รีวิว The Housemaid (2025) ความลับแม่บ้านร้าย หลอนกว่าที่คิด

นี่คือบทความเจาะลึกและวิจารณ์นิยายระทึกขวัญจิตวิทยาเรื่อง “The Housemaid” (ความลับแม่บ้านร้าย) โดยเน้นการวิเคราะห์ธีม การดำเนินเรื่อง และความน่าสนใจ โดยไม่เปิดเผยจุดสำคัญ (Spoilers) จนเสียอรรถรสครับ

เจาะลึกความระทึก The Housemaid (ความลับแม่บ้านร้าย)

เมื่อ “งานบ้าน” กลายเป็นเกมจิตวิทยาที่คุณไม่อาจไว้ใจใครได้

หากคุณกำลังมองหาเรื่องราวระทึกขวัญที่ทำให้คุณต้องพลิกหน้ากระดาษต่อไปเรื่อยๆ จนลืมเวลานอน “The Housemaid” โดย Freida McFadden คือคำตอบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสาวใช้ธรรมดา แต่เป็นกับดักทางจิตวิทยาที่ถูกวางไว้อย่างแนบเนียนภายใต้คฤหาสน์หรูที่ดูสมบูรณ์แบบ

1. เรื่องย่อ ประตูที่ปิดตายและเจ้านายที่คาดเดาไม่ได้

เรื่องราวเริ่มต้นที่ “มิลลี่” (Millie) หญิงสาวถังแตกที่ต้องนอนในรถและมี “อดีต” ที่ต้องปกปิด เธอได้รับโอกาสทองเมื่อ “นีน่า วินเชสเตอร์” (Nina Winchester) หญิงสาวไฮโซจ้างเธอไปเป็นแม่บ้านและพี่เลี้ยงเด็กแบบกินนอนในบ้าน (Live-in housemaid)

ดูเหมือนจะเป็นงานในฝัน แต่ฝันร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • นีน่า มีพฤติกรรมที่แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย จงใจสร้างความวุ่นวายให้มิลลี่ต้องตามเก็บกวาด
  • แอนดรูว์ สามีของนีน่า ดูเป็นชายหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบที่ต้องทนทุกข์กับภรรยาที่สติไม่ดี
  • ห้องนอนของมิลลี่ ซึ่งเป็นห้องใต้หลังคา มีขนาดเล็กและที่สำคัญคือ… กลอนประตูมันล็อคจาก “ด้านนอก”

มิลลี่เริ่มสงสัยว่าครอบครัววินเชสเตอร์ซ่อนความลับอะไรไว้ แต่เธอเองก็มีความลับดำมืดที่ห้ามใครรู้เช่นกัน

2. บทวิเคราะห์ ทำไมเรื่องนี้ถึง “วางไม่ลง”

การเล่าเรื่องที่เล่นกับความเชื่อใจ (Unreliable Narrator)

เสน่ห์ของ The Housemaid คือการแบ่งพาร์ทการเล่าเรื่อง ในช่วงแรกเราจะได้รับรู้เรื่องราวผ่านสายตาของมิลลี่ ซึ่งทำให้เราเกิดอคติและความรู้สึกร่วมไปในทิศทางหนึ่ง แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปและเปลี่ยนมุมมอง (Perspective Shift) ทุกสิ่งที่คุณเคยเชื่อจะถูกรื้อทิ้งทั้งหมด

จุดเด่น ผู้เขียนเก่งมากในการ “ชักจูง” คนอ่านให้เกลียดตัวละครหนึ่งและสงสารอีกตัวละครหนึ่ง ก่อนจะตลบหลังเราอย่างเจ็บแสบ

บรรยากาศความอึดอัด (Claustrophobic Atmosphere)

แม้บ้านจะหลังใหญ่ แต่บรรยากาศในเรื่องกลับชวนให้รู้สึก “หายใจไม่ออก” ความรู้สึกของการถูกจับตามอง การถูกขังอยู่ในห้องใต้หลังคา และความกดดันจากชนชั้นระหว่างเจ้านายกับลูกจ้าง ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้คนอ่านรู้สึกลุ้นระทึกไปกับความปลอดภัยของตัวละคร

จังหวะการดำเนินเรื่อง (Pacing)

หนังสือเล่มนี้ไม่มีช่วงน่าเบื่อ การกระทำของนีน่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผสมกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมิลลี่และแอนดรูว์ ทำให้กราฟความตื่นเต้นพุ่งขึ้นตลอดเวลา เป็นนิยายประเภท Page-turner อย่างแท้จริง

3. ธีมและประเด็นที่น่าสนใจ

นอกเหนือจากความบันเทิง The Housemaid ยังสะท้อนประเด็นสังคมที่น่าขบคิด

  • พลวัตแห่งอำนาจ (Power Dynamics) ความสัมพันธ์ระหว่างคนรวยและคนจน เจ้านายและลูกจ้าง การที่คนมีเงินสามารถควบคุมชีวิตคนอื่นได้เพียงเพราะอำนาจทางการเงิน
  • ภาพลักษณ์ลวงตา (Appearances vs. Reality) ครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบจากภายนอก อาจเน่าเฟะอยู่ภายใน การตัดสินคนจากสิ่งที่เห็นภายนอกอาจนำไปสู่ความผิดพลาดร้ายแรง
  • เหยื่อและผู้กระทำ (Victimhood) ใครคือเหยื่อที่แท้จริง? เส้นแบ่งระหว่างการป้องกันตัวและการแก้แค้นอยู่ตรงไหน?

4. บทสรุป ควรค่าแก่การอ่านหรือไม่?

หากคุณชอบภาพยนตร์หรือนิยายแนว “Gone Girl” หรือ “The Girl on the Train” ที่เต็มไปด้วยการหักมุมและการปั่นประสาท The Housemaid คือหนังสือที่คุณ “ต้องอ่าน” (Must Read)

มันไม่ใช่แค่นิยายระทึกขวัญดาดๆ แต่มันคือการศึกษาด้านมืดของจิตใจมนุษย์ภายใต้หน้ากากของผู้ดี การหักมุมในช่วงท้ายจะทำให้คุณต้องร้อง “ว้าว” และมองตัวละครทุกตัวใหม่ตั้งแต่ต้น

คะแนนความระทึก ⭐⭐⭐⭐⭐ ระดับความหักมุม ⭐⭐⭐⭐⭐

บทวิจารณ์เจาะลึกภาพยนตร์เรื่อง “The Housemaid ความลับแม่บ้านร้าย” (2025) ในรูปแบบบทความวิจารณ์ภาพยนตร์เต็มรูปแบบ เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การแสดง และทิศทางของหนัง โดยหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องย่อซ้ำซากครับ

วิจารณ์เจาะลึก The Housemaid (ความลับแม่บ้านร้าย)

เมื่อ “ความประสาท” ปะทะ “ความลับ” ในสังเวียนแม่บ้านไฮโซ การคืนชีพของหนังระทึกขวัญยุค 90s ในคราบความงามสมัยใหม่

หากปี 2025 จะมีภาพยนตร์เรื่องไหนที่นิยามคำว่า “Guilty Pleasure” (ความบันเทิงที่เรารู้สึกผิดแต่ก็หยุดดูไม่ได้) ได้ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น “The Housemaid” หรือในชื่อไทย “ความลับแม่บ้านร้าย” ผลงานการกำกับของ พอล ฟีก (Paul Feig) ที่หยิบเอานิยายขายดีระดับปรากฏการณ์ของ Freida McFadden มาปรุงแต่งใหม่ให้จัดจ้าน แสบสัน และ “แพง” ยิ่งกว่าเดิม

การหยิบหนังสือแนว Psychological Thriller ที่เล่นกับ “เสียงในความคิด” (Internal Monologue) ของตัวละครมาทำเป็นหนังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ The Housemaid เลือกที่จะไม่เดินตามรอยความเครียดขึงขังแบบ Gone Girl แต่กลับเลือกเส้นทางที่ฉูดฉาดกว่า บ้าคลั่งกว่า และมีความเป็น “Camp” (ความเว่อร์วังที่ตั้งใจ) ผสมผสานกลิ่นอายหนัง Erotic Thriller ยุค 90s ที่หายไปนานจากจอภาพยนตร์

ในบทความนี้ เราจะข้ามเรื่องย่อที่คุณอาจจะรู้อยู่แล้ว (สาวถังแตกมาทำงานบ้านให้คนรวยโรคจิต) แต่เราจะไปเจาะลึกในสิ่งที่ “ตาเห็น” และ “ความรู้สึกสัมผัส” ทั้งงานภาพ การกำกับศิลป์ และที่สำคัญที่สุดคือ การแสดง ของสองตัวแม่ที่ฟาดฟันกันจนจอแทบไหม้

1. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ ความงดงามที่ชวนให้อึดอัด (Glossy Claustrophobia)

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดตั้งแต่วินาทีแรกที่หนังเริ่ม คือ “สุนทรียะแห่งความลวงตา” (Aesthetics of Deception)

ผู้กำกับภาพเลือกใช้โทนสีที่สว่าง สดใส และมีความอิ่มตัวของสีสูง (High Saturation) ซึ่งผิดวิสัยหนังระทึกขวัญทั่วไปที่มักใช้โทนสีทึมๆ หรือสีน้ำเงินเย็นชา คฤหาสน์วินเชสเตอร์ในเวอร์ชันนี้ไม่ได้ดูน่ากลัวแบบบ้านผีสิง แต่มันดู “สมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก” ทุกอย่างดูสะอาดตาเกินไป ขาวเกินไป และเป็นระเบียบเกินไป จนคนดูรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่า “ความสะอาดนี้มีไว้เพื่อกลบเกลื่อนคราบเลือด”

การใช้พื้นที่ (Space) และสถาปัตยกรรม

หนังใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมของบ้านได้อย่างชาญฉลาด มีการเล่นกับ เส้นนำสายตา (Leading Lines) ที่บีบให้ตัวละครดูตัวเล็กลงเมื่ออยู่ในห้องโถงใหญ่ สะท้อนถึงความด้อยอำนาจของ “มิลลี่” (Sydney Sweeney) ในช่วงแรก ในขณะเดียวกัน ห้องใต้หลังคาที่เป็นห้องนอนของมิลลี่ กลับถูกถ่ายทอดด้วยมุมกล้องที่แคบและกดดัน (Tight Shots) ให้ความรู้สึกเหมือนกรงขังมากกว่าห้องนอน

จุดที่น่าชื่นชมคือการจัดแสง (Lighting) ในฉากกลางคืน หนังไม่ได้ปล่อยให้มืดสนิท แต่ใช้แสงประดิษฐ์ (Artificial Light) จากโคมไฟหรูหราที่สาดส่องลงมา ทำให้เกิดเงาที่ทาบทับบนใบหน้าตัวละคร สร้างความรู้สึกคลุมเครือ (Ambiguity) ว่าใครกันแน่ที่กำลังพูดความจริง และใครที่กำลังซ่อนใบหน้าปีศาจไว้

The Housemaid

เครื่องแต่งกาย (Costume Design)

งานคอสตูมในเรื่องนี้ทำหน้าที่เล่าเรื่องได้ดีไม่แพ้บทพูด ชุดของ “นีน่า” (Amanda Seyfried) ถูกออกแบบให้ดูหรูหรา ฟุ้งฝัน และมีความเป็นผู้หญิงสูง (Hyper-feminine) ด้วยผ้าไหมและสีพาสเทล แต่มันกลับขัดแย้งกับพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของเธอ ในขณะที่ชุดของมิลลี่เน้นความทะมัดทะแมง สีทึมๆ เหมือนคนที่พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด การปะทะกันของสีเสื้อผ้าในแต่ละฉาก คือสัญลักษณ์ของการต่อสู้ทางชนชั้นที่ชัดเจนที่สุด

2. การแสดง สงครามประสาทของสองนางพญา

หัวใจสำคัญที่ทำให้ The Housemaid ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ไม่ใช่บทที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน (เพราะสำหรับคอนิยาย เรื่องนี้เดาทางได้ไม่ยาก) แต่มันคือ พลังดารา (Star Power) และการตีความตัวละครของสองนักแสดงนำ

Amanda Seyfried ในบท “นีน่า วินเชสเตอร์”  ความบ้าคลั่งที่งดงาม

ต้องปรบมือให้ อะแมนดา ไซเฟร็ด ที่ขโมยซีน (Steal the show) ไปได้เกือบทั้งเรื่อง เธอสลัดภาพนางเอกแสนหวานทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และสวมวิญญาณคุณนายไฮโซที่มีสภาวะอารมณ์ไม่คงที่ได้อย่างน่าทึ่ง

อะแมนดาสามารถเปลี่ยนอารมณ์จาก “ยิ้มแย้มใจดี” ไปเป็น “กราดเกรี้ยวอำมหิต” ได้ภายในเสี้ยววินาทีผ่านแววตา การแสดงของเธอมีความเป็น Theatrical (เล่นใหญ่แบบละครเวที) อยู่เล็กน้อย ซึ่งเข้ากับโทนหนังที่เป็นแนว Guilty Pleasure มาก เธอทำให้คนดูรู้สึก “เกลียดไม่ลง” แม้เธอจะทำตัวร้ายกาจแค่ไหน เพราะทุกการกระทำของเธอมันดูสะใจและคาดเดาไม่ได้

สิ่งที่อะแมนดาทำได้ดีมากคือ การใช้เสียง น้ำเสียงที่แหลมสูงเวลาสั่งงาน สลับกับเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือกเวลาข่มขู่ มันสร้างความปั่นป่วนให้คนดูรู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลาที่เธอปรากฏตัวบนจอ เธอคือตัวแทนของความวุ่นวาย (Chaos) ที่สมบูรณ์แบบ

Sydney Sweeney ในบท “มิลลี่”  ความนิ่งสงบที่ซ่อนพายุ

ในขณะที่อะแมนดาเล่นใหญ่ ซิดนีย์ สวีนีย์ กลับเลือกที่จะเล่นน้อย (Subtle) แต่มากด้วยรายละเอียด บทของมิลลี่คือตัวแทนของคนดูที่ต้องก้าวเข้ามาในโลกบ้าๆ นี้ ซิดนีย์ถ่ายทอดความรู้สึก “จนตรอก” และ “อึดอัด” ผ่านภาษาเป่ากายที่ยอดเยี่ยม

สายตาของซิดนีย์ในช่วงแรกเต็มไปด้วยความหวาดระแวง การก้มหน้า การหลบตา และท่าทางที่เก้ๆ กังๆ ทำให้เราเชื่อว่าเธอคือลูกจ้างที่ไม่มีทางสู้ แต่เมื่อหนังดำเนินไป เราจะเริ่มเห็น “รอยยิ้มมุมปาก” หรือแววตาที่แข็งกร้าวขึ้นทีละน้อย เป็นการแสดงที่มีพัฒนาการ (Character Arc) ที่ชัดเจน

แม้บางช่วงซิดนีย์อาจจะดูจมไปบ้างเมื่อต้องเข้าฉากปะทะกับพลังงานล้นเหลือของอะแมนดา แต่ความ “นิ่ง” ของเธอนี่แหละ คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวหนังไว้ไม่ให้หลุดโลกจนเกินไป เคมี (Chemistry) ระหว่างทั้งสองคนคือความตึงเครียดที่สัมผัสได้จริง มันไม่ใช่แค่เจ้านายกับลูกจ้าง แต่มันคือการหยั่งเชิงของนักล่าสองคนที่ต่างก็คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าอีกฝ่าย

3. การกำกับและจังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing)

พอล ฟีก ผู้กำกับที่เคยฝากผลงานไว้ใน A Simple Favor กลับมาทวงบัลลังก์หนังระทึกขวัญตลกร้ายอีกครั้ง เขาเข้าใจดีว่าผู้ชมเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการความสมจริงแบบสารคดี แต่ต้องการ “ความบันเทิง”

จังหวะคอมเมดี้ในหนังระทึกขวัญ (Dark Comedy Elements)

สิ่งที่ทำให้ The Housemaid แตกต่างจากหนังระทึกขวัญทั่วไปคือ อารมณ์ขัน มันไม่ใช่ตลกคาเฟ่ แต่เป็นตลกร้าย (Dark Humor) ที่แทรกอยู่ในความไร้สาระของสถานการณ์ เช่น ฉากที่นีน่าสั่งให้มิลลี่ทำความสะอาดสิ่งที่สะอาดอยู่แล้ว หรือฉากดินเนอร์ที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ผู้กำกับจงใจใส่จังหวะเหล่านี้เข้ามาเพื่อให้คนดูได้ “พักหายใจ” ก่อนจะกระชากกลับเข้าสู่ความน่ากลัว

การตัดต่อ (Editing)

หนังเดินเรื่องเร็วและกระชับ (Snappy) การตัดต่อมีความฉับไวโดยเฉพาะในฉากที่แสดงถึงกิจวัตรประจำวันซ้ำๆ ของมิลลี่ (ทำอาหาร-ซักผ้า-ขัดพื้น) ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกจำเจ (Monotony) ที่ค่อยๆ กัดกินจิตใจตัวละคร ก่อนจะค่อยๆ เร่งจังหวะขึ้นในช่วงท้ายที่ความลับเริ่มถูกเปิดเผย การเปลี่ยนผ่านฉาก (Transitions) ทำได้ลื่นไหลและมีสไตล์ ช่วยรักษาโมเมนตัมของหนังไม่ให้ตก

4. บทสรุปและประเด็นสังคม มากกว่าแค่เรื่องตบตี

แม้เปลือกนอกจะดูเป็นหนัง “เมียหลวงเมียน้อย” หรือ “แม่บ้านล้างแค้น” แต่ The Housemaid พยายามสอดแทรกประเด็น ชนชั้นและอำนาจ (Class and Power Dynamics) ไว้อย่างแนบเนียน

หนังตั้งคำถามว่า “เงิน” สามารถซื้อ “ความเป็นมนุษย์” ของคนอื่นได้หรือไม่? การที่นีน่าสามารถสั่งให้มิลลี่ทำอะไรก็ได้เพียงเพราะเธอเป็นคนจ่ายเงิน สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมทุนนิยมที่คนรวยมองคนจนเป็นเพียง “วัตถุ” หรือ “ฟันเฟือง” ที่เปลี่ยนใหม่ได้เมื่อพัง movieseries

นอกจากนี้ หนังยังเล่นกับประเด็น Gaslighting (การปั่นหัวให้คนอื่นคิดว่าตัวเองบ้า) ได้อย่างเจ็บแสบ มันทำให้เราเห็นว่าอาวุธที่น่ากลัวที่สุดของผู้หญิงในเรื่องนี้ไม่ใช่ปืนหรือมีด แต่คือ “คำพูด” และ “การแสดงละคร” ตบตาคนรอบข้าง

สรุปภาพรวม 8/10 คะแนน

“ความบันเทิงรสจัดจ้าน ที่เสิร์ฟพร้อมยาพิษเคลือบน้ำตาล”

The Housemaid (2025) อาจไม่ใช่หนังที่จะคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และอาจมีช่องโหว่ (Plot holes) ในเรื่องตรรกะอยู่บ้างตามสไตล์หนังแนวนี้ แต่ถ้าคุณมองหาหนังที่

  1. ดูสนุก ลุ้นระทึก และวางตาไม่ได้
  2. มีการแสดงระดับท็อปฟอร์ม ของ Amanda Seyfried ที่คุณจะต้องจดจำ
  3. งานภาพสวยงาม โปรดักชั่นดีไซน์เลิศหรู

หนังเรื่องนี้คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ มันคือหนังที่สร้างมาเพื่อ “โรงภาพยนตร์” อย่างแท้จริง เพราะบรรยากาศการลุ้นไปพร้อมกับคนทั้งโรง และเสียงฮือฮาเมื่อจุดหักมุมถูกเฉลย คือประสบการณ์ที่สตรีมมิ่งให้ไม่ได้

คำแนะนำสุดท้าย จงเดินเข้าไปดูด้วยสมองที่โล่งที่สุด อย่าพยายามจับผิดตรรกะความเป็นจริงมากนัก แล้วปล่อยให้ “ความบ้าคลั่งของแม่บ้านและเจ้านาย” พาคุณนั่งรถไฟเหาะตีลังกาไปจนจบเรื่อง รับรองว่าคุณจะเดินออกจากโรงพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก… แบบเดียวกับมิลลี่แน่นอน

นี่คือรายชื่อนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง “The Housemaid ความลับแม่บ้านร้าย” (2025) พร้อมประวัติโดยย่อและผลงานเด่นครับ ทีมแคสติ้งเรื่องนี้ถือว่าเลือกมาได้น่าสนใจมาก เพราะเป็นการรวมตัวของนักแสดงที่มีเสน่ห์ดึงดูดและเหมาะกับบทบาทอย่างเหลือเชื่อ

1. ซิดนีย์ สวีนีย์ (Sydney Sweeney)

รับบท มิลลี่ (Millie Calloway) – สาวใช้ที่มีอดีตลึกลับ

  • ประวัติย่อ ซิดนีย์คือนักแสดงสาวดาวรุ่งที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ เธอเริ่มต้นจากบทเล็กๆ ก่อนจะแจ้งเกิดเต็มตัวจากซีรีส์ดราม่าวัยรุ่นที่หนักหน่วง เธอมีจุดเด่นที่สายตาซึ่งสามารถถ่ายทอดความไร้เดียงสาและความเจ็บปวดไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งเหมาะมากกับบท “มิลลี่” ที่ต้องแกล้งทำตัวใสซื่อเพื่อเอาตัวรอดในบ้านคนรวย
  • ผลงานเด่น
    • Euphoria (รับบท Cassie – บทบาทแจ้งเกิดที่โชว์พลังการแสดงอารมณ์สุดขั้ว)
    • Anyone But You (หนังรอมคอมที่พิสูจน์ความเป็นนางเอกแม่เหล็ก)
    • The White Lotus Season 1 (บทสาววัยรุ่นปากร้ายที่น่าหมั่นไส้)

2. อะแมนดา ไซเฟร็ด (Amanda Seyfried)

รับบท นีน่า วินเชสเตอร์ (Nina Winchester) – คุณนายไฮโซผู้แปรปรวน

  • ประวัติย่อ อะแมนดาเป็นนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูดที่มีประสบการณ์สูง เธอเริ่มต้นจากการเป็นวัยรุ่นหน้าเก๋ในหนังตลก ก่อนจะพิสูจน์ฝีมือในบทดราม่าหนักๆ การมารับบท “นีน่า” ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญที่เธอต้องเล่นเป็นคนที่มีสภาวะจิตใจไม่ปกติ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซึ่งต้องใช้ทักษะการแสดงที่ละเอียดและคาดเดาไม่ได้
  • ผลงานเด่น
    • Mean Girls (บท Karen สาวผมบลอนด์สุดโก๊ะในตำนาน)
    • Mamma Mia! (บท Sophie ที่โชว์ทักษะการร้องเพลง)
    • The Dropout (ซีรีส์ที่เธอเล่นเป็น Elizabeth Holmes ได้เหมือนจนน่ากลัว และคว้ารางวัล Emmy มาครอง)

3. แบรนดอน สเคลนาร์ (Brandon Sklenar)

รับบท แอนดรูว์ วินเชสเตอร์ (Andrew Winchester) – สามีผู้สมบูรณ์แบบ (หรือเปล่า?)

  • ประวัติย่อ แบรนดอนเป็นนักแสดงหนุ่มหล่อมาดเข้มที่กำลังไต่ระดับความดังขึ้นมาเรื่อยๆ เขาโดดเด่นในบทผู้ชายอบอุ่นแต่ดูลึกลับ หรือบทคาวบอยดิบเถื่อน ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูภูมิฐานและสายตาที่ชวนฝัน ทำให้เขาเหมาะกับบท “แอนดรูว์” ผู้ชายที่สาวๆ ทุกคน (รวมถึงมิลลี่) ต่างหลงใหล แต่ภายใต้ความหล่อนั้นซ่อนอะไรไว้ต้องไปดู
  • ผลงานเด่น
    • It Ends with Us (รับบท Atlas Corrigan รักแรกของนางเอก)
    • 1923 (ซีรีส์ภาคแยกของ Yellowstone ที่เขาได้รับคำชมอย่างมาก)

4. มิเคเล มอร์โรเน (Michele Morrone)

รับบท เอ็นโซ (Enzo) – คนสวนสุดเซ็กซี่

  • ประวัติย่อ นักแสดงและนายแบบชาวอิตาลีที่โด่งดังเป็นพลุแตกจากบทมาเฟียสุดร้อนแรง เขาคือตัวแทนของความ “อันตรายที่น่าหลงใหล” การมารับบทคนสวนในเรื่องนี้ถือเป็นตัวละครที่มาเติมเชื้อไฟให้กับความตึงเครียดในบ้าน และเขามักจะรู้เห็นอะไรบางอย่างที่คนในบ้านพยายามปกปิด
  • ผลงานเด่น
    • 365 Days (หนัง Erotic Thriller ที่ทำให้เขากลายเป็น Sex Symbol ระดับโลก)

นักแสดงสมทบอื่นๆ

  • Indiana Elle รับบท Cecelia Winchester (ลูกสาวของนีน่าและแอนดรูว์ ที่มักสร้างปัญหาให้มิลลี่)
  • Elizabeth Perkins รับบท Evelyn Winchester (แม่สามีผู้ทรงอิทธิพล)

ผู้กำกับ

  • พอล ฟีก (Paul Feig) ผู้กำกับที่เชี่ยวชาญทั้งแนวตลกและระทึกขวัญ (เจ้าของผลงาน A Simple Favor และ Bridesmaids) ซึ่งรับประกันได้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีทั้งความลุ้นระทึกและสไตล์ที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใครครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *