เรื่องย่อของภาพยนตร์แอ็กชัน The Last Gunfight (2025) หรือในชื่อไทย ดวลเดือด สังเวียนระห่ำ ครับ
ข้อมูลทั่วไป (Movie Info)
- ชื่อเรื่อง The Last Gunfight (ดวลเดือด สังเวียนระห่ำ)
- ปีที่ฉาย 2025
- แนว แอ็กชัน / ทริลเลอร์ / ศิลปะการต่อสู้
- ผู้กำกับ James Bamford (อดีตสตันท์แมนและผู้กำกับคิวบู๊จากซีรีส์ Arrow)
- นักแสดงนำ Jon Voight, Adam Woodward, Charlotte Vega, Daniel Bernhardt

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวของทัวร์นาเมนต์ใต้ดินสุดโหดเหี้ยมที่รวบรวมเอานักฆ่าฝีมือพระกาฬจากทั่วโลกมาห้ำหั่นกันจนกว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวเพื่อชิงเงินรางวัลมหาศาล แต่เบื้องหลังการแข่งขันนองเลือดนี้ กลับมี “ทีมมหากาฬ” ทีมหนึ่งที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะผู้เข้าแข่งขัน
เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่เงินรางวัล แต่เป็นภารกิจเสี่ยงตายเพื่อเจาะระบบ แทรกซึม และเปิดโปง “มาสเตอร์ไมนด์” (รับบทโดย Jon Voight) ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังความตายเหล่านี้ พวกเขาต้องเอาตัวรอดจากการไล่ล่าของนักฆ่าคนอื่น พร้อมกับทำภารกิจล้มกระดานเกมวิปริตนี้ให้ได้ก่อนที่เวลาจะหมดลง
บทรีวิว (Review)
1. จุดเด่น คิวบู๊ที่ดุดัน สไตล์คนทำหนังสตันท์ เนื่องจากผู้กำกับ James Bamford มีพื้นฐานมาจากงานสตันท์และออกแบบคิวบู๊ (Stunt Coordinator) ให้กับซีรีส์ดังๆ อย่าง Arrow ทำให้ฉากแอ็กชันในเรื่องนี้คือจุดขายหลัก ท่าทางการต่อสู้ดูสมจริง รุนแรง และมีการออกแบบฉากต่อสู้มือเปล่า (Hand-to-Hand Combat) ที่ดูสนุกสำหรับคอหนังสายบู๊ โดยเฉพาะการได้ Daniel Bernhardt (ตำนานจาก Bloodsport ภาคต่อ และ John Wick) มาร่วมแสดง ช่วยยกระดับฉากต่อสู้ให้น่าดูขึ้นมาก
2. พล็อตเรื่อง สูตรสำเร็จหนังเกรดบี (B-Movie) เนื้อหาของหนังมาในทรง “ทัวร์นาเมนต์นักฆ่า” ซึ่งเป็นพล็อตที่ค่อนข้างซ้ำซากและเดาทางได้ง่าย คล้ายกับหนังอย่าง The Tournament (2009) หรือ The Condemned บทภาพยนตร์อาจจะไม่ได้มีความลึกซึ้งหรือหักมุมซับซ้อนมากนัก เน้นดูเอามันส์แบบไม่ต้องคิดเยอะ
3. งานภาพและโปรดักชัน งานภาพมีกลิ่นอายของหนังแผ่นหรือหนังลงสตรีมมิ่ง (VOD) อย่างชัดเจน แม้จะไม่ได้มีทุนสร้างระดับ Blockbuster แต่ก็พยายามชดเชยด้วยการจัดแสงและมุมกล้องที่เน้นความดิบเถื่อน อย่างไรก็ตาม ซีจี (CGI) ในบางฉากอาจจะดูลอยๆ หรือไม่เนียนตาบ้างตามงบประมาณ
4. นักแสดง การได้ดารารุ่นใหญ่อย่าง Jon Voight มาร่วมแสดงช่วยเพิ่มความขลังให้กับหนังได้บ้างในบทตัวร้าย แม้บทบาทอาจจะไม่ได้เยอะมากตามสไตล์ดาราเบอร์ใหญ่รับเชิญในหนังเกรดรอง ส่วนนักแสดงนำคนอื่นๆ ทำหน้าที่ในฉากแอ็กชันได้ดี แต่ในพาร์ทดราม่าอาจจะยังดูแข็งๆ ไปบ้าง

สรุป (Verdict)
The Last Gunfight เป็นหนังแอ็กชันสูตรสำเร็จที่สร้างมาเพื่อตอบโจทย์คนที่โหยหาหนังแนว “ลานประลอง” หรือ “Battle Royale” แบบดิบๆ ถ้าคุณคาดหวังพล็อตเรื่องที่คมคายหรือโปรดักชันอลังการ คุณอาจจะผิดหวัง แต่ถ้าคุณเป็นแฟนหนังที่เน้น “คิวบู๊สวย ต่อยหนัก ยิงกันสนั่น” และชอบดูนักแสดงสตันท์ฝีมือดีวาดลวดลาย เรื่องนี้ถือว่าดูแก้เบื่อได้เพลินๆ ครับ
นี่คือรีวิวฉบับเจาะลึกแบบ “จัดเต็ม” ในสไตล์การเล่าเรื่องชวนคุย วิเคราะห์เจาะลึกถึงแก่นของภาพยนตร์เรื่อง The Last Gunfight (2025) หรือ ดวลเดือด สังเวียนระห่ำ โดยเน้นไปที่ความรู้สึก การตีความ และบทวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมทั้งหมดโดยไม่ต้องพึ่งพาแค่เรื่องย่อครับ
บทวิจารณ์ฉบับเจาะลึก The Last Gunfight (2025)
“เมื่อกระสุนคือนามบัตร และความตายคือตั๋วผ่านทาง บทพิสูจน์ศักดิ์ศรีในสังเวียนนรก”
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมากับยุคทองของหนังแอ็กชันเกรดบี (B-Movie Action) ในร้านเช่าวิดีโอ หรือหลงใหลในกลิ่นคาวเลือดผสมดินปืนแบบหนังยุค 90s ที่ไม่ต้องพึ่งพา CGI ระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบไร้เหตุผล แต่เน้นไปที่ “จิตวิญญาณของการต่อสู้” ผมบอกเลยว่า The Last Gunfight คือจดหมายรักที่เขียนถึงคุณโดยเฉพาะ
หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่จะไปกวาดรางวัลออสการ์ และผู้กำกับ James Bamford เองก็รู้ดีว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ เขาไม่ได้กำลังสร้างงานศิลปะที่ซับซ้อน แต่เขากำลังสร้าง “สวนสนุก” สำหรับคนที่ชอบเห็นคนต่อยกัน และนี่คือบทวิเคราะห์แบบคำต่อคำ ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงน่าสนใจในแบบฉบับของมันเอง
1. แกะรอยเนื้อหา ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา (Narrative & Storytelling)
เราต้องยอมรับความจริงกันก่อนข้อหนึ่งครับว่า พล็อตเรื่องแนว “Battle Royale” หรือ “ทัวร์นาเมนต์นักฆ่า” เนี่ย มันเป็นอะไรที่ถูกทำมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ Enter the Dragon ยัน John Wick ภาคหลังๆ หรือแม้แต่ The Condemned แต่สิ่งที่ทำให้ The Last Gunfight แตกต่างออกไป และผมอยากชวนให้คุณมองลึกลงไป คือ “วิธีการเล่าเรื่องภายใต้ข้อจำกัด”
เรื่องราวไม่ได้แค่โยนคนเก่งๆ เข้ามาฆ่ากันเฉยๆ แต่มันมีการซ้อนทับของเลเยอร์ (Layer) ที่น่าสนใจ คือการที่มี “ทีมปฏิบัติการ” แฝงตัวเข้ามาในเกม มันเปลี่ยนไดนามิกของหนังจาก “หนังเอาตัวรอดคนเดียว” (Lone Wolf) ให้กลายเป็น “หนังจารกรรมผสมเอาตัวรอด” (Heist meets Survival)
ความฉลาดของการเขียนบท สิ่งที่ผมชอบคือ บทหนังพยายามเล่นกับ “ความหวาดระแวง” ครับ ในหนังแนวนี้ ปกติเราจะรู้ว่าใครดีใครเลวชัดเจน แต่ใน The Last Gunfight การที่ตัวเอกต้องแฝงตัวเข้าไป มันทำให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” พวกเขาต้องเล่นตามเกมฆ่าคนอื่นเพื่อความแนบเนียน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความเป็นมนุษย์และทำภารกิจให้สำเร็จ
จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ในช่วงแรกอาจจะดูอืดไปนิดสำหรับการปูพื้นตัวละคร แต่เมื่อเสียงระฆังเริ่มการแข่งขันดังขึ้น หนังก็ใส่เกียร์ห้าและแทบไม่แตะเบรกอีกเลย การเขียนบทที่เน้นสถานการณ์บีบคั้น (Tension) มากกว่าดราม่าฟูมฟาย ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ผู้เขียนบทรู้ดีว่าคนดูไม่ได้มาดูหนังเรื่องนี้เพื่อร้องไห้ แต่มาเพื่อลุ้นจนตัวเกร็ง
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่ต้องพูดถึงคือ “ตรรกะตัวร้าย” บางครั้งแรงจูงใจของ The Mastermind (รับบทโดย Jon Voight) ก็ดูจะเป็นตัวร้ายการ์ตูนไปหน่อย คือรวย ลึกลับ และอยากเห็นคนตายเพื่อความบันเทิง ซึ่งมันคลาสสิกแต่มันแบนราบ (Flat) ไปนิด ถ้าบทขยี้ปมจิตวิทยาของตัวร้ายได้มากกว่านี้ หนังจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้นครับ

2. งานภาพและสุนทรียะแห่งความรุนแรง (Visuals & Cinematography)
มาถึงส่วนที่ผมอยากจะพูดถึงที่สุด และคิดว่าเป็น “พระเอกตัวจริง” ของหนังเรื่องนี้ นั่นคืองานภาพครับ
โทนสีและแสงเงา (Lighting & Color Grading) ลืมภาพหนังแอ็กชันสว่างๆ ไปได้เลย เรื่องนี้ผู้กำกับภาพเลือกใช้โทนสีที่ “ดิบและสกปรก” (Gritty and Dirty) อย่างตั้งใจ เราจะเห็นการใช้แสงแบบ High Contrast คือเงามืดก็มืดสนิท ส่วนแสงสว่างก็มักจะเป็นแสงไฟนีออน หรือแสงจากหลอดไฟเก่าๆ ในโกดังร้าง มันให้อารมณ์แบบหนังนัวร์ (Noir) ที่ผสมความทันสมัยเข้าไป
การเกรดสีจะออกไปทางโทนเย็น (ฟ้า-เขียว) ในฉากวางแผน และเปลี่ยนเป็นโทนร้อน (ส้ม-แดง) เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น เป็นจิตวิทยาทางสีที่สื่อถึง “ความสงบก่อนพายุ” และ “นรกแตก” ได้อย่างชัดเจน
มุมกล้อง (Camera Work) เนื่องจาก James Bamford ผู้กำกับโตมาจากสายสตันท์ (เขาคือคนที่ทำคิวบู๊ให้ซีรีส์ Arrow) เขาเข้าใจหัวใจสำคัญของฉากแอ็กชันดีที่สุด นั่นคือ “อย่าเขย่ากล้องจนคนดูอ้วก” (No Shaky Cam)
ในยุคที่หนังหลายเรื่องชอบใช้การตัดต่อเร็วๆ เพื่อปกปิดคิวบู๊ที่ไม่เนียน The Last Gunfight กลับทำตรงกันข้าม กล้องมักจะถอยออกมาในระยะ Wide Shot หรือ Medium Shot เพื่อให้เราเห็นท่วงท่า การเตะ การต่อย และวิถีกระสุนอย่างชัดเจน เหมือนเรากำลังนั่งดูมวยคู่เอกอยู่ข้างเวที การเคลื่อนกล้องมีความลื่นไหล (Fluidity) สอดคล้องไปกับการเคลื่อนไหวของนักแสดง ทำให้ฉากต่อสู้ดูเหมือนการเต้นรำที่อันตรายมากกว่าแค่การมั่วสุมกัน
เอฟเฟกต์ (VFX vs Practical) มีจุดที่น่าชื่นชมและจุดที่ต้องติเล็กน้อย จุดที่น่าชื่นชมคือการใช้ Practical Effects หรือเอฟเฟกต์ของจริง พวกควัน ระเบิด หรือข้าวของพังเสียหาย มันดูสมจริงและมีน้ำหนัก แต่ในส่วนของเลือดสาด (Blood Squibs) บางฉากยังดูออกว่าเป็น CGI ที่ลอยๆ ไปบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของหนังงบประมาณระดับนี้ แต่มันก็ไม่ได้ทำลายอรรถรสโดยรวมแต่อย่างใด

3. การแสดง เมื่อดารารุ่นเก๋าปะทะเลือดใหม่ (Acting Performance)
การคัดเลือกนักแสดง (Casting) ของหนังเรื่องนี้ถือว่า “ฉลาดเลือก” มากครับ เป็นการผสมผสานระหว่างชื่อชั้นบารมี กับ ทักษะทางร่างกาย
Jon Voight (รับบท The Mastermind) การที่มีชื่อ Jon Voight แปะอยู่บนโปสเตอร์ มันยกระดับหนังเรื่องนี้ให้ดู “แพง” ขึ้นมาทันที แม้ว่าอายุอานามของปู่ Jon จะมากแล้ว และบทบาทส่วนใหญ่คือการนั่งสั่งการหรือพูดประโยคคมๆ ผ่านจอมอนิเตอร์ แต่เชื่อไหมครับว่า “พลังดารา” (Star Power) ของเขายังขลังอยู่ ทุกครั้งที่กล้องจับไปที่แววตาของเขา เราจะรู้สึกได้ถึงความอำมหิตและความเยือกเย็นของคนที่มองชีวิตคนอื่นเป็นแค่หมากกระดานหนึ่ง เขาไม่ได้เล่นใหญ่ (Overact) แต่เขาเล่นแบบ “นิ่งแต่ลึก” น้ำเสียงที่แหบพร่ายิ่งเพิ่มความน่าเกรงขาม ทำให้เรารู้สึกว่าไอ้ตัวร้ายคนนี้มันอันตรายจริงๆ แม้ว่ามันจะไม่ได้ถือปืนก็ตาม
Daniel Bernhardt (ตัวขโมยซีน) ถ้า Jon Voight คือมันสมอง Daniel Bernhardt คือ “กล้ามเนื้อ” ของหนังเรื่องนี้ ใครที่เป็นแฟนหนังแอ็กชันจะคุ้นหน้าเขาดีจาก John Wick หรือ Bloodsport ภาคต่อ ในเรื่องนี้เขารับบทเป็นหนึ่งในนักฆ่าที่อันตรายที่สุด การแสดงของเขาไม่ได้ใช้คำพูดเยอะครับ แต่ใช้ “ร่างกาย” สื่อสาร ท่าทางการเดิน การมอง การจับอาวุธ มันดูเป็นมืออาชีพมากๆ (Professional Killer) เขาทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าผู้ชายคนนี้ฆ่าคนมาเป็นร้อยโดยไม่กะพริบตา ฉากดวลเดี่ยวของเขาคือไฮไลต์ที่ห้ามกะพริบตา เขาสามารถถ่ายทอดความดุดันและความสวยงามของศิลปะการต่อสู้ได้ดีที่สุดในเรื่อง
นักแสดงนำ (Adam Woodward & Charlotte Vega) สำหรับคู่พระนาง เคมีของทั้งคู่ถือว่าสอบผ่านครับ แม้จะไม่ได้หวือหวาแบบคู่รักในหนังโรแมนติก แต่ในฐานะ “คู่หูร่วมตาย” (Partners in Crime) พวกเขาทำได้ดี Adam Woodward สื่ออารมณ์ความกดดันได้ดีในฉากที่ต้องตัดสินใจยากๆ ส่วน Charlotte Vega ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอไม่ใช่แค่ตัวประกอบสวยๆ แต่เป็นตัวละครหญิงที่แกร่งและพึ่งพาได้จริง สีหน้าของเธอในฉากต่อสู้ดูมุ่งมั่นและเจ็บจริง ซึ่งช่วยให้คนดูเอาใจช่วยได้ง่ายขึ้น
4. เจาะลึกคิวบู๊ (The Action Choreography)
ขอแยกส่วนนี้ออกมาพูดถึงเป็นพิเศษ เพราะนี่คือ “หัวใจ” ของ The Last Gunfight
สไตล์การต่อสู้ในเรื่องนี้เป็นแบบผสมผสาน (Hybrid) ครับ เราจะได้เห็นทั้ง
- Gun-Fu การใช้ปืนระยะประชิดผสมการต่อสู้มือเปล่า สไตล์ John Wick แต่มีความดิบกว่า ไม่ได้พริ้วไหวเหมือนเต้นบัลเลต์ แต่ดูหนักหน่วงเหมือนการทุบด้วยค้อน
- Tactical Combat การเคลื่อนที่แบบยุทธวิธี การเคลียร์ห้อง การใช้อาวุธที่มีอยู่รอบตัว ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลตามหลักยุทธวิธีทหาร (ซึ่งสะท้อนความใส่ใจของผู้กำกับ)
- Brutal Brawl ฉากสู้มือเปล่าที่เน้นความเจ็บปวด เสียงกระดูกหัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อ มันถูกออกแบบมาให้ดู “เจ็บจริง” ไม่ใช่แค่แตะเบาๆ แล้วกระเด็น
สิ่งที่ผมชอบคือ “พัฒนาการของฉากต่อสู้” ช่วงแรกๆ การต่อสู้จะเป็นระเบียบแบบแผน แต่พอเรื่องดำเนินไปถึงช่วงท้าย เมื่อตัวละครเหนื่อยล้าและบาดเจ็บ ท่าทางจะเริ่มสะเปะสะปะมากขึ้น กลายเป็นการตะลุมบอนที่ใช้สัญชาตญาณล้วนๆ ซึ่งนี่แหละคือความสมจริง (Realism) ที่หนังแอ็กชันดีๆ ควรจะมี
บทสรุปและวิจารณ์ภาพรวม (The Final Verdict)
The Last Gunfight (2025) ไม่ใช่หนังที่พยายามจะเป็นสิ่งที่มันไม่ได้เป็น มันไม่พยายามจะสอนปรัชญาชีวิต หรือเสียดสีสังคมการเมืองแบบลึกซึ้ง แต่มันรู้ตัวดีว่ามันคือ “ความบันเทิงรสเผ็ดร้อน”
ถ้าเปรียบเป็นอาหาร เรื่องนี้ไม่ใช่สเต็กหรูในโรงแรมห้าดาว แต่มันคือ “ผัดกะเพราเนื้อโคขุนรสจัดจ้าน” ข้างทาง ที่ถึงแม้ร้านจะดูธรรมดา จานชามอาจจะบิ่นบ้าง แต่รสชาติที่เข้าปากคำแรก มันระเบิดความอร่อยและความสะใจออกมาจนคุณต้องกินจนหมดจาน
จุดที่น่าเสียดาย
- บทพูดบางช่วงที่เชย (Cliché) เหมือนหลุดมาจากหนังยุค 80s
- CGI เลือดที่บางทีก็ขัดตา
- ตัวละครประกอบบางตัวตายง่ายไปหน่อย ทั้งที่ปูมาว่าเก่ง
จุดที่ต้องปรบมือ
- การกำกับคิวบู๊ระดับ A-List ในหนังเกรดรอง
- การแสดงของ Daniel Bernhardt และบารมีของ Jon Voight
- การเล่าเรื่องที่กระชับ ฉับไว ไม่ยืดเยื้อ
- งานภาพที่สร้างบรรยากาศกดดันได้ดีเยี่ยม
คำตัดสินสุดท้าย หากคุณกำลังมองหาหนังที่จะเปิดดูในคืนวันศุกร์ พร้อมป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มเย็นๆ เพื่อปลดปล่อยความเครียดจากการทำงาน โดยต้องการเสพความมันส์จากการต่อสู้ที่ดุเดือด สมจริง และไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน The Last Gunfight คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดครับ มันคือหนังที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบในกรอบของตัวเอง
คะแนนความพึงพอใจ
- เนื้อเรื่อง 6.5/10 (สูตรสำเร็จ แต่เล่าสนุก)
- งานภาพ 7.5/10 (ดิบ เถื่อน และมีสไตล์)
- การแสดง 7/10 (Jon Voight และ Daniel Bernhardt แบกหนังได้ดี)
- ความมันส์ 8.5/10 (คิวบู๊คือของจริง)
“ดวลเดือด สังเวียนระห่ำ… ไม่ใช่แค่การยิงกัน แต่มันคือศิลปะแห่งการเอาตัวรอดที่คุณต้องดู!”
สำหรับนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง The Last Gunfight (2025) หรือ ดวลเดือด สังเวียนระห่ำ มีรายชื่อและประวัติโดยย่อดังนี้ครับ
1. Jon Voight (จอน วอยต์)
- รับบท The Mastermind (ผู้อยู่เบื้องหลังการแข่งขัน)
- ประวัติ นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูดและเป็นคุณพ่อของ Angelina Jolie เขาเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง Midnight Cowboy (1969) ซึ่งส่งให้เขาเข้าชิงออสการ์ครั้งแรก และสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้จากเรื่อง Coming Home (1978)
- ผลงานเด่นอื่นๆ Deliverance, Heat, Mission Impossible (ภาคแรก), Transformers และซีรีส์ดังอย่าง Ray Donovan
2. Adam Woodward (อดัม วูดวาร์ด)
- รับบท Steve (หนึ่งในทีมพระเอกที่แฝงตัวเข้ามา)
- ประวัติ นักแสดงและนายแบบชาวอังกฤษ เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนายแบบก่อนจะผันตัวเข้าสู่วงการบันเทิง เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักรจากบทบาท “Brody Hudson” ในละครทีวียอดฮิตเรื่อง Hollyoaks ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล Best Male Dramatic Performance จากเวที British Soap Awards ในปี 2019
- สไตล์ มักได้รับบทหนุ่มหล่อที่มีปมดราม่า แต่ในเรื่องนี้เขาพลิกบทบาทมาเป็นสายบู๊เต็มตัว
3. Charlotte Vega (ชาร์ลอตต์ เวก้า)
- รับบท (ตัวละครนำฝ่ายหญิง / ทีมพระเอก)
- ประวัติ นักแสดงสาวชาวสเปน-อังกฤษ ที่มีใบหน้าเป็นเอกลักษณ์ เธอเกิดที่มาดริดแต่เติบโตมาในครอบครัวที่พูดภาษาอังกฤษ ทำให้เธอสามารถรับงานแสดงได้หลากหลายทั้งในสเปนและระดับสากล เธอเริ่มเป็นที่จดจำจากหนังสยองขวัญและระทึกขวัญ
- ผลงานเด่นอื่นๆ รับบทนำใน Wrong Turn (2021) เวอร์ชันรีบูต, The Lodgers, American Assassin และซีรีส์ Warrior Nun
4. Daniel Bernhardt (แดเนียล เบิร์นฮาร์ด)
- รับบท (นักฆ่าฝีมือพระกาฬ / คู่ปรับตัวฉกาจ)
- ประวัติ นักแสดงและผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ชาวสวิส เขาคือหนึ่งในศิษย์เอกของวงการหนังแอ็กชันยุค 90s โดยเริ่มแจ้งเกิดจากการมารับบทแทน Jean-Claude Van Damme ในภาคต่อของ Bloodsport ปัจจุบันเขากลายเป็นนักแสดงขาประจำในหนังแอ็กชันฟอร์มยักษ์และยังเป็นเทรนเนอร์คิวบู๊ให้กับดาราหลายคน
- ผลงานเด่นอื่นๆ รับบทเอเจนต์ใน The Matrix Reloaded, ตัวร้ายใน John Wick (ภาคแรก), Atomic Blonde และ Nobody
หากคุณสนใจประวัติของนักแสดงสมทบท่านอื่นเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้นะครับ movieseries