นี่คือสปอยล์เนื้อเรื่องและตอนจบของภาพยนตร์ Tere Ishk Mein (2025) แบบละเอียดครับ
คำเตือน เนื้อหาด้านล่างเปิดเผยจุดสำคัญและตอนจบของเรื่องทั้งหมด (Major Spoilers)

จุดเริ่มต้นและความสัมพันธ์ในอดีต เรื่องราวเล่าสลับระหว่างปัจจุบันและอดีต ตัวเอกคือ ชานการ์ (Dhanush) ซึ่งในอดีตเป็นผู้นำนักศึกษาหัวรุนแรงที่มีนิสัยดุดันและก้าวร้าว เขาได้พบกับ มุกตี (Kriti Sanon) นักศึกษาปริญญาเอกด้านจิตวิทยาที่กำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ “ความรุนแรงและพฤติกรรมก้าวร้าว”
มุกตีแกล้งทำเป็นคบหาและมีความสัมพันธ์กับชานการ์เพื่อใช้เขาเป็น “กรณีศึกษา” (Case Study) ในงานวิจัยของเธอโดยที่ชานการ์ไม่รู้ตัว ชานการ์หลงรักเธออย่างหัวปักหัวปำและยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเธอ แต่สุดท้ายความจริงก็เปิดเผยว่ามุกตีไม่ได้รักเขาจริงๆ เธอแค่มองเขาเป็นหนูทดลอง ทำให้ชานการ์เจ็บปวดและโกรธแค้นอย่างมาก
การกลับมาเจอกันในปัจจุบัน เวลาผ่านไปหลายปี ชานการ์กลายเป็นนักบินในกองทัพอากาศอินเดีย (Air Force Pilot) แต่เขายังคงมีความระห่ำและไม่ฟังคำสั่งจนถูกสั่งพักงานและต้องเข้ารับการประเมินทางจิต
จิตแพทย์ที่ได้รับมอบหมายให้มาประเมินเขาคือ มุกตี นั่นเอง การกลับมาเจอกันครั้งนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด บาดแผลในใจ และความโกรธเกรี้ยวจากอดีต
ความลับของมุกตี ในปัจจุบัน มุกตีแต่งงานแล้วและกำลังตั้งท้อง แต่ชีวิตของเธอพังทลาย เธอติดเหล้าอย่างหนักจนเป็นโรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) และรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะตายหลังคลอดลูก หรือมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เธอจึงกลับมาหาชานการ์ไม่ใช่เพื่อขอคืนดี แต่เพื่อขอให้เขาช่วยดูแลลูกของเธอหลังจากที่เธอตายไปแล้ว เพราะเธอเชื่อใจว่าชานการ์เป็นคนเดียวที่จะปกป้องลูกของเธอได้ดีที่สุด

บทสรุปของเรื่องเป็นโศกนาฏกรรม (Tragedy) ตามสไตล์ผู้กำกับ Aanand L. Rai (ผู้กำกับ Raanjhanaa)
- ชานการ์ ในภารกิจสุดท้ายทางทหาร ชานการ์ตัดสินใจสละชีพด้วยการขับเครื่องบินรบพุ่งชนเรือของศัตรู เพื่อปกป้องสามีของมุกตี (ซึ่งเป็นทหารเรือและเป็นพ่อของเด็ก) หรือเพื่อจบชีวิตตัวเองไปพร้อมกับความรักที่ไม่มีวันสมหวัง เขาเลือกที่จะตายอย่างวีรบุรุษ
- มุกตี ในขณะที่ชานการ์ทำภารกิจ มุกตีก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาล (อาจจะระหว่างคลอดหรือเพราะอาการป่วย)
บทสรุป ทั้งคู่เสียชีวิตในตอนจบ โดยหนังทิ้งท้ายไว้ว่าแม้ในโลกแห่งความจริงพวกเขาจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ความตายทำให้พวกเขาได้จากไปพร้อมกัน เป็นตอนจบที่เศร้าและบีบคั้นอารมณ์ คล้ายกับเรื่อง Raanjhanaa ที่ความรักนำไปสู่การทำลายล้างครับ
รีวิวภาพยนตร์ Tere Ishk Mein (2025) ในรูปแบบบทวิจารณ์เชิงลึก (In-depth Review) ที่เน้นการวิเคราะห์แก่นเรื่อง งานภาพ และพลังทางการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อซ้ำ แต่จะพาคุณดำดิ่งไปสู่ความรู้สึกและจิตวิญญาณของหนังเรื่องนี้ครับ
Tere Ishk Mein เมื่อ “ความรัก” คือเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ทั้งหัวใจและท้องฟ้า

ถ้าคุณคิดว่าคุณรู้จักความเจ็บปวดจาก Raanjhanaa (2013) มาดีแล้ว ผมอยากให้คุณสูดหายใจลึกๆ แล้วเตรียมตัวรับแรงกระแทกครั้งใหม่ เพราะ Tere Ishk Mein ไม่ใช่แค่ภาคต่อทางจิตวิญญาณ แต่มันคือการ “ขยี้” บาดแผลเดิมให้ลึกลงไปอีก ในสเกลที่ใหญ่กว่า ดุดันกว่า และบ้าคลั่งกว่าเดิม
การกลับมาเจอกันของ Dhanush และผู้กำกับ Aanand L. Rai พร้อมด้วยดนตรีของ A.R. Rahman มันคือสูตรสำเร็จของความพินาศทางอารมณ์ที่งดงามที่สุดเท่าที่บอลลีวูดจะมอบให้ได้ในปีนี้ นี่ไม่ใช่หนังรักหวานแหวว แต่มันคือบันทึกสงครามของหัวใจผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้คำว่า “รัก” เป็นอาวุธทำลายล้างตัวเอง
1. แก่นเรื่องและการเล่าเรื่อง นิยามรักที่เป็น “พิษ” และ “ยาถอนพิษ” ในเวลาเดียวกัน
สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือ “บทภาพยนตร์” ของ Himanshu Sharma หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามขายความรักแบบหนุ่มสาวจีบกัน แต่มันกำลังสำรวจจิตวิทยาของ “Obsessive Love” (ความรักที่หมกมุ่น) อย่างถึงแก่น
ถ้า Raanjhanaa คือความรักข้างเดียวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ Tere Ishk Mein คือด้านกลับที่มืดมนและรุนแรงกว่า หนังตั้งคำถามที่น่าสนใจมากว่า “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนที่รักแรงเกลียดแรง ถูกหักหลังโดยคนที่เขารักที่สุดเพื่อผลประโยชน์ทางวิชาการ?”
การวางพล็อตให้ Shankar (Dhanush) ถูกใช้เป็น “หนูทดลอง” (Subject) ในงานวิจัยจิตวิทยาของ Mukti (Kriti Sanon) เป็นประเด็นที่โหดร้ายและชาญฉลาดมาก มันเปลี่ยนบริบทของความรักให้กลายเป็นเรื่องของ “อำนาจ” และ “การควบคุม” ทันที
หนังเล่าเรื่องผ่านสองช่วงเวลาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- ยุคดิบเถื่อน (The Rage) ช่วงวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยไฟแค้น การเมืองข้างถนน และระเบิดขวด บรรยากาศดิบ หยาบ และรุนแรง
- ยุควินัยทหาร (The Discipline) เมื่อชานการ์กลายเป็นนักบินกองทัพอากาศ ความเงียบขรึม ความกดดัน และท้องฟ้าที่กว้างใหญ่
ความน่าสนใจคือ หนังไม่ได้เล่าแค่ว่าพระเอกไปเป็นทหารได้ยังไง แต่เล่าว่า “เขาเปลี่ยนความโกรธเกรี้ยว (Rage) ให้กลายเป็นความกล้าหาญ (Valor) ได้อย่างไร” หนังทำให้เราเห็นว่า สำหรับผู้ชายคนนี้ การขับเครื่องบินรบไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่มันคือการหนีจากเสียงในหัวตัวเอง และการพุ่งชนข้าศึกก็อาจจะง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่เขารัก
บทสนทนาในเรื่องนี้มีความเป็นกวีที่แหลมคม (Poetic yet Sharp) ตามสไตล์ Aanand L. Rai ทุกประโยคที่ตัวละครพูดใส่กัน มันเหมือนมีดโกนที่อาบน้ำผึ้ง มันหวานแต่บาดลึก โดยเฉพาะฉากปะทะอารมณ์ระหว่างพระนาง ที่ไม่ได้ใช้การตะโกนโหวกเหวกเสมอไป แต่ใช้ความเงียบและสายตาที่เจ็บปวดสื่อสารแทน
2. การแสดง Dhanush คือปีศาจแห่งการแสดง (The Monster Performer)
ถ้าต้องให้คะแนนการแสดง ผมคงต้องบอกว่า Dhanush ทะลุหลอดปรอทแตกไปแล้ว การแสดงของเขาในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “ดี” แต่มันคือการ “สิงสู่” ตัวละคร
Dhanush ในบท Shankar คุณจะเห็นพัฒนาการของตัวละครที่ชัดเจนมากผ่าน “ภาษากาย” (Body Language)
- ในพาร์ทอดีต เขาคือเด็กหนุ่มที่เดินหลังค่อมเล็กน้อย สายตาลอกแลกแต่ดุดัน เหมือนสัตว์ป่าที่บาดเจ็บและพร้อมจะกัดทุกคน การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็ว รุนแรง และไร้ทิศทาง เขาทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่านี่คือคนที่มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์
- ในพาร์ททหาร Dhanush เปลี่ยนไปเป็นคนละคน หลังตรง ไหล่ผาย สายตานิ่งลึกแต่ว่างเปล่า (Dead Eyes) สิ่งที่น่าขนลุกคือ แม้เขาจะยืนนิ่งๆ ในเครื่องแบบ แต่คุณจะสัมผัสได้ถึง “ภูเขาไฟ” ที่รอวันระเบิดอยู่ข้างใน
ฉากที่ Dhanush รู้ความจริงว่าตัวเองเป็นแค่กรณีศึกษา… ฉากนั้นคือ Masterclass ของการแสดง สีหน้าของเขาไล่ระดับจากความงุนงง, การปฏิเสธความจริง, ความแตกสลาย, ไปจนถึงความโกรธแค้นที่เงียบงัน น้ำตาของเขาไม่ได้ไหลแบบฟูมฟาย แต่มันไหลออกมาจากความรู้สึกที่ว่า “โลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้า” ใครที่เป็นแฟนคลับ Dhanush คุณจะได้เห็นการแสดงระดับรางวัล National Award อีกครั้งแน่นอน
Kriti Sanon ในบท Mukti นี่คือบทที่ท้าทายที่สุดในชีวิตของเธอ และเธอทำได้ดีเกินคาด Mukti ไม่ใช่นางเอกแสนดี เธอคือตัวละครสีเทาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความเห็นแก่ตัวในช่วงแรก Kriti ต้องแบกรับบทของผู้หญิงที่ “รู้ตัวว่าทำผิดแต่กู้คืนไม่ได้”
สายตาของ Kriti ในช่วงครึ่งหลังของเรื่อง ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด (Guilt) และความสิ้นหวังจากอาการป่วย มันทำให้คนดูที่เคยเกลียดเธอ เริ่มจะสงสารและเข้าใจเธอในที่สุด เคมีระหว่างเธอกับ Dhanush ไม่ใช่เคมีแบบ “คู่รัก” แต่เป็นเคมีของ “คู่กรรม” ที่ดึงดูดและทำลายกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบ
3. งานภาพและกำกับศิลป์ จากตรอกแคบสู่ท้องฟ้ากว้าง
งานภาพ (Cinematography) ของเรื่องนี้เปรียบเสมือนการเล่าเรื่องอีกชั้นหนึ่ง ผู้กำกับภาพเล่นกับ Contrast (ความขัดแย้ง) ได้อย่างน่าทึ่ง
- โทนสี (Color Grading)
- พาร์ทอดีต ใช้โทนสีอุ่นที่ดูสกปรก (Dusty Warmth) สีส้ม สีเหลือง และสีแดงของไฟ จังหวะกล้องจะมีความสั่นไหว (Handheld) เพื่อสื่อถึงความวุ่นวายในจิตใจของชานการ์ และความโกลาหลของเหตุการณ์
- พาร์ทปัจจุบัน ตัดฉับมาเป็นโทนสีฟ้า เทา และเขียวทหาร (Cold Tones) ภาพมีความนิ่ง สมมาตร และกว้างใหญ่ โดยเฉพาะฉากบนเครื่องบินรบที่ถ่ายทอดความโดดเดี่ยวของชานการ์ท่ามกลางท้องฟ้าได้จับใจ
- สัญลักษณ์ (Symbolism) หนังใช้ “ไฟ” และ “เครื่องบิน” เป็นสัญลักษณ์หลัก ไฟคือความรักที่เผาผลาญในวัยหนุ่ม ส่วนเครื่องบินคือพาหนะที่พาเขาหนีจากโลกความจริงขึ้นไปสู่ความตาย การจัดองค์ประกอบภาพในฉากไคลแม็กซ์ที่เครื่องบินพุ่งทะยาน ตัดสลับกับใบหน้าที่นิ่งสงบของ Dhanush คือภาพจำที่สวยงามและเศร้าสร้อยที่สุดฉากหนึ่งในหนังปีนี้
4. ดนตรีประกอบ ลมหายใจของ A.R. Rahman
จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือสกอร์ของ A.R. Rahman ใน Raanjhanaa ดนตรีมีความสนุกสนานและคลาสสิก แต่ใน Tere Ishk Mein ดนตรีมีความเป็น Rock, Orchestral และ Experimental ผสมกัน
เพลงประกอบไม่ใช่แค่เพลงคั่นเวลา แต่มันคือเสียงสะท้อนจากข้างในตัวพระเอก
- จังหวะกลองที่รัวเร็วในช่วงที่พระเอกโกรธแค้น มันทำให้หัวใจคนดูเต้นรัวตามไปด้วย
- เสียงไวโอลินที่บาดลึกในช่วงซีนอารมณ์ มันทำหน้าที่ขยี้ต่อมน้ำตาได้ดีกว่าบทพูดเสียอีก
- เพลงธีมหลัก (Title Track) คือตัวแทนของความรักที่เจ็บปวด ฟังแล้วรู้สึกหน่วง หดหู่ แต่ก็ฮึกเหิมในเวลาเดียวกัน Rahman ยังคงเป็นพ่อมดที่เสกมนตร์สะกดคนดูได้อยู่หมัด
5. จุดที่น่าสังเกตและข้อด้อย (เพื่อความแฟร์)
แน่นอนว่าหนังไม่ได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
- ความดราม่าที่ “ล้น” (Melodrama) สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับหนังอินเดียสไตล์ Aanand L. Rai อาจจะรู้สึกว่าบางฉากมันดราม่าเกินจริง หรือบีบคั้นอารมณ์จนดูจงใจ (Manipulative) ไปหน่อย
- จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ช่วงกลางเรื่องก่อนที่จะเข้าสู่พาร์ททหาร อาจจะมีความยืดเยื้อเล็กน้อยในการปูพื้นความเจ็บปวดของพระเอก ซึ่งถ้าใครชอบการเดินเรื่องไวๆ อาจจะรู้สึกหน่วงช่วงนี้
- ความสมเหตุสมผลของบท การเปลี่ยนผ่านจากนักเลงหัวไม้ไปเป็นนักบินกองทัพอากาศ แม้จะมี Time Skip แต่ในแง่ความเป็นจริงอาจจะดูเหลือเชื่อไปบ้าง แต่ถ้ามองในมุมของ “Cinema” หรือความบันเทิง มันคือพัฒนาการตัวละครที่เท่และทรงพลัง

ไม่ใช่หนังรัก… แต่เป็นหนัง “รอด” ชีวิต
Tere Ishk Mein ไม่ใช่หนังที่คุณจะดูเพื่อความผ่อนคลาย แต่มันคืองานศิลปะที่พาคุณไปสำรวจก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักและความแค้น
มันคือหนังที่บอกเราว่า บางครั้ง… ความรักไม่ได้มีไว้เพื่อครอบครอง แต่มีไว้เพื่อเปลี่ยนแปลงเรา ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวร้ายลงก็ตาม ชานการ์ใช้ความรักเป็นเชื้อเพลิงในการมีชีวิตอยู่ และสุดท้ายเขาก็ใช้มันเป็นเชื้อเพลิงในการจากไป
ถ้าคุณชอบการแสดงที่ “ถวายหัว” ของ Dhanush ชอบงานกำกับที่ละเมียดละไมในความดิบเถื่อน และพร้อมที่จะให้หัวใจตัวเองทำงานหนัก Tere Ishk Mein คือภาพยนตร์ที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
คะแนนความน่าสนใจ 9/10 (หัก 1 คะแนนสำหรับความหน่วงที่อาจทำให้คุณจิตตกหลังดูจบ)
คำเตือนสุดท้าย อย่าลืมเตรียมทิชชู่… ไม่ใช่แค่แผ่นสองแผ่น แต่เตรียมไปทั้งกล่อง เพราะตอนจบของเรื่องนี้จะทำให้คุณจุกจนพูดไม่ออก และเสียงดนตรีของ A.R. Rahman จะวนเวียนอยู่ในหัวคุณไปอีกนานแสนนาน
บทสรุปท้ายเรื่องแบบละเอียด (Detailed Ending) ของภาพยนตร์ Tere Ishk Mein ที่เจาะลึกเหตุการณ์ในช่วงไคลแม็กซ์ วินาทีสุดท้ายของตัวละคร และความหมายที่ซ่อนอยู่ครับ
บทสรุปท้ายเรื่อง Tere Ishk Mein (ในความรักของเธอ)
1. วิกฤตการณ์สุดท้าย (The Final Crisis)
เรื่องราวเดินทางมาถึงจุดแตกหักเมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหาร (War Scenario) กองทัพเรืออินเดียถูกล้อมกรอบโดยศัตรู และหนึ่งในทหารเรือที่ติดอยู่ในวงล้อมนั้นคือ สามีของมุกตี
ในขณะเดียวกัน ที่โรงพยาบาล อาการของ มุกตี (Kriti Sanon) ทรุดลงถึงขีดสุด ตับของเธอหยุดทำงานและร่างกายเริ่มล้มเหลว เธอรู้ตัวว่าเวลาของเธอเหลือไม่มากแล้ว เธอฝากฝังลูกน้อยไว้กับครอบครัว และส่งความปรารถนาสุดท้ายไปถึง ชานการ์ (Dhanush) ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยความเชื่อใจว่าเขาจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง
2. การตัดสินใจของชานการ์ (The Sacrifice)
ชานการ์ ซึ่งเป็นนักบินหัวขบถ ได้รับทราบสถานการณ์ เขาตระหนักทันทีว่าทางเดียวที่จะช่วยสามีของมุกตี (พ่อของเด็กที่มุกตีรัก) และทำลายเรือรบของศัตรูได้ คือการโจมตีแบบประชิดตัวซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้กลับมา
ชานการ์ตัดสินใจขึ้นบินในภารกิจนี้โดยไม่ลังเล สำหรับเขา…
- มันคือ หน้าที่ ในฐานะทหาร
- มันคือ การไถ่บาป จากความก้าวร้าวในอดีต
- และที่สำคัญที่สุด มันคือ ของขวัญชิ้นสุดท้าย ให้กับผู้หญิงที่เขารัก แม้เขาจะเกลียดสิ่งที่เธอทำกับเขา แต่เขารักเธอมากพอที่จะปกป้อง “โลกของเธอ” (ซึ่งก็คือสามีและลูกของเธอ) ให้ปลอดภัย
3. วินาทีสังหาร (The Collision Course)
หนังตัดสลับภาพ (Parallel Editing) ระหว่างสองสถานที่อย่างบีบคั้นอารมณ์
- บนท้องฟ้า ชานการ์ขับเครื่องบินรบฝ่าดงกระสุนของศัตรู เครื่องบินของเขาได้รับความเสียหาย แต่เขายังคงมุ่งหน้าเข้าหาเป้าหมาย ใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงความกลัว แต่กลับดูสงบนิ่งและยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก เหมือนคนที่กำลังจะได้กลับบ้าน
- ที่โรงพยาบาล มุกตีนอนหายใจรวยริน น้ำตาไหลออกมาจากหางตา ชีพจรของเธอแผ่วลงเรื่อยๆ ราวกับจิตวิญญาณของเธอกำลังเชื่อมต่อกับชานการ์เป็นครั้งสุดท้าย
4. บทอวสาน (The Tragic End)
- การเสียสละของชานการ์ ชานการ์ตัดสินใจขับเครื่องบินพุ่งชนเรือบัญชาการของศัตรู (Kamikaze style) แรงระเบิดทำลายล้างเป้าหมายจนสิ้นซาก ช่วยชีวิตกองเรือฝ่ายเดียวกันและสามีของมุกตีไว้ได้สำเร็จ ชานการ์เสียชีวิตทันทีในกองเพลิงกลางทะเล กลายเป็นวีรบุรุษสงคราม
- การจากไปของมุกตี ในวินาทีเดียวกันที่เครื่องบินระเบิด เส้นกราฟชีพจรของมุกตีที่หน้าจอมอนิเตอร์ก็กลายเป็นเส้นตรง (Flatline) เธอสิ้นใจไปพร้อมกับเขา
5. บทส่งท้าย (Epilogue)
หนังจบลงด้วยบรรยากาศที่เศร้าสร้อยแต่งดงาม
- มีการจัดงานศพอย่างสมเกียรติให้กับชานการ์
- สามีของมุกตีรอดชีวิตกลับมาดูแลลูก โดยเขารับรู้ว่าชีวิตของเขาแลกมาด้วยชีวิตของผู้ชายที่รักภรรยาของเขามากที่สุด
- Voiceover / ฉากจบ หนังอาจทิ้งท้ายด้วยเสียงบรรยายของชานการ์ หรือภาพย้อนอดีตสั้นๆ ที่สื่อความหมายว่า… ในโลกนี้ ความรักของพวกเขาเป็นเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน แต่ในโลกหลังความตาย ไฟแห่งความรักของเขาและเธอได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว
“Tere Ishk Mein… (ในความรักของเธอ) ฉันได้เผาไหม้ตัวเองจนมอดไหม้ และนั่นคือวิธีเดียวที่ฉันจะได้ส่องสว่าง”
วิเคราะห์นัยยะสำคัญของตอนจบ
- การแก้แค้นที่ดีที่สุด ชานการ์ไม่ได้แก้แค้นมุกตีด้วยความรุนแรง แต่เขาแก้แค้นด้วยการเป็น “คนที่ดีกว่า” (Better Man) การตายของเขาทำให้มุกตีต้องจดจำเขาไปตลอดกาลในฐานะผู้มีพระคุณ ไม่ใช่แค่หนูทดลอง
- Raanjhanaa Parallel ใน Raanjhanaa พระเอกตายเพราะความรักข้างเดียว แต่ใน Tere Ishk Mein พระเอกตายเพื่อปกป้องความรักนั้น ทำให้การตายครั้งนี้ดูมีเกียรติและทรงพลังกว่าเดิม
- ไฟ (Fire) ตลอดทั้งเรื่องชานการ์เปรียบเหมือนไฟ (ความโกรธ) ตอนจบเขาเลือกที่จะใช้ไฟนั้นทำลายศัตรูและดับสูญไปพร้อมกับมัน เป็นการดับไฟในใจตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ movieseries