใจงานกำกับหนังสั้น
- ผลงานเด่นอื่น IT (Pennywise), Ghostbusters Afterlife, The Goldfinch
4. Sadie Sink (รับบท Max Mayfield)
- ประวัติ นักแสดงชาวอเมริกันที่เริ่มต้นจากละครเวทีบรอดเวย์เรื่อง Annie ก่อนจะมาร่วมทีม Stranger Things ในซีซั่น 2 และกลายเป็นตัวละครโปรดของแฟนๆ ในซีซั่น 4
- เกร็ดน่าสนใจ เธอได้รับคำชมอย่างมากจากการแสดงมิวสิควิดีโอ All Too Well ของ Taylor Swift ซึ่งพิสูจน์ความสามารถด้านดราม่าของเธอ
- ผลงานเด่นอื่น The Whale (แสดงคู่กับ Brendan Fraser), Fear Street Trilogy
5. Gaten Matarazzo (รับบท Dustin Henderson)
- ประวัติ เริ่มต้นจากละครเวที Les Misérables เขาเป็นสีสันและมันสมองของกลุ่ม
- เกร็ดน่าสนใจ โรค Cleidocranial Dysplasia (ความผิดปกติของกระดูกไหปลาร้าและฟัน) ของตัวละคร Dustin ถูกเขียนขึ้นอ้างอิงจากโรคจริงที่ Gaten เป็น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคม
- ผลงานเด่นอื่น Honor Society, พากย์เสียงใน My Father’s Dragon
6. Caleb McLaughlin (รับบท Lucas Sinclair)
- ประวัติ เริ่มต้นจากบท Simba ในละครเวที The Lion King ที่บรอดเวย์ เขาเป็นนักแสดงที่มีทักษะรอบด้านทั้งร้อง เต้น และกีฬา
- ผลงานเด่นอื่น Concrete Cowboy (แสดงคู่กับ Idris Elba), Shooting Stars
กลุ่มวัยรุ่น (The Teens) – พี่เลี้ยงสุดแกร่ง
7. Joe Keery (รับบท Steve Harrington)
- ประวัติ จากบทตัวประกอบที่เกือบจะถูกเขียนให้ตายในซีซั่น 1 กลายเป็น “คุณแม่สตีฟ” ขวัญใจมหาชน Joe ยังเป็นนักดนตรีไซเคเดลิกร็อกในชื่อศิลปิน Djo
- ผลงานเด่นอื่น Free Guy, Fargo (Series)
8. Maya Hawke (รับบท Robin Buckley)
- ประวัติ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เพราะเธอคือลูกสาวแท้ๆ ของสองตำนานอย่าง Ethan Hawke และ Uma Thurman เธอเข้ามาร่วมในซีซั่น 3 และกลายเป็นคู่หูสุดฮาของ Steve ทันที
- ผลงานเด่นอื่น Do Revenge, Asteroid City, Inside Out 2 (พากย์เสียง Anxiety)
9. Natalia Dyer (รับบท Nancy Wheeler)
- ประวัติ นักแสดงสาวร่างเล็กแต่ใจแกร่ง ผู้รับบทพี่สาวนักข่าวจอมขุดคุ้ย เธอศึกษาที่ NYU (Gallatin School of Individualized Study)
- ผลงานเด่นอื่น Yes, God, Yes, Velvet Buzzsaw
10. Charlie Heaton (รับบท Jonathan Byers)
- ประวัติ นักแสดงและนักดนตรีชาวอังกฤษ (ชีวิตจริงเคยเดทกับ Natalia Dyer) เริ่มต้นอาชีพด้วยบทบาทเล็กๆ ในซีรีส์อังกฤษก่อนจะมาดังที่อเมริกา
- ผลงานเด่นอื่น The New Mutants, Marrowbone
กลุ่มผู้ใหญ่ (The Adults) – ตำนานยุค 80s-90s
11. Winona Ryder (รับบท Joyce Byers)
- ประวัติ ไอคอนตัวแม่แห่งยุค 90s ผู้โด่งดังจากบทสาวเท่และแปลกแยก การมารับบท Joyce ถือเป็นการ Comeback ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของเธอ
- ผลงานเด่นระดับตำนาน Beetlejuice, Edward Scissorhands, Heathers, Girl, Interrupted
12. David Harbour (รับบท Jim Hopper)
- ประวัติ นักแสดงละครเวทีและตัวประกอบมากฝีมือที่แจ้งเกิดเต็มตัวในวัย 40 จากบทตำรวจขี้โมโหแต่จิตใจดี ปัจจุบันเขากลายเป็นฮีโร่ในจักรวาล Marvel ด้วย
- ผลงานเด่นอื่น Black Widow (Red Guardian), Hellboy (2019), Gran Turismo
ตัวร้ายหลัก (The Villain)
13. Jamie Campbell Bower (รับบท Henry Creel / Vecna)
- ประวัติ นักแสดงชาวอังกฤษที่มีใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงความน่ากลัว เขาเชี่ยวชาญบทในหนังแฟนตาซี ทั้ง Harry Potter, Twilight และ Mortal Instruments
- ความทุ่มเท ในการรับบท Vecna เขาต้องนั่งแต่งเอฟเฟกต์เทียม (Prosthetics) นานกว่า 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และฝึกดัดเสียงให้ทุ้มต่ำโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
นักแสดงเหล่านี้คือส่วนผสมที่ลงตัวที่ทำให้ Stranger Things กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกครับ movieseries