รีวิวและเรื่องย่อของ The Family Plan 2 ซึ่งในขณะนี้ (มกราคม 2026) ได้เข้าฉายทาง Apple TV+ เรียบร้อยแล้วครับ
รีวิวหนัง The Family Plan 2 (แผนป่วนครอบครัวตัวแสบ 2)
สถานะ เข้าฉายแล้ว (เริ่มสตรีมเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2025 ทาง Apple TV+)
แนว แอคชั่น / คอมเมดี้ / ครอบครัว
นักแสดงนำ Mark Wahlberg, Michelle Monaghan, Kit Harington, Zoe Colletti, Van Crosby

เรื่องย่อ (Synopsis)
หลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก 3 ปี แดน มอร์แกน (Mark Wahlberg) อดีตนักฆ่าที่ผันตัวมาเป็นแฟมิลี่แมน เต็มที่กับการใช้ชีวิตสงบสุขและทำธุรกิจรักษาความปลอดภัยของตัวเอง เมื่อถึงช่วงเทศกาลคริสต์มาส แดนต้องการพาครอบครัวไปพักผ่อนและฉลองปีใหม่อย่างอบอุ่น โดยวางแผนทริปครอบครัวสุดพิเศษไปยัง ยุโรป (ลอนดอนและปารีส) เพื่อไปเยี่ยม นีน่า ลูกสาวคนโตที่เรียนต่ออยู่ที่นั่น
แต่แน่นอนว่าทริปของตระกูลมอร์แกนไม่มีคำว่าราบรื่น แดนได้รับข้อเสนอให้ไปตรวจสอบระบบความปลอดภัยของธนาคารแห่งหนึ่งในลอนดอนแลกกับค่าตอบแทนงามๆ ระหว่างทริป แต่กลับพบว่า ฟินน์ คลาร์ก (รับบทโดย Kit Harington จาก Game of Thrones) ผู้ว่าจ้างดูมีพิรุธ
ความจริงเปิดเผยว่า ฟินน์ ไม่ใช่ผู้จัดการธนาคารธรรมดา แต่เป็น น้องชายต่างแม่ ของแดน (ลูกชายของเมดที่พ่อของแดนเคยมีความสัมพันธ์ด้วย) ที่มีความแค้นฝังใจ ฟินน์ต้องการให้แดนช่วยขโมย “กุญแจดิจิทัล” ที่ซ่อนอยู่ในธนาคารเพื่อเข้าถึงมรดกและเครือข่ายอาชญากรรมที่พ่อของพวกเขาทิ้งไว้ เมื่อแดนปฏิเสธ ฟินน์จึงใช้กองทัพนักฆ่าและเล่ห์เหลี่ยมเข้าคุกคามครอบครัวของแดน ทำให้แดนต้องงัดสกิลเก่าออกมาปกป้องลูกเมียอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศคริสต์มาสในยุโรปที่เปลี่ยนจากความโรแมนติกเป็นสนามรบ
รีวิวและความรู้สึกหลังดู (Review)
จุดเด่น (Pros)
- บรรยากาศใหม่ การย้ายโลเคชั่นจาก Road Trip ในอเมริกามาเป็นยุโรป (ลอนดอน-ปารีส) ในช่วงคริสต์มาสช่วยให้หนังดูสวยงามและมีสีสันมากขึ้น เหมาะกับเป็นหนังดูช่วงเทศกาล
- เคมีนักแสดง Mark Wahlberg และ Michelle Monaghan ยังคงเข้าขากันได้ดีในบทสามีภรรยาที่ต้องสู้ไปบ่นไป ส่วนการได้ Kit Harington มารับบทตัวร้ายที่มีปมดราม่าเล็กๆ ก็เป็นสีสันที่น่าสนใจ
- ความบันเทิง หนังยังคงสูตรสำเร็จของภาคแรก คือเป็นหนังที่ดูง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ เน้นฉากบู๊ปนฮา เหมาะสำหรับเปิดดูพร้อมกันทั้งบ้าน
จุดสังเกต (Cons)
- พล็อตเรื่อง เนื้อหาค่อนข้างเดาทางง่าย และพล็อตเรื่อง “พี่น้องที่พลัดพราก” อาจจะดูคลิเช่ (Cliché) ไปหน่อยสำหรับหนังแนวสายลับ
- ความสมเหตุสมผล ฉากแอคชั่นบางฉากดูเวอร์เกินจริง (เช่น การขับรถไล่ล่าในถนนแคบๆ ของยุโรป หรือฉากปาร์กัวร์) แต่ถ้าดูเอาสนุกก็ถือว่าทำได้ตามมาตรฐาน
สรุป The Family Plan 2 เป็นหนังภาคต่อที่ทำหน้าที่ให้ความบันเทิงได้ดี โดยเฉพาะถ้าคุณชอบภาคแรก ภาคนี้สเกลใหญ่ขึ้น ฉากหลังสวยขึ้น และยังคงความอบอุ่นสไตล์ครอบครัวป่วนๆ ไว้ได้ครบถ้วน แม้บทจะไม่ได้แปลกใหม่มากนัก
นี่คือบทความรีวิวเจาะลึกภาพยนตร์เรื่อง The Family Plan 2 (แผนป่วนครอบครัวตัวแสบ 2) แบบจัดเต็มตามที่คุณขอครับ โดยจะเน้นการวิเคราะห์เนื้อหา งานภาพ และการแสดง ในสไตล์การเล่าเรื่องแบบ “คอหนังคุยกัน” เพื่อให้อ่านเพลินและเห็นภาพรวมที่สุดครับ

[Review] The Family Plan 2 เมื่อพ่อบ้านนักฆ่าบุกยุโรป – ภาคต่อที่เล่นใหญ่ ใส่เต็ม แต่ยังคงหัวใจเดิมไว้อย่างครบถ้วน
สวัสดีครับเพื่อนๆ คอหนังทุกท่าน วันนี้ผมขอหยิบเอาหนังภาคต่อที่หลายคนรอคอย (และบางคนอาจจะสงสัยว่ามันจะดีเท่าภาคแรกไหม) มารีวิวกันแบบเจาะลึกถึงแก่น นั่นคือ The Family Plan 2 ที่เพิ่งลงจอ Apple TV+ ไปหมาดๆ ครับ
บอกตามตรงว่าตอนที่เห็นประกาศสร้างภาค 2 ผมแอบหวั่นใจเล็กๆ ว่าหนังจะเดินตามรอยภาคต่อฮอลลีวูดหลายเรื่องที่ “แป้ก” เพราะพยายามทำอะไรที่ใหญ่เกินตัวจนลืมเสน่ห์ดั้งเดิม แต่หลังจากที่ได้ดูจนจบเครดิต ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า Mark Wahlberg และทีมงานทำการบ้านมาดีมากครับ ภาคนี้ไม่ใช่แค่การ “ขายของเก่ากิน” แต่เป็นการขยายจักรวาลของ “แดน มอร์แกน” ให้กว้างขึ้น ลึกขึ้น และที่สำคัญคือ “มันส์ขึ้น” ในบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
วันนี้เราจะไม่มานั่งไล่เรียงเรื่องย่อกันให้เสียเวลา (เพราะเชื่อว่าหลายท่านคงพอทราบพล็อตคร่าวๆ หรือไปดูตัวอย่างกันมาแล้ว) แต่เราจะมาถลกหนัง วิเคราะห์เนื้องานกันทีละส่วนแบบละเอียดยิบ ทั้งบทภาพยนตร์ งานโปรดักชั่น และการแสดง ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงควรค่าแก่เวลา 1 ชั่วโมง 46 นาทีของคุณครับ
1. บทภาพยนตร์และการเดินเรื่อง จาก Road Trip สู่ Spy Thriller เต็มรูปแบบ
ถ้าภาคแรกคือหนัง Road Trip ที่มีกลิ่นอายแอคชั่น ภาคสองนี้คือหนัง Spy Action ที่มีกลิ่นอายครอบครัวครับ การเปลี่ยนแปลงโทนหนังคือสิ่งที่ผมมองว่าเป็น “ความกล้าหาญ” ของทีมเขียนบท
ความลึกของปมขัดแย้ง สายเลือดที่ตัดไม่ขาด สิ่งที่ทำให้บทของภาค 2 ดูมีน้ำหนักมากกว่าภาคแรก คือการหยิบเอาประเด็นเรื่อง “พี่น้อง” มาเล่นครับ ในภาคแรก แดน มอร์แกน หนีจากองค์กร แต่ในภาคนี้ เขาต้องเผชิญหน้ากับ ฟินน์ คลาร์ก (รับบทโดย Kit Harington) น้องชายต่างแม่ การเขียนบทให้ตัวร้ายมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับพระเอก มันทำให้ทุกการปะทะกันมีเดิมพันที่สูงขึ้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของการฆ่าให้ตายจบๆ ไป แต่มันมีความรู้สึกผิด ความอิจฉาริษยา และปมในอดีตเข้ามาเกี่ยวพัน
ผมชอบวิธีการที่หนังค่อยๆ ปูพื้นหลังความสัมพันธ์ของสองพี่น้องผ่านบทสนทนาที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด บทไม่ได้ยัดเยียด Flashback มาให้เราดูจนเวียนหัว แต่ใช้การแสดงสีหน้าและคำพูดเหน็บแนม (Sarcasm) สไตล์อังกฤษของตัวละครฟินน์ มาเป็นตัวเล่าเรื่อง ซึ่งจุดนี้ทำให้หนังดู “แพง” ขึ้นกว่าการเป็นหนังแอคชั่นตลกโปกฮาทั่วไป
จังหวะคอมเมดี้ที่เปลี่ยนไป มุกตลกในภาคนี้เปลี่ยนรสชาติไปพอสมควรครับ ภาคแรกเราขำกับสถานการณ์ที่ “เมียไม่รู้ ลูกไม่เห็น พ่อต้องแอบฆ่าคน” แต่ในภาคนี้ “ทุกคนรู้หมดแล้ว” ความฮามันเลยย้ายไปอยู่ที่การ Teamwork (ที่ล้มเหลวบ้าง สำเร็จบ้าง) ของครอบครัวมอร์แกนแทน
บทเขียนให้ตัวละคร “เจสสิก้า” (ภรรยา) มีบทบาทในการตัดสินใจและร่วมบู๊มากขึ้น ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ถูกต้อง เราได้เห็นไดนามิกของคู่สามีภรรยาที่เถียงกันเรื่องวิธีเลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับการยิงปืนใส่ผู้ร้าย บทสนทนา (Dialogue) ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานยังคงเป็นจุดแข็งของแฟรนไชส์นี้ มันมีความเป็นธรรมชาติเหมือนคนในครอบครัวคุยกันจริงๆ ไม่ใช่บทลิเกที่เขียนมาเพื่อเท่ๆ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าติงในด้านบทคือความ “บังเอิญ” ที่ยังคงมีอยู่เยอะตามสไตล์หนังสูตรสำเร็จ (Convenience Plot) บางสถานการณ์คลี่คลายง่ายเกินไป หรือตัวละครบางตัวโผล่มาถูกจังหวะเป๊ะๆ เหมือนนัดกันไว้ แต่ถ้าวางตรรกะความสมจริงลงบ้าง แล้วมองในมุมของหนังบันเทิง บทหนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ “entertain” ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ
2. งานภาพและโปรดักชั่น ยุโรปในมุมมองที่ทั้งโรแมนติกและดุดัน

นี่คือส่วนที่ผมประทับใจที่สุด และอยากจะยกนิ้วให้ทีม Location Scout และผู้กำกับภาพเลยครับ การย้ายโลเคชั่นจากอเมริกามาสู่ยุโรป (ลอนดอนและปารีส) ในช่วงคริสต์มาส เป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมมาก
Atmosphere & Color Grading (บรรยากาศและการย้อมสี) หนังเลือกใช้โทนสีที่ตัดกันอย่างชัดเจน (Contrast) ระหว่าง “ความอบอุ่นของเทศกาล” กับ “ความเย็นชาของโลกนักฆ่า”
- ฉากครอบครัว เราจะเห็นแสงสีทอง (Golden Hour) แสงไฟคริสต์มาสที่ระยิบระยับ ตลาดนัด Winter Wonderland ในลอนดอนที่ดูอบอุ่น นุ่มนวล ชวนฝัน
- ฉากแอคชั่น ทันทีที่การต่อสู้เริ่มขึ้น โทนภาพจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมเทา (Steel Blue/Grey) สะท้อนความดิบและอันตราย โดยเฉพาะฉากไล่ล่าในตรอกซอกซอยแคบๆ ของปารีส หรือบนดาดฟ้าตึกเก่าๆ งานภาพถ่ายทอดความขลังของสถาปัตยกรรมยุโรปออกมาได้สวยงามมาก
Cinematography (มุมกล้อง) ภาคนี้มีการใช้ Long Take (หรือการตัดต่อที่เนียนจนเหมือน Long Take) ในฉากต่อสู้ระยะประชิด (Close-quarters combat) ได้น่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะฉากต่อสู้ในร้านอาหารหรูที่ปารีส กล้องไม่ได้แค่ตั้งนิ่งๆ แต่หมุนวนรอบตัวนักแสดง ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่กลางวงล้อมจริงๆ การจับภาพสีหน้าของ Mark Wahlberg ที่สลับระหว่างความเป็นห่วงลูกกับความโหดเหี้ยมตอนหักแขนผู้ร้าย ทำได้ลื่นไหลมาก
อีกฉากที่ต้องพูดถึงคือ ฉากขับรถไล่ล่า (Car Chase) ในลอนดอน การถ่ายทำในเมืองที่มีผังเมืองซับซ้อนและถนนแคบกว่าอเมริกา ทำให้ฉากรถยนต์ดูหวาดเสียวกว่าภาคแรกมาก มุมกล้องที่ติดอยู่ข้างตัวรถ หรือมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (POV) ถูกนำมาใช้ได้ถูกจังหวะ ทำให้เรารู้สึกถึงความเร็วและความแคบของถนนได้อย่างชัดเจน
งาน CGI ในภาคนี้ถือว่าเนียนตาขึ้นกว่าภาคแรก โดยเฉพาะฉากระเบิดหรือฉากที่ต้องใช้กรีนสกรีน (Green Screen) ในการถ่ายทำบนที่สูง ดูไม่ลอยและกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมจริงได้ดีครับ
3. การแสดงและเคมีตัวละคร เมื่อนักแสดง “เชื่อ” ในบทที่ตัวเองเล่น
หัวใจสำคัญที่ทำให้ The Family Plan 2 ประคองตัวอยู่ได้ไม่ใช่ฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่คือ “เคมีของนักแสดง” ครับ
Mark Wahlberg ในบท Dan Morgan พี่มาร์คยังคงเป็น The Man ของเรื่องเหมือนเดิม สิ่งที่ผมชอบในการแสดงของเขาคือ เขาไม่ได้เล่นเป็น “Super Hero” ที่ไร้เทียมทาน แต่เขาเล่นเป็น “พ่อที่เหนื่อย” (Tired Dad) สายตาของเขาตลอดทั้งเรื่องมันฟ้องว่า “ฉันแค่อยากพักผ่อนโว้ย” แต่ร่างกายกลับขยับไปฆ่าคนแบบอัตโนมัติ
ในภาคนี้ Mark ต้องแสดงอารมณ์ดราม่ามากขึ้นเมื่อต้องเจอกับน้องชาย ฉากที่เขาต้องตัดสินใจเลือกระหว่างความผูกพันทางสายเลือดกับความปลอดภัยของครอบครัว เขาทำได้ดีครับ มันมีความลังเล มีความเจ็บปวดลึกๆ ที่สื่อออกมาได้โดยไม่ต้องพูดเยอะ ทำให้ตัวละครแดน มอร์แกน ดูมีมิติความเป็นมนุษย์มากขึ้น
Michelle Monaghan ในบท Jessica ต้องขอปรบมือให้ Michelle ครับ ภาคนี้เธอไม่ใช่แค่ “ตัวถ่วง” หรือ “สาวที่รอให้พระเอกมาช่วย” อีกต่อไป เธอมีบทบาทในการต่อสู้ (ในแบบของคนธรรมดาที่พยายามสู้) การแสดงของเธอทำให้เรารู้สึกว่า เจสสิก้าคือเสาหลักทางใจของครอบครัวจริงๆ จังหวะคอมเมดี้หน้าตายของเธอยังคงทำงานได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะฉากที่ต้องทำตัวเนียนๆ ในสังคมไฮโซทั้งที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด เธอเล่นได้น่ารักและน่าเอาใจช่วยมาก
Kit Harington ในบท Finn Clark (ตัวร้าย) นี่คือ MVP ของภาคนี้สำหรับผมเลยครับ! การเลือก “จอน สโนว์” มารับบทตัวร้ายผู้ดีอังกฤษที่มีปมด้อย เป็นอะไรที่ Casting ได้ถูกจุดมาก Kit Harington สลัดภาพจำเดิมๆ ทิ้งไปจนหมด เขาเล่นเป็นตัวร้ายที่มีความเจ้าเล่ห์ ดูภายนอกเหมือนสุภาพบุรุษนักธุรกิจ แต่แววตามีความวิปลาสซ่อนอยู่
Kit ตีความบทฟินน์ออกมาได้น่าหมั่นไส้แต่ก็เกลียดไม่ลง เขาไม่ได้เล่นเป็นตัวร้ายที่ตะโกนแหกปาก แต่ใช้เสียงทุ้มต่ำและรอยยิ้มมุมปากในการข่มขู่ (Passive Aggressive) เคมีตอนปะทะคารมกับ Mark Wahlberg มันมีความขัดแย้งที่น่าสนใจ ระหว่าง “อเมริกันชนบ้านๆ บู๊ล้างผลาญ” กับ “ผู้ดีอังกฤษจอมวางแผน” มันเป็น Contrast ที่ทำให้หนังสนุกขึ้นมาก
แก๊งลูกๆ (Zoe Colletti และ Van Crosby) เด็กๆ โตขึ้นและการแสดงก็โตขึ้นตามครับ ภาคนี้บทของทั้งคู่ไม่ได้น่ารำคาญเหมือนหนังครอบครัวทั่วไปที่เด็กมักจะหาเรื่องใส่ตัว แต่ทั้งคู่นำสกิลจากภาคแรก (เกมเมอร์ + ความฉลาด) มาประยุกต์ใช้ช่วยพ่อแม่ได้จริงๆ การรับส่งมุกระหว่างพี่น้องดูเป็นธรรมชาติ เหมือนพี่น้องที่ตีกันจริงๆ รักกันจริงๆ
บทสรุปภาพรวม คุ้มค่าแก่การดูหรือไม่?

ถ้าจะให้สรุปเป็นคำพูดสั้นๆ ผมขอบอกว่า “The Family Plan 2 คือหนัง Popcorn ที่ปรุงรสมาถูกปากคนดูยุคสตรีมมิ่งที่สุดเรื่องหนึ่ง”
มันอาจไม่ใช่หนังที่จะไปคว้ารางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และมันก็ไม่ใช่หนังแอคชั่นที่ปฏิวัติวงการเหมือน John Wick หรือ Mission Impossible แต่สิ่งที่มันทำได้ดีมากๆ คือการรู้จุดยืนของตัวเอง (Self-Awareness) หนังรู้ว่าคนดูต้องการอะไร… คนดูต้องการเห็น Mark Wahlberg ปกป้องครอบครัว, ต้องการเห็นมุกตลกสถานการณ์, และต้องการเห็นฉากจบที่อบอุ่นหัวใจ ซึ่งหนังเสิร์ฟทั้งหมดนี้ให้คุณแบบไม่ขาดตกบกพร่อง
จุดเด่นที่ชัดเจน
- การยกระดับสเกล จาก Local สู่ International ที่ทำได้ถึง
- ตัวร้ายที่น่าจดจำ Kit Harington ช่วยดึงกราฟความน่าสนใจของหนังขึ้นมาได้เยอะ
- ความลื่นไหล หนังเดินเรื่องไว ไม่น่าเบื่อ ตัดต่อกระชับ
จุดที่อาจจะขัดใจบ้าง
- ความเวอร์วัง บางฉากตัวเอกก็ดวงดีเกินไป กระสุนผู้ร้ายเหมือนติดระบบหลบหลีกอัตโนมัติ
- พล็อตที่เดาง่าย ถ้าคุณดูหนังแนวนี้มาเยอะ คุณจะเดาตอนจบได้ตั้งแต่ 10 นาทีแรก
Verdict (คำตัดสิน) สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับภาคแรก หรือกำลังมองหาหนังดูเพลินๆ ในคืนวันศุกร์กับครอบครัว หรือกับแฟน หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ 100% ครับ มันเป็นหนังที่ดูจบแล้วคุณจะยิ้มออกมา รู้สึกผ่อนคลาย และอาจจะอยากจองตั๋วไปเที่ยวลอนดอนขึ้นมาทันที
ถ้าให้คะแนนในฐานะหนังบันเทิง ผมให้ 8/10 ครับ แต่ถ้ามองในมุมศิลปะภาพยนตร์ อาจจะอยู่ที่ 6.5/10 แต่สุดท้ายแล้ว… ความสุขของการดูหนังคือการได้หลุดเข้าไปในโลกที่สนุกสนานใช่ไหมล่ะครับ? และ The Family Plan 2 ก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างดีเยี่ยมจริงๆ
คำแนะนำ เตรียมขนมกับเครื่องดื่มให้พร้อม ปิดไฟให้มืด แล้วเปิด Apple TV+ ดูยาวๆ ไปเลยครับ รับรองว่า 1 ชั่วโมง 46 นาทีนี้ จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน!
นี่คือรายชื่อนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง The Family Plan 2 พร้อมประวัติโดยย่อและผลงานเด่นที่ผ่านมาครับ ในภาคนี้ทีมนักแสดงชุดเดิมกลับมาครบทีม พร้อมเสริมทัพด้วยนักแสดงระดับแม่เหล็กคนใหม่ที่มาสร้างสีสันครับ
1. Mark Wahlberg (มาร์ก วอห์ลเบิร์ก)
รับบทเป็น Dan Morgan (แดน มอร์แกน) คุณพ่อลูกสามที่ดูเหมือนเซลส์แมนขายรถทั่วไป แต่จริงๆ แล้วคืออดีตมือสังหารระดับพระกาฬที่พยายามทิ้งอดีตเพื่อครอบครัว
ประวัติย่อ มาร์ก วอห์ลเบิร์ก (เกิดปี 1971) เริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงจากการเป็นนักร้องแร็ปเปอร์ในชื่อ “Marky Mark” ก่อนจะผันตัวมาเป็นนายแบบและก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์จนโด่งดัง เขาเป็นนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้าน เล่นได้ดีทั้งบทแอคชั่นดุเดือดและบทตลกหน้าตาย ซึ่งเหมาะเจาะมากกับบทแดนในเรื่องนี้ นอกจากเบื้องหน้าแล้ว เขายังเป็นโปรดิวเซอร์มือทองที่ประสบความสำเร็จสูงอีกด้วย
ผลงานเด่น
- Transformers (แฟรนไชส์หุ่นยนต์ถล่มโลก)
- Ted (หมีไม่แอ๊บ แสบได้อีก – โชว์สกิลตลกหน้าตาย)
- The Departed (ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบชาย)
- Uncharted (ผจญภัยล่าขุมทรัพย์สุดขอบโลก)
2. Michelle Monaghan (มิเชล โมนาฮาน)
รับบทเป็น Jessica Morgan (เจสสิก้า มอร์แกน) ภรรยาผู้แกร่งเกินร้อย ในภาคแรกเธอเพิ่งรู้ความจริงเรื่องสามี แต่ในภาค 2 นี้ เธอปรับตัวได้แล้วและกลายเป็นคู่หูคนสำคัญที่ช่วยแดนจัดการปัญหา (พร้อมบ่นสามีไปด้วย)
ประวัติย่อ มิเชล โมนาฮาน (เกิดปี 1976) เริ่มต้นจากการเป็นนางแบบก่อนจะแจ้งเกิดในวงการฮอลลีวูด เธอเป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์ดึงดูดและมักได้รับบทหญิงแกร่งที่ฉลาดทันคน เธอมีประสบการณ์สูงในหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ ทำให้ฉากบู๊ในเรื่องนี้ดูทะมัดทะแมงและสมจริง
ผลงานเด่น
- Mission Impossible III และภาคต่อ (รับบท Julia ภรรยาของ Ethan Hunt)
- Source Code (แฝงร่าง ขวางนรก)
- Kiss Kiss Bang Bang (ถึงคิวฆ่าดาราจำเป็น)
- True Detective (ซีรีส์สืบสวนสอบสวนชื่อดัง)
**3. Kit Harington (คิต แฮริงตัน) ** [นักแสดงใหม่ในภาค 2]
รับบทเป็น Finn Clark (ฟินน์ คลาร์ก) ตัวร้ายหลักของภาคนี้ เขาคือน้องชายต่างแม่ของแดน มอร์แกน ที่มีบุคลิกผู้ดีอังกฤษสุขุมลุ่มลึก แต่แฝงไปด้วยความแค้นและความเจ้าเล่ห์
ประวัติย่อ คริสโตเฟอร์ “คิต” แฮริงตัน (เกิดปี 1986) เป็นนักแสดงชาวอังกฤษที่โด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วโลกจากบทบาท “Jon Snow” ในซีรีส์มหากาพย์ Game of Thrones การมารับบทตัวร้ายใน The Family Plan 2 ถือเป็นการพลิกบทบาทที่น่าสนใจ เพราะคนดูมักติดภาพเขาในบทฮีโร่ผู้ซื่อสัตย์ แต่เรื่องนี้เขาได้โชว์ด้านมืดและความยียวนกวนประสาทแบบผู้ดี
ผลงานเด่น
- Game of Thrones (มหาศึกชิงบัลลังก์ – บท Jon Snow)
- Eternals (ฮีโร่พลังเทพเจ้า – บท Dane Whitman / Black Knight)
- Pompeii (ไฟนรกถล่มปอมเปอี)
4. Zoe Colletti (โซอี้ คอลเลตติ)
รับบทเป็น Nina Morgan (นีน่า มอร์แกน) ลูกสาวคนโตที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยและมีความรัก ในภาคนี้เธอต้องใช้ทักษะการเอาตัวรอดที่ได้เรียนรู้จากภาคแรกมาปกป้องตัวเองและแฟนหนุ่ม
ประวัติย่อ โซอี้ (เกิดปี 2001) เป็นดาราดาวรุ่งที่น่าจับตามอง เธอเริ่มเป็นที่รู้จักจากงานแสดงซีรีส์และภาพยนตร์สยองขวัญก่อนจะมารับบทคอมเมดี้ในเรื่องนี้ การแสดงของเธอมีความเป็นธรรมชาติและเป็นตัวแทนของวัยรุ่น Gen Z ได้ดี
ผลงานเด่น
- Scary Stories to Tell in the Dark (คืนนี้มีสยอง)
- Fear the Walking Dead (ซีรีส์ซอมบี้)
- Boo, Bitch (ซีรีส์ Netflix)
5. Van Crosby (แวน ครอสบี)
รับบทเป็น Kyle Morgan (ไคล์ มอร์แกน) ลูกชายคนกลางที่เป็นสตรีมเมอร์เกมชื่อดัง (นามแฝง Kyboi) ทักษะการเล่นเกมวางแผนและการใช้โดรนของเขา กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยพ่อในภารกิจจริง
ประวัติย่อ แวน ครอสบี เป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่เริ่มสะสมชื่อเสียงมาเรื่อยๆ บทบาทไคล์ใน The Family Plan ถือเป็นบทที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำในวงกว้าง ด้วยคาแรคเตอร์เด็กติดเกมที่ฉลาดและกวนๆ
ผลงานเด่น
- Splitting Up Together (ซีรีส์คอมเมดี้)
- Criminal Minds (รับบทรับเชิญ)
ทีมนักแสดงชุดนี้ถือว่ามีเคมีที่ลงตัวมากครับ โดยเฉพาะการปะทะกันระหว่าง Mark Wahlberg และ Kit Harington ที่เป็นไฮไลท์สำคัญของภาคนี้เลยครับ movieseries