เรื่องย่อของภาพยนตร์ The Long Walk (2025) หรือในชื่อไทยที่มักเรียกกันว่า “เกมเดินมรณะ” ภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวดิสโทเปียที่ดัดแปลงจากนิยายคลาสสิกของ Stephen King (ภายใต้นามปากกา Richard Bachman) ซึ่งเข้าฉายไปเมื่อช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมาครับ
ข้อมูลทั่วไป
- ชื่อเรื่อง The Long Walk (2025)
- ผู้กำกับ Francis Lawrence (จาก The Hunger Games, I Am Legend)
- นักแสดงนำ Cooper Hoffman (รับบท Ray Garraty), David Jonsson (รับบท McVries), Mark Hamill (รับบท The Major)
- แนว Dystopian / Survival Thriller / Psychological Horror

เรื่องย่อ (Synopsis)
ในโลกอนาคตอันใกล้ (หรือโลกคู่ขนานยุค 70s) ที่สหรัฐอเมริกาถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จภายใต้การนำของ “The Major” (รับบทโดย Mark Hamill) ในทุกๆ ปี รัฐบาลจะจัดการแข่งขันสุดโหดที่เรียกว่า “The Long Walk” เพื่อความบันเทิงและการควบคุมฝูงชน
กฎของการแข่งขันนั้นเรียบง่ายแต่โหดร้าย
- เด็กหนุ่มวัยรุ่นจำนวน 50 คน (ปรับลดจาก 100 ในนิยาย) จากรัฐต่างๆ จะต้องออกเดินเท้าไปบนถนนไฮเวย์
- ต้องรักษาความเร็วไม่ต่ำกว่า 3 ไมล์ต่อชั่วโมง (หรือประมาณ 4.8 กม./ชม.)
- ห้ามหยุด ห้ามพัก ไม่ว่ากรณีใดๆ
- หากเดินช้ากว่ากำหนด จะได้รับ “คำเตือน” (Warning)
- หากได้รับคำเตือนครบ 3 ครั้ง และยังทำผิดอีก ผู้เข้าแข่งขันคนนั้นจะถูก “กำจัด” (Ticket out) หรือก็คือถูกทหารยิงทิ้งทันทีต่อหน้าเพื่อนร่วมทาง
- การแข่งขันไม่มีเส้นชัย ผู้ชนะคือ “คนสุดท้ายที่เหลือรอดชีวิต” เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งจะได้รางวัลเป็นอะไรก็ได้ที่ตนปรารถนาไปตลอดชีวิต
เรื่องราวโฟกัสไปที่ Ray Garraty (Cooper Hoffman) เด็กหนุ่มจากรัฐเมน ที่ตัดสินใจลงสมัครด้วยเหตุผลส่วนตัว เขาต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าทางกาย จิตใจที่ค่อยๆ แตกสลาย และมิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นอย่างจำยอมกับเพื่อนร่วมชะตากรรมอย่าง McVries และ Stebbins ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปลิดชีพคนที่เดินไม่ไหวทีละคน
รีวิว (Review)
คะแนน ⭐⭐⭐⭐ (8/10) – “โหดร้าย หดหู่ แต่ละสายตาไม่ได้”
1. บรรยากาศที่กดดันและสมจริง ผู้กำกับ Francis Lawrence ซึ่งเคยทำ The Hunger Games มาแล้ว เลือกที่จะไม่ทำให้เรื่องนี้เป็นหนังแอ็กชันแฟนตาซีหวือหวา แต่กลับนำเสนอในทิศทางที่ “ดิบและสมจริง” (Grounded) มากกว่า ความน่ากลัวของหนังไม่ได้มาจากปีศาจ แต่มาจากเสียงเท้าที่ย่ำไปเรื่อยๆ และเสียงปืนที่ดังขึ้นเมื่อมีคนหมดแรง ความกดดันจะค่อยๆ ไต่ระดับจากการเดินเล่นคุยกันในช่วงแรก ไปสู่ความวิปลาสและความตายในช่วงหลัง
2. การแสดงที่แบกหนังทั้งเรื่อง เนื่องจากพล็อตเรื่องคือ “คนเดินคุยกัน” นักแสดงจึงสำคัญมาก Cooper Hoffman (ลูกชายของ Philip Seymour Hoffman) มอบการแสดงที่ยอดเยี่ยมในบท Garraty ที่ดูเป็นคนธรรมดาและเข้าถึงง่าย ส่วน David Jonsson (จาก Alien Romulus) ในบท McVries ก็ขโมยซีนได้ตลอดเวลา เคมีของทั้งคู่ทำให้คนดู “แคร์” ตัวละคร ทั้งที่เรารู้อยู่เต็มอกว่าตอนจบจะมีคนรอดแค่คนเดียว
3. ประเด็นสังคมที่เจ็บแสบ หนังยังคงแก่นของ Stephen King ไว้อย่างครบถ้วน คือการวิพากษ์วิจารณ์สงคราม การส่งเยาวชนไปตายเพื่อความบันเทิงของผู้ใหญ่ และสันดานดิบของมนุษย์เมื่อถูกต้อนให้จนตรอก Mark Hamill ในบท The Major แม้จะออกมาไม่เยอะแต่ทรงพลังและน่าเกรงขามมาก เป็นตัวแทนของอำนาจรัฐที่ไร้ความปรานี
4. จุดสังเกต
- ความเนิบนาบ ด้วยความที่หนังเน้นจิตวิทยาและการเดิน ใครที่คาดหวังฉากสู้กันมันส์ๆ แบบ Battle Royale อาจจะผิดหวัง ช่วงกลางเรื่องอาจจะรู้สึกยืดเยื้อบ้างตามความเหนื่อยของตัวละคร
- ความหดหู่ หนังไม่มีความประนีประนอม (Uncompromising) มันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ใครที่จิตใจอ่อนไหวอาจต้องเตรียมใจ เพราะการเห็นเด็กวัยรุ่นถูกยิงทิ้งทีละคนไม่ใช่สิ่งที่ดูแล้วเจริญใจนัก

สรุป
The Long Walk เวอร์ชั่น 2025 เป็นการดัดแปลงที่เคารพต้นฉบับและทำออกมาได้ถึงใจ มันคือหนังสยองขวัญเชิงจิตวิทยาที่ตั้งคำถามว่า “เราจะยอมเดินไปได้ไกลแค่ไหนเพื่อเอาชีวิตรอด” ใครที่เป็นแฟนนิยาย Stephen King หรือชอบหนังแนวเอาตัวรอดที่เน้นความดราม่าเข้มข้น ห้ามพลาดครับ
นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกจัดเต็ม ในสไตล์ “ภาษาพูด” เหมือนคนคอหนังคุยกัน แตะประเด็นเนื้อหา งานภาพ และการแสดง แบบถึงพริกถึงขิง โดยไม่เน้นเล่าเรื่องย่อซ้ำซากครับ
รีวิวจัดเต็ม The Long Walk (2025) – เมื่อ “ถนน” คือเพชฌฆาต และ “ก้าวเดิน” คือลมหายใจสุดท้าย

ถ้าคุณคิดว่าคุณรู้จักความหดหู่จากหนังแนวเอาตัวรอดอย่าง Hunger Games หรือความโหดจาก Squid Game มาแล้ว ผมอยากให้คุณลบภาพจำพวกนั้นทิ้งไปก่อน แล้วลองเปิดใจให้กับ The Long Walk (2025) เพราะนี่ไม่ใช่หนังแอ็กชันแฟนตาซีที่ขายความเท่ แต่มันคือ “เครื่องบดขยี้จิตวิญญาณ” ในรูปแบบภาพยนตร์ ที่รอคอยการสร้างมานานกว่า 40 ปี (จากนิยายของ Stephen King) และเมื่อมันออกมาแล้ว… บอกได้คำเดียวว่า “จุก” จนพูดไม่ออก
การรีวิวครั้งนี้ ผมจะไม่มานั่งเล่าว่า กฎกติกาคืออะไร (เพราะคุณคงรู้แล้วว่าเดินช้าตาย) แต่เราจะมาคุยกันว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นผลงานที่ทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่งในปี 2025
1. บทและการดำเนินเรื่อง ความเงียบที่ดังกว่าเสียงปืน
สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดของบทภาพยนตร์เรื่องนี้ คือความกล้าที่จะ “ไม่เร่ง” หนังมีความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง และผู้กำกับ Francis Lawrence เลือกที่จะใช้เวลาอย่างคุ้มค่าในการพาเราไปเดินร่วมกับเด็กหนุ่มทั้ง 50 คน (ในหนังปรับจำนวนลงเพื่อให้โฟกัสตัวละครได้ชัดขึ้น)
ช่วงแรก ภาพลวงตาของการผจญภัย หนังหลอกล่อเราในช่วง 30 นาทีแรกได้แนบเนียนมาก บทหนังทำให้เรารู้สึกเหมือนกับตัวละคร Ray Garraty (พระเอก) ที่มองว่าการเดินครั้งนี้คือ “ตั๋วทอง” สู่ความร่ำรวยหรือชื่อเสียง บทสนทนาในช่วงแรกเต็มไปด้วยความคึกคะนอง มุกตลก และการบลัฟกันของวัยรุ่น มันทำให้คนดูอย่างเรา “เผลอ” ผูกพันกับตัวละครโดยไม่รู้ตัว เราเริ่มจำหน้าคนนี้ได้ เริ่มชอบนิสัยคนนั้น หารู้ไม่ว่า… นั่นคือกับดักที่หนังวางไว้เพื่อทำร้ายจิตใจเราในภายหลัง
ช่วงกลาง การกัดกินของจิตวิทยา ความพีคของเนื้อเรื่องไม่ได้อยู่ที่ฉากยิงกัน แต่มันอยู่ที่ “กระบวนการพังทลายของจิตใจ” (Psychological Breakdown) บทหนังเขียนออกมาได้ละเอียดอ่อนมาก เราจะเห็นกราฟของตัวละครที่ค่อยๆ ดิ่งลง จากความมั่นใจ กลายเป็นความเหนื่อยล้า กลายเป็นความกลัว และสุดท้ายคือ “ความบ้าคลั่ง” สิ่งที่น่าสนใจคือ หนังไม่ได้นำเสนอ “ตัวร้าย” ที่เป็นคน แต่ตัวร้ายจริงๆ คือ “ถนน” และ “นาฬิกา” บทเน้นย้ำเรื่องความซ้ำซากจำเจ (Monotony) การเดินก้าวแล้วก้าวเล่าบนถนนไฮเวย์ที่ไม่มีจุดจบ มันบีบคั้นอารมณ์คนดูให้รู้สึกเหนื่อยตามไปด้วย
ความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด สิ่งที่ทำให้บทเรื่องนี้แข็งแรงมาก คือความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร (Bromance) ท่ามกลางความตาย Garraty, McVries และ Stebbins ไม่ได้สู้กันเองเหมือนหนัง Battle Royale ทั่วไป แต่พวกเขาสู้กับ “ขีดจำกัดของตัวเอง” บทสนทนาในช่วงหลังที่คุยกันเรื่องความหมายของชีวิต ความตาย และพระเจ้า ในขณะที่ขาแทบจะก้าวไม่ออก มันทรงพลังและสะเทือนใจมาก มันทำให้เราตั้งคำถามว่า “เรากำลังวิ่งแข่งกันไปเพื่ออะไร ในเมื่อปลายทางอาจจะไม่มีใครชนะจริงๆ”

2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ สวยงามบนความตาย (Visuals & Cinematography)
งานภาพเรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้เลยว่า “กล้าหาญ” มาก ที่จะทำหนัง Road Movie ให้ออกมาดูไม่น่าเบื่อ ทั้งที่โลเคชั่นมีแค่ “ถนน”
ความสมจริงแบบ Hyper-Realism ผู้กำกับภาพเลือกใช้โทนสีที่ดูเป็นธรรมชาติ (Naturalistic) แต่แฝงความอึดอัด ในช่วงกลางวัน แสงแดดไม่ได้ดูอบอุ่น แต่ดู “แผดเผา” เราแทบจะสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่ระยับขึ้นมาจากพื้นยางมะตอย เหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตาตัวละคร และฝุ่นที่เกาะตามผิวหนัง ทุกช็อตมันดูสกปรก เหนอะหนะ และสมจริง จนคนดูรู้สึกกระหายน้ำตาม
การเล่นกับสเกล (Scale) มีการใช้มุมกล้อง Wide Shot ที่ทำให้เห็นขบวนเด็กเดินเป็นจุดเล็กๆ บนถนนสายยาวสุดลูกหูลูกตา ตัดสลับกับทิวทัศน์ที่สวยงามของชนบทอเมริกา ทุ่งข้าวโพด ป่าสน และท้องฟ้าสีคราม ความขัดแย้ง (Contrast) ตรงนี้แหละที่น่าขนลุก คือธรรมชาติรอบตัวมันช่างสวยงามและเงียบสงบ แต่มันกลับไม่ไยดีต่อชะตากรรมของเด็กๆ เหล่านี้เลย ธรรมชาติเป็นเพียง “ฉากหลัง” ที่จ้องมองความตายอย่างเลือดเย็น
ซีนกลางคืน (Night Sequences) นี่คือไฮไลท์ของงานภาพ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน หนังเปลี่ยนโทนไปเป็นหนังสยองขวัญเต็มรูปแบบ แสงไฟจากรถทหาร Half-track ที่สาดส่องลงมาบนหลังของผู้เข้าแข่งขัน มันเหมือน “สปอตไลท์แห่งความตาย” เงาที่ทอดยาว ความมืดมิดสองข้างทางที่ไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ การถ่ายทำฉากกลางคืนเรื่องนี้ทำได้ยอดเยี่ยม มันกดดัน วังเวง และทำให้เรารู้สึกว่าการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในความมืดนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าความตาย
การออกแบบเครื่องแต่งกายและเมคอัพ ต้องชมทีมเมคอัพเอฟเฟกต์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพนักแสดงจากเด็กหนุ่มหน้าใส ให้กลายเป็นเหมือน “ซากศพเดินได้” ทีละนิด รอยแผลพุพองที่เท้า ปากที่แห้งแตก ผิวที่เกรียมแดด และสายตาที่ล่องลอย มันคือ Visual Storytelling ที่ไม่ต้องใช้คำพูดอธิบายว่าพวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง
3. การแสดง แบกหนังด้วยพลังของ “มนุษย์”
เนื่องจากหนังไม่มีฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม สิ่งเดียวที่จะตรึงคนดูได้คือ “นักแสดง” และเรื่องนี้แคสติ้งมาได้ระดับเทพ
Cooper Hoffman (รับบท Ray Garraty) ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ สำหรับลูกชายของ Philip Seymour Hoffman การแสดงของ Cooper ในบท Garraty คือหัวใจของหนังเรื่องนี้ เขาไม่ได้เล่นเป็นฮีโร่ที่เก่งกาจ แต่เขาเล่นเป็น “คนธรรมดา” ที่มีความกลัว มีความอ่อนแอ และมีความเห็นอกเห็นใจ สายตาของเขาในช่วงท้ายเรื่องที่มองเพื่อนร่วมทางถูกยิงทิ้งทีละคน มันว่างเปล่าและแตกสลายจนเราใจหาย เขาทำให้เรารู้สึกว่า Garraty ไม่ได้อยากชนะ เขาแค่อยากกลับบ้าน
David Jonsson (รับบท McVries) คนนี้คือ MVP ที่ขโมยซีนได้ตลอด David Jonsson มอบการแสดงที่ซับซ้อนมาก ในฉากหน้าเขาดูเป็นคนกวนๆ ปากร้าย และขี้โมโห แต่ลึกๆ แล้วเขาคือคนที่ “แคร์” คนอื่นมากที่สุด เคมีระหว่างเขากับ Cooper Hoffman คือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ขับเคลื่อนไปได้ ฉากที่เขาช่วยดึง Garraty ไม่ให้หลับ หรือฉากที่เขาตะโกนด่าทหาร มันแสดงพลังงานที่ล้นเหลือและน่าจดจำ การแสดงของเขาทำให้ฉากจบของตัวละครนี้ เป็นหนึ่งในซีนที่เรียกน้ำตาได้มากที่สุดของปี
Mark Hamill (รับบท The Major) แม้จะออกมาไม่เยอะ แต่ทุกครั้งที่ Mark Hamill ปรากฏตัว บรรยากาศของหนังจะเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นทันที เขาไม่ได้เล่นเป็นตัวร้ายที่หัวเราะเสียงดัง แต่เป็นตัวร้ายที่ “นิ่งสงบ” เขาคือตัวแทนของอำนาจรัฐ ของระบอบเผด็จการที่มองเห็นชีวิตคนเป็นแค่ตัวเลข แววตาหลังแว่นกันแดดและรอยยิ้มมุมปากของเขา มันชวนให้ขนลุกมากกว่าปีศาจในหนังสยองขวัญเสียอีก เป็นการพลิกบทบาทที่ยอดเยี่ยมจาก Luke Skywalker ที่เราคุ้นเคย
นักแสดงสมทบ (The Walkers) ต้องชื่นชมทีมนักแสดงวัยรุ่นทุกคนที่เล่นเป็นผู้เข้าแข่งขัน พวกเขาทำให้เรารู้สึกว่านี่คือกลุ่มเพื่อนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวประกอบที่มายืนให้ครบจำนวน โดยเฉพาะตัวละคร Stebbins (รับบทโดยนักแสดงหน้าใหม่) ที่เล่นได้ลึกลับและน่าหมั่นไส้ในช่วงแรก ก่อนจะระเบิดอารมณ์ในช่วงท้ายที่ทำให้เรารู้ถึงปมหลังของเขา

บทสรุป ทำไมต้องดู?
The Long Walk (2025) ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วจะรู้สึก “บันเทิง” ในความหมายทั่วไป คุณจะไม่ได้เดินออกจากโรงหนังพร้อมรอยยิ้มหรือความสะใจ แต่คุณจะเดินออกมาพร้อมกับ “ความเงียบ” และ “ความคิด” ที่ตีกันในหัว
- ในแง่ภาพยนตร์ นี่คือมาสเตอร์พีซของการดัดแปลงนิยาย Stephen King ที่เคารพต้นฉบับอย่างที่สุด งานภาพสวยงามแต่โหดร้าย การแสดงระดับรางวัล
- ในแง่ความรู้สึก มันคือประสบการณ์ที่เจ็บปวดแต่งดงาม มันสำรวจมุมมืดของจิตใจมนุษย์ สัญชาตญาณการเอาตัวรอด และมิตรภาพที่เกิดขึ้นในเวลาที่เลวร้ายที่สุด
คำเตือน หนังเรื่องนี้ “เรียล” มาก เสียงปืนแต่ละนัดที่ดังขึ้น มันคือเสียงของการพรากชีวิตจริงๆ ไม่มีดนตรีประกอบเร้าอารมณ์เพื่อบิ้วท์ให้ซึ้ง แต่มันคือความตายที่แห้งแล้งและกะทันหัน ใครที่จิตใจอ่อนไหวอาจจะต้องเตรียมใจดีๆ
ถ้าจะให้คะแนนเป็นความรู้สึก ผมคงบอกว่านี่คือหนังที่ “กัดกินใจ” ที่สุดในรอบหลายปี มันทำให้เรามองถนนไฮเวย์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และทำให้เราเห็นคุณค่าของการที่ยังสามารถ “หยุดเดิน” ได้ในชีวิตจริง
คะแนน 9/10 (หัก 1 คะแนน เพราะความหดหู่ที่อาจจะมากเกินไปสำหรับบางคน จนดูจบแล้วดิ่งไปหลายวัน)
“สุดท้ายแล้ว… รางวัลของผู้ชนะ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปเลยแม้แต่น้อย” นี่คือสิ่งที่หนังเรื่องนี้ทิ้งไว้ให้เราคิดครับ
สำหรับนักแสดงหลักในภาพยนตร์เรื่อง The Long Walk (2025) เกมเดินมรณะ นั้น ได้มีการคัดเลือกนักแสดงรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงและฝีมือจัดจ้านมารับบทนำ ผสมผสานกับนักแสดงระดับตำนานเพื่อเพิ่มความขลังให้กับเรื่องราว นี่คือประวัติโดยย่อของนักแสดงหลัก 3 ท่านที่คุณควรรู้จักครับ
1. Cooper Hoffman (คูเปอร์ ฮอฟฟ์แมน)
- รับบท Ray Garraty (เรย์ แกร์ราตี) – ตัวเอกของเรื่อง เด็กหนุ่มวัย 16 ปี จากรัฐเมน ที่ดูเป็นคนธรรมดาที่สุดในกลุ่ม แต่มีจิตใจที่ซับซ้อน
ประวัติโดยย่อ Cooper Hoffman (เกิดปี 2003) เป็นลูกชายแท้ๆ ของ Philip Seymour Hoffman นักแสดงระดับตำนานผู้ล่วงลับ คูเปอร์แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากภาพยนตร์เรื่อง “Licorice Pizza” (2021) ของผู้กำกับ Paul Thomas Anderson ซึ่งบทบาทนั้นทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำทันที แม้จะเป็นผลงานเรื่องแรก
สไตล์การแสดง คูเปอร์มีจุดเด่นที่ความ “เป็นธรรมชาติ” สูงมาก เขาไม่ได้หล่อแบบพิมพ์นิยมฮอลลีวูด แต่มีเสน่ห์แบบคนจับต้องได้ (Everyman) สายตาของเขามักสื่ออารมณ์ความไร้เดียงสาและความสับสนของวัยรุ่นได้ดีเยี่ยม ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับบท Garraty ที่ต้องเป็นตัวแทนของคนดูที่ถูกเหวี่ยงเข้าไปในสถานการณ์โหดร้าย
2. David Jonsson (เดวิด จอนส์สัน)
- รับบท Peter McVries (ปีเตอร์ แม็คฟรีส์) – เพื่อนร่วมทางคนสำคัญของแกร์ราตี เป็นคนฉลาด ปากร้าย แต่มีความจงรักภักดีและเป็นเดอะแบกในเรื่องความสัมพันธ์ของกลุ่ม
ประวัติโดยย่อ นักแสดงชาวอังกฤษผิวสีที่กำลังมาแรงสุดๆ ในช่วงปี 2024-2025 เขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากซีรีส์ “Industry” ของ HBO แต่บทบาทที่ทำให้เขาดังเป็นพลุแตกไปทั่วโลกคือบท “Andy” หุ่นยนต์สังเคราะห์จากภาพยนตร์ “Alien Romulus” (2024) ซึ่งการแสดงในเรื่องนั้นได้รับคำชมอย่างถล่มทลายว่าเขาสามารถเล่นบทดราม่าที่ซับซ้อนได้น่าประทับใจ
สไตล์การแสดง เดวิด จอนส์สัน ขึ้นชื่อเรื่องการแสดงที่ใช้ “พลังงาน” สูงและการใช้สายตา เขาถนัดบทที่มีความขัดแย้งในตัวเอง ทั้งความแข็งแกร่งและความเปราะบาง ซึ่งจำเป็นมากสำหรับบท McVries ตัวละครที่มีปมในใจและมักจะยั่วโมโหทหารอยู่เสมอ
3. Mark Hamill (มาร์ก แฮมิลล์)
- รับบท The Major (เดอะ เมเจอร์) – ผู้นำจอมเผด็จการ ผู้จัดการแข่งขัน The Long Walk ชายผู้เลือดเย็นและน่าเกรงขาม
ประวัติโดยย่อ ตำนานที่ยังมีลมหายใจของวงการฮอลลีวูด คนทั้งโลกรู้จักเขาในนาม Luke Skywalker จากมหากาพย์ “Star Wars” นอกจากนี้เขายังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้เสียงพากย์ Joker (Batman The Animated Series) ที่ดีที่สุดตลอดกาลอีกด้วย
สไตล์การแสดง แม้เราจะติดภาพเขาเป็นฮีโร่ แต่เมื่อมารับบทร้าย มาร์ก แฮมิลล์ จะมีความน่ากลัวแบบลึกซึ้ง เขาใช้เสียงที่ทุ้มต่ำและรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ในการสร้างความกดดัน ในเรื่องนี้เขาแทบไม่ต้องตะโกน แค่ปรากฏตัวก็ทำให้บรรยากาศในหนังดูสิ้นหวังขึ้นมาทันที
4. นักแสดงสมทบอื่นๆ ที่น่าจับตามอง
นอกจาก 3 คนหลักแล้ว ยังมีนักแสดงดาวรุ่งอีกหลายคนที่มาร่วมเดินในขบวนนี้ เช่น
- Roman Griffin Davis น้องหนูที่เคยโด่งดังจาก “Jojo Rabbit” (2019) มารับบทหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน (คาดว่าเป็น Art Baker หรือ Stebbins คนใดคนหนึ่ง) ซึ่งโตขึ้นและฝีมือพัฒนาไปมาก
- Garrett Wareing จากซีรีส์ Manifest มาร่วมรับบทเป็นหนึ่งในผู้เดินกลุ่มหลัก
- Judy Greer นักแสดงมากฝีมือ (จาก Halloween, Jurassic World) มารับบทแม่ของ Garraty ในฉากเปิดเรื่องที่สะเทือนอารมณ์
ทีมนักแสดงชุดนี้ถือเป็นการผสมผสานระหว่าง “สายเลือดใหม่” ที่เปี่ยมพลัง กับ “รุ่นเก๋า” ที่คอยคุมโทนหนัง ทำให้อารมณ์ของ The Long Walk ออกมาเข้มข้นสมจริงครับ movieseries