นี่คือรีวิวเจาะลึกซีรีส์เรื่อง “สาธุ (The Believers)” แบบจัดเต็ม เน้นวิเคราะห์แก่นเรื่อง งานภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นเล่าเรื่องย่อ เพื่อให้คุณได้อรรถรสแบบ “อ่านแล้วต้องไปดู” หรือ “ดูจบแล้วมาอ่านเพื่อตกผลึก” ครับ
รีวิวเจาะลึก “สาธุ” (The Believers) — เมื่อ ‘ศรัทธา’ ถูกตีราคาเป็น ‘มูลค่า’ ทางการตลาด

ถ้าศาสนาคือที่พึ่งทางใจ แล้วทำไมมันถึงมีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาลขนาดนี้? นี่คือคำถามที่ซีรีส์เรื่อง “สาธุ the believers” โยนใส่หน้าคนดูตั้งแต่นาทีแรก มันไม่ใช่แค่ซีรีส์ตีแผ่สังคมพุทธพาณิชย์แบบผิวเผิน แต่มันคือการเอาโครงสร้างของโลก “Startup” มาทาบทับลงบน “วัดวาอาราม” ได้อย่างเจ็บแสบ เลือดเย็น และสมจริงจนน่าขนลุก
นี่คือบทวิเคราะห์ที่คุณควรอ่าน หากคุณกำลังมองหาความลึกซึ้งที่มากกว่าแค่ความบันเทิง
1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง ธุรกิจบุญที่เล่นกับ “ความโลภ” และ “ความกลัว”
สิ่งที่ต้องชื่นชมเป็นอันดับแรกคือ “ไอเดียตั้งต้น” ที่แข็งแรงมาก การจับเอาวัยรุ่นสร้างตัว (Start-up Generation) ที่ล้มเหลวจากโลกคริปโตฯ มามองเห็น “Pain Point” ของวัดร้าง แล้วพลิกฟื้น (Rebrand) ให้กลายเป็นวัดดังด้วยกลยุทธ์การตลาด มันคือความกล้าหาญของคนเขียนบทที่หยิบเอาเรื่องที่คนไทยรู้อยู่เต็มอกแต่ไม่ค่อยพูดออกมาตีแผ่
ไม่ใช่แค่หนังตีแผ่ แต่คือหนัง “Heist” (โจรกรรม) หากมองให้ลึก เนื้อในของ “สาธุ” มีโครงสร้างคล้ายหนังแนวปล้น (Heist Movie) เรามีทีมที่มีความถนัดคนละด้าน (Win – วางแผน, Game – หาเงิน/หน้าฉาก, Dear – ออกแบบ/ภาพลักษณ์) มารวมตัวกันเพื่อทำภารกิจใหญ่ แต่สิ่งที่พวกเขาปล้นไม่ใช่ธนาคาร แต่เป็น “เงินบริจาค” ผ่านความศรัทธา บทหนังฉลาดที่ทำให้เรา (คนดู) รู้สึกเอาใจช่วยโจรเหล่านี้ให้ทำสำเร็จ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดบาปอยู่ในใจลึกๆ
การปะทะกันของสองชุดความคิด ความน่าสนใจคือบทสนทนา (Dialogue) ที่เชือดเฉือนกันระหว่าง “ตรรกะทางธุรกิจ” กับ “หลักธรรมคำสอน”
- ฝั่งธุรกิจ มองวัดเป็น Product, มองพระเป็น Influencer, มองญาติโยมเป็น Traffic และมองเครื่องรางเป็น Merchandise บทพูดในส่วนนี้มีความเป็นโลกยุคใหม่ ทันสมัย และเสียดสีสังคมทุนนิยม
- ฝั่งศาสนา บทไม่ได้ทำให้พระดูโง่หรือเป็นเหยื่อ แต่แสดงให้เห็นว่าพระผู้ใหญ่บางรูปก็ “รู้ทัน” และ “เล่นเกมเป็น” การเมืองในวงการผ้าเหลืองถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีมิติ ไม่ใช่ขาวจัดหรือดำจัด แต่เป็นสีเทาหม่นๆ ที่สมจริง
จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เดินเรื่องเร็วจี๋แบบหนังแอ็กชัน แต่ใช้จังหวะแบบ Slow-burn ค่อยๆ ก่อตัวความตึงเครียด มันเหมือนเรากำลังนั่งดูระเบิดเวลาที่ค่อยๆนับถอยหลัง ความกดดันไม่ได้มาจากฉากไล่ล่า แต่มาจากการต้องประคอง “คำโกหก” คำโตเอาไว้ท่ามกลางสายตาคนนับพัน บทสามารถขยี้จุดเล็กๆ ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เช่น การแย่งชิงความเป็นเจ้าของวัด หรือการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งทำออกมาได้ระทึกใจอย่างไม่น่าเชื่อ
2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Visuals & Art Direction) ความขลังในแสงเงา
งานภาพของ “สาธุ the believers ” ไม่ใช่แค่สวย แต่ “เล่าเรื่อง” ได้อย่างทรงพลัง ทีมงานสร้างบรรยากาศของวัดป่าที่ดูทรุดโทรมในช่วงแรก ให้ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามความสำเร็จของตัวละครได้อย่างแนบเนียน
Color Grading (การย้อมสี) สังเกตได้ว่าโทนสีของเรื่องแบ่งออกเป็นสองโลกชัดเจน
- โลกภายนอก (City/Office) ใช้โทนสีเย็น (Cool Tone) แสงไฟนีออน ดูแห้งแล้ง ห่างเหิน สะท้อนถึงความล้มเหลวและความดิ้นรนของตัวเอก
- โลกภายในวัด (The Temple) ใช้โทนสีอุ่น (Warm Tone) สีทอง สีส้มของจีวร แสงเทียน แต่ในความอบอุ่นนั้น กลับมีการจัดแสงแบบ High Contrast (แสงเงาจัดจ้าน) ที่ซ่อนใบหน้าตัวละครไว้ในเงามืดครึ่งหนึ่ง สื่อความหมายโดยนัยว่า “ภายใต้แสงธรรม มีเงามืดซ่อนอยู่เสมอ”
Cinematography (การถ่ายทำ) มุมกล้องมีการใช้เฟรมภาพที่กดดันตัวละคร หลายครั้งที่กล้องจับภาพพระพุทธรูปในมุมที่ดูน่าเกรงขามจนน่ากลัว หรือมุมมองแบบ God’s Eye View ที่มองลงมาเหมือนเบื้องบนกำลังจับจ้องพฤติกรรมของมนุษย์ นอกจากนี้ งานออกแบบฉาก (Set Design) ของ “วัดภุมราม” ทำออกมาได้ละเอียดมาก ตั้งแต่คราบตะไคร่น้ำไปจนถึงการจัดวางดอกไม้ธูปเทียน มันดูเป็นวัดจริงๆ ที่เราเห็นตามต่างจังหวัด ไม่ใช่วัดในละครหลังข่าว
Costume Design (เสื้อผ้า) เสื้อผ้าของตัวละครหลักมีการพัฒนาตามสถานะทางการเงินและจิตใจ จากเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา เริ่มมีความเนี้ยบขึ้น ใส่สูท ใส่แบรนด์เนม สะท้อนว่าเงินจากศรัทธาได้แปรเปลี่ยนเป็นเปลือกนอกที่หรูหราได้อย่างไร ในขณะที่จีวรพระ ก็มีการเลือกโทนสีที่บ่งบอกถึงสายวัดป่าหรือวัดบ้านได้อย่างถูกต้องตามบริบท

3. การแสดง (Performances) หัวใจสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้ “ขนลุก”
ต้องบอกว่าแคสติ้งเรื่องนี้คือ “Perfect Combination” เคมีของนักแสดงทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่เข้ากันอย่างน่าประหลาด และทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้เกินมาตรฐาน
- เจมส์ ธีรดนย์ (รับบท วิน) เจมส์คือ MVP ของเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เขาสามารถถ่ายทอดบท “มันสมองของทีม” ได้อย่างน่ากลัว สายตาของเจมส์ในเรื่องนี้ไม่ใช่สายตาของเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่เป็นสายตาของคนที่กระหายความสำเร็จและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น
- จุดเด่น การแสดงออกทางสีหน้า (Micro-expressions) ในเวลาที่ต้องโกหกหน้าตาย หรือเวลาที่ต้องเจรจาต่อรองกับพระผู้ใหญ่ เจมส์ทำให้เราเชื่อว่าเขาคือคนที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้ และความเครียดสะสมนั้นถูกส่งผ่านมาทางแววตาที่ดูลึกโหลและเหนื่อยล้าได้อย่างสมจริง
- พีช พชร (รับบท เกม) พีชทำหน้าที่เป็นตัวแทนของความทะเยอทะยานที่ฉาบฉวย แต่มีเสน่ห์ เขาคือคนหาเงิน เป็นนักลงทุนที่ดูเหมือนจะชิลล์ แต่จริงๆ แล้วเปราะบางที่สุด การแสดงของพีชช่วยลดทอนความตึงเครียดของเรื่องลงได้บ้าง แต่เมื่อถึงจุดดราม่า เขาก็ระเบิดอารมณ์ออกมาได้ดี โดยเฉพาะฉากที่ต้องปะทะคารมกับครอบครัวหรือเพื่อนร่วมทีม
- แอลลี่ อชิรญา (รับบท เดียร์) นี่คือเซอร์ไพรส์ที่ดีที่สุด แอลลี่ลบภาพจำนักร้องใสๆ ออกไปจนหมด เธอกลายเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่ดูเรียล ดูเป็นมนุษย์ทำงานจริงๆ ตัวละครนี้มีความซับซ้อนทางอารมณ์สูงมาก เพราะเธอคือคนที่ “อิน” กับผลงานตัวเองที่สุด และเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำมากที่สุด การแสดงของแอลลี่มีความละเอียดอ่อน นิ่ง น้อยแต่มาก โดยเฉพาะฉากที่ต้องใช้ความเงียบสื่อสาร
- ปั๊บ โปเตโต้ (รับบท พระดล) ใครจะคิดว่าร็อกเกอร์จะมาเล่นเป็นพระสายปฏิบัติได้นิ่งและสงบขนาดนี้ พี่ปั๊บทำให้ตัวละครพระดลดูมีมนต์ขลัง น่าเลื่อมใส แต่ก็มีความเป็นมนุษย์ที่พยายามข่มกิเลส การพูด การเดิน การทอดสายตา มันคือจังหวะของพระจริงๆ ไม่ใช่คนห่มเหลือง ทำให้ความขัดแย้งในใจของตัวละครนี้น่าติดตามมาก ว่าสุดท้ายแล้วท่านจะพ่ายแพ้ต่อแผนการตลาดหรือจะยืนหยัดในธรรม
- เพชร เผ่าเพชร (รับบท น้าแต๋ง) ตัวขโมยซีนที่ขาดไม่ได้ การแสดงเป็นมรรคนายกวัดบ้านนอกที่ดูซื่อๆ แต่รู้ทันโลก เป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ การแสดงที่เป็นธรรมชาติของเขาทำให้โทนเรื่องดูสมจริงและติดดินมากขึ้น

4. บทสรุปและประเด็นสังคม สาธุ… แล้วได้อะไร?
สิ่งที่ “สาธุ” ทำได้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่คือการ “ทิ้งตะกอนความคิด” ให้คนดู มันทำให้เราย้อนกลับมามองพฤติกรรมการทำบุญของตัวเอง
- เราทำบุญเพื่อละกิเลส หรือเพื่อสนองความโลภ (ขอหวย, ขอรวย, ขอเลื่อนตำแหน่ง)?
- การตลาดผิดไหมถ้ามันทำให้คนเข้าวัดมากขึ้น? เส้นแบ่งระหว่าง “กุศโลบาย” กับ “หลอกลวง” อยู่ตรงไหน?
- หรือจริงๆ แล้ว ศาสนาพุทธในไทย ไม่เคยแยกขาดจากระบบทุนนิยมเลยตั้งแต่แรก?
ซีรีส์ไม่ได้ตัดสินว่าใครผิดหรือถูก 100% ตัวละครทุกตัวมีเหตุผลในการกระทำ วินทำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง, พระทำเพื่อพัฒนาวัด, ชาวบ้านทำเพื่อความสบายใจ ทุกคนต่างเป็น “The Believers” ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แม้ว่าสิ่งที่เชื่อนั้นอาจจะเป็น “เงิน” ก็ตาม
สรุป “สาธุ” คือมาสเตอร์พีซของซีรีส์ไทยแนว Thriller-Drama ที่กล้าเล่นประเด็นละเอียดอ่อน งานภาพระดับภาพยนตร์ บทที่คมคาย และการแสดงระดับ A-List นี่คือซีรีส์ที่ไม่ได้ขายแค่ความดราม่า แต่ขาย “ความจริง” ที่สังคมไทยอาจจะยังไม่พร้อมยอมรับ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีอยู่จริง
ถ้าคุณชอบหนังที่ท้าทายความคิด ดูแล้วต้องมานั่งถกเถียงกันต่อ หรือชอบหนังแนวกะเทาะเปลือกสังคมอย่าง Bad Genius หรือ Hunger เรื่องนี้คือสิ่งที่คุณห้ามพลาด
คะแนนความน่าสนใจ 9/10 (หัก 1 คะแนนสำหรับบางช่วงที่อาจจะดูเนิบนาบไปนิดสำหรับคนชอบอะไรหวือหวา แต่ถ้าชอบเสพงานละเอียด นี่คือ 10 เต็ม)
นี่คือ บทสรุปท้ายเรื่องแบบละเอียด (Spoilers Alert) ของซีรีส์ “สาธุ (The Believers)” ที่ขมวดปมทุกตัวละครและทิ้งท้ายไว้อย่างน่าขนลุกครับ

บทสรุป เมื่อ “ศรัทธา” Level Up สู่ “เกมอำนาจ”
ตอนจบของ “สาธุ” ไม่ใช่จุดจบของเรื่องราว แต่คือการ “ขยายสเกล” ของความโลภและระบบพุทธพาณิชย์ไปสู่ระดับมหภาค จากวัดป่าบ้านนอก สู่โครงสร้างระดับประเทศ โดยสรุปชะตากรรมของตัวละครหลักได้ดังนี้
1. จุดแตกหักที่วัดภุมราม
ในช่วงโค้งสุดท้าย ความขัดแย้งพุ่งถึงขีดสุดเมื่อ “น้าแต๋ง” (มรรคนายก) เริ่มระแคะระคายและขัดผลประโยชน์กับทีมของวิน จนนำไปสู่เหตุการณ์ความวุ่นวาย ตำรวจบุกเข้าจับกุมที่วัดในข้อหายาเสพติดและฟอกเงิน ซึ่งเป็นจุดที่ทีมบริหารวัดแตกกระเจิง
2. ชะตากรรมของ “เกม” (พีช พชร) — ผู้เสียสละ (หรือแพะรับบาป?)
- เหตุการณ์ ในขณะที่ตำรวจบุก เกมเป็นคนที่ขับรถตู้ออกไปและถูกสกัดจับ ตำรวจค้นเจอ “ยาเสพติด” จำนวนมากในรถ ซึ่งเป็นแผนการที่ถูกจัดฉากไว้ (หรือเป็นความซวยจากเครือข่ายอิทธิพลมืดที่พวกเขาไปยุ่งเกี่ยวด้วย)
- บทสรุป เกมยอมรับสารภาพและถูกจับเข้าคุก กลายเป็นคนเดียวในทีมที่ต้องรับโทษทางกฎหมายอย่างชัดเจน ฉากที่วินไปเยี่ยมเกมในคุกสะท้อนความเจ็บปวดที่เพื่อนต้องมารับเคราะห์แทน ในขณะที่เกมเองก็ดูเหมือนจะทำใจยอมรับสภาพ แม้จะมีความขมขื่นซ่อนอยู่
3. ชะตากรรมของ “เดียร์” (แอลลี่ อชิรญา) — ผู้เดินหันหลังให้วงจรอุบาทว์
- เหตุการณ์ เดียร์เป็นคนที่มีความขัดแย้งในใจเรื่องศีลธรรมมากที่สุดตลอดทั้งเรื่อง หลังจากเหตุการณ์วุ่นวาย เธอเลือกที่จะ “พอ”
- บทสรุป เดียร์ตัดสินใจถอนตัวจากโปรเจกต์และแยกทางกับวิน เธอกลับไปใช้ชีวิตปกติ พยายามลืมสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สายตาของเธอในตอนจบบ่งบอกว่า “แผลในใจ” จากการหากินกับศรัทธานั้นจะติดตัวเธอไปตลอด เธอคือตัวแทนของคนที่ยังมีสติและเลือกที่จะเดินออกจากความมืด ก่อนที่จะถลำลึกจนกู่ไม่กลับ
4. ชะตากรรมของ “วิน” (เจมส์ ธีรดนย์) — ปีศาจที่สมบูรณ์แบบ
- เหตุการณ์ วินเกือบจะจนมุม แต่ด้วยความฉลาด (และความเลว) เขาหาทางเอาตัวรอดมาได้ และสิ่งที่พีคที่สุดคือ เขาไม่ได้หนีหัวซุกหัวซุน แต่เขาถูกดึงตัวไปพบกับ “บอสใหญ่”
- บทสรุป วินได้พบกับ “นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล” (รับบทโดย ปู แบล็คเฮด) ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง แทนที่วินจะถูกกำจัด เขากลับถูก “ซื้อตัว” เพราะนักการเมืองเห็นแววความสามารถในการบริหารจัดการวัด วินได้รับข้อเสนอให้ไปบริหาร “วัดใหม่” ซึ่งไม่ใช่แค่วัดป่าเล็กๆ อีกต่อไป แต่เป็นวัดระดับจังหวัดที่ใหญ่โตมโหฬาร เงินหมุนเวียนระดับร้อยล้านพันล้าน
- นัยยะ วินได้ก้าวข้ามจาก “วัยรุ่นสร้างตัว” สู่ “มาเฟียวงการสงฆ์” เต็มตัว แววตาของวินในฉากสุดท้ายไม่ใช่เด็กที่ร้อนเงินอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของผู้บริหารที่พร้อมจะกอบโกยโดยไร้ความรู้สึกผิด
5. ชะตากรรมของ “พระดล” (ปั๊บ โปเตโต้) — การล่มสลายของอุดมการณ์
- เหตุการณ์ หลังจากผ่านเรื่องราวเลวร้าย พระดลต้องเลือกระหว่างการทิ้งผ้าเหลืองเพื่อหนีปัญหา หรือการครองสมณเพศต่อไป
- บทสรุป พระดล “ไม่ได้สึก” นี่คือจุดที่เจ็บปวดที่สุด วินกลับมาหาพระดลและชวนท่านไปอยู่ที่วัดใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม พระดลยอมตกลงตามวินไป
- ฉากสุดท้าย เราเห็นพระดลนั่งเทศนาอยู่บนอาสนะที่หรูหรา ในวัดที่ใหญ่โต โอ่อ่า ท่ามกลางศรัทธามหาชน แต่แววตาของท่านกลับว่างเปล่าและเศร้าหมอง มันสื่อว่า ท่านได้กลายเป็น “สินค้า” (Product) ชิ้นพรีเมียมในโมเดลธุรกิจของวินไปโดยสมบูรณ์ อุดมการณ์ป่าไม้ที่เคยมี ถูกกลืนกินโดยระบบทุนนิยมและอำนาจรัฐ

วิเคราะห์ฉากจบ (Ending Analysis)
ซีรีส์เลือกจบแบบ Bad Ending (ในเชิงศีลธรรม) แต่เป็น Realistic Ending (ในเชิงสังคม)
- ความชั่วร้ายไม่ได้ถูกทำลาย แต่ถูกเลื่อนขั้น คนทำผิดไม่ได้ถูกลงโทษทุกคน วินและพระดลรอดไปได้และไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิม สะท้อนความจริงที่ว่า “คนล้มอย่าข้าม แต่ถ้าคนล้มบนกองเงินกองทอง เดี๋ยวก็มีคนมาช้อนขึ้นไป”
- วัฏจักรไม่จบสิ้น การที่เดียร์ออกไป แต่เกมติดคุก และวินไปต่อ สื่อว่าในธุรกิจสีเทา จะต้องมี “เหยื่อ” มี “คนเอาตัวรอด” และมี “คนที่ได้ดี” เสมอ
- Cliffhanger (ปมที่ทิ้งไว้) ซีรีส์ปูทางสู่ Season 2 อย่างชัดเจน โดยเปลี่ยนสนามรบจาก “วัดชุมชน” สู่ “พุทธพาณิชย์ระดับชาติ” ที่มีเรื่องของการเมือง การฟอกเงิน และอำนาจมืดเข้ามาเกี่ยวข้องเต็มรูปแบบ
สรุปประโยคเดียว “วินชนะในเกมธุรกิจ แต่พ่ายแพ้ความเป็นมนุษย์… ส่วนพระดลยังคงเป็นพระ แต่ศรัทธาที่แท้จริงได้มอดดับไปแล้ว” movieseries
ส่องทิศทาง “สาธุ 2” (The Believers SS2) เมื่อโมเดลธุรกิจบุญ.. เล่นใหญ่ระดับชาติ
หลังจากทิ้งท้ายให้คนดูค้างคาใจจนนอนไม่หลับ ล่าสุด Netflix ได้ประกาศ “ไปต่อ” กับซีซั่น 2 อย่างเป็นทางการ และนี่คือบทวิเคราะห์ทิศทางเรื่องราวที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เมื่อ “ศรัทธา” ไม่ได้อยู่แค่ในวัดป่าอีกต่อไป
1. จาก Start-up สู่ Enterprise (สเกลระดับมหาชน) ถ้าซีซั่น 1 คือการก่อร่างสร้างตัวแบบวัยรุ่น ซีซั่น 2 จะเป็นการบริหารองค์กรระดับยักษ์ วิน (เจมส์ ธีรดนย์) ได้ก้าวเข้าไปจับมือกับกลุ่มทุนการเมือง ทำให้ “วัดใหม่” ที่เขาดูแล จะไม่ใช่แค่ที่ทำบุญ แต่คือแหล่งฟอกเงินและฐานเสียงทางการเมือง เราจะได้เห็นกลยุทธ์การตลาดที่ซับซ้อนขึ้น เล่นกับสื่อระดับประเทศ และเม็ดเงินที่หมุนเวียนระดับพันล้าน
2. พระดล เกจิซูเปอร์สตาร์ หรือ นักโทษในกรงทอง? ปมที่น่าสนใจที่สุดคือ พระดล (ปั๊บ โปเตโต้) การย้ายไปอยู่วัดใหญ่ ท่านอาจจะกลายเป็นพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่แลกมาด้วยการสูญเสียอิสรภาพทางจิตวิญญาณโดยสิ้นเชิง ท่านจะต้องต่อสู้กับกิเลสที่ถูกป้อนให้ถึงที่ และต้องเลือกว่าจะเป็นหุ่นเชิดให้วิน หรือจะวางแผน “ปฏิวัติ” ระบบจากภายใน
3. เกม ธุรกิจมืดในคุก เกม (พีช พชร) ที่ต้องรับเคราะห์อยู่ในเรือนจำ คงไม่จบแค่บทตัวประกอบ เขาอาจจะได้เรียนรู้ “ระบบอุปถัมภ์” แบบใหม่ในคุก หรืออาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่วินต้องพยายามหาทางช่วยออกมา (หรือปิดปาก?) ความแค้นที่ถูกทิ้งไว้อาจเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่
4. เดียร์ การกลับมาของตัวแปรสำคัญ เดียร์ (แอลลี่) ที่ถอนตัวออกไป คือตัวละครเดียวที่ยังเหลือความเป็นมนุษย์มากที่สุด เธออาจจะกลับมาใน 2 รูปแบบ
- กลับมาช่วยเพื่อน เพราะเห็นว่าวินถลำลึกจนกู่ไม่กลับ
- กลับมาในฐานะ “คู่แข่ง” หรือคนที่ทำงานให้กับฝั่งตรงข้ามที่ต้องการโค่นอำนาจของวิน
สรุป สาธุ 2 จะไม่ใช่แค่หนังวัยรุ่นทำธุรกิจวัด แต่จะเป็น Political Thriller (ระทึกขวัญการเมือง) ที่เข้มข้นขึ้น เลือดเย็นขึ้น และตั้งคำถามกับสังคมไทยแรงกว่าเดิม เมื่ออำนาจรัฐ พุทธพาณิชย์ และวงการสีเทา หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน!