รีวิวและเรื่องย่อของภาพยนตร์ The Great Flood (2025) หรือชื่อไทย “มหาอุทกภัย” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากเกาหลีใต้ที่เพิ่งเข้าฉายทาง Netflix ครับ
ข้อมูลทั่วไป
- ชื่อเรื่อง The Great Flood (มหาอุทกภัย)
- แนว ภัยพิบัติ / ไซไฟ / ระทึกขวัญ / ดราม่า
- ผู้กำกับ คิมบยองอู (จาก The Terror Live)
- นักแสดงนำ คิมดามี (Kim Da-mi), พัคแฮซู (Park Hae-soo)
- สตรีมมิ่ง Netflix

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อโลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ น้ำท่วมโลกอย่างกะทันหัน ซึ่งเกิดจากผลกระทบของอุกกาบาตที่พุ่งชนขั้วโลก ทำให้น้ำแข็งละลายและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนกลืนกินตึกระฟ้า
“อันนา” (รับบทโดย คิมดามี) นักวิจัยด้าน AI อัจฉริยะ ติดอยู่ในอะพาร์ตเมนต์หรูใจกลางโซลที่กำลังจมอยู่ใต้น้ำ เธอต้องพยายามเอาชีวิตรอดและช่วยเหลือลูกชายของเธอท่ามกลางระดับน้ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ตึกกำลังจะถล่ม เธอได้รับความช่วยเหลือจาก “ฮีโซ” (รับบทโดย พัคแฮซู) เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงที่ดูเหมือนจะมีภารกิจลับบางอย่างเกี่ยวกับการช่วยชีวิตเธอโดยเฉพาะ
แต่เมื่อการหนีตายดำเนินไป อันนาเริ่มค้นพบความผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับภัยพิบัติครั้งนี้ และความทรงจำที่เริ่มสับสน ทำให้เธอตั้งคำถามว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่คือความจริง หรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่านั้นที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของมนุษยชาติ

รีวิววิเคราะห์เจาะลึก (In-Depth Review)
1. การผสมผสานระหว่าง “หนังหายนะ” และ “ไซไฟปรัชญา”
จุดที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้คือการหักมุม (Twist) ของแนวหนัง ช่วงแรกหนังดำเนินเรื่องในสไตล์ Disaster Survival ที่เข้มข้นมาก เราจะได้เห็นความน่ากลัวของมวลน้ำที่ค่อยๆ ท่วมตึก ความโกลาหลของผู้คน และสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป หนังจะค่อยๆ เปลี่ยนโทนไปสู่ Sci-Fi เชิงปรัชญา ที่เล่นกับประเด็นเรื่อง Loop (วงวนเวลา) และ Simulation (โลกจำลอง)
- ข้อดี เป็นความทะเยอทะยานของผู้กำกับที่ต้องการฉีกกฎหนังน้ำท่วมเดิมๆ โดยใส่ประเด็นเรื่อง AI และการจำลองสถานการณ์เพื่อ “เรียนรู้ความเป็นมนุษย์” เข้าไป
- จุดสังเกต การเปลี่ยนผ่านของโทนเรื่องอาจทำให้คนดูที่คาดหวังความมันส์แบบหนังหนีตายเพียวๆ รู้สึกสะดุด เพราะช่วงหลังหนังจะเน้นบทสนทนาและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมาก
2. งานภาพและการถ่ายทำ (Cinematography & Visuals)
งานวิชวลเอฟเฟกต์ (CGI) ในการสร้างฉากน้ำท่วมทำออกมาได้สมจริงและน่ากลัวมาก โดยเฉพาะฉากที่น้ำทะลักเข้าสู่โถงทางเดินและลิฟต์ หนังใช้มุมกล้องที่แคบและอึดอัด (Claustrophobic) เพื่อสื่อถึงความกดดันของการติดอยู่ในตึกปิดตาย ตัดสลับกับภาพมุมกว้างที่แสดงให้เห็นเมืองโซลที่จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งสื่อถึงความสิ้นหวังได้อย่างงดงาม
3. การแสดง (Performances)
- คิมดามี (Kim Da-mi) แบกหนังทั้งเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม เธอต้องแสดงอารมณ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ความตื่นตระหนก ความรักของแม่ ไปจนถึงความสับสนทางจิตใจ การแสดงของเธอทำให้ประเด็นเรื่อง “AI ที่มีหัวใจ” ดูน่าเชื่อถือและสัมผัสใจ
- พัคแฮซู (Park Hae-soo) มาในมาดนิ่งขรึมและลึกลับตามถนัด แม้บทพูดจะไม่เยอะเท่า แต่สายตาและการกระทำของเขาสร้างความคลุมเครือให้คนดูสงสัยตลอดเวลาว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู
4. ประเด็นสำคัญ (Themes)
หนังไม่ได้ขายแค่ความตื่นเต้น แต่ตั้งคำถามใหญ่เกี่ยวกับ “ความเป็นมนุษย์” (Humanity)
- อะไรคือสิ่งที่แยกมนุษย์ออกจาก AI? คำตอบของหนังเรื่องนี้คือ “ความรักและการเสียสละ” โดยเฉพาะสัญชาตญาณความเป็นแม่
- หนังนำเสนอแนวคิดว่า ในวันที่โลกอาจล่มสลาย เทคโนโลยีอาจไม่ได้ช่วยให้เรารอดชีวิตทางกายภาพ แต่ “ข้อมูลทางอารมณ์” คือสิ่งเดียวที่ควรค่าแก่การรักษาไว้

สรุปและคำแนะนำ
The Great Flood 2025 เป็นหนังที่ “เสียงแตก” พอสมควร
- คุณจะชอบถ้า คุณชอบหนังแนว Interstellar หรือ Inception ที่ต้องคิดตาม ชอบหนังที่เล่นกับเวลา/มิติ และชอบการแสดงสายดราม่าหนักๆ ของคิมดามี
- คุณอาจผิดหวังถ้า คุณคาดหวังหนังแอ็กชันหนีตายล้างผลาญแบบ The Day After Tomorrow หรือ 2012 แบบตรงไปตรงมา เพราะช่วงหลังหนังจะมีความซับซ้อนและเนิบช้าลง
คะแนนรีวิวโดยรวม ⭐⭐⭐½ (3.5/5) เด่นที่งานภาพและการแสดง แต่บทในช่วงท้ายอาจจะดูซับซ้อนเกินความจำเป็นไปบ้างสำหรับหนังภัยพิบัติ
บทรีวิวภาพยนตร์ The Great Flood (2025) ในสไตล์ “Spoken Review” หรือบทพูดสำหรับนักวิจารณ์หนัง/YouTuber ที่เน้นความลึกซึ้ง เป็นกันเอง และใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปเต็มที่ โดยจะเน้นเจาะลึกไปที่ การดำเนินเรื่อง (Storytelling), งานภาพ (Visuals), และ การแสดง (Acting) แบบละเอียด ตามที่คุณต้องการครับ
[Script รีวิว The Great Flood 2025 – เมื่อหายนะเป็นเพียงเปลือกนอกของปรัชญาไซไฟ]
สวัสดีครับทุกคน กลับมาเจอกันอีกครั้งกับการรีวิวหนังที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงที่สุดใน Netflix ตอนนี้กับ “The Great Flood” หรือชื่อไทย “มหาอุทกภัย” ครับ
บอกก่อนเลยว่า… ใครที่กดเข้ามาดูเรื่องนี้เพราะเห็นโปสเตอร์แล้วคิดว่าจะได้ดูหนังแอ็กชันหนีน้ำท่วมตึกถล่มทลายแบบ The Day After Tomorrow หรือ 2012 แบบเพียวๆ คุณอาจจะกำลัง “ถูกหลอก” ครับ และผมบอกเลยว่าการถูกหลอกครั้งนี้ มันเป็นความรู้สึกที่ทั้ง “เหวอ” และ “ทึ่ง” ไปพร้อมๆ กัน
วันนี้ผมจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อให้ฟังซ้ำนะครับ เพราะเชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้พล็อตคร่าวๆ กันมาแล้ว แต่เราจะมาคุยกันแบบ Deep Dive เจาะลึกกันให้ถึงแก่นเลยว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นมากกว่าหนังภัยพิบัติ และทำไมการแสดงของ “คิมดามี” และ “พัคแฮซู” ถึงเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตหนังเรื่องนี้เอาไว้อย่างแท้จริง

Part 1 บทและการดำเนินเรื่อง (The Storytelling & Narrative)
“เมื่อน้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่คือเครื่องมือทดสอบความเป็นมนุษย์”
สิ่งแรกที่ผมต้องขอชมผู้กำกับ คิมบยองอู (จาก The Terror Live) คือความกล้าหาญครับ เขากล้าที่จะบิด Genre หรือแนวหนังกลางอากาศ จากหนัง Disaster Survival ให้กลายเป็น Sci-Fi Psychological Thriller ที่มีความเป็นปรัชญาสูงมาก
ในแง่ของบทหนัง มันมีความ “ทะเยอทะยาน” ครับ สิ่งที่ผมชอบมากคือการที่หนังใช้ “น้ำ” เป็นสัญลักษณ์ของ “เวลา” และ “ความทรงจำ” หนังไม่ได้ให้เราดูแค่คนวิ่งหนีน้ำขึ้นที่สูงครับ แต่มันพาเราดำดิ่งลงไปในจิตใจของตัวละครเอกอย่าง “อันนา” (คิมดามี) บทหนังถูกเขียนขึ้นมาให้คนดูรู้สึกสับสนไปพร้อมกับตัวละคร เราจะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือความจริง หรือเป็นภาพลวงตา หรือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น
จุดที่น่าสนใจมากๆ คือการเล่าเรื่องแบบ Non-linear หรือไม่ลำดับเวลา ที่ค่อยๆ หยอดเบาะแส (Clues) ให้เราทีละนิด เหมือนเรากำลังต่อจิ๊กซอว์ที่ชิ้นส่วนเปียกน้ำ การเขียนบทแบบนี้เสี่ยงมากนะครับ เพราะถ้าทำไม่ดีคนดูจะงงและเททันที แต่เรื่องนี้ทำได้ค่อนข้างดีตรงที่มันเลี้ยงความสงสัยของเราได้จนจบ
อย่างไรก็ตาม ผมต้องพูดตรงๆ ในฐานะคนดูว่า บทช่วงกลางเรื่องมีปัญหาเรื่อง Pacing หรือจังหวะการเล่าเรื่องอยู่บ้าง มีช่วงที่หนังพยายามอธิบายทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ AI และ Time Loop (วนลูปเวลา) ที่ค่อนข้างเยอะและซับซ้อน ซึ่งถ้าใครไม่ใช่สาย Sci-Fi Hardcore อาจจะรู้สึกว่าช่วงนี้มัน “เนือย” และ “ยัดเยียด” ข้อมูลเกินไปหน่อย มันลดทอนความตื่นเต้นของการหนีตายลงไปพอสมควร กลายเป็นว่าแทนที่เราจะลุ้นว่า “น้ำจะท่วมถึงคอหรือยัง” เรากลับต้องมานั่งตีความว่า “ตกลงนี่คือโลกความจริงหรือโลกเสมือน” ซึ่งมันเปลี่ยนอารมณ์หนังไปคนละขั้วเลยครับ
แต่สิ่งที่กู้คืนมาได้คือ Emotional Core หรือแก่นอารมณ์ของเรื่อง บทหนังฉลาดมากที่ผูกเรื่องไซไฟเข้ากับ “สัญชาตญาณความเป็นแม่” มันตั้งคำถามที่เจ็บปวดว่า ‘ถ้าโลกนี้ไม่มีความหวังเหลืออยู่แล้ว เราจะยังพยายามปกป้องคนที่เรารักไปเพื่ออะไร?’ และบทสรุปของหนังก็ให้คำตอบที่กระแทกใจและสวยงามในแบบที่ผมไม่คาดคิด
Part 2 งานภาพและวิชวลเอฟเฟกต์ (Cinematography & Visuals)
“ความสวยงามภายใต้ความหายนะ และความอึดอัดที่หายใจไม่ออก”
มาต่อกันที่งานภาพครับ… โอ้โห บอกเลยว่า Production Value เรื่องนี้คือระดับ World Class จริงๆ เกาหลีเขาไปไกลมากแล้วครับ
สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดไม่ใช่ฉากน้ำท่วมเมืองในมุมกว้างนะครับ (อันนั้นสวยตามมาตรฐาน) แต่คือ การจัดแสงและการถ่ายทำในที่แคบ (Claustrophobic Cinematography) หนังส่วนใหญ่ดำเนินเรื่องในตึกอะพาร์ตเมนต์ที่ไฟดับ งานภาพจึงเล่นกับ “แสงเงา” ได้ดีมาก การใช้แสงจากไฟฉาย แสงสีแดงจากไฟฉุกเฉิน หรือแสงสะท้อนจากผิวน้ำที่กระเพื่อมไปตามผนังตึก มันสร้างบรรยากาศที่ทั้ง “ลึกลับ” และ “น่ากลัว”
คุณจะสังเกตได้เลยว่า ผู้กำกับภาพพยายามทำให้เรารู้สึก “เปียก” และ “หนาว” ตลอดเวลา การเกรดสี (Color Grading) จะออกไปทางโทนเย็น น้ำเงิน-เทา-ดำ ตัดกับสีแดงในฉากที่อันตราย มันช่วยสื่อสารถึงความสิ้นหวังได้ชัดเจนมาก
อีกฉากที่ผมต้องพูดถึงคือฉาก Underwater ครับ การถ่ายทำใต้น้ำเรื่องนี้ดูสมจริงมาก ไม่ใช่แค่การให้นักแสดงกลั้นหายใจแล้วทำท่าว่ายน้ำ แต่เราเห็นถึงแรงดันน้ำ แรงกระแทก เศษขยะที่ลอยฟุ้ง และฟองอากาศที่ทะลักออกมา ทุกอย่างมันดู Real จนคนดูอย่างเราเผลอกลั้นหายใจตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
และที่ไม่ชมไม่ได้คืองาน CGI ของน้ำ ครับ น้ำเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุดในโลก CG แต่เรื่องนี้ทำให้น้ำดูมี “มวล” มีน้ำหนัก เวลาน้ำกระแทกกระจก หรือไหลทะลักเข้าลิฟต์ เราจะรู้สึกถึงพลังทำลายล้างของมันจริงๆ มันไม่ได้ดูเป็นกราฟิกลอยๆ แต่มันดูเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังกลืนกินทุกอย่าง นี่คืองานภาพที่ควรค่าแก่การดูบนจอใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
Part 3 การแสดง (Performances)
“คิมดามี คือเดอะแบก และพัคแฮซู คือปริศนาที่ทรงเสน่ห์”
หัวใจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่พังทลายไปพร้อมกับตึก คือ พลังทางการแสดง ครับ
เริ่มที่ คิมดามี (Kim Da-mi) ก่อนเลย… ผมกล้าพูดว่านี่คือหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอ (Masterclass Performance) บท “อันนา” เป็นบทที่ยากมหาหิน เธอต้องเล่นกับ Green Screen เยอะมาก และต้องแสดงอารมณ์กับความว่างเปล่า แต่เธอกลับถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้ละเอียดจนน่าขนลุก
ผมอยากให้ทุกคนสังเกต “แววตา” ของคิมดามีในเรื่องนี้ครับ ช่วงต้นเรื่องแววตาเธอจะเต็มไปด้วยความฉลาด มั่นใจ แต่เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น แววตานั้นเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว สับสน และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวแบบ “แม่เสือสาว” ที่พร้อมทำลายทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก ซีนอารมณ์ที่เธอต้องร้องไห้หรือกรีดร้อง มันไม่ใช่การแสดงที่ดู “Overacting” แต่มันดู “Raa & Painful” (ดิบและเจ็บปวด) มาก เราเชื่อจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังใจสลาย
ส่วน พัคแฮซู (Park Hae-soo)… ผู้ชายคนนี้คือ Master of Poker Face จริงๆ ครับ บท “ฮีโซ” ของเขาเป็นตัวละครที่พูดน้อยแต่ต่อยหนัก เขาต้องเล่นเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูเหมือนจะมาช่วย แต่ก็มีลับลมคมนัยตลอดเวลา พัคแฮซูใช้ Micro-expression หรือการแสดงออกทางสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ ได้เก่งมาก แค่การขยับมุมปาก หรือการปรายตามอง ก็ทำให้เราเกิดความระแวงได้แล้วว่า “สรุปพี่แกเป็นคนดีหรือคนเลวกันแน่?”
เคมีระหว่างสองคนนี้ (Chemistry) มันไม่ใช่เคมีแบบคู่รักโรแมนติกนะครับ แต่มันเป็นเคมีของ “ความไม่ไว้วางใจ” (Mistrust) ที่น่าสนใจมาก คนหนึ่งพยายามหาคำตอบ อีกคนพยายามปกปิดความลับ การปะทะกันของสองนักแสดงระดับท็อปนี้คือกำไรคนดูล้วนๆ ครับ
บทสรุปและวิเคราะห์ส่งท้าย
สรุปแล้วนะครับ The Great Flood (2025) สำหรับผม มันคือหนังที่ “สวยงามแต่เจ็บปวด”
ถ้าถามว่ามันเป็นหนังที่สมบูรณ์แบบไหม? คำตอบคือ “ไม่” ครับ บทหนังยังมีช่องโหว่ (Plotholes) และความยืดเยื้อในช่วงกลางเรื่องที่อาจทำให้คนดูบางกลุ่มเบื่อได้ ความพยายามที่จะใส่ปรัชญาไซไฟเข้ามาอาจจะดู “พยายาม” มากไปนิดในบางจุด จนทำให้ความสนุกแบบหนังแมสๆ หายไป
แต่!! ถ้าคุณมองข้ามจุดเหล่านั้นไป และมองมันในฐานะ “งานศิลปะที่ว่าด้วยการปล่อยวางและความรัก” หนังเรื่องนี้จะทำงานกับหัวใจคุณอย่างรุนแรง
มันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองครับว่า ในวันที่เทคโนโลยีของมนุษย์ก้าวหน้าไปจนถึงขีดสุด เราสามารถสร้าง AI ที่คิดเหมือนคน สร้างโลกเสมือนที่เหมือนจริงได้ แต่สิ่งเดียวที่เราไม่สามารถจำลอง (Simulate) ได้เลย… คือ “จิตวิญญาณและความรัก” ใช่ไหม?
ผมชอบประโยคหนึ่งที่ผมรู้สึกได้จากหนังเรื่องนี้ คือ “ต่อให้ต้องวนลูปความตายอีกกี่พันครั้ง แม่ก็จะยังเลือกทางเดิม เพื่อให้ลูกได้มีชีวิตรอด” นี่คือแมสเสจที่ทรงพลังมากที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกของหนังไซไฟน้ำท่วมโลก
คะแนนรีวิว ผมขอให้คะแนนที่ 8/10 ครับ ตัดคะแนนความเยิ่นเย้อของบทช่วงกลาง แต่เทคะแนนให้งานภาพและการแสดงของคิมดามีแบบหมดหน้าตัก
คำแนะนำ ดูเถอะครับ แต่อย่าคาดหวังความมันส์แบบระเบิดภูเขาเผากระท่อม ให้เตรียมใจไปดูดราม่าไซไฟหนักๆ ที่มีฉากหลังเป็นน้ำท่วม แล้วคุณจะค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่ในหนังเรื่องนี้ครับ
ใครดูจบแล้วมีความเห็นยังไง หรือตีความตอนจบต่างไปจากผม คอมเมนต์มาคุยกันได้นะครับ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ!
นี่คือนักแสดงหลักจากภาพยนตร์ The Great Flood (2025) พร้อมประวัติโดยย่อและผลงานเด่นที่ทำให้พวกเขากลายเป็นนักแสดงระดับท็อปของเกาหลีครับ
เรื่องนี้เป็นการโคจรมาเจอกันของ “ตัวพ่อสายเข้ม” และ “ตัวแม่สายอินดี้” ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่สุดของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้
1. คิมดามี (Kim Da-mi | 김다미)
รับบทเป็น อันนา (Anna)
- บทบาทในเรื่อง นักวิจัยพัฒนา AI อัจฉริยะที่ติดอยู่ในตึกอะพาร์ตเมนต์หรูท่ามกลางมวลน้ำมหาศาล เธอต้องพยายามเอาชีวิตรอดพร้อมกับปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอ ท่ามกลางความสับสนว่าเหตุการณ์ตรงหน้าคือความจริงหรือไม่
ประวัติโดยย่อ คิมดามี (เกิดปี 1995) ได้รับฉายาว่า “Monster Rookie” (รุกกี้ปีศาจ) ของวงการบันเทิงเกาหลี เธอเปิดตัวได้อย่างน่าตื่นตะลึงและกวาดรางวัลนักแสดงหน้าใหม่แทบทุกสถาบัน จุดเด่นของเธอคือใบหน้าที่ดูหมวย อินเตอร์ มีเอกลักษณ์ (ไม่ใช่พิมพ์นิยมเกาหลีทั่วไป) และทักษะการแสดงที่ “เอาอยู่” ในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นบทโรคจิต บทน่ารัก หรือบทดราม่าหนักๆ
ผลงานเด่นที่ต้องดู
- The Witch Part 1. The Subversion (2018) ผลงานแจ้งเกิดที่ทำให้โลกตะลึง เธอรับบทเด็กสาวที่มีพลังเหนือมนุษย์ เรื่องนี้โชว์ทักษะแอ็กชันและการแสดงสีหน้าจิตๆ ได้ยอดเยี่ยม (ใครชอบ The Great Flood ต้องดูเรื่องนี้)
- Itaewon Class (2020) ซีรีส์ที่ทำให้เธอโด่งดังไปทั่วเอเชียในบท “โชอีซอ” หมวยซ่าบ้าบิ่น
- Our Beloved Summer (2021) พลิกบทบาทมาเล่นซีรีส์โรแมนติกดราม่า ที่โชว์ความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ จนกลายเป็นซีรีส์ในดวงใจของใครหลายคน
- Soulmate (2023) หนังดราม่ามิตรภาพหญิงสาว ที่เรียกน้ำตาคนดูได้มหาศาล
2. พัคแฮซู (Park Hae-soo | 박해수)
รับบทเป็น ฮีโซ (Hee-so)
- บทบาทในเรื่อง เจ้าหน้าที่ทีมรักษาความปลอดภัย (Human Resource Security Team) ที่พยายามช่วยเหลืออันนาให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ แต่ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความลึกลับและเยือกเย็น ทำให้ผู้ชม (และตัวอันนาเอง) ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นผู้ช่วยชีวิตหรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
ประวัติโดยย่อ พัคแฮซู (เกิดปี 1981) เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนักแสดงละครเวทีมากฝีมือ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการทีวีและภาพยนตร์ เขาได้รับฉายาว่าเป็น “ลูกรัก Netflix” (Netflix’s Son) เพราะผลงานดังๆ ส่วนใหญ่ของเขาลงฉายใน Netflix แทบทั้งสิ้น จุดเด่นของเขาคือบุคลิกที่ดูนิ่งขรึม น่าเกรงขาม และสายตาที่อ่านยาก ซึ่งเหมาะมากกับบทบาทที่ต้องใช้จิตวิทยาหรือมีความซับซ้อนทางศีลธรรม
ผลงานเด่นที่ต้องดู
- Squid Game (2021) รับบท “โจซังอู” (ผู้เล่นหมายเลข 218) เพื่อนพระเอกที่ฉลาดแต่เห็นแก่ตัว บทบาทนี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
- Prison Playbook (2017) ซีรีส์ดราม่าตลกร้ายในคุก รับบทนักเบสบอลซื่อๆ ซึ่งเป็นบทนำที่ทำให้คนเกาหลีหลงรักเขา
- Money Heist Korea – Joint Economic Area (2022) รับบท “เบอร์ลิน” หัวหน้าทีมปล้นสุดโหดและเผด็จการ
- Narco-Saints (2022) รับบทสายลับที่แฝงตัวเข้าไปจับพ่อค้ายาเสพติด
เกร็ดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนักแสดง
- เคมีในเรื่อง ทั้งสองคนเคยทำงานร่วมกันมาก่อนแบบเฉียดๆ (เช่น อยู่ในสังกัดหรือโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกัน) แต่ The Great Flood เป็นเรื่องแรกที่ทั้งคู่ได้ประชันบทบาทกันเต็มๆ แบบ “Two-hander” (หนังที่ดำเนินเรื่องด้วยตัวละครหลักเพียง 2 คนเป็นส่วนใหญ่)
- ความท้าทาย ทั้งคิมดามีและพัคแฮซูต้องถ่ายทำในฉากที่มีน้ำจริงและ Green Screen เป็นเวลานาน ซึ่งต้องใช้จินตนาการสูงมากในการแสดงความหวาดกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็น
Next Step คุณอยากให้ผมแนะนำ “หนังหรือซีรีส์แนวเอาชีวิตรอด” เรื่องอื่นของนักแสดงทั้งสองคนนี้เพิ่มเติมไหมครับ เผื่อดู The Great Flood จบแล้วยังอินอยู่? movieseries