เรื่องย่อของภาพยนตร์ The Raja Saab ที่มีกำหนดฉายในช่วงมกราคม ปี 2026 ครับ
The Raja Saab (2026)
- แนว สยองขวัญ / คอมเมดี้ / โรแมนติก (Horror-Comedy-Romance)
- ผู้กำกับ Maruthi Dasari
- นักแสดงนำ Prabhas (ประภาส), Malavika Mohanan, Nidhhi Agerwal, Sanjay Dutt, Riddhi Kumar
- กำหนดฉาย 9 มกราคม 2026 (ต้อนรับเทศกาล Sankranti)

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวของชายหนุ่ม (รับบทโดย Prabhas) ที่ประสบปัญหาทางการเงินและต้องการหาทางออกอย่างรวดเร็ว เขาจึงเดินทางไปยังคฤหาสน์เก่าแก่ของตระกูลเพื่อหวังจะขายมรดกชิ้นนี้ทิ้งและนำเงินมาใช้หนี้ แต่เมื่อไปถึง เขากลับพบว่าคฤหาสน์หลังนี้ไม่ได้รกร้างว่างเปล่าอย่างที่คิด
ที่นั่นเขาต้องเผชิญหน้ากับความลึกลับและวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นวิญญาณของปู่ทวดของเขาเองที่รู้จักกันในนาม “Raja Saab” ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลานชายต้องรับมือกับสถานการณ์ชวนขนลุกปนฮา พร้อมกับการถูกวิญญาณบรรพบุรุษเข้าสิง ทำให้เขาแสดงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เรื่องราวจะเข้มข้นขึ้นเมื่อเขาต้องไขปริศนาของตระกูล ต่อสู้กับหมอผีผู้ทรงอิทธิพล (รับบทโดย Sanjay Dutt) และหาทางเอาตัวรอดจากคฤหาสน์ผีสิงแห่งนี้ไปให้ได้
รีวิวและความน่าสนใจ (Review & Highlights)
จากกระแสตอบรับเบื้องต้นและตัวอย่างภาพยนตร์ นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ The Raja Saab น่าจับตามอง
1. การพลิกบทบาทของ Prabhas (Vintage & Fun) หลังจากที่แฟนๆ เห็น Prabhas ในบทบาทแอ็กชันขึงขังมานาน (เช่น Salaar, Kalki 2898 AD) เรื่องนี้ถือเป็นการกลับมาเล่นบทที่ “ผ่อนคลาย” และ “มีเสน่ห์” อีกครั้ง แฟนหนังจะได้เห็นเขาในลุคที่ดูหนุ่มขึ้น มีความขี้เล่น โรแมนติก และจังหวะคอมเมดี้ที่หายไปนาน รวมถึงความท้าทายในการเล่นสลับคาแรคเตอร์ระหว่างหลานชายขี้เล่นกับวิญญาณปู่ทวดที่ดุดัน
2. ส่วนผสมของความหลอนและความฮา (Horror-Comedy) ผู้กำกับ Maruthi ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังแนวบันเทิงที่เข้าถึงง่าย หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นความน่ากลัวแบบเลือดสาด แต่เน้นความบันเทิงแบบ “Mass Entertainer” ที่ดูได้ทั้งครอบครัว มีจังหวะตลก (Comedy Timing) สอดแทรกอยู่ในสถานการณ์สยองขวัญ ซึ่งเป็นแนวที่ตลาดหนังอินเดียถนัด
3. งานภาพและดนตรีประกอบ
- VFX มีการใช้ Visual Effects อย่างหนักเพื่อสร้างบรรยากาศของคฤหาสน์ผีสิงและการต่อสู้กับสิ่งลี้ลับ
- ดนตรี เพลงประกอบโดย S. Thaman ซึ่งเป็นคอมโพสเซอร์มือทอง ช่วยสร้างจังหวะทั้งความตื่นเต้นและความสนุกสนานให้กับหนังได้เป็นอย่างดี
4. นักแสดงสมทบระดับแม่เหล็ก การได้ Sanjay Dutt มารับบทสำคัญ (คาดว่าเป็นตัวร้ายหรือหมอผีที่มีพลังจิต) ช่วยเพิ่มความขลังและความน่าสนใจให้กับการปะทะกันระหว่างพระเอกและตัวร้าย นอกจากนี้ยังมีนางเอกถึง 3 คน (Malavika, Nidhhi, Riddhi) ที่จะมาสร้างสีสันในพาร์ทโรแมนติก

บทสรุป
The Raja Saab คือหนังสูตรสำเร็จที่ตั้งใจทำมาเพื่อความบันเทิงโดยเฉพาะ เป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องผีสางกับความตลกขบขันในสไตล์อินเดีย ถ้าคุณชอบหนังแนว Bhool Bhulaiyaa หรือหนังผีตลกของไทย หนังเรื่องนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดีเยี่ยม ถือเป็นโปรแกรมยักษ์ใหญ่ต้อนรับปี 2026 ของวงการหนังเตลูกู (Tollywood) ครับ
นี่คือบทรีวิวเจาะลึกแบบ “จัดเต็ม” สำหรับภาพยนตร์ The Raja Saab (2026) ในสไตล์นักดูหนังคุยกัน เน้นวิเคราะห์เนื้อใน งานภาพ และพลังการแสดง โดยไม่เน้นเล่าเรื่องย่อซ้ำครับ
Review The Raja Saab (2026) – เมื่อ “กบฏ” กลายเป็น “ราชา” และความฮาคืออาวุธใหม่

ถ้าคุณถามผมว่าอะไรคือสิ่งที่แฟนหนังรอคอยมากที่สุดจาก Prabhas (ประภาส) ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คำตอบอาจจะไม่ใช่หนังแอ็กชันล้างผลาญระดับจักรวาลแบบ Kalki 2898 AD หรือความดุดันเลือดสาดแบบ Salaar เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่หลายคนถวิลหาคือ “รอยยิ้ม” และ “เสน่ห์แบบหนุ่มขี้เล่น” ที่หายไปนานนับตั้งแต่ยุค Darling หรือ Mr. Perfect
และในที่สุด The Raja Saab ที่เข้าฉายต้อนรับเทศกาล Sankranti ปี 2026 ก็เปรียบเสมือนจดหมายรักที่ผู้กำกับ Maruthi เขียนถึงแฟนคลับยุคดั้งเดิมของประภาส มันไม่ใช่แค่หนังผีตลก แต่มันคือเวทีโชว์ของที่อนุญาตให้ซูเปอร์สตาร์คนนี้ได้ปลดปล่อยความเครียดและกลับมาเป็น “ที่รัก” ของคนดูอีกครั้ง
นี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึก 3 องค์ประกอบหลักที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังตลาดทั่วไป
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความโกลาหลที่ลงตัว (Narrative & Storytelling)
โจทย์ที่ยากที่สุดของการทำหนังแนว Horror-Comedy ในอินเดีย คือการหาจุดสมดุลระหว่าง “ความขนลุก” กับ “ความขำกลิ้ง” ซึ่งถ้าทำไม่ดี มันจะกลายเป็นหนังตลกคาเฟ่ที่ผีดูปลอม หรือหนังผีที่มุกฝืดจนน่ารำคาญ แต่ Maruthi สอบผ่านจุดนี้ด้วยการใช้ “จังหวะ (Pacing)” ที่แม่นยำมาก
การตีความใหม่ของคำว่า “สยองขวัญ” หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามจะหลอกให้คุณกลัวจนนอนไม่หลับ แต่มันใช้บรรยากาศความน่ากลัวเพื่อ “ปูทาง” ไปสู่มุกตลก หรือฉากโชว์ความเท่ของตัวเอก บทหนังฉลาดมากที่เลือกใช้พล็อตคลาสสิกอย่าง “การกลับมาทวงคืนมรดกในคฤหาสน์ผีสิง” ซึ่งเป็นพล็อตที่เชยสะบัด แต่กลับทำให้สดใหม่ด้วยไดอะล็อกที่ทันสมัยและการจิกกัดขนบธรรมเนียมหนังผีแบบเดิมๆ
ความลึกของตัวละคร สิ่งที่น่าสนใจคือ บทไม่ได้เขียนให้พระเอกเป็นคนเก่งกล้าสามารถตั้งแต่ต้น ตัวละครของประภาสในเรื่องนี้มีความเป็นมนุษย์สูงมาก มีความโลภ (อยากขายบ้าน) มีความกลัว (เมื่อเจอผี) และมีความกวนประสาท (เมื่อต้องเอาตัวรอด) ซึ่งทำให้คนดูเอาใจช่วยได้ง่ายกว่าบทเทพเจ้าผู้ไร้เทียมทานที่เราเห็นกันบ่อยๆ จุดพีคของบทหนังอยู่ที่การเขียนเงื่อนไขของ “วิญญาณ Raja Saab” ที่ไม่ได้มาเพื่อหลอกหลอนอย่างเดียว แต่มาพร้อมกับปมดราม่าครอบครัวที่ซึ้งกินใจแบบคาดไม่ถึง ทำให้หนังมีเลเยอร์ของความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นปู่กับหลานที่แข็งแรง ไม่ใช่แค่หนังวิ่งหนีผีไปวันๆ

จังหวะคอมเมดี้ที่ “เอาอยู่” ต้องชมว่าบทสนทนา (Dialogue) ในเรื่องนี้เขียนมาเพื่อประภาสโดยเฉพาะ มุกตลกหน้าตาย (Deadpan Comedy) ถูกใส่เข้ามาถูกที่ถูกเวลา มันไม่ใช่ตลกสังขาร แต่เป็นตลกสถานการณ์ที่บีบคั้น ความลื่นไหลของการเล่าเรื่องจากฉากโรแมนติกหวานๆ ตัดฉับเข้าสู่ความสยอง และจบด้วยเสียงหัวเราะ ทำได้เนียนตาจนเรารู้สึกว่าเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไปไวมาก
2. งานภาพและสุนทรียะทางศิลปะ ความวิจิตรที่ซ่อนความลึกลับ (Visuals & Cinematography)
ถ้าใครคิดว่าหนังตลกสยองขวัญจะไม่เน้นงานภาพ คุณคิดผิดถนัดสำหรับ The Raja Saab เพราะงานโปรดักชั่นเรื่องนี้เรียกได้ว่า “เล่นใหญ่” สมศักดิ์ศรีทุนสร้าง
Grandeur of the Mansion (ความอลังการของฉาก) พระเอกที่แท้จริงอีกคนของเรื่องคือ “คฤหาสน์” ทีมงานออกแบบฉาก (Production Design) สร้างคฤหาสน์ที่ดูมีชีวิตชีวาและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน การจัดแสง (Lighting) คือหัวใจสำคัญ ในฉากกลางวัน คฤหาสน์ดูสวยงาม โอ่อ่า เหมือนหลุดออกมาจากนิทาน แต่พอตกกลางคืน การใช้แสงเงา (Chiaroscuro) และโทนสีเขียว-ม่วง เข้ามาแทนที่ ทำให้มุมเดิมที่เคยสวยงามกลายเป็นมุมอับที่ชวนขนหัวลุก
Visual Effects (VFX) ที่ยกระดับ ต้องยอมรับว่า CGI ของหนังอินเดียพัฒนาไปไกลมาก ในเรื่องนี้ VFX ไม่ได้ถูกใช้พร่ำเพรื่อเพื่อสร้างสัตว์ประหลาด แต่ถูกใช้เพื่อสร้าง “บรรยากาศ” (Atmosphere) เช่น หมอกควัน การเคลื่อนไหวของวิญญาณ หรือฉากที่ประภาสต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ตอนถูกสิง การทำ De-aging หรือปรับลุคให้ประภาสดูเด็กลงทำได้เนียนตามาก (ดีกว่าเรื่องก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด) ทำให้เราเชื่อสนิทใจว่านี่คือหนุ่มเจ้าสำราญจริงๆ ไม่ใช่การฝืนแต่งตัวกระชากวัย
Cinematography & Colors ผู้กำกับภาพเลือกใช้เลนส์กว้าง (Wide Angle) ในหลายๆ ช็อตเพื่อแสดงความเวิ้งว้างของคฤหาสน์ ทำให้ตัวละครดูตัวเล็กและโดดเดี่ยวเมื่อเทียบกับสถานที่ และมีการใช้สีที่ฉูดฉาด (Vibrant Colors) ในฉากเต้นรำและฉากโรแมนติก ซึ่งตัดกับความมืดหม่นของฉากสยองขวัญอย่างชัดเจน เป็นงานภาพที่ดูแล้ว “อิ่ม” และ “เพลินตา” มากๆ ไม่มีฉากไหนที่รู้สึกว่าภาพแบนหรือขาดมิติเลย
3. การแสดง การคืนฟอร์มของราชันย์ (Acting & Performance)
นี่คือหัวข้อที่ผมอยากจะเน้นย้ำที่สุด เพราะ The Raja Saab คือเวทีโชว์เดี่ยวไมโครโฟนของ Prabhas ที่แท้จริง
Prabhas The Vintage Charm Returns ลืมภาพท่านผู้นำเคร่งขรึมจาก Salaar ไปก่อนเลย ในเรื่องนี้ ประภาสคือ “ความสดใส” ของโลกใบนี้
- บทบาทหลานชาย เขาเล่นได้มีเสน่ห์แพรวพราว สายตาเวลามองนางเอกมีความเจ้าชู้ขี้เล่นแบบธรรมชาติ รอยยิ้มที่แฟนๆ คิดถึงกลับมาทำงานอย่างเต็มที่ จังหวะการรับส่งมุกตลกกับนักแสดงสมทบดูลื่นไหลและเป็นธรรมชาติมาก ไม่มีการเก๊กหล่อ แต่หล่อด้วยบุคลิก
- บทบาท Raja Saab (ตอนถูกสิง/อดีต) นี่คือจุดที่โชว์ฝีมือการแสดงระดับเทพ การเปลี่ยนภาษากาย (Body Language) จากหนุ่มขี้เล่นกลายเป็นชายชราผู้ทรงอำนาจและน่าเกรงขามทำได้เฉียบขาด เพียงแค่ท่าทางการเดิน หรือการขยับไหล่ คนดูก็รู้ทันทีว่า “ตอนนี้ใครคุมร่างอยู่” โดยไม่ต้องมีเสียงบรรยาย ความดุดันในแววตาตอนเป็น Raja Saab นั้นทรงพลังจนกลบรัศมีทุกคนในฉากได้ราบคาบ
Sanjay Dutt The Perfect Antagonist การเอา Sanjay Dutt มาปะทะกับ Prabhas คือกำไรคนดู ป๋าซัญเจย์ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาด้วยรังสีอำมหิตที่แฝงความเก๋า เกมการแสดงของเขาไม่ใช่การตะโกนโหวกเหวก แต่เป็นการใช้สายตาและการนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว เคมีระหว่างเขากับประภาสคือคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อ ทำให้ช่วงไคลแมกซ์ของเรื่องดูมีน้ำหนักและน่าลุ้นระทึก
กลุ่มนักแสดงนำหญิง (Malavika Mohanan, Nidhhi Agerwal, Riddhi Kumar) แม้หนังจะโฟกัสที่ประภาสเป็นหลัก แต่สาวๆ ทั้ง 3 คนไม่ได้มาเป็นแค่แจกันประดับฉาก โดยเฉพาะ Malavika Mohanan ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนพล็อตเรื่องรักและความลับบางอย่าง การแสดงของพวกเธอช่วยเติมความนุ่มนวลและสีสันให้กับหนังที่อาจจะดูแข็งกระด้างเกินไปถ้ามีแต่ผู้ชายตีกัน เคมีระหว่าง Malavika กับ Prabhas นั้น “สปาร์ค” มาก จนคนดูต้องเขินตามในฉากจีบกัน
นักแสดงสมทบสายฮา หนังแนวนี้จะขาดตัวชงมุกไม่ได้ เหล่านักแสดงตลกขาประจำของวงการเตลูกูทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม พวกเขาคือคนที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็น “Family Entertainer” อย่างแท้จริง จังหวะที่พวกเขากลัวผีจนสติแตกคือช่วงเวลาที่เรียกเสียงฮาได้ลั่นโรงฃ

บทสรุป คุ้มค่าแก่การรอคอยหรือไม่?
The Raja Saab (2026) ไม่ใช่หนังที่จะมาเปลี่ยนโลกภาพยนตร์หรือกวาดรางวัลออสการ์ แต่มันคือ “Masterclass ของความบันเทิง” มันคือหนังที่รู้ตัวดีว่ากำลังขายอะไร และทำสิ่งนั้นออกมาได้ดีที่สุด
- ถ้าคุณมองหาหนังเครียดๆ ปรัชญาลึกซึ้ง ข้ามเรื่องนี้ไปได้เลย
- แต่ถ้าคุณมองหาความสุข 2 ชั่วโมง ที่มีทั้งความตื่นเต้น เสียงหัวเราะ เพลงเพราะๆ และที่สำคัญที่สุดคือการได้เห็น Prabhas ในเวอร์ชันที่หล่อที่สุด ผ่อนคลายที่สุด และท็อปฟอร์มที่สุดในรอบทศวรรษ… หนังเรื่องนี้คือ “Must Watch”
สำหรับผม การได้เห็นประภาสกลับมาเล่นบทที่ดูมีความสุขกับการแสดงขนาดนี้ คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังเรื่องนี้แล้ว มันคือหนังที่บอกเราว่า “ราชาไม่จำเป็นต้องถือดาบเสมอไป แค่ขยับตัวนิดเดียว บัลลังก์ก็สะเทือนแล้ว”
คะแนนความน่าสนใจ ★★★★☆ (4.5/5) (ตัดคะแนนเล็กน้อยตรงบางช่วงที่พล็อตอาจจะเดาทางง่ายไปนิดตามสไตล์หนังสูตร แต่ชดเชยได้ด้วยพลังดาราและงานภาพครับ)
รายชื่อนักแสดงหลักของภาพยนตร์ The Raja Saab (2026) พร้อมประวัติโดยย่อและบทบาทที่น่าสนใจของพวกเขาครับ
1. Prabhas (ประภาส)
- บทบาทในเรื่อง รับบทนำเป็น “Raja Saab” (และคาดว่าจะเล่นเป็นตัวละครหลานชายด้วย) ซึ่งต้องสลับบุคลิกระหว่างหนุ่มขี้เล่นเจ้าสำราญ กับวิญญาณบรรพบุรุษผู้ทรงอำนาจ
- ประวัติโดยย่อ
- ฉายา Rebel Star / Darling
- เส้นทางบันเทิง ซูเปอร์สตาร์อันดับต้นๆ ของวงการหนังเตลูกู (Tollywood) ที่ก้าวขึ้นมาเป็นดาราระดับ “Pan-India” (ดังทั่วประเทศอินเดีย) จากความสำเร็จถล่มทลายของภาพยนตร์ชุด Baahubali
- ผลงานเด่น Baahubali The Beginning & The Conclusion, Salaar, Kalki 2898 AD, Mirchi
- จุดเด่น มีรูปร่างสูงใหญ่ บุคลิกสง่างาม และดวงตาที่สื่ออารมณ์ได้ดี เดิมทีเขาดังมาจากหนังรักโรแมนติกก่อนจะเปลี่ยนมาสายแอ็กชันเต็มตัว การกลับมาเล่นแนว Horror-Comedy ในเรื่องนี้จึงเป็นที่จับตามองมาก
2. Malavika Mohanan (มาลาวิกา โมฮานาน)
- บทบาทในเรื่อง รับบทนางเอกหลัก (คาดว่าเป็นคนรักของพระเอกในพาร์ทปัจจุบัน)
- ประวัติโดยย่อ
- พื้นหลัง ลูกสาวของ K.U. Mohanan ผู้กำกับภาพชื่อดัง เริ่มต้นอาชีพในวงการหนังมาลายาลัม (Malayalam) ก่อนจะข้ามมาดังในวงการหนังทมิฬและฮินดี
- ผลงานเด่น Beyond the Clouds (หนังของ Majid Majidi), Master (เล่นคู่กับ Vijay), Thangalaan
- จุดเด่น เธอเป็นที่รู้จักในเรื่องความสวยคมเข้มและการแสดงที่เป็นธรรมชาติ รวมถึงเป็นแฟชั่นไอคอนที่มีอิทธิพลมากในโซเชียลมีเดีย เรื่องนี้ถือเป็นโปรเจกต์ใหญ่ในวงการเตลูกูเรื่องแรกๆ ของเธอ
3. Nidhhi Agerwal (นิธิ เอเกอร์วาล)
- บทบาทในเรื่อง หนึ่งในนักแสดงนำหญิงที่มีบทบาทสำคัญในการเดินเรื่อง (อาจเป็นบทที่มีความสัมพันธ์กับปมในอดีตหรือรักสามเส้า)
- ประวัติโดยย่อ
- เส้นทางบันเทิง เริ่มต้นจากวงการบอลลีวูด (Munna Michael) ก่อนจะย้ายมาประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการหนังเตลูกูและทมิฬ
- ผลงานเด่น iSmart Shankar, Eeswaran, Kalaga Thalaivan
- จุดเด่น มีฐานแฟนคลับหนาแน่นในอินเดียใต้ ขึ้นชื่อเรื่องเสน่ห์บนหน้าจอและความสามารถในการเต้น
4. Sanjay Dutt (ซัญเจย์ ดัต)
- บทบาทในเรื่อง รับบทเป็นตัวละครสำคัญฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ที่มีพลังลึกลับ (อาจเป็นหมอผีหรือศัตรูคู่อาฆาตของตระกูล)
- ประวัติโดยย่อ
- สถานะ ตำนานนักแสดงรุ่นใหญ่ของบอลลีวูด (Bollywood) ลูกชายของนักแสดงระดับตำนาน Nargis และ Sunil Dutt
- ผลงานเด่น Munna Bhai M.B.B.S. (บทบาทคลาสสิก), K.G.F Chapter 2 (ในบท Adheera ตัวร้ายสุดโหด), Agneepath
- จุดเด่น ในช่วงหลังเขาประสบความสำเร็จมากกับการข้ามมารับบทร้ายหรือบทผู้ทรงอิทธิพลในหนังอินเดียใต้ ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูน่าเกรงขามและเสียงทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์
5. Riddhi Kumar (ริดธิ กุมาร)
- บทบาทในเรื่อง นักแสดงสมทบฝ่ายหญิงที่มีบทบาทกุญแจสำคัญ
- ประวัติโดยย่อ
- เส้นทางบันเทิง เริ่มต้นอาชีพนางแบบและเข้าสู่วงการแสดง เคยร่วมงานกับ Prabhas มาแล้วในบทบาทสมทบเล็กๆ
- ผลงานเด่น Lover, Radhe Shyam
- จุดเด่น เป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่หน้าตาสวยหวานและกำลังสะสมประสบการณ์ในโปรเจกต์ใหญ่ๆ
เกร็ดเพิ่มเติม เคมีของนักแสดงชุดนี้มีความหลากหลายมาก เพราะเป็นการรวมตัวกันของ Prabhas (เจ้าพ่อแอ็กชัน/โรแมนติก), Sanjay Dutt (ตำนานสายดราม่า/ตัวร้าย), และนางเอกสาวสวยถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมีฐานแฟนคลับจากต่างภูมิภาคของอินเดีย (เตลูกู, ทมิฬ, ฮินดี) มารวมกัน ทำให้หนังเรื่องนี้มีส่วนผสมที่ดึงดูดผู้ชมได้ทุกกลุ่มครับ movieseries