เรื่องย่อของซีรีส์จีนเรื่อง The Breakthrough (2025) หรือในชื่อไทยที่เข้าใจกันว่า “รากเหง้าฆาตกร” (ชื่อจีน 焕羽 – Huan Yu) ซึ่งเป็นซีรีส์แนวดราม่า-สืบสวนสอบสวนที่ผสมผสานเรื่องราวการเติบโตของวัยรุ่น (Coming of Age) ได้อย่างเข้มข้นครับ
ข้อมูลทั่วไป
- ชื่อเรื่อง The Breakthrough (Huan Yu / 焕羽)
- แนว ดราม่า, ลึกลับ, สืบสวน, วัยรุ่น, โรแมนติก
- นักแสดงนำ จางจิ้งอี๋ (Zhang Jingyi), โจวอี้หราน (Zhou Yiran)
- จำนวนตอน 26 ตอน

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวเริ่มต้นจากโศกนาฏกรรมของ เฉียวไป๋อวี่ พี่สาวของนางเอกที่เสียชีวิตอย่างปริศนา โดยสังคมสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ เฉียวชิงอวี่ (รับบทโดย จางจิ้งอี๋) น้องสาววัย 16 ปี ไม่เชื่อเช่นนั้นและมั่นใจว่ามีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่
หลังจากการเสียชีวิตของพี่สาว ครอบครัวของชิงอวี่ตัดสินใจย้ายออกจากเมืองเพื่อหนีความเจ็บปวด แต่ชิงอวี่กลับมุ่งมั่นที่จะขุดคุ้ยหาความจริง เธอจึงเริ่มสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงที่ผลักดันให้พี่สาวต้องจบชีวิตลง โดยในระหว่างการค้นหาความจริงนี้ เธอได้รับความช่วยเหลือจาก หมิงเซิ่ง (รับบทโดย โจวอี้หราน) เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ภายนอกดูเงียบขรึมแต่จิตใจดี
ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับความดำมืดของสังคมโรงเรียน การกลั่นแกล้ง (Bullying) ความลับในครอบครัว และอิทธิพลมืดของผู้ใหญ่ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับคนที่จากไป และปลดล็อกปมในใจของตัวเอง
รีวิวและบทวิเคราะห์ (Review)
1. การเล่าเรื่องและปมปริศนา (Narrative & Mystery)
ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังตามหาฆาตกรแบบเลือดสาด แต่เน้นไปที่ “จิตวิทยา” และ “ผลกระทบทางสังคม” บทละครเขียนออกมาได้ลึกซึ้ง โดยค่อยๆ กะเทาะเปลือกของตัวละครแต่ละตัวออกมา การเล่าเรื่องสลับไทม์ไลน์ระหว่างอดีต (เรื่องราวของพี่สาว) และปัจจุบัน (การสืบสวนของน้องสาว) ทำได้ลื่นไหล ทำให้คนดูลุ้นไปพร้อมๆ กับตัวละครว่า “ใครกันแน่ที่เป็นต้นเหตุ”
2. การแสดงและเคมีตัวละคร (Acting & Chemistry)
- จางจิ้งอี๋ (Zhang Jingyi) รับบทหญิงสาวที่แกร่งภายนอกแต่เปราะบางภายในได้ดีเยี่ยม สายตาของเธอสื่อความเจ็บปวดและความมุ่งมั่นได้ชัดเจน เป็นเดอะแบกของเรื่องในพาร์ทดราม่า
- โจวอี้หราน (Zhou Yiran) เหมาะกับบทหนุ่มเงียบๆ ที่คอยซัพพอร์ตพระเอก เคมีของทั้งคู่ไม่ใช่ความรักที่หวือหวา แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ “Partners in Crime” ที่ต่างฝ่ายต่างเยียวยาบาดแผลให้กันและกัน ซึ่งดูอบอุ่นและสมจริง
3. ประเด็นสังคม (Social Issues)
จุดแข็งที่สุดของเรื่องคือการตีแผ่เรื่อง Family Trauma (บาดแผลจากครอบครัว) และ School Bullying (การบูลลี่ในโรงเรียน) ซีรีส์แสดงให้เห็นว่าบางครั้งฆาตกรอาจไม่ได้ถือมีด แต่คือคำพูดและการกระทำของคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนร่วมชั้น ครู หรือแม้แต่พ่อแม่ที่กดดันลูกจนเกินไป
4. งานภาพและบรรยากาศ (Cinematography)
โทนภาพของเรื่องมีความหม่น (Moody) เล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับธีมการสืบสวนและความเศร้า แต่ก็มีการใช้แสงที่สวยงามในฉากที่แสดงถึงความหวังหรือโมเมนต์โรแมนติกเล็กๆ ระหว่างพระนาง ทำให้เรื่องไม่ดูเครียดจนเกินไป
จุดเด่น vs จุดสังเกต
จุดเด่น (Pros) / จุดสังเกต (Cons)
พล็อตเรื่องเข้มข้น สะท้อนสังคมได้เจ็บแสบ / จังหวะการดำเนินเรื่องช่วงแรกอาจจะดูเนิบช้าสำหรับสายแอ็คชั่น
เคมีพระนางดีมาก เป็นธรรมชาติ / บรรยากาศเรื่องค่อนข้างเครียดและกดดันในบางช่วง
การแสดงของจางจิ้งอี๋ที่ทรงพลัง / ปมบางอย่างอาจเดาทางได้ง่ายสำหรับคอสืบสวนจัดๆ
นี่คือบทรีวิวเจาะลึกแบบ “จัดเต็ม” ในสไตล์เล่าสู่กันฟัง เน้นการวิเคราะห์เนื้อหา งานภาพ และการแสดง โดยข้ามเรื่องย่อไป เพื่อให้คุณได้เสพแก่นแท้ของ The Breakthrough (2025) หรือ “รากเหง้าฆาตกร” (Huan Yu) อย่างถึงพริกถึงขิงครับ

รีวิวเจาะลึก The Breakthrough (2025) รากเหง้าฆาตกร
“เมื่อความตายของคนหนึ่ง เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของสังคมที่ฟอนเฟะ”
ถ้าคุณกดเข้ามาดูเรื่องนี้เพราะหวังจะเห็นซีรีส์รักวัยรุ่นใสๆ ใส่ชุดนักเรียนเดินจับมือกันใต้ต้นไม้ ผมบอกเลยว่าคุณอาจจะ “โดนหลอก” ตั้งแต่โปสเตอร์ เพราะเนื้อในของ The Breakthrough มันคือความดาร์ก ความหน่วง และความอึดอัดที่ถูกฉาบหน้าด้วยภาพลักษณ์ Coming of Age นี่ไม่ใช่แค่หนังตามหาฆาตกร แต่มันคือการ “ชำแหละ” สังคม ครอบครัว และระบบการศึกษาที่หล่อหลอมปีศาจขึ้นมา
วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเจาะลึก 3 ประเด็นหลัก บทและการดำเนินเรื่อง, งานภาพศิลป์, และพลังทางการแสดง ที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นม้ามืดที่น่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่งในปี 2025
1. บทและการดำเนินเรื่อง “ฆาตกรที่ไม่มีอาวุธ แต่ใช้ความคาดหวังเป็นมีดกรีดแทง”
สิ่งที่ The Breakthrough ทำได้ฉลาดและเหนือชั้นกว่าซีรีส์สืบสวนทั่วไป คือการที่มันไม่ได้ตั้งคำถามแค่ว่า “ใครฆ่า?” แต่ถามกลับไปแรงๆ ว่า “อะไรฆ่า?”
ความอึดอัดระดับวิกฤต (Suffocating Narrative) บทถูกเขียนขึ้นมาเพื่อบีบหัวใจคนดูอย่างช้าๆ มันไม่ใช่ความตื่นเต้นแบบไล่ล่าระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่มันคือความระทึกขวัญทางจิตวิทยา (Psychological Thriller) บทหนังเล่นกับความรู้สึก “แปลกแยก” ของตัวละครเอก (เฉียวชิงอวี่) ได้อย่างถึงกึ๋น การย้ายกลับมาเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยความทรงจำของพี่สาวที่ตายไป เหมือนการเดินเข้าสู่กับดักที่มองไม่เห็น
บทหนังเก่งมากในการวาง “ตัวละครสีเทา” ในเรื่องนี้แทบไม่มีใครขาวสะอาด 100% และไม่มีใครดำสนิท (ยกเว้นตัวร้ายหลักบางตัว) ทุกคนต่างเป็น “ผู้สมรู้ร่วมคิด” ในโศกนาฏกรรมทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่นิ่งเฉย ครูที่ห่วงแต่ชื่อเสียงโรงเรียน หรือพ่อแม่ที่รักลูกในทางที่ผิด การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้คนดูรู้สึก “อิน” จนเจ็บ เพราะมันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมเอเชีย
จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ต้องยอมรับว่าช่วงแรกซีรีส์เดินเรื่องแบบ Slow Burn (ค่อยๆ จุดไฟ) มันอาจจะดูเนิบนาบสำหรับคนใจร้อน แต่มันจำเป็นครับ เพราะบทต้องการให้เราซึมซับความเจ็บปวดของนางเอก ให้เราเข้าใจว่าทำไมเธอถึงกัดไม่ปล่อย ทำไมเธอถึงยอมแลกทุกอย่างเพื่อความจริง การเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างอดีต (ไทม์ไลน์พี่สาว) กับปัจจุบัน ทำได้เนียนตา ไม่สับสน และทุกครั้งที่ย้อนอดีต มันจะเฉลย “จิ๊กซอว์” ชิ้นเล็กๆ ที่เปลี่ยนมุมมองเราต่อเหตุการณ์ปัจจุบันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดพีคที่ทุกอย่างระเบิดออกมา
แก่นเรื่อง “รากเหง้า” (The Root) ชื่อไทยที่ว่า “รากเหง้าฆาตกร” นั้นตีความได้ตรงจุดมาก บทพยายามบอกเราว่า ฆาตกรไม่ได้เกิดมาแล้วชั่วเลย แต่มันมี “ราก” มาจากการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม และอำนาจมืด การต่อสู้ของนางเอกจึงไม่ใช่แค่การจับคนร้ายเข้าคุก แต่เป็นการ “ถอนรากถอนโคน” ระบบเน่าเฟะที่กัดกินเยาวชน ซึ่งบททำออกมาได้สะใจและชวนหดหู่ในเวลาเดียวกัน

2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ “ความงามในความเศร้า และเงาที่ซ่อนเร้น”
ถ้าจะให้คะแนนงานภาพ ผมให้เกือบเต็ม เพราะผู้กำกับภาพเรื่องนี้รู้ดีว่าจะใช้ภาษาภาพเล่าเรื่องแทนคำพูดได้อย่างไร
โทนสี (Color Grading) สังเกตไหมครับว่าโทนสีของเรื่องนี้จะออกไปทาง “ตุ่นๆ” อมฟ้าอมเทา (Desaturated Blue/Grey) ให้ความรู้สึกเย็นชา ห่างเหิน และไม่ปลอดภัย แม้แต่ในฉากที่เป็นเวลากลางวัน แสงแดดในเรื่องก็ดูไม่ค่อยจะอบอุ่น เหมือนมีเมฆหมอกบังอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้สะท้อนสภาวะจิตใจของนางเอกที่เหมือนมีเมฆฝนตั้งเค้าในใจเสมอ
แต่จุดที่น่าสนใจคือ เมื่อไหร่ที่มีพระเอก (หมิงเซิ่ง) เข้ามาในฉาก หรือเป็นฉากความทรงจำดีๆ ของพี่สาว โทนภาพจะมีความ “อุ่น” (Warmth) แทรกเข้ามาเล็กน้อย เป็นสีส้มจางๆ หรือแสงสีทองริมหน้าต่าง มันเป็นการใช้สีเพื่อบอกคนดูว่า “นี่คือพื้นที่ปลอดภัย” หรือ “นี่คือความหวัง” ท่ามกลางความมืดมิด
การจัดองค์ประกอบภาพ (Cinematography) มุมกล้องในเรื่องนี้ชอบใช้เทคนิค Framing (การกรอบภาพ) บ่อยมาก เช่น การถ่ายผ่านหน้าต่าง ผ่านลูกกรง หรือผ่านช่องประตู เพื่อให้คนดูรู้สึกเหมือนเป็น “คนนอก” ที่แอบมองเหตุการณ์ หรือสื่อถึงการที่ตัวละครถูก “ขัง” อยู่ในกรอบของสังคมและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาพ Close-up ที่ใบหน้าและดวงตาเยอะมาก เพื่อเน้นอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ เพราะเรื่องนี้ตัวละครพูดน้อยแต่คิดเยอะ ภาพจึงต้องทำหน้าที่ขยายความรู้สึกเหล่านั้น
ฉากและโลเคชั่น เมืองในเรื่องถูกเซ็ตออกมาให้ดูเป็นเมืองเก่าที่มีความขลังแต่ก็น่ากลัว ตรอกซอกซอยที่แคบและซับซ้อน เปรียบเสมือนเขาวงกตที่นางเอกต้องหาทางออก โรงเรียนที่ดูภายนอกสวยงามแต่ภายในเต็มไปด้วยมุมอับลับตาคน งานออกแบบฉาก (Set Design) ช่วยส่งเสริมบรรยากาศความลึกลับได้ดีเยี่ยม ไม่ดูประดิษฐ์จนเกินไป ให้ความรู้สึกสมจริงเหมือนเราเดินอยู่ในเมืองนั้นจริงๆ

3. การแสดง “น้อยแต่มาก เรียบง่ายแต่ทรงพลัง”
หัวใจสำคัญที่ทำให้ The Breakthrough ไปถึงฝั่งฝันคือนักแสดง หากแคสติ้งมาไม่ดี บทดราม่าหนักขนาดนี้จะกลายเป็นน่ารำคาญทันที แต่เรื่องนี้ทำได้ยอดเยี่ยม
จางจิ้งอี๋ (Zhang Jingyi) ในบท เฉียวชิงอวี่ ต้องลุกขึ้นปรบมือให้เธอเลย จางจิ้งอี๋คือนักแสดงที่เกิดมาเพื่อบทดราม่าที่ต้องใช้ “สายตา” สื่อสาร ในเรื่องนี้เธอเล่นเป็นเด็กสาวที่ภายนอกดูแข็งกร้าว ดื้อรั้น และไม่ยอมคน แต่แววตาของเธอกลับตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา
- ฉากร้องไห้ ไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟายเล่นใหญ่ แต่เป็นการร้องไห้แบบคนที่ “แตกสลายจากข้างใน” น้ำตาที่ไหลออกมาเงียบๆ พร้อมกับแววตาที่ว่างเปล่า มันทำลายล้างความรู้สึกคนดูได้มากกว่าเสียงกรีดร้อง
- ความดุดัน ในฉากที่ต้องปะทะกับผู้ใหญ่หรือคนที่รังแก เธอส่งพลังความอาฆาตและความมุ่งมั่นออกมาได้น่าขนลุก ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้พร้อมจะพังโลกทั้งใบเพื่อพี่สาว
โจวอี้หราน (Zhou Yiran) ในบท หมิงเซิ่ง ถ้าจางจิ้งอี๋คือพายุ โจวอี้หรานก็คือ “หลุมหลบภัย” การแสดงของเขาดูเหมือนจะเรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา แต่ความยากคือการเล่นเป็นคนธรรมดาให้มีเสน่ห์และเป็นที่พึ่งได้
- เขาถ่ายทอดความอบอุ่นและความเข้าใจผ่านท่าทางเล็กๆ น้อยๆ เช่น การนั่งอยู่ข้างๆ โดยไม่พูดอะไร หรือสายตาที่มองนางเอกด้วยความห่วงใย เขาไม่ได้เล่นบทพระเอกขี่ม้าขาว แต่เล่นเป็น “Partners in Crime” ที่พร้อมจะเดินลงเหวไปพร้อมกับนางเอก เคมีของทั้งคู่ไม่ใช่ความรักที่ฉูดฉาด แต่มันคือ “ความผูกพันทางจิตวิญญาณ” ที่คนดูสัมผัสได้ว่า ขาดกันไม่ได้
นักแสดงสมทบ ต้องขอพูดถึงกลุ่มนักแสดงที่เล่นเป็นครอบครัวและแก๊งนักเรียน โดยเฉพาะตัวละคร “พ่อแม่” ที่เล่นได้น่าหงุดหงิด (ในทางที่ดี) จนคนดูอยากจะทะลุจอไปเขย่าตัว พวกเขาสื่อสารความกดดันแบบเอเชียออกมาได้สมจริงจนน่ากลัว ส่วนกลุ่มตัวร้ายในโรงเรียนก็เล่นได้น่าหมั่นไส้และน่ากลัวแบบเด็กวัยรุ่นที่มีอำนาจ ทำให้ประเด็นเรื่อง Bullying มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ
บทสรุป ทำไมเรื่องนี้ถึงต้องดู?
The Breakthrough (2025) ไม่ใช่ซีรีส์ที่ดูเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ หรือดูคลายเครียดหลังเลิกงาน แต่มันคืองานศิลปะที่สะท้อนสังคม ที่จะทำให้คุณตั้งคำถามกับคำว่า “ครอบครัว” และ “ความยุติธรรม”
เนื้อเรื่องที่เขียนมาอย่างประณีต (แม้จะเดินเรื่องช้าในช่วงแรก) ผสมผสานกับงานภาพที่คุมโทนอารมณ์ได้อยู่หมัด และการแสดงระดับ Masterclass ของจางจิ้งอี๋ ทำให้เรื่องนี้เป็นมากกว่าละครวัยรุ่น แต่มันคือ “บันทึกความเจ็บปวดของการเติบโต”
ถ้าคุณชอบหนังอย่าง Better Days หรือซีรีส์สืบสวนที่เน้นปมจิตวิทยาอย่าง The Glory (แต่ในเวอร์ชั่นที่เน้นดราม่าวัยรุ่นมากกว่าการแก้แค้นเลือดสาด) เรื่องนี้คือคำตอบครับ
สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ คุณจะไม่ได้แค่รู้ว่า “ใครฆ่า” แต่คุณจะเข้าใจว่า “ทำไมบางคนถึงเลือกที่จะตาย” และ “เราจะเติบโตข้ามผ่านบาดแผลนั้นได้อย่างไร”
คะแนนรีวิว 9/10 (ตัดคะแนนเล็กน้อยตรงความหน่วงที่อาจจะทำให้จิตตกได้ถ้าดูติดต่อกันนานๆ)
นี่คือรีวิวในมุมมองของการวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ หวังว่าจะถูกใจและทำให้เห็นภาพรวมของความสุดยอดในเรื่องนี้ครับ!
สำหรับซีรีส์ The Breakthrough (2025) หรือ รากเหง้าฆาตกร (Huan Yu) นักแสดงหลักที่แบกรับอารมณ์ของเรื่องและได้รับคำชมอย่างมากคือคู่พระ-นาง จางจิ้งอี๋ และ โจวอี้หราน ครับ ทั้งคู่ถือเป็นนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรงของจีนที่มีฝีมือการแสดงดราม่าที่จัดจ้าน นี่คือประวัติโดยย่อและผลงานเด่นของพวกเขาครับ
1. จางจิ้งอี๋ (Zhang Jingyi / 张婧仪)
รับบท เฉียวชิงอวี่ (Qiao Qingyu) เด็กสาววัย 16 ปี ผู้สูญเสียพี่สาวไปอย่างปริศนา ภายนอกดูแข็งกร้าวและดื้อรั้นเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง แต่ภายในเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความมุ่งมั่นที่จะหาความจริง
- วันเกิด 10 กรกฎาคม 1999
- สังกัด Dongshen Future (บริษัทของนักแสดงระดับตำนานอย่าง เฉินคุน และ โจวซวิ่น)
- ประวัติโดยย่อ จางจิ้งอี๋จบการศึกษาจาก Beijing Film Academy (สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่ง) เธอเป็นที่รู้จักในฐานะ “เด็กปั้น” ของโจวซวิ่น ทำให้เธอได้รับโอกาสในงานภาพยนตร์และซีรีส์คุณภาพตั้งแต่เข้าวงการ จุดเด่นของเธอคือใบหน้าที่ดูสวยสง่าแบบคลาสสิก (Vibe นางเอกยุค 90s) และสายตาที่สื่ออารมณ์เศร้าได้ลึกซึ้ง จนได้รับฉายาจากแฟนๆ ว่าเป็นนางเอกที่ “เจ็บปวดแล้วสวยที่สุด”
- ผลงานเด่นที่ผ่านมา
- Lighter and Princess (ไฟแช็กกับชุดเจ้าหญิง) เรื่องนี้ทำให้เธอดังระเบิดในไทย ในบท ‘จูอวิ้น’
- Blossoms in Adversity (ฮวาจื่อ บุปผากลางภัย) ซีรีส์พีเรียดที่โชว์ทักษะการเป็นผู้นำหญิงแกร่ง
- Fall in Love (เพียงรักแรกพบ) ซีรีส์ยุคสาธารณรัฐที่ลุคของเธอสวยสะกดมาก
2. โจวอี้หราน (Zhou Yiran / 周翊然)
รับบท หมิงเซิ่ง (Ming Sheng) เพื่อนร่วมชั้นเรียนของนางเอก เป็นคนเงียบขรึม จิตใจดี และคอยสังเกตสิ่งรอบตัว เขาเป็นเหมือน “หลุมหลบภัย” ให้กับชิงอวี่ คอยช่วยเหลือเธอในการสืบหาความจริงและเยียวยาจิตใจ
- วันเกิด 22 พฤศจิกายน 2000
- ประวัติโดยย่อ โจวอี้หรานเริ่มต้นเส้นทางในวงการจากการเป็นนักร้องไอดอล (วง Yi An Musical) ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักแสดงเต็มตัว ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งและหน้าตาที่ดูสะอาดสะอ้าน ทำให้เขามักได้รับบท “รุ่นพี่โรงเรียน” หรือ “หนุ่มข้างบ้านที่แสนดี” อยู่บ่อยครั้ง แต่ในเรื่อง The Breakthrough เขาได้พิสูจน์ฝีมือในบทที่โตขึ้นและมีความซับซ้อนทางอารมณ์มากขึ้น
- ผลงานเด่นที่ผ่านมา
- When I Fly Towards You (รักนำทางไปหาเธอ) บท ‘จางลู่รั่ว’ ที่ทำให้สาวๆ ทั่วเอเชียอยากมีแฟนแบบเขา (เรื่องนี้ดังมากในไทย)
- The Bond (แด่พี่ชายสุดที่รัก) รับบทน้องเล็กของตระกูลที่ต้องเผชิญปัญหาชีวิต
- Falling Into Your Smile (รักยิ้มของเธอ) บทสมทบที่แย่งซีนด้วยความน่ารัก
นักแสดงสมทบที่น่าสนใจ
นอกจากคู่หลักแล้ว ยังมีนักแสดงสมทบที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนปมปริศนา
- หวังจื่อเสวียน (Wang Zixuan) รับบท เมิ่งหลี (บทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปมในโรงเรียน)
- อู๋โยว (Wu You) นักแสดงรุ่นพี่ที่มาร่วมสร้างสีสันและความเข้มข้นให้กับเนื้อเรื่องในพาร์ทของผู้ใหญ่และครอบครัว
สรุปเคมีนักแสดง การจับคู่กันของ จางจิ้งอี๋ และ โจวอี้หราน ในเรื่องนี้ ถือเป็นการรวมตัวของ “ตัวท็อปสายดราม่าวัยรุ่น” ฝ่ายหญิงเด่นเรื่องสายตาที่เจ็บปวด ฝ่ายชายเด่นเรื่องความอบอุ่นที่นิ่งลึก เมื่อมาอยู่ด้วยกันจึงกลายเป็นเคมีที่ลงตัวแบบ “หยิน-หยาง” ที่ช่วยประคองความรู้สึกคนดูท่ามกลางเนื้อเรื่องที่หนักหน่วงครับ movieseries