รีวิว Thamma (2025) เมื่อคนรักกับ “ผีดูดเลือด” ! ฮากว่าที่คิด ฟินกว่าที่คาด

Thamma (2025)

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง Thamma (2025) ซึ่งเป็นภาพยนตร์อินเดียแนวสยองขวัญ-คอมเมดี้ ที่กำลังเป็นกระแสเนื่องจากอยู่ในจักรวาลเดียวกับหนังดังอย่าง Stree และ Bhediya ครับ

ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง Thamma (2025)
  • แนว สยองขวัญ / คอมเมดี้ / โรแมนติก / เหนือธรรมชาติ
  • ผู้กำกับ Aditya Sarpotdar (ผู้กำกับเดียวกับ Munjya)
  • นักแสดงนำ Ayushmann Khurrana, Rashmika Mandanna, Nawazuddin Siddiqui
  • จักรวาลหนัง Maddock Horror Comedy Universe (จักรวาลเดียวกับ Stree, Bhediya, Munjya)
Thamma (2025)

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวของ อลก โกยาล (รับบทโดย Ayushmann Khurrana) นักข่าวหนุ่มที่มักจะทำข่าวแนวเรื่องลี้ลับ วันหนึ่งเขาได้เข้าไปทำข่าวในป่าลึกและโชคร้ายถูกหมีป่าทำร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากหญิงสาวปริศนาชื่อ ทาดากะ (รับบทโดย Rashmika Mandanna)

อลกตกหลุมรักทาดากะทันที โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่คนธรรมดา แต่เธอคือ “เบตาล” (Betaal) หรือเผ่าพันธุ์แวมไพร์ตามตำนานพื้นบ้านของอินเดียที่มีพลังเหนือมนุษย์และดื่มเลือดเป็นอาหาร ทาดากะและเผ่าของเธอซ่อนตัวอยู่ในป่าและมีกฎเหล็กห้ามยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์

ความรักข้ามสายพันธุ์นี้นำไปสู่ปัญหาใหญ่ เมื่ออลกถูกจับตัวโดยหัวหน้าเผ่าเบตาลผู้ชั่วร้ายชื่อ ยักษะสัน (รับบทโดย Nawazuddin Siddiqui) ผู้ซึ่งต้องการใช้อลกในพิธีกรรมเพื่อปลดปล่อยคำสาป ทาดากะจึงต้องแหกกฎของเผ่าเพื่อช่วยคนรัก จนเกิดเป็นสงครามระหว่างมนุษย์และอมนุษย์ โดยที่อลกเองก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายของเขา…

รีวิว (Review)

จุดเด่น (Pros)

  • ความบันเทิงสไตล์ Bollywood หนังยังคงรักษามาตรฐานของจักรวาล Maddock ได้ดีในแง่ของความตลกและเคมีของตัวละคร เป็นหนังที่ดูง่าย เน้นความสนุกสนานและมุกตลกที่แทรกมาตลอดเรื่อง
  • การขยายจักรวาล แฟนหนังจักรวาลนี้จะตื่นเต้นกับ Easter Eggs และการเชื่อมโยงไปยังเรื่องอื่นๆ (เช่น Stree หรือ Bhediya) ซึ่งทำให้โลกของหนังดูกว้างและน่าติดตามขึ้น
  • งานภาพและ VFX เทคนิคพิเศษในการสร้างตัว “เบตาล” และฉากแฟนตาซีทำออกมาได้สวยงามและดูดีกว่ามาตรฐานหนังผีตลกทั่วไป
  • การแสดง Ayushmann Khurrana เอาอยู่เสมอในบทหนุ่มหน้าซื่อที่ต้องเจอเรื่องป่วนๆ ส่วน Nawazuddin Siddiqui ในบทตัวร้ายก็เล่นได้น่าเกรงขามและตลกหน้าตายไปพร้อมกัน

จุดด้อย (Cons)

  • บทภาพยนตร์ยังไม่คม แม้พล็อตเรื่องจะน่าสนใจ แต่การดำเนินเรื่องในบางช่วงอาจรู้สึกยืดเยื้อ และเหตุผลรองรับในการกระทำของตัวละครบางตัวยังดูเบาบาง (โดยเฉพาะพาร์ทความรักที่เกิดขึ้นเร็วเกินไป)
  • ประเด็นสังคมที่ยัดเยียด หนังพยายามสอดแทรกประเด็นเรื่องชนชั้น ความบริสุทธิ์ของสายเลือด และประวัติศาสตร์ (เช่น การแบ่งแยกดินแดน) เข้ามา ซึ่งบางครั้งดูจงใจเกินไปจนทำให้โทนหนังสะดุด
  • ความสยองน้อย หากคาดหวังความน่ากลัวระดับขนหัวลุก เรื่องนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะเน้นไปทางแอ็กชันแฟนตาซีและตลกมากกว่า

สรุปภาพรวม

Thamma (2025) เป็นหนังสูตรสำเร็จที่ดูสนุก เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังแนว พี่มาก..พระโขนง หรือหนังตลกสยองขวัญของไทย แต่อยู่ในบริบทของตำนานผีอินเดีย หนังมีความเวียร์ด (Weird) และบ้าบอตามสไตล์จักรวาลนี้ แม้บทจะหลวมไปบ้างแต่งานภาพและความฮาถือว่าสอบผ่าน

นี่คือบทรีวิวภาพยนตร์เรื่อง Thamma (2025) แบบเจาะลึก จัดเต็ม โดยเน้นการวิเคราะห์บทภาพยนตร์ งานภาพ และการแสดง ในสไตล์การเล่าเรื่องแบบ “คุยกัน” ให้เห็นภาพ ตามที่คุณต้องการครับ

[Mega Review] เจาะลึก Thamma (2025) เมื่อความรักข้ามสายพันธุ์ปะทะความฮาในจักรวาลผีที่แข็งแกร่งที่สุดของอินเดีย

สวัสดีครับคอหนังทุกคน! วันนี้ผมขอพาพวกเรากระโดดเข้าสู่โลกของ Maddock Supernatural Universe อีกครั้ง กับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เพิ่งเข้าฉายและสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการบอลลีวูดอย่าง “Thamma”

ถ้าคุณคิดว่าคุณเห็นมาหมดแล้วทั้ง “ผีแม่ชี” ใน Stree, “มนุษย์หมาป่า” ใน Bhediya, หรือ “ผีเด็ก” ใน Munjya ผมบอกเลยว่าคุณต้องหยุดความคิดนั้นไว้ก่อน เพราะ Thamma คือการเปิดประตูสู่ตำนานบทใหม่ที่ฉีกกฎเดิมๆ และเติมเต็มจิกซอว์ชิ้นสำคัญให้กับจักรวาลนี้ วันนี้เราจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อแบบน่าเบื่อว่าใครทำอะไรที่ไหน แต่เราจะมา “ชำแหละ” กันให้ถึงแก่นว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นมากกว่าหนังผีตลก และทำไมมันถึงคุ้มค่าแก่การตีตั๋วดู (หรือรอดูสตรีมมิ่ง) แบบสุดๆ

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง “สูตรรักฉบับสยองขวัญ” ที่รสชาติกลมกล่อมกว่าที่คิด

สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยคือ “โทนของหนัง” ครับ

ถ้า Stree คือความน่ากลัวที่แฝงตลกร้าย และ Bhediya คือหนังแอ็กชันแฟนตาซีรักษ์โลก Thamma กลับเลือกที่จะเดินในเส้นทางของ “Epic Tragic-Comedy Romance” หรือหนังรักตลกปนเศร้าที่ยิ่งใหญ่ในสเกลตำนานพื้นบ้าน

การตีความตำนานใหม่ บทหนังฉลาดมากที่หยิบเอาตำนาน “มุญชยา (Munjya)” และตำนานผีดูดเลือดของอินเดียมาบิดใหม่ เราไม่ได้กำลังดูแวมไพร์ใส่สูทแบบตะวันตก แต่เรากำลังดูเผ่าพันธุ์ที่มีรากเหง้า มีวัฒนธรรม และมี “กฎ” ของตัวเอง บทหนังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการสร้าง World-building (การสร้างโลก) ของเผ่า Thamma ให้เรารู้สึกว่ามันมีอยู่จริง มันไม่ได้ดูลอยๆ แต่ดูขลังและน่าเกรงขาม

การเล่าเรื่องที่ไม่ประนีประนอม สิ่งที่ผมชอบมากคือหนังไม่ได้พยายามจะ “ตลกเรี่ยราด” จนเสียเรื่อง บทมีความเข้มข้นในพาร์ทของดราม่าสูงมาก การเขียนบทให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวพระเอก (Ayushmann) และนางเอก (Rashmika) พัฒนาไปอย่างรวดเร็วแต่มีน้ำหนัก มันไม่ใช่แค่รักแรกพบ แต่มันคือ “พันธะสัญญา” ซึ่งเป็นธีมหลักของจักรวาล Maddock

จุดที่น่าสังเกตของบท อย่างไรก็ตาม บทหนังมีความทะเยอทะยานสูงมากในการจะเล่าเรื่อง “สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์” ในเวลาจำกัด ทำให้ช่วงกลางเรื่อง (Mid-point) อาจจะรู้สึกว่าข้อมูลมันอัดแน่นเกินไปหน่อย มีการพูดถึงประวัติศาสตร์ ย้อนอดีต และกฎเกณฑ์ต่างๆ จนคนดูที่ไม่ได้ทำการบ้านมาอาจจะต้องตั้งสมาธิสูงนิดนึง แต่แลกมาด้วยความฟินของแฟนเดนตาย เพราะทุกประโยคที่ตัวละครพูด มันคือการเชื่อมโยงไปยังหนังเรื่องอื่นๆ ในจักรวาล

2. งานภาพ (Visuals) และงานศิลป์ (Art Direction) สวยจนลืมกลัว

ถ้าให้คะแนนงานภาพ ผมกล้าให้ 9/10 เลยครับ นี่คือก้าวกระโดดที่สำคัญของหนังอินเดีย

Cinematography (การกำกับภาพ) ตากล้องเลือกใช้โทนสีที่ตัดกันอย่างรุนแรงระหว่าง “โลกมนุษย์” และ “โลกของ Thamma”

  • โลกมนุษย์ ใช้แสงธรรมชาติ ดูวุ่นวาย ฝุ่นคลุ้ง ให้ความรู้สึกสมจริง (Realistic)
  • โลกของ Thamma เมื่อก้าวเข้าสู่เขตหวงห้าม โทนสีเปลี่ยนเป็น สีแดงเลือดหมู, สีน้ำเงินหม่น และสีดำสนิท การจัดแสงแบบ Low-key lighting ทำให้อารมณ์ของหนังดู Gothic มากๆ บรรยากาศในป่าหรือในถ้ำ ไม่ได้ดูเหมือนเซ็ตฉากราคาถูก แต่มันดูมีความชื้น มีความเก่า และมีความขลัง

VFX (เทคนิคพิเศษ) ต้องชมทีม VFX ของ Red Chillies (หรือทีมที่รับผิดชอบ) จริงๆ ครับ การแปลงร่าง หรือการแสดงพลังของตัวละคร “ทาดากะ” (Rashmika) ทำออกมาได้เนียนตามาก ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดมนุษย์ การงอกของอวัยวะ หรือดวงตาที่เปลี่ยนสี มันดู “Organic” คือดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูเป็นคอมพิวเตอร์กราฟิกแข็งๆ โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ท้ายเรื่อง ที่เป็นการปะทะกันด้วยพลังเหนือธรรมชาติ งานภาพระเบิดภูเขาเผากระท่อมทำออกมาได้อลังการสมราคาคุย

Costume & Makeup อีกจุดที่ต้องอวยยศคือการออกแบบคาแรคเตอร์ดีไซน์ การแต่งหน้าเอฟเฟกต์ (Prosthetic Makeup) ของตัวละครฝ่ายร้าย หรือตัวประกอบในเผ่า ทำออกมาได้น่ากลัวแต่ก็มีความเท่ ไม่ได้ดูขยะแขยงจนเกินไป แต่ดูมีความเป็น “ชนเผ่าโบราณ” ที่น่าค้นหา เสื้อผ้าของ Rashmika ในร่างราชินีเผ่า คือที่สุดของความปัง สวย สง่า และอันตราย

3. การแสดง (Acting) เคมีที่ลงตัวของทีมนักแสดงระดับเทพ

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Thamma ขับเคลื่อนไปได้ ไม่ใช่ CG แต่คือ “คน” ครับ

Ayushmann Khurrana (รับบท อลก) พระเอกสาย “เลิ่กลั่ก” ที่ไว้ใจได้เสมอ Ayushmann คือราชาแห่งหนังบทแปลก และเรื่องนี้เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาไม่ได้เล่นเป็นฮีโร่กล้ามโตที่กระโดดเตะผี แต่เขาเล่นเป็น “คนธรรมดา” ที่ซวยที่สุดในโลก

  • การแสดงออกทางสีหน้า จังหวะที่เขาต้องเจอกับเรื่องเหนือธรรมชาติ สีหน้าของความ “อิหยังวะ” ผสมกับความกลัว คือเดอะแบกของเรื่อง ความตลกของเขาเป็นธรรมชาติมาก ไม่ต้องพยายามเล่นมุก แค่เขายืนหายใจแรงๆ หน้าตื่นๆ คนดูก็ขำแล้ว
  • พาร์ทบดราม่า แต่พอถึงฉากที่ต้องใช้อารมณ์รัก หรือความเสียสละ เขาก็สวิตช์โหมดได้ทันที สายตาที่เขามองนางเอก มันทำให้เราเชื่อว่า “ผู้ชายคนนี้ยอมตายแทนเธอได้” จริงๆ

Rashmika Mandanna (รับบท ทาดากะ) สวยประหารที่แท้ทรู ลืมภาพสาวหวาน “National Crush” ไปได้เลยครับ เรื่องนี้ Rashmika ฉีกคาแรคเตอร์ได้ดุเดือดมาก

  • พลังการแสดง เธอต้องเล่นเป็นอมนุษย์ที่มีความขัดแย้งในตัวเอง คือมีความดุร้ายตามสัญชาตญาณ แต่ก็มีความอ่อนโยนเมื่ออยู่กับพระเอก เธอถ่ายทอดความ “อันตราย” ออกมาผ่านแววตาและการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดูแข็งแกร่ง ปราดเปรียว
  • เคมีสาธารณะ เคมีระหว่างเธอกับ Ayushmann มันดีมาก มันมีความกวนตีนกันเล็กๆ แต่ก็มีความโรแมนติกที่ลึกซึ้ง ฉากที่ทั้งสองคนต้องสื่อสารกันโดยไม่ใช้คำพูด เป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ดีที่สุดของหนัง

Nawazuddin Siddiqui (รับบท ยักษะสัน) ตัวร้ายที่ขโมยซีนทุกวินาที การได้ Nawazuddin มาร่วมจักรวาลนี้คือ “Big Win” ครับ

  • ความน่ากลัว แค่เขาเดินออกมา บรรยากาศหนังก็เปลี่ยนเป็นความกดดันทันที เขาเล่นเป็นตัวร้ายที่มีความโรคจิต มีความฉลาดแกมโกง และมีความน่าเกรงขามแบบไม่ต้องตะโกน
  • ตลกหน้าตาย และที่เซอร์ไพรส์คือ เขาตลกครับ! ตลกแบบดาร์กๆ ตลกแบบหน้าตาย ซึ่งมันเข้ากับโทนหนังมาก เป็นตัวร้ายที่เราเกลียดไม่ลง เพราะเขามีเสน่ห์เหลือเกิน

นักแสดงสมทบ (Paresh Rawal และแก๊งเพื่อน) ตามสไตล์หนังจักรวาลนี้ ต้องมีแก๊งเพื่อนพระเอก หรือผู้เฒ่าผู้รู้ ที่คอยตบมุกโบ๊ะบ๊ะ ซึ่งพวกเขาก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ เป็นตัวพักเบรกความเครียด และเป็นตัวเชื่อมเรื่องราวที่ขาดไม่ได้

4. ความเชื่อมโยงและ Easter Eggs สวรรค์ของแฟนคลับ

สิ่งที่ทำให้การดู Thamma สนุกขึ้นเป็นทวีคูณ คือการที่เรารู้ว่า “มันเชื่อมโยงกันหมด” หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ใส่ Easter Egg มาขำๆ แต่มันคือการ Crossover แบบจริงจัง บทสนทนาที่มีการอ้างถึงเมือง Chanderi (จาก Stree), การพูดถึง “หมาป่า” (จาก Bhediya) หรือแม้กระทั่งการปรากฏตัวของตัวละครบางตัว (ที่ผมขอไม่สปอยล์) มันทำให้คนดูในโรงหนังส่งเสียงเฮกันลั่น

มันทำให้เรารู้สึกว่า Thamma คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ในอนาคต (Avengers เวอร์ชั่นหนังผีอินเดียชัดๆ) ใครที่ตามดูมาทุกเรื่องจะฟินจนตัวแตก ส่วนใครที่เพิ่งดูเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ก็ยังดูรู้เรื่อง แต่อาจจะงงๆ กับมุกเฉพาะกลุ่มบ้างเล็กน้อย

5. บทสรุป ทำไมคุณต้องดู Thamma?

Thamma (2025) ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ 100% มันยังมีแผลเรื่องการตัดต่อที่ฉับไวเกินไปในบางช่วง และบทสรุปที่อาจจะดูรวบรัดไปนิดตามสไตล์หนังแมส แต่ถ้ามองในแง่ของ “ความบันเทิง” และ “คุณภาพงานสร้าง” เรื่องนี้สอบผ่านฉลุยครับ

หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร?

  • คนที่ชอบหนังจักรวาล Stree / Bhediya / Munjya (ต้องดู! ห้ามพลาด!)
  • คนที่ชอบหนังแนว Rom-Com ที่มีความแฟนตาซี
  • แฟนคลับของ Ayushmann และ Rashmika
  • คนที่อยากเห็นงาน VFX ระดับท็อปของอินเดีย

สิ่งที่หนังมอบให้ มันคือรถไฟเหาะทางอารมณ์ครับ เดี๋ยวขำ เดี๋ยวสะดุ้ง เดี๋ยวซึ้ง และจบลงด้วยความรู้สึกที่อยากดูภาคต่อทันที การแสดงของนักแสดงนำช่วยยกระดับบทหนังธรรมดาให้กลายเป็นงานมาสเตอร์พีซได้ งานภาพที่สวยงามทำให้เราเพลินตาตลอด 2 ชั่วโมงกว่าๆ

กล่าวโดยสรุป Thamma คือเครื่องพิสูจน์ว่า จักรวาลสยองขวัญของ Maddock (Maddock Supernatural Universe) คือของจริง และพวกเขายังมีของดีซ่อนอยู่อีกเพียบ นี่คือหนังที่คุณจะเดินออกจากโรงมาด้วยรอยยิ้ม และบทสนทนาที่คุยกับเพื่อนต่อได้อีกยาวๆ

คะแนนความชอบส่วนตัว 8.5/10 (ตัดคะแนนความยัดเยียดช่วงกลางเรื่องนิดหน่อย แต่บวกคะแนนความน่ารักของ Rashmika คืนไปครับ!)

อย่าเชื่อผม จนกว่าคุณจะได้ไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง… ระวังไว้นะครับ บางทีคนข้างๆ คุณในโรงหนัง อาจจะไม่ใช่ “มนุษย์” ก็ได้!

ทีมนักแสดงหลักถือว่าเป็นจุดแข็งสำคัญที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการรวมตัวกันของ “ตัวพ่อ” และ “ตัวแม่” จากวงการภาพยนตร์อินเดีย ทั้งสายบทบาทการแสดงที่ลึกซึ้งและสายเสน่ห์ดึงดูดใจครับ

นี่คือข้อมูลของนักแสดงหลักพร้อมประวัติโดยย่อ

1. Ayushmann Khurrana (รับบทเป็น Alok Goyal)

  • ประวัติย่อ
    • เกิด 14 กันยายน 1984 (อายุ 40 ปี)
    • เส้นทางบันเทิง เริ่มต้นจากการเป็นผู้ชนะรายการเรียลลิตี้โชว์ (MTV Roadies) และเป็นพิธีกรรายการทีวี ก่อนจะแจ้งเกิดเต็มตัวในฐานะนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง Vicky Donor (2012)
    • จุดเด่น เขาได้รับฉายาว่าเป็น “เจ้าพ่อหนังบทแปลก” หรือหนังสะท้อนสังคมที่มาพร้อมความตลก (Social-Comedy) เขาโดดเด่นมากในการเลือกบทบาทที่เป็นคนธรรมดาแต่ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา
    • ผลงานสร้างชื่อ Andhadhun (หนังระทึกขวัญที่ดังมากในไทย), Badhaai Ho, Article 15, Dream Girl

2. Rashmika Mandanna (รับบทเป็น Tadaka)

  • ประวัติย่อ
    • เกิด 5 เมษายน 1996 (อายุ 29 ปี)
    • เส้นทางบันเทิง เริ่มต้นอาชีพในวงการหนังอินเดียใต้ (Kannada และ Telugu) ก่อนจะก้าวสู่ระดับประเทศ เธอได้รับฉายาจากแฟนๆ ว่า “National Crush of India” (ขวัญใจแห่งชาติ) ด้วยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์
    • จุดเด่น มีเคมีสาธารณะที่เข้ากับพระเอกได้ทุกคน และสามารถเล่นได้ทั้งบทน่ารักสดใสและบทดราม่าหนักๆ
    • ผลงานสร้างชื่อ Pushpa The Rise (รับบท ศรีวัลลี ที่ท่าเต้นเป็นไวรัลทั่วโลก), Animal (รับบทภรรยาพระเอก ซึ่งหนังทำเงินมหาศาล), Mission Majnu

3. Nawazuddin Siddiqui (รับบทเป็น Yakshasan – ตัวร้าย)

  • ประวัติย่อ
    • เกิด 19 พฤษภาคม 1974 (อายุ 51 ปี)
    • เส้นทางบันเทิง จบการศึกษาจากสถาบันการละครแห่งชาติ (NSD) เขาใช้เวลาต่อสู้ดิ้นรนในวงการนานหลายปีกว่าจะได้รับบทนำ แต่ปัจจุบันเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เก่งที่สุดของอินเดีย (Method Actor)
    • จุดเด่น การแสดงที่สมจริง ดิบ และทรงพลัง เขามักได้รับบทอาชญากร มาเฟีย หรือตัวละครที่มีจิตใจซับซ้อน
    • ผลงานสร้างชื่อ Gangs of Wasseypur, The Lunchbox, Sacred Games (ซีรีส์ Netflix ที่ดังมาก), Bajrangi Bhaijaan

4. Paresh Rawal (รับบทเป็น Ram Bajaj Goyal)

  • ประวัติย่อ
    • เกิด 30 พฤษภาคม 1955 (อายุ 70 ปี)
    • เส้นทางบันเทิง นักแสดงรุ่นใหญ่ระดับตำนานที่ผ่านงานแสดงมาแล้วกว่า 200 เรื่อง ทั้งบทร้ายและบทตลก เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอินเดียด้วย
    • จุดเด่น จังหวะคอมเมดี้ที่เป็นธรรมชาติและการแสดงหน้าตาย (Deadpan comedy) ที่เป็นเอกลักษณ์
    • ผลงานสร้างชื่อ Hera Pheri (หนังตลกขึ้นหิ้งของอินเดีย), OMG – Oh My God!, Sanju

การรวมตัวของ 4 คนนี้ถือเป็นเคมีที่แปลกใหม่มากครับ โดยเฉพาะการนำ Ayushmann (สายตลกดราม่า) มาเจอกับ Nawazuddin (สายดาร์กสมจริง) ในจักรวาลหนังผีเดียวกัน movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *