สวัสดีครับ! โอ้โห… ในที่สุดก็ได้ดูซะทีกับ The Bad Guys 2! คุณรู้ไหมครับ ความรู้สึกแรกหลังจากที่ไฟในโรงสว่างขึ้นมาคืออะไร? มันคือความรู้สึก… “โล่งอก” ครับ โล่งอกที่ว่าภาคต่อเรื่องนี้มัน “รอด” แถมยัง “รอดแบบมีสไตล์” ซะด้วย
ก่อนที่เราจะไปกันไกลกว่านี้ ผมขอบอกกติกาก่อนนะ นี่ไม่ใช่การมานั่งเล่าเรื่องย่อ ไม่ใช่การสปอยล์ว่าฉากนี้ใครทำอะไรที่ไหน แต่คือการ “คุย” กันแบบเน้นๆ ครับ ว่าไอ้สิ่งที่ DreamWorks เสิร์ฟมาให้เราในภาคสองเนี่ย ในแง่ของ “เนื้อหา” หรือ “แก่นเรื่อง” ที่มันพยายามจะสื่อสาร, ในแง่ของ “งานภาพ” ที่มันแสบสันทะลุจอ และในแง่ของ “การแสดง” หรือถ้าพูดให้ถูกคือ “การให้เสียงพากย์” ที่มันทำให้ตัวละครเหล่านี้มีชีวิต… มันดีพอที่จะสานต่อตำนานจากภาคแรกที่ทำไว้ได้สูงลิ่วหรือเปล่า

ภาคหนึ่งว่าด้วย “การกลับตัว” ภาคสองว่าด้วย “การยอมรับ”
เอาล่ะครับ ประเด็นแรกที่เราต้องคุยกันคือเรื่องของ “เนื้อเรื่อง” หรือถ้าจะให้แม่นยำกว่านั้นคือ “แก่นของเรื่อง” (Theme)
ถ้า The Bad Guys ภาคแรก มันคือหนังที่ตั้งคำถามว่า “คนเลว… กลับตัวเป็นคนดีได้ไหม?” ซึ่งคำตอบของมันก็คือ “ได้สิ!”… ภาคสองนี้มันยกระดับคำถามไปอีกขั้นครับ มันถามคำถามที่เจ็บปวดกว่า และจริงกว่า ว่า… “แล้วถ้าคุณกลับตัวเป็นคนดีแล้ว… โลกจะยอมรับคุณหรือเปล่า?”
นี่คือจุดที่ผมต้องตบมือให้ทีมเขียนบทเลยครับ พวกเขาไม่ได้เลือกทางง่ายๆ ด้วยการสร้างวายร้ายตัวใหม่ขึ้นมา แล้วให้ทีม “วายร้ายขนฟู” ของเราไปปราบ… ไม่ใช่แค่นั้น แต่พวกเขาเลือกที่จะขยี้ “ผลพวง” จากการตัดสินใจในภาคแรก
ใน The Bad Guys 2 เนี่ย เหล่าตัวเอกของเราไม่ได้ชิลล์เลยนะครับ พวกเขาพยายามหางานทำ พยายามใช้ชีวิตแบบ “คนดี” แต่สังคมมันไม่เปิดโอกาสให้ครับ สายตาที่มองมามันคือ “อดีตอาชญากร” วันยังค่ำ คุณวูล์ฟ (Mr. Wolf) ที่เคยคูลสุดๆ ในฐานะจอมโจร พอต้องมาสมัครงาน สัมภาษณ์งาน… มันคือความล้มเหลว มันคือการตอกย้ำว่า “ตราประทับ” ของความเลวมันลบไม่ออกง่ายๆ

จุดนี้เองที่หนังมัน “ฉลาด” มากครับ มันสร้างความขัดแย้งภายในที่หนักอึ้งให้กับตัวละคร โดยเฉพาะคุณวูล์ฟ ที่ต้องเลือกระหว่างการพยายามเป็นคนดีต่อไปในโลกที่ไม่ต้อนรับ หรือจะกลับไปสู่จุดเดิมที่อย่างน้อย… เขาก็ “มีตัวตน”
และในจังหวะที่เปราะบางที่สุดนี้เอง หนังก็โยนระเบิดลูกใหม่เข้ามา นั่นคือการปรากฏตัวของทีม “Bad Girls” ครับ
นี่ไม่ใช่แค่การ “เพิ่มตัวละครหญิง” เพื่อความเท่าเทียมตามสูตร แต่ “แก๊งสาวแสบ” กลุ่มนี้ (ที่นำโดย คิตตี้ แคท แมวเหมียวสุดอันตราย) ทำหน้าที่เป็น “กระจกสะท้อน” ให้กับทีมของคุณวูล์ฟโดยตรง พวกเธอคือด้านมืด คือทางเลือกที่ทีมพระเอกของเรา “เกือบจะ” เลือก พวกเธอคือคนที่มองว่า “ในเมื่อโลกมันไม่เคยยุติธรรมกับเรา… ก็อย่าไปสนมันสิ! เป็นตัวร้ายที่คนเกรงกลัว ดีกว่าเป็นคนดีที่โลกลืม!”
โอ้โห… นี่มันคือปรัชญาการใช้ชีวิตที่หนักหน่วงมากนะครับ สำหรับหนังแอนิเมชันสำหรับครอบครัว!
ความขัดแย้งระหว่าง “การยอมจำนนต่อสายตาคนอื่น” กับ “การยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ” คือหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนหนังเรื่องนี้ไปทั้งเรื่องครับ มันไม่ใช่แค่การปล้นที่ตื่นเต้นเร้าใจ แต่มันคือการต่อสู้ทาง “อุดมการณ์” ที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวละครทุกตัว
และแน่นอนครับ หนังมันก็ยังคงความเป็นหนัง “Heist Movie” (หนังปล้น) ชั้นดีไว้ได้อย่างครบถ้วน มันมีการวางแผนที่ซับซ้อน (บางทีก็ซับซ้อนเกิ๊น) มีการหักมุม มีการใช้ “MacGuffin” (สิ่งที่ตัวละครในเรื่องแย่งชิงกัน) ที่ในเรื่องนี้… ผมขออุบไว้ แต่จะบอกว่ามันเป็น “มุกตลกร้าย” ที่ล้อเลียนวงการหนังได้เจ็บแสบมาก (แค่ชื่อของมันก็ฮาแล้วครับ)
แต่… ถ้าจะให้ติกันตรงๆ เรื่อง “เนื้อเรื่อง” ก็มีจุดอ่อนที่ชัดเจนอยู่จุดหนึ่งครับ นั่นคือ “สเกล” ของเรื่อง
หนัง The Bad Guys 2 มันเริ่มจากการเป็นหนังปล้นบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยสไตล์และไหวพริบ แต่พอเข้าสู่ช่วงองก์ที่สาม… หนังมัน “ทะเยอทะยาน” เกินไปหน่อยครับ มันสลัดคราบ Ocean’s Eleven ทิ้ง แล้วไปสวมวิญญาณ Fast & Furious ภาคตะลุยอวกาศแทน!

ใช่ครับ คุณฟังไม่ผิด… อวกาศ! คือผมเข้าใจนะว่าภาคต่อมันต้อง “ใหญ่ขึ้น” “อลังการขึ้น” แต่การที่จู่ๆ ทุกอย่างมันกระโดดไปไกลถึงสถานีอวกาศนานาชาติ มันทำให้ “เสน่ห์” ความติดดินแบบคูลๆ ที่หนังภาคแรกสร้างไว้ มันจางหายไปนิดหน่อย มันกลายเป็นแอนิเมชันแอ็กชันไซไฟที่ดู “ดาษดื่น” ไปชั่วขณะ แทนที่จะเป็นหนังปล้นที่มีเอกลักษณ์เหมือนช่วงต้นเรื่อง
มันไม่ได้แย่นะครับ ฉากไคลแมกซ์บนอวกาศมันตื่นตาตื่นใจมาก แต่มันแค่รู้สึก “แปลกแยก” จากสิ่งที่หนังปูมาทั้งเรื่องเท่านั้นเอง โชคดีที่หนังดึงสติกลับมาได้ในช่วงท้าย และปิดจบประเด็นเรื่อง “การยอมรับ” ที่มันเปิดไว้ได้อย่างสวยงาม พร้อมกับการปูทางไปสู่ภาคต่อที่ทำให้เราเห็นเลยว่า… สเตตัสของพวกเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (และผมชอบการตัดสินใจนี้มาก!)

“งานภาพ” ที่ก้าวข้ามคำว่า “อนิเมชัน”
ถ้าเนื้อเรื่องคือ “สมอง” ของหนังเรื่องนี้… “งานภาพ” ก็คือ “หัวใจ” ที่เต้นแรงทะลุจอออกมาเลยครับ!
นี่คือส่วนที่ผมให้คะแนน 100 เต็ม 10 โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าคุณคิดว่า The Bad Guys ภาคแรก หรือแม้กระทั่ง Spider-Verse และ Puss in Boots: The Last Wish มันคือจุดสูงสุดของงานแอนิเมชันแบบ “Hybrid 2D/3D” แล้วล่ะก็… The Bad Guys 2 คือการประกาศกร้าวว่า “เราไปได้ไกลกว่านั้นอีก!”
ทีมงานที่ DreamWorks ไม่ได้แค่ “ใช้สไตล์” เดิม แต่พวกเขา “ผลักดัน” มันไปจนสุดขอบครับ
สิ่งแรกที่คุณจะสังเกตเห็นเลยคือ “ความแบน” (Flattened Look) ที่มากขึ้น แต่ “ความแบน” ในที่นี้ไม่ใช่ข้อเสียนะครับ มันคือความตั้งใจ! พวกเขาจงใจลดทอนความสมจริงของแสงเงาแบบ 3D ลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ “ลายเส้น” แบบ 2D มันได้ “แสดง” มากขึ้น
คุณจะเห็นสิ่งนี้ชัดเจนมากในพวกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น “รอยยับบนเสื้อสูท” ของคุณวูล์ฟ ที่มันไม่ได้ขยับแบบสมจริงตามหลักฟิสิกส์ แต่มันขยับแบบ “วาดด้วยมือ” (Hand-drawn) มันมีเหลี่ยมมุมที่ชัดเจน มีสไตล์เหมือนหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนกราฟิกโนเวล

หรืออย่างฉากแอ็กชัน… โอ้โห! นี่คือไฮไลต์เลยครับ “Motion Blur” (ภาพเบลอเวลาเคลื่อนไหวเร็วๆ) ในหนังเรื่องนี้ มันไม่ใช่การเบลอแบบคอมพิวเตอร์ แต่มันคือการ “วาดเส้นสปีด” (Speed Lines) แบบการ์ตูนญี่ปุ่นลงไปเฟรมต่อเฟรม มันทำให้ทุกการเคลื่อนไหวมี “พลัง” และ “ความจัดจ้าน” ที่แอนิเมชัน 3D ทั่วไปให้ไม่ได้
ความกล้าหาญที่สุดของทีมสร้างคือการ “ทลายโมเดล” (Off-Model) ครับ ในแอนิเมชัน 3D ส่วนใหญ่ ตัวละครจะต้อง “เป๊ะ” ตลอดเวลา เพราะมันคือโมเดลคอมพิวเตอร์ แต่ใน The Bad Guys 2 มีหลายจังหวะมาก โดยเฉพาะตอนที่ตัวละครแสดงอารมณ์สุดขีด (เช่น ตกใจ, โกรธ, หรือทำหน้าตลก) ที่โมเดลมัน “บิดเบี้ยว” จงใจ “หลุดฟอร์ม” ไปเลย เพื่อให้ได้อารมณ์แบบการ์ตูน 2D ที่สุดเหวี่ยง
ผลลัพธ์คืออะไรน่ะเหรอครับ? มันคือหนังที่ “มีชีวิตชีวา” โคตรๆ! มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเนี้ยบของ 3D กับความบ้าคลั่งมีเสน่ห์ของ 2D
และที่ต้องพูดถึงคือ “ฉาก” (Set Pieces) ต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากหนัง Mission: Impossible แบบเต็มๆ (ซึ่งผู้กำกับก็ยอมรับเองเลย)
- ฉากเปิดตัวที่ไคโร (Cairo): นี่คือการเปิดตัวแบบหนังเจมส์ บอนด์ ที่ทั้งเท่ ทั้งตื่นเต้น และโชว์สไตล์ของภาพได้แบบหมดเปลือก
- ฉากงานแต่งงาน: นี่คือภารกิจแทรกซึมที่โชว์ไหวพริบของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม
- ฉากสังเวียนมวยปล้ำ Lucha Libre: นี่คือความบ้าคลั่งของสีสันและเสียงเพลง! ฉากนี้เป็นฉากที่ทีมงานจาก Sony Pictures Imageworks (ที่ทำ Spider-Verse) เข้ามาช่วยทำด้วย และมันก็ออกมา “สุด” จริงๆ ครับ มันคือการระเบิดของพลังงานที่สาดใส่คนดูแบบไม่ยั้ง
ถ้าจะมีข้อตินิดเดียวเรื่องงานภาพ (ซึ่งผมพยายามหามาก) ก็คงเป็นฉาก “อวกาศ” ที่ผมพูดถึงไปนั่นแหละครับ คือมันสวยนะ… แต่มัน “คลีน” เกินไป มันดูเป็น 3D ไซไฟที่ “สวย” แต่ “ขาดสไตล์” ความดิบแบบกราฟิกโนเวลที่ฉากอื่นๆ ในเรื่องทำไว้ได้ดีกว่า มันเหมือนเป็นฉากที่หลุดมาจากหนังเรื่องอื่นชั่วครู่
แต่โดยรวมแล้ว นี่คืองานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ครับ ทุกเฟรมคือความตั้งใจ ทุกการเคลื่อนไหวคือการออกแบบ นี่คือเหตุผลหลักที่ “ต้อง” ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

“เสียง” ที่สร้าง “วิญญาณ”
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด… การแสดง (Voice Acting) ครับ
สำหรับแอนิเมชัน “เสียง” คือ 90% ของการแสดงครับ และใน The Bad Guys 2 แคสต์ติ้งยังคง “สมบูรณ์แบบ” เหมือนเดิม
ทีมที่กลับมา (The Returning Crew) พวกเขาเหมือนวงดนตรีที่เล่นด้วยกันมานานครับ มัน “เข้าขา” กันไปหมดแล้ว
- แซม ร็อกเวลล์ (Sam Rockwell) ในบท คุณวูล์ฟ (Mr. Wolf): นี่คือศูนย์กลางของเรื่องอย่างแท้จริง ร็อกเวลล์ยังคงให้เสียงที่ “คูล” และ “มีเสน่ห์” เหมือนเดิม แต่ในภาคนี้ เขาใส่ “ความเปราะบาง” เข้าไปเยอะมาก เราจะได้ยินเสียงของวูล์ฟในโทนที่ “เหนื่อยล้า” “สับสน” และ “เจ็บปวด” จากการที่สังคมไม่ยอมรับเขา การแสดงของร็อกเวลล์ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าหมาป่าตัวนี้กำลังแบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่า
- มาร์ก มารอน (Marc Maron) ในบท คุณสเนค (Mr. Snake): ถ้าวูล์ฟคือสมอง สเนคก็คือหัวใจที่ชอบโวยวายของทีม มารอนยังคงยอดเยี่ยมในบทงูขี้บ่นจอมเสียดสี แต่ในภาคนี้ตัวละครของเขาก็มีมิติที่ลึกขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องไปพัวพันกับหนึ่งในสมาชิกทีม Bad Girls มันทำให้เราเห็นด้านที่ “อ่อนไหว” ของสเนค ซึ่งมารอนถ่ายทอดมันออกมาได้น่าเอาใจช่วยมาก
- ริชาร์ด อาโยอาเด (Richard Ayoade) ในบท ศาสตราจารย์มาร์มาเลด (Professor Marmalade): การกลับมาของวายร้ายภาคแรก! โอ้โห… ทุกฉากที่เขาปรากฏตัวคือการ “ขโมยซีน” ครับ อาโยอาเดให้เสียงที่ยังคงความ “น่าหมั่นไส้” แบบผู้ดีอังกฤษไว้เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือความ “คลั่ง” ที่ถูกเก็บกดไว้ในคุก มันเป็นการแสดงที่ทั้งตลกและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน
ทีมใหม่ (The Newcomers – The Bad Girls): นี่คือส่วนผสมใหม่ที่เข้ามา “จุดไฟ” ให้หนังทั้งเรื่องครับ
- ดาเนียล บรูกส์ (Danielle Brooks) ในบท คิตตี้ แคท (Kitty Kat): ผู้นำทีมสาวแสบ เธอต้องเป็นคู่ปรับที่ “ทัดเทียม” กับวูล์ฟ และบรูกส์ก็ทำได้สำเร็จครับ เสียงของเธอมีทั้ง “อำนาจ” “ความฉลาด” และ “ความเย้ายวน” ที่อันตราย เธอคือคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ
- นาตาชา ลีโอน (Natasha Lyonne) ในบท ดูม (Doom): แคสต์ติ้งที่อัจฉริยะมาก! ใครที่เคยดู Russian Doll หรือ Poker Face จะรู้ว่าเสียง “แหบเสน่ห์” ที่เป็นเอกลักษณ์ของนาตาชา ลีโอน นั้นทรงพลังแค่ไหน เธอคือตัวละครที่คาดเดาไม่ได้ และเสียงของเธอก็สื่อถึงความอันตรายที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีสบายๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม
- มาเรีย บากาโลวา (Maria Bakalova) ในบท พิกเทล (Pigtail): หลังจากแจ้งเกิดใน Borat 2 เธอก็มาสร้างสีสันในฐานะ “วิศวกร” สุดเพี้ยนของทีมสาวแสบ บากาโลวาใส่สำเนียงยุโรปตะวันออกที่ตลกมาก และเป็นตัวสร้างเสียงหัวเราะชั้นดีให้กับฝั่งตัวละครใหม่
เคมีของนักแสดงทุกคนมัน “ใช่” ไปหมดครับ การปะทะคารมกันระหว่างทีม “Bad Guys” และ “Bad Girls” มันคือความบันเทิงที่แท้จริง มันทำให้บทสนทนาที่เฉียบคมอยู่แล้ว ยิ่งคมคายและสนุกสนานมากขึ้นไปอีก
บทสรุป ภาคต่อที่ “คู่ควร”
แล้วตกลง The Bad Guys 2 มันเป็นยังไง?
ถ้าให้พูดกันแบบเปิดอกเลยนะ… นี่คือภาคต่อที่ “ดีกว่า” ภาคแรกในแง่ของ “ความกล้า” ครับ มันกล้าที่จะเล่นกับธีมที่หนักขึ้น กล้าที่จะผลักดันงานภาพไปให้สุดทาง และกล้าที่จะขยายสเกลของเรื่อง (แม้ว่าการขยายไปถึงอวกาศมันจะล้นไปนิดก็ตาม)
มันอาจจะสูญเสียความ “สดใหม่” แบบที่ภาคแรกมีไปบ้าง (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของภาคต่อ) และมันก็สูญเสีย “ความพอดี” ในช่วงไคลแมกซ์ไปหน่อย แต่สิ่งที่มันทดแทนกลับมาคือ “ความลึก” ของตัวละคร และ “งานวิชวล” ที่น่าทึ่งจนแทบจะหยุดหายใจ
พูดง่ายๆ นะครับ… ถ้าคุณรักภาคแรก คุณ “ห้ามพลาด” ภาคนี้ด้วยประการทั้งปวง นี่คือแอนิเมชันที่ทำมาเพื่อ “คนรักหนัง” อย่างแท้จริง มันทั้ง “ตลก” “ฉลาด” “เท่” และ “สวยงาม” ในเวลาเดียวกัน
The Bad Guys ยังคงเป็น “คนดี” ที่เก่งกาจในการทำเรื่อง “ไม่ดี” (ในแง่ของการแหกกฎเกณฑ์) และการได้เห็นพวกเขาเติบโตขึ้นท่ามกลางโลกที่ไม่เข้าใจ… มันคือความบันเทิงชั้นยอดที่ผมยินดีจ่ายเงินเพื่อดูซ้ำครับ!
ไปดูเถอะครับ… นี่คือหนึ่งในแอนิเมชันที่ “สนุก” ที่สุดของปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย! movieseries