นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกในสไตล์ “คุยกันแบบเพื่อนคอหนัง” สำหรับ Sweet Home 2 โดยจะเน้นวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ มากกว่าการเล่าเรื่องย่อ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมว่าซีซั่นนี้ “พัง” หรือ “ปัง” กันแน่ครับ
รีวิวเจาะลึก รีวิว Sweet Home 2 เมื่อมนุษย์น่ากลัวกว่าปีศาจ ภาพสวย ตาแตก – เมื่อ “บ้าน” ไม่ใช่ที่ปลอดภัย และโลกภายนอกคือขุมนรก (ฉบับคุยกันยาวๆ)

สวัสดีครับเพื่อนๆ คอหนังและซีรีส์ทุกคน วันนี้เราต้องมาจับเข่าคุยกันยาวๆ หน่อยแล้วล่ะครับ กับซีรีส์ที่หลายคน (รวมถึงผมด้วย) เฝ้ารอกันมานานถึง 3 ปี นั่นคือ Sweet Home 2 หรือในชื่อไทย สวีทโฮม 2 ทาง Netflix
บอกตรงๆ ว่าความรู้สึกหลังดูจบของผมนี่มันเหมือน “รถไฟเหาะตีลังกาทางอารมณ์” มากครับ มีทั้งจังหวะที่พีคสุดๆ จนต้องร้องว้าว และจังหวะที่กราฟดิ่งลงจนเกือบจะหลับคาจอ วันนี้ผมเลยอยากจะมา “ชำแหละ” ให้ฟังกันแบบเน้นๆ ทั้งเรื่องบท ภาพ และการแสดง ว่าทำไมซีซั่นนี้ถึงเป็นประเด็นถกเถียงกันหนักมากในโลกโซเชียล และมันคุ้มค่ากับเวลาที่คุณจะเสียไปดูหรือไม่
1. บทและการดำเนินเรื่อง ความทะเยอทะยานที่มาพร้อมความสะเปะสะปะ
เริ่มกันที่ “เนื้อเรื่อง” และ “บท” ก่อนเลยครับ เพราะนี่คือจุดที่เปลี่ยนไปจากซีซั่นแรกอย่างชัดเจนที่สุด
ถ้าจำกันได้ ในซีซั่น 1 เสน่ห์ของ Sweet Home คือความ “Claustrophobic” หรือความอึดอัดในพื้นที่จำกัด เราลุ้นไปกับชาวหอพัก Green Home ที่ต้องเอาตัวรอดจากสัตว์ประหลาดในตึกปิดตาย มันมีความเป็น Horror Survival สูงมาก ทุกมุมตึกมีความน่ากลัว แต่พอมาใน Season 2… สเกลมันระเบิดตูมตามกลายเป็นหนังหายนะวันสิ้นโลก (Post-Apocalyptic) เต็มรูปแบบครับ
การขยายจักรวาลที่ (อาจจะ) กว้างเกินไป ผู้กำกับอีอึงบก เลือกที่จะพาเราออกจาก Green Home สู่โลกภายนอกที่พังทลาย ซึ่งในแง่หนึ่งมันดีครับ มันทำให้เห็นว่ารัฐบาลจัดการยังไง ทหารทำอะไร และคนทั่วไปใช้ชีวิตยังไง แต่ปัญหาคือ… การเล่าเรื่องมัน “กระจัดกระจาย” มากเกินไปครับ เหมือนคนเขียนบทพยายามจะยัดทุกไอเดียลงไปใน 8 ตอน
เราจะได้เห็นทั้งเส้นเรื่องของ ชาฮยอนซู (ซงคัง) ที่แยกตัวออกไป, เส้นเรื่องของ อีอึนยู (โกมินชี) ที่ตามหาพี่ชาย, เส้นเรื่องของทหารกองกำลังอีกา, เส้นเรื่องของการทดลองวิทยาศาสตร์ในแล็บรัฐบาล และเส้นเรื่องดราม่าผู้รอดชีวิตในแคมป์หลบภัย (สนามกีฬา)
ฟังดูเหมือนจะเข้มข้นใช่ไหมครับ? แต่ความจริงคือ ช่วงกลางเรื่อง (ประมาณตอนที่ 4-6) กราฟความสนุกลดฮวบลงอย่างน่าตกใจ เพราะหนังพยายามจะแนะนำตัวละครใหม่ๆ เข้ามาเยอะมาก เยอะจนเราจำชื่อไม่ทัน และที่สำคัญคือ เรายังไม่ทันจะผูกพันกับตัวละครใหม่เหล่านี้เลย หนังก็พยายามยัดเยียดดราม่าของพวกเขามาให้เราแล้ว ผลที่ได้คือความ “ไม่อิน” ครับ บางช่วงผมรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์ The Walking Dead หรือหนังซอมบี้ดาดๆ ทั่วไป ที่มีการเมืองระหว่างมนุษย์ มีการแย่งชิงอำนาจ ซึ่งมันลดทอนเสน่ห์ความเป็น “สัตว์ประหลาดจากกิเลส” ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Sweet Home ลงไปเยอะเลย
ฮยอนซู… พระเอกค่าตัวแพง หรือบทน้อย? เรื่องนี้ต้องบ่นเลยครับ ใครที่เป็นเมน “ซงคัง” อาจจะมีเคือง เพราะในช่วงกลางซีซั่น ตัวละครชาฮยอนซูหายไปจากจอนานมาก! นานจนผมนึกว่าเขาเป็นตัวประกอบไปแล้ว ทั้งที่เขาคือกุญแจสำคัญของเรื่อง การที่บทเลือกจะทิ้งพระเอกไปโฟกัสที่กลุ่มทหารและผู้รอดชีวิตกลุ่มใหม่ ทำให้แกนเรื่องมันแกว่งครับ เราอยากเห็นพัฒนาการของฮยอนซูในการควบคุมปีศาจ แต่เรากลับต้องมาดูดราม่าแม่ลูก หรือดราม่าทหารเกณฑ์ที่เพิ่งโผล่มาแทน นี่คือจุดบอดใหญ่ที่ทำให้ความต่อเนื่องของอารมณ์มันสะดุดครับ
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของบทในซีซั่นนี้คือการเล่นประเด็น “ความเป็นมนุษย์” ที่ลึกขึ้นครับ คำถามที่ว่า “ใครกันแน่คือสัตว์ประหลาด? ผู้ติดเชื้อ หรือ มนุษย์ที่จิตใจโหดเหี้ยม?” ถูกขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านการกระทำของฝั่งทหารและนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง ซีซั่นนี้ทำให้เราเห็นด้านมืดของมนุษย์ที่น่ากลัวกว่าสัตว์ประหลาดหลายเท่าครับ

2. งานภาพและโปรดักชัน ยิ่งใหญ่ อลังการ แต่บางทีก็ “มืด” ไปหน่อย
มาต่อกันที่งาน Visual หรือภาพรวมด้านโปรดักชันครับ บอกได้คำเดียวว่า “เงินถึง” ครับ ทุนสร้างมหาศาลแน่นอน
CGI และการออกแบบสัตว์ประหลาด ในซีซั่น 1 งาน CG อาจจะมีลอยๆ บ้าง แต่ในซีซั่น 2 นี้ ถือว่ายกระดับขึ้นมาเยอะครับ สัตว์ประหลาดดูมีเท็กซ์เจอร์ที่สมจริงขึ้น มีความเปียก ความลื่น ความน่าขยะแขยงที่ชัดเจน ดีไซน์ของสัตว์ประหลาดก็หลากหลายขึ้น ไม่ได้มีแค่พวกตัวใหญ่ๆ ตบตีกัน แต่มีสัตว์ประหลาดที่ดูเป็นนามธรรมมากขึ้น
ฉากที่ผมประทับใจมากคือฉากเปิดตัวซีซั่น การไล่ล่าบนถนนที่วินาศสันตะโร การระเบิดตูมตาม ฉากพวกนี้ทำออกมาได้ระดับ Blockbuster ของฮอลลีวูดเลยครับ มุมกล้องมีความเป็น Action Movie สูงมาก ดูแล้วรู้เลยว่าตั้งใจขายฉากแอ็กชัน
Tone & Mood แต่… (มีแต่อีกแล้ว) สิ่งที่ขัดใจผมมากๆ คือ “แสง” ครับ ซีซั่นนี้ภาพมันมืด หม่น และเต็มไปด้วยฝุ่นควัน เข้าใจแหละครับว่าต้องการสื่อถึงโลกที่ล่มสลาย แต่มันมืดจนบางทีดูไม่รู้เรื่องครับ! โดยเฉพาะฉากต่อสู้ในที่แคบหรือตอนกลางคืน บางทีต้องเพ่งจนปวดตาว่าใครกำลังตีกับใคร ตัวอะไรโผล่มา การเกลี่ยสี (Color Grading) จะออกไปทางเทาๆ ฟ้าๆ ดำๆ ต่างจากซีซั่นแรกที่จะมีความสดของเลือด ตัดกับความมืดของตึก ซึ่งส่วนตัวผมชอบมู้ดของซีซั่นแรกมากกว่า มันดูมีศิลปะกว่าครับ
ฉาก Action อันนี้ต้องชมครับ การออกแบบคิวบู๊ทำได้ “เดือด” มาก โดยเฉพาะฉากการต่อสู้ของตัวละครที่มีปีก (ไม่สปอยล์นะว่าเป็นใคร) หรือฉากที่ ซจออีคยอง (รับบทโดย อีชีรยอง) ต้องสู้ตาย ฉากพวกนี้ดูแข็งแรง ดุดัน และสะใจมากครับ การใช้ Long Take ในบางจังหวะก็ช่วยส่งเสริมความตื่นเต้นได้ดีเยี่ยม

3. การแสดง แบกเรื่องจนหลังแอ่น แต่บทไม่ส่งในบางที
ถ้าจะมีอะไรที่ช่วยกู้ชีพ Sweet Home 2 เอาไว้ได้ ผมยกให้เป็นเครดิตของ “นักแสดง” ล้วนๆ เลยครับ พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม แม้บทจะพาทัวร์ลงเหวบ้างในบางช่วง
ซงคัง (ชาฮยอนซู) ถึงแม้บทจะหายไปช่วงหนึ่ง แต่ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว รังสีความเท่และความเจ็บปวดมันแผ่ออกมาทะลุจอเลยครับ ซงคังในซีซั่นนี้เติบโตขึ้นมาก สายตาไม่ได้ดูสับสนเหมือนเด็กหนุ่มในซีซั่น 1 อีกแล้ว แต่เป็นสายตาของคนที่ “ยอมรับชะตากรรม” และพร้อมจะเสียสละ การแสดงอารมณ์ผ่านสีหน้า โดยเฉพาะฉากที่ต้องสื่อสารกับ “ปีศาจในใจ” ทำได้ลึกซึ้งครับ เสียดายแค่ว่าบทให้พื้นที่เขาโชว์ของน้อยไปหน่อย
อีจินอุค (พยอนซังอุก / จองอึยมยอง) คนนี้สิครับ MVP ฝั่งชายตัวจริง! การที่ต้องเล่นเป็นตัวละครที่ถูกวิญญาณอื่นสิงร่าง มันยากมากนะครับ แต่พี่แกเล่นได้ “กวนประสาท” และ “น่าเกรงขาม” ไปพร้อมๆ กัน รอยยิ้มเย้ยหยัน สายตาที่มองมนุษย์เหมือนมดปลวก มันทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครนี้น่ากลัวจริงๆ เคมีระหว่างเขากับซงคังคือที่สุดครับ เวลาสองคนนี้เข้าฉากด้วยกัน บรรยากาศมันจะตึงเครียดแบบไฟแลบเลย
โกมินชี (อีอึนยู) น้องบัลเลต์ของเราเปลี่ยนไปแล้วครับ ซีซั่นนี้เธอกลายเป็น “นักสู้” เต็มตัว ผมชอบพัฒนาการของตัวละครนี้มาก จากเด็กสาวปากร้าย กลายเป็นหญิงสาวที่เข้มแข็งแต่ข้างในแตกสลาย การตามหาพี่ชาย (อีอึนฮยอก) เป็นแรงขับเคลื่อนเดียวที่ทำให้เธอมีชีวิตอยู่ โกมินชีถ่ายทอดความ “โหยหา” และความ “สิ้นหวัง” ออกมาได้ดีมาก จนเราอดเอาใจช่วยไม่ได้ แม้บางการกระทำของเธอจะดูวู่วามไปหน่อยก็ตาม
จินยอง (จ่าพัคชานยอง) นักแสดงใหม่ที่เข้ามาเสริมทัพ จินยองหล่อทะลุเครื่องแบบมากครับ! (อันนี้ขอนอกเรื่องนิดนึง ฮ่าๆ) แต่ในแง่การแสดง เขาคือตัวแทนของ “ศีลธรรม” ในโลกที่บิดเบี้ยวครับ เป็นทหารน้ำดีที่ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่เต็มเปี่ยม การแสดงของเขาอาจจะไม่ได้ดูหวือหวาแบบคนที่มีพลังพิเศษ แต่เป็นส่วนผสมที่ทำให้เรื่องมันกลมกล่อมขึ้น เป็นจุดพักใจให้คนดูรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีคนดีเหลืออยู่
อีชีรยอง (ซจออีคยอง) คุณแม่นักกล้ามของเรา ซีซั่นนี้ดราม่าหนักหน่วงมากครับ เกี่ยวกับลูกของเธอ การแสดงของอีชีรยองก้าวข้ามจากแค่แอ็กชันสตาร์ ไปสู่ดราม่าควีนได้เลย ฉากที่เธอต้องเผชิญหน้ากับลูกตัวเอง ทั้งรัก ทั้งกลัว ทั้งรังเกียจ เธอสื่อสารความสับสนของผู้เป็นแม่ได้เจ็บปวดมาก เป็นหนึ่งในพาร์ทที่หดหู่ที่สุดของซีซั่นนี้เลยครับ

4. สรุปความรู้สึกแบบไม่อวย ดี หรือ แย่?
ถ้าให้ผมสรุปเป็นคำพูดง่ายๆ นะครับ “Sweet Home 2 คือสะพานเชื่อมที่สร้างมาอย่างอลังการ แต่มันยาวและขรุขระเกินไปหน่อย”
สิ่งที่น่าผิดหวัง มันขาดเสน่ห์ของ “Character Driven” หรือการขับเคลื่อนด้วยตัวละครที่เราผูกพัน หนังไปเสียเวลากับการปูพื้นฐานโลกใหม่ กฎระเบียบใหม่ ตัวละครทหารกลุ่มใหม่มากเกินไป จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลัก (ฮยอนซู-อึนยู-จิซู) มันเจือจางลง การตัดต่อเล่าเรื่องสลับไปมาทำให้อารมณ์ไม่ต่อเนื่อง ดูแล้วเหนื่อยครับ ยอมรับเลยว่ามีช่วงที่กดมือถือเล่นไประหว่างดู
สิ่งที่น่าชื่นชม ความกล้าที่จะฉีกกรอบเดิมๆ งานภาพระดับโลก และการขยายปมเรื่อง MH (Monster Human) หรือมนุษย์กึ่งปีศาจ ที่ปูทางไปสู่ Season 3 ได้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะตอนจบ (Cliffhanger) ที่ทำเอาคนดูร้อง “เฮ้ย!” กันลั่นบ้าน มันทำให้เรารู้เลยว่า ซีซั่น 2 นี้คือการ “Set Zero” เพื่อเตรียมระเบิดความมันส์ในซีซั่น 3
คำแนะนำสำหรับคนที่จะดู ถ้าคุณคาดหวังจะเห็นฉากสู้กับสัตว์ประหลาดในตึกมืดๆ แบบซีซั่น 1 คุณอาจจะผิดหวังครับ ให้ปรับจูนความคิดใหม่ว่านี่คือหนังสงครามไซไฟดราม่า (Sci-Fi War Drama) ที่มีสัตว์ประหลาดเป็นส่วนประกอบ และที่สำคัญ “อย่าเพิ่งเทกลางทางครับ” แม้ช่วงกลางจะอืดอาดน่าเบื่อ แต่ช่วงท้าย (2 ตอนสุดท้าย) มันจะกลับมาพีคและขมวดปมได้ดีพอสมควร
คะแนนความชอบส่วนตัว ผมให้ 7/10 ครับ (หักคะแนนความเยิ่นเย้อและการหายไปของพระเอก) ภาพสวย 9/10 การแสดง 8.5/10 บท/การดำเนินเรื่อง 5/10
สุดท้ายนี้ ถ้าถามว่าควรดูไหม? “ดูเถอะครับ” ถ้าคุณเป็นแฟนซีซั่น 1 ยังไงก็ต้องดูเพื่อจะไปต่อในซีซั่น 3 ที่น่าจะเดือดกว่านี้แน่ๆ มันอาจจะไม่ใช่ภาคต่อที่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็ยังมีดีพอให้เราติดตามชะตากรรมของชาฮยอนซูและเพื่อนๆ ต่อไปครับ

และนี่คือ บทสรุปตอนจบของ Sweet Home 2 แบบละเอียด (Spoilers Alert! สปอยล์หนักมากนะครับ)
ตอนจบของซีซั่น 2 ไม่ได้เป็นแค่บทสรุปของเหตุการณ์ในซีซั่นนี้ แต่เป็นการปูทางอย่างยิ่งใหญ่ (และชวนงงเล็กน้อย) ไปสู่ซีซั่น 3 ครับ โดยเหตุการณ์สำคัญถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ
1. โศกนาฏกรรมของ “ซออีคยอง” และลูกสาว
ช่วงท้ายของเรื่องโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ซออีคยอง และลูกสาวของเธอ (เด็กที่มีพลังพิเศษสามารถเปลี่ยนคนเป็นสัตว์ประหลาดได้เพียงแค่สัมผัส)
- การกลายร่าง อีคยองได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังจะตาย ลูกสาวของเธอด้วยความรักและไม่อยากให้แม่เจ็บปวด จึงใช้พลังเปลี่ยนแม่ให้กลายเป็นสัตว์ประหลาด (เพราะเชื่อว่าการเป็นสัตว์ประหลาดจะทำให้แม่ไม่เจ็บปวดและมีชีวิตอมตะ)
- ฮยอนซูเข้าช่วย อีคยองกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายและควบคุมตัวเองไม่ได้ ฮยอนซู (ซงคัง) เข้าต่อสู้เพื่อหยุดยั้งเธอ ฮยอนซูใช้พลังพิเศษของเขา (ปีก) เข้าไปในจิตใจของอีคยอง และสร้างภาพลวงตาที่เป็นความทรงจำที่มีความสุขที่สุดของเธอ เพื่อกล่อมเกลาจิตใจสัตว์ประหลาดให้สงบลง
- บทสรุป อีคยองในร่างสัตว์ประหลาดหยุดอาละวาดและร่วงหล่นลงมาในสภาพที่เหมือนคนหมดสติ (ยังไม่ยืนยันว่าตายหรือแค่จำศีล) แต่ถือเป็นการสิ้นสุดความทรมานทางจิตใจของเธอ
2. การเผชิญหน้าของ “ฮยอนซู” และ “ซังอุก (อึยมยอง)”
- อุดมการณ์ที่ต่างกัน ร่างของพยอนซังอุก (ที่ถูกวิญญาณของจองอึยมยองสิง) ต้องการตัวลูกสาวของอีคยอง เพราะเชื่อว่าเธอคือกุญแจสำคัญในการสร้าง “มนุษย์พันธุ์ใหม่” (Neo-humans) เขาเชื่อว่ามนุษย์ล้มเหลวและควรถูกแทนที่ด้วยเผ่าพันธุ์สัตว์ประหลาด
- การต่อสู้ ฮยอนซูพยายามขัดขวาง แต่ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจากการช่วยอีคยอง ทำให้เขาเสียเปรียบ
- ผลลัพธ์ ซังอุกได้ตัวเด็กสาวไป ส่วนฮยอนซูฟื้นขึ้นมาในสภาพที่พลังปีศาจครอบงำ (มีบุคลิกที่ก้าวร้าวขึ้น) และเขายอมรับกับอึนยูว่า เขาจะจัดการเรื่องนี้ในแบบของเขาเอง ซึ่งบอกเป็นนัยว่าในซีซั่น 3 ฮยอนซูอาจจะไม่ใช่พระเอกแสนดีคนเดิม แต่จะดุดันและไร้ปรานีมากขึ้น
3. ความลับของสนามกีฬา (Stadium)
- ภัยคุกคามภายใน ในแคมป์ผู้รอดชีวิต ได้มีการเปิดเผยว่า หัวหน้าจี (คนที่ดูแลแคมป์) แท้จริงแล้วติดเชื้อและมีอาการกลายร่าง แต่ซ่อนอาการเอาไว้ สิ่งนี้สร้างความระแวงว่า ภายในแคมป์ผู้รอดชีวิต ไม่มีที่ไหนปลอดภัยจริงๆ และระบบการปกครองของทหารกำลังจะล่มสลายจากภายใน
- จ่าพัคชานยอง เลือกที่จะติดตามอึนยูและฮยอนซูต่อไป แทนที่จะกลับเข้าไปอยู่ในระบบทหาร
4. ฉากจบ (Cliffhanger) ที่พีคที่สุด การกลับมาของ “อีอึนฮยอก”
นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดของตอนจบครับ!
- วัฏจักรของสัตว์ประหลาด ซีรีส์เฉลยว่า จุดสิ้นสุดของการเป็นสัตว์ประหลาดไม่ใช่ความตาย แต่คือการกลายเป็น “ดักแด้” (Cocoon)
- การกำเนิดใหม่ (Rebirth) กล้องแพนไปที่ซากตึก Green Home เราเห็นก้อนดักแด้ขนาดใหญ่แตกออก และมีชายคนหนึ่งเดินออกมาในสภาพเปลือยเปล่า… เขาคือ อีอึนฮยอก (พี่ชายของอึนยู ที่รับบทโดย อีโดฮยอน) ที่เราคิดว่าตายไปแล้วในซีซั่น 1
- ตัวตนใหม่ อึนฮยอกหันมายิ้มให้กับกล้อง แต่รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มของมนุษย์ปกติ มันดูไร้อารมณ์และแปลกประหลาด
- ความหมาย สิ่งนี้ยืนยันทฤษฎี “มนุษย์ใหม่” (New Human) คือคนที่ผ่านกระบวนการเป็นสัตว์ประหลาดจนสมบูรณ์แล้วเกิดใหม่ พวกเขาจะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการ แต่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก และอาจจะมีความทรงจำเดิมหลงเหลืออยู่หรือไม่ก็ได้ นี่คือศัตรู (หรืออาจจะเป็นมิตร?) กลุ่มใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญในซีซั่น 3
สรุป Sweet Home 2 ปูทางสู่ Season 3
ตอนจบของซีซั่น 2 ทิ้งปมใหญ่ไว้ว่า
- สงครามสามฝ่าย จะเกิดขึ้นระหว่าง มนุษย์ (ทหาร) vs สัตว์ประหลาด/ผู้ติดเชื้อพิเศษ (กลุ่มซังอุก) vs มนุษย์ใหม่ (กลุ่มอึนฮยอก)
- ฮยอนซูที่เปลี่ยนไป เขาจะควบคุมปีศาจในตัวได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นศัตรูกับมนุษย์เสียเอง
- การกลับมาเจอกันของพี่น้อง อึนยู จะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าพี่ชายกลับมาแล้ว แต่เขาอาจไม่ใช่พี่ชายคนเดิมที่เธอรู้จักอีกต่อไป
ถือเป็นการจบแบบ “ค้างคา” ที่บังคับให้คนดูต้องรอดูซีซั่น 3 อย่างเลี่ยงไม่ได้ครับ! movieseries