เรื่องย่อ The SpongeBob Movie: Sponge on the Run” ที่เรียบเรียงใหม่ให้น่าอ่าน กระชับ และเห็นภาพรวมของหนังทั้งเรื่อง เหมาะสำหรับนำไปลงเว็บไซต์หรือบล็อกครับ
[เรื่องย่อ] The SpongeBob Movie: Sponge on the Run — ภารกิจข้ามมหาสมุทรเพื่อเพื่อนรักสี่ขา
The SpongeBob Movie: Sponge on the Run (เดอะ สพันจ์บ็อบ มูฟวี่ ภารกิจตามหาสพันจ์บ็อบ) คือภาพยนตร์แอนิเมชันลำดับที่ 3 ของแฟรนไชส์เจ้าฟองน้ำสีเหลือง ที่ครั้งนี้กลับมาพร้อมงานภาพ 3D CGI เต็มรูปแบบ และเรื่องราวที่ย้อนกลับไปสำรวจจุดกำเนิดของมิตรภาพอันยาวนาน

จุดเริ่มต้น การหายตัวไปของ “แกรี่”
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันอันแสนสดใสของ “บิกินี่ บอทท่อม” สพันจ์บ็อบ สแควร์เพนส์ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามปกติ จนกระทั่งวันหนึ่งเขากลับมาถึงบ้านสับปะรดแล้วพบว่า “แกรี่” หอยทากสัตว์เลี้ยงคู่ใจได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเมือกที่เป็นเบาะแส
จากการสืบหาความจริง สพันจ์บ็อบค้นพบว่า แกรี่ถูกลักพาตัวไปโดยคำสั่งของ “ราชาโพไซดอน” (King Poseidon) ผู้ปกครองแห่งท้องทะเลที่หลงตัวเองอย่างหนัก โพไซดอนต้องการเมือกของหอยทากเพื่อนำมาประทินโฉมลบเลือนริ้วรอยบนใบหน้า เพื่อให้ตนเองดูหนุ่มแน่นตลอดกาล ซึ่งแกรี่คือเป้าหมายล่าสุดที่ถูกจับไปยัง “นครแอตแลนติกที่สาบสูญ” (The Lost City of Atlantic City)
การเดินทาง คู่หูผู้กล้า (และบ้าบอ)
ด้วยความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยง สพันจ์บ็อบจึงตัดสินใจออกเดินทางไปช่วยแกรี่ โดยมี “แพทริค สตาร์” เพื่อนซี้ปลาดาวขอติดตามไปด้วย ทั้งคู่ต้องเดินทางออกจากบิกินี่ บอทท่อม มุ่งหน้าสู่เมืองแอตแลนติกซิตี้ ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายและสิ่งล่อตาล่อใจ
ระหว่างทาง ทั้งคู่ได้รับความช่วยเหลือจาก “เซจ” (Sage) (รับบทโดย คีอานู รีฟส์) ปราชญ์ผู้รู้แจ้งที่ปรากฏตัวในร่างของกอหญ้าแห้ง เซจได้มอบ “เหรียญแห่งความกล้า” และคอยชี้นำทางให้สพันจ์บ็อบและแพทริคพิสูจน์ความกล้าหาญของตนเอง เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ
อุปสรรค แสงสีแห่งแอตแลนติก และค่ายแคมป์คอรัล
เมื่อเดินทางมาถึงนครแอตแลนติก สพันจ์บ็อบและแพทริคกลับหลงระเริงไปกับแสงสี เสียงเพลง การพนัน และความสนุกสนานในเมือง จนเกือบจะลืมภารกิจหลัก แต่ด้วยคำเตือนสติจากเซจ พวกเขาจึงบุกเข้าไปในปราสาทของโพไซดอนเพื่อชิงตัวแกรี่คืนมา แต่โชคร้ายที่ทั้งคู่ถูกจับได้และถูกตัดสินประหารชีวิต
ในขณะเดียวกัน ที่บิกินี่ บอทท่อม เพื่อนๆ ที่เหลืออย่าง แซนดี้, สควิดเวิร์ด, มิสเตอร์แครปส์ และ แพลงก์ตอน รู้ข่าวร้าย จึงตัดสินใจร่วมมือกัน (อย่างไม่น่าเชื่อ) ขับรถออกตามมาเพื่อช่วยเหลือสพันจ์บ็อบ

บทสรุป พลังของมิตรภาพ
ในช่วงเวลาวิกฤตก่อนการประหาร เพื่อนๆ ทุกคนได้มาถึงทันเวลาและร่วมกันยืนหยัดปกป้องสพันจ์บ็อบ พวกเขาเล่าเรื่องราวในอดีตสมัยที่เจอกันครั้งแรกที่ “ค่ายแคมป์คอรัล” (Camp Coral) ซึ่งเป็นช่วงวัยเด็ก เพื่อแสดงให้เห็นว่าสพันจ์บ็อบเป็นคนที่มีจิตใจดีงามและเป็นจุดศูนย์รวมที่ทำให้ทุกคนมารู้จักกัน
คำพูดที่จริงใจเหล่านั้นไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตสพันจ์บ็อบ แต่ยังไปกระตุกหัวใจของราชาโพไซดอน ให้ยอมรับความจริงว่า “ความงามที่แท้จริงมาจากภายใน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก” โพไซดอนกลับใจ ปล่อยตัวทุกคน และคืนแกรี่ให้กับสพันจ์บ็อบ ท้ายที่สุดทุกคนก็ได้กลับบ้านอย่างมีความสุข พร้อมกับมิตรภาพที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม
รีวิวเจาะลึกแบบจัดเต็มสำหรับ “The SpongeBob Movie Sponge on the Run” (เดอะ สพันจ์บ็อบ มูฟวี่ ภารกิจตามหาสพันจ์บ็อบ) โดยจะเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกในด้านงานภาพ การเล่าเรื่อง และการแสดง (เสียงพากย์) ในสไตล์การเล่าเรื่องแบบ “เพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง” โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อครับ
รีวิวเจาะลึก The SpongeBob Movie Sponge on the Run – เมื่อความไร้เดียงสากลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ถ้าคุณถามผมว่า ในโลกที่ภาพยนตร์แอนิเมชันแข่งขันกันด้วยความสมจริงและพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ยังมีที่ว่างเหลือให้กับ “ฟองน้ำสีเหลือง” ที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กไหม? คำตอบหลังจากดู The SpongeBob Movie Sponge on the Run จบลง คือ “มี” และมันไม่ใช่แค่ที่ว่างเล็กๆ แต่มันคือการยืนยันว่า ความเบาสมอง (Nonsense) และการมองโลกในแง่ดี คือสิ่งที่พวกเราโหยหามากที่สุดในยุคนี้
วันนี้ผมจะไม่ได้มานั่งเล่าว่าใครไปทำอะไรที่ไหน แต่อยากจะชวนคุณดำดิ่งลงไปวิเคราะห์แก่นแท้ของหนังเรื่องนี้ ว่าทำไมมันถึงเป็นมากกว่าการ์ตูนเด็ก และทำไมงานภาพของภาคนี้ถึงควรค่าแก่การยกย่องว่าเป็น “งานศิลปะ”
1. งานภาพ (Visuals & Animation) การก้าวกระโดดสู่ “ความสมจริงในความไม่จริง”
สิ่งแรกที่ต้องพูดถึง และเป็นสิ่งที่กระแทกตาผมตั้งแต่ฉากแรกจนถึง End Credits คือ “งานภาพ” ครับ
คุณลืมภาพลายเส้น 2D แบบเดิมๆ หรือ CG แบบแข็งๆ ในยุคก่อนไปได้เลย ภาคนี้ทีมงาน Mikros Image (ทีมเดียวกับที่ทำ Captain Underpants) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ Bikini Bottom ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Stylized 3D CGI
เท็กซ์เจอร์ (Texture) คือพระเอก สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจไม่ใช่ความสมจริงแบบ Disney/Pixar ที่พยายามทำให้เหมือนโลกจริง แต่มันคือความพยายามทำให้โลกใต้น้ำดูเหมือน “ของเล่นที่มีชีวิต” ครับ
- ตัว SpongeBob ถ้าคุณสังเกตดีๆ คุณจะเห็น “รูพรุน” ที่มีความลึกตื้นไม่เท่ากัน พื้นผิวของเขาดูนุ่มหยุ่นเหมือนฟองน้ำล้างจานจริงๆ ที่เปียกน้ำ มีความวาว การสะท้อนแสงบนตัวละครทำได้เนียนตาจนน่าขนลุก
- เสื้อผ้าและวัตถุ เสื้อของแพทริคดูเป็นผ้าสักหลาดที่มีขนเล็กๆ พื้นทรายดูเป็นเม็ดทรายที่จับต้องได้ หรือแม้แต่ฉากใน Atlantic City (เมืองที่หายสาบสูญ) ที่เต็มไปด้วยแสงนีออน มันคือความฉูดฉาดที่ผ่านการคิดเรื่องการจัดแสง (Lighting) มาอย่างประณีต
การเคลื่อนไหวแบบ Stop-Motion (หลอกๆ) นี่คือเสน่ห์ที่ผมชอบมากที่สุด แอนิเมเตอร์จงใจลด Frame rate ในบางจังหวะ และขยับตัวละครให้มีความกระตุกเล็กน้อย เพื่อเลียนแบบอารมณ์ของ Stop-motion หรือดินน้ำมัน (Claymation) มันทำให้หนังดูมีเสน่ห์ มีความ Handmade และเคารพต้นฉบับที่เป็นการ์ตูนแก๊กจบในตอน การเลือกสไตล์นี้ทำให้หนังดู “แพง” และมีเอกลักษณ์ทางศิลปะสูงมาก ไม่ใช่แค่การเรนเดอร์ 3D ทั่วไป
2. การวิเคราะห์บทและการเล่าเรื่อง (Narrative & Themes) มากกว่าแค่ตามหาหอยทาก
หลายคนอาจจะมองว่า “ก็แค่เรื่องแกรี่หาย แล้วสพันจ์บ็อบไปตามหา ไม่เห็นมีอะไรใหม่” แต่ถ้าเรามองข้ามพล็อตพื้นฐานนั้นไป สิ่งที่หนังเรื่องนี้กำลังสื่อสารจริงๆ คือ “นิยามของตัวตน” และ “ความกล้าหาญที่จะโง่เขลา”
โครงสร้างแบบ Road Movie ที่แข็งแรง หนังใช้สูตรสำเร็จของหนังแนว Road Trip หรือ Buddy Movie (คู่หูเดินทาง) ได้อย่างชาญฉลาด การเดินทางไป Atlantic City ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสถานที่ แต่มันคือบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง สพันจ์บ็อบ และ แพทริค

- ในขณะที่หนังเรื่องอื่นตัวเอกมักจะเรียนรู้ที่จะ “ฉลาดขึ้น” หรือ “เก่งขึ้น” เพื่อเอาชนะตัวร้าย แต่ในเรื่องนี้ จุดแข็งของสพันจ์บ็อบคือ “ความไม่เปลี่ยนไปเลย” ของเขา เขาชนะใจคนรอบข้าง ชนะอุปสรรค ไม่ใช่เพราะเขามีพลังวิเศษ แต่เพราะเขามีความมุ่งมั่นที่บริสุทธิ์และใสซื่อจนน่าตกใจ
Flashback (ฉากย้อนอดีต) – ดาบสองคม หนังมีการใช้ Flashback เล่าเรื่องสมัยค่ายแคมป์คอรัล (Camp Coral) ซึ่งในมุมหนึ่ง มันคือการปูทางไปสู่ซีรีส์ภาคแยก (Spin-off) อย่างชัดเจน จนบางครั้งรู้สึกเหมือนโดนยัดเยียด (Hard Sell) ไปนิดหน่อย
- แต่… ในแง่ของอารมณ์ มันกลับทำงานได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ฉากเหล่านี้ช่วยตอกย้ำว่า “มิตรภาพของพวกเขามันถูกกำหนดไว้แล้ว” มันทำให้เราเห็นรากฐานว่าทำไม แซนดี้ ถึงรักสพันจ์บ็อบ หรือทำไม แพทริค ถึงขาดเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ฉากในศาลตอนท้ายเรื่องที่ทุกคนออกมาพูดถึงความดีของสพันจ์บ็อบ คือจุดพีคที่เอาชนะความรู้สึก “ขายของ” นั้นได้ด้วย “ความซึ้งกินใจ” ล้วนๆ
เสียดสีสังคมแบบเจ็บๆ คันๆ ตามสไตล์ของแฟรนไชส์นี้ หนังยังคงสอดแทรกมุกตลกที่เสียดสีบริโภคนิยม (ผ่านเมือง Atlantic City ที่เต็มไปด้วยกิเลส), เสียดสีผู้นำที่บ้าอำนาจและหลงตัวเอง (คิงโพไซดอน), และเสียดสีวัฒนธรรมป๊อป ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ดูแล้วขำในลำคอได้ตลอดเรื่อง ไม่ใช่แค่เด็กที่สนุก
3. การแสดงและตัวละคร (Performance & Characterization) เคมีที่ลงตัวระหว่าง “ความเก๋า” และ “ของใหม่”
ในส่วนของ Voice Acting และการดีไซน์คาแรคเตอร์ ภาคนี้ถือว่าเป็นการรวมตัวของยอดฝีมือ
Tom Kenny คือจิตวิญญาณ ต้องกราบ Tom Kenny ผู้ให้เสียง SpongeBob เขาพากย์เสียงนี้มา 20 กว่าปี แต่ในหนังเรื่องนี้ เขายังคงใส่พลังงานลงไปเหมือนวันแรก เสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ จังหวะการพูดที่รัวเร็วเมื่อตื่นเต้น หรือเสียงสั่นเครือเมื่อเศร้า มันทำให้ตัวละคร CG นี้มี “เลือดเนื้อ” จริงๆ
Keanu Reeves ในบท “Sage” (ต้นไม้ปราชญ์) นี่คือ MVP ของเรื่องอย่างแท้จริง! การเอา Keanu Reeves มาเล่นเป็นหัวคนในก้อนหญ้าแห้ง (Tumbleweed) คือความจีเนียสที่สุดของทีมเขียนบท
- มันคือการล้อเลียนภาพจำของ Keanu ในบทบาท “ผู้รู้แจ้ง” (จาก The Matrix หรือ John Wick)
- การแสดงของ Keanu นิ่งมาก (Deadpan) ซึ่งขัดแย้งกับความบ้าบอของสพันจ์บ็อบและแพทริคอย่างสิ้นเชิง ความเงียบและความจริงจังของเขาคือตัวตบมุกที่ทรงพลังที่สุดในเรื่อง
Matt Berry ในบท King Poseidon ถ้าคุณคุ้นเคยกับ Matt Berry จากซีรีส์ What We Do in the Shadows คุณจะรักเสียงพากย์นี้ เขาใส่ความ “Diva” ความหลงตัวเอง ความดัดจริต และความเปราะบางทางอารมณ์ลงไปในตัวร้ายได้สมบูรณ์แบบ ทำให้โพไซดอนไม่ใช่ตัวร้ายที่น่ากลัว แต่เป็นตัวร้ายที่ “น่าสมเพชและน่าเอ็นดู” ในเวลาเดียวกัน
Snoop Dogg และ Awkwafina การปรากฏตัวของ Snoop Dogg ในฉากเพลง “The Gambler” นั้นเท่และเซอร์ไพรส์ (แม้จะสั้น) ส่วน Awkwafina ในบทหุ่นยนต์ Otto นั้น แม้เสียงแหบเสน่ห์ของเธอจะเป็นเอกลักษณ์ แต่ส่วนตัวผมมองว่าบทบาทของเธอค่อนข้างเป็นตัวประกอบที่ใช้ขับเคลื่อนพล็อต (Plot Device) มากไปหน่อย ขาดมิติเมื่อเทียบกับตัวละครอื่น

4. จุดที่อาจจะไม่ถูกใจทุกคน (The Critique)
เพื่อให้รีวิวนี้จริงใจที่สุด ผมต้องพูดถึงจุดอ่อนบ้าง
- จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ช่วงกลางเรื่องที่ตะลุยในเมือง Atlantic City อาจจะดูยืดเยื้อไปนิดหน่อย มีฉากโชว์ของ โชว์เพลง โชว์แสงสี ที่บางทีก็รู้สึกว่ากินเวลาเนื้อเรื่องหลัก
- การ Retcon (เปลี่ยนแปลงอดีต) แฟนเดนตายของซีรีส์อาจจะหงุดหงิดกับการที่หนังเปลี่ยนจุดกำเนิดการเจอกันของตัวละคร (เช่น แซนดี้เจอกับสพันจ์บ็อบที่แคมป์ ทั้งที่ในซีรีส์เจอกันตอนโต) ซึ่งเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เพื่อขายซีรีส์ภาคแยก
บทสรุป ทำไมคุณถึงควรดู?
The SpongeBob Movie Sponge on the Run ไม่ใช่หนังที่พยายามจะเปลี่ยนโลก หรือเป็นการ์ตูนปรัชญาลึกซึ้งแบบ Soul ของ Pixar แต่มันคือ “จดหมายรัก” ที่เขียนถึงแฟนๆ และเขียนถึงความทรงจำในวัยเด็ก
- ในแง่ศิลปะ มันคือมาสเตอร์พีซของงาน CG ที่ผสมผสานความคลาสสิกกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ทุกเฟรมสามารถแคปมาทำ Wallpaper ได้
- ในแง่อารมณ์ มันคือหนังที่บอกเราว่า “ไม่เป็นไรที่จะกลัว ไม่เป็นไรที่จะไม่เก่ง ขอแค่มีเพื่อนที่พร้อมจะติงต๊องไปกับเรา นั่นก็เพียงพอแล้ว”
ถ้าคุณต้องการหนังที่ดูแล้วยิ้มได้ตั้งแต่นาทีแรกจนนาทีสุดท้าย ต้องการเสพงานภาพสวยๆ ที่สีสันจัดจ้าน และต้องการพักสมองจากโลกความจริงอันโหดร้าย… การดำดิ่งลงไปใต้มหาสมุทรกับสพันจ์บ็อบในครั้งนี้ คือทริปที่คุณไม่ควรพลาดครับ
คะแนนความน่าสนใจ 8.5/10 (หักคะแนนความยืดเยื้อช่วงกลางเรื่อง แต่บวกเพิ่มให้ความเท่ของท่าน Sage Keanu Reeves)
บทสรุปช่วงท้ายเรื่องของ “The SpongeBob Movie Sponge on the Run” แบบเจาะลึกรายละเอียด แต่เรียบเรียงให้จำใจความสำคัญได้ง่ายๆ ครับ
บทสรุป พลังแห่งมิตรภาพที่เอาชนะความงามจอมปลอม
1. วิกฤตในเมืองแอตแลนติก (The Climax) หลังจากที่สพันจ์บ็อบและแพทริคบุกเข้าไปช่วย “แกรี่” (หอยทาก) ได้สำเร็จ แต่กลับถูกจับได้โดย ราชาโพไซดอน ผู้หลงตัวเอง ซึ่งต้องการเมือกของแกรี่เพื่อประทินโฉมให้ตัวเองดูหนุ่มตลอดกาล ทั้งคู่ถูกตัดสินประหารชีวิตท่ามกลางโชว์แสงสีเสียงใน “The Poseidon Pow Wow”
2. การช่วยเหลือจากผองเพื่อน (The Turning Point) ในนาทีวิกฤต เพื่อนๆ จาก Bikini Bottom (แซนดี้, สควิดเวิร์ด, มิสเตอร์แครปส์ และแม้แต่แพลงก์ตอน) พุ่งเข้ามาขัดขวางการประหาร การต่อสู้ด้วยกำลังล้มเหลว แต่พวกเขาเปลี่ยนมาใช้ “พลังแห่งความทรงจำ” แทน
ทุกคนผลัดกันเล่าเรื่องราวในอดีต (Flashback จากค่าย Camp Coral) เพื่อยืนยันว่าสพันจ์บ็อบมีค่าต่อพวกเขาแค่ไหน
- แซนดี้ เล่าว่าสพันจ์บ็อบเป็นคนแรกที่ทำให้เธอรู้สึกไม่แปลกแยก
- แพทริค เล่าว่าสพันจ์บ็อบมอบหัวใจ (ความกล้าหาญ) ให้เขา
- สควิดเวิร์ด ยอมรับว่าแม้เขาจะรำคาญสพันจ์บ็อบ แต่สพันจ์บ็อบคือคนเดียวที่ใส่ใจเขาจริงๆ
3. การกลับใจของราชาโพไซดอน (The Redemption) คำพูดเหล่านั้นทำให้โพไซดอนตระหนักได้ว่า ตลอดชีวิตเขามีแต่ “บริวาร” ที่ชื่นชมเขาแค่เปลือกนอก แต่ไม่มี “เพื่อนแท้” เลยสักคน เขาจึงถอดเกราะกำบังออก เผยให้เห็นใบหน้าจริงที่เหี่ยวย่นและแก่ชรา
สพันจ์บ็อบเดินเข้าไปหาและบอกว่า “รูปลักษณ์ภายนอกไม่สำคัญเท่าข้างใน” พร้อมเสนอตัวเป็นเพื่อนคนแรกของโพไซดอน การกระทำนี้ทำลายกำแพงในใจของราชาลงอย่างสิ้นเชิง
4. บทส่งท้าย (Happy Ending)
- โพไซดอนปล่อยตัวทุกคนและยกเลิกกฎห้ามพาหอยทากเข้าเมือง
- แกรี่ปลอดภัยและได้กลับบ้านพร้อมสพันจ์บ็อบ
- Bikini Bottom กลายเป็นเขตรักษาพันธุ์หอยทาก (Snail Sanctuary) ที่หอยทากทุกตัวอยู่อย่างมีความสุข
- บทสรุปสุดท้าย ภาพยนตร์จบลงด้วยความอบอุ่น ยืนยันว่า ความกล้าหาญที่แท้จริงไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองและมอบความจริงใจให้ผู้อื่น
จำง่ายๆ ใน 3 บรรทัด
- เพื่อนมาช่วย เพื่อนๆ สพันจ์บ็อบบุกมาขัดขวางการประหารด้วยการเล่าความดีของสพันจ์บ็อบในอดีต
- ตัวร้ายกลับใจ โพไซดอนซึ้งใจ ยอมรับหน้าตาที่แท้จริงของตัวเอง และได้สพันจ์บ็อบเป็นเพื่อนแท้คนแรก
- จบแฮปปี้ ช่วยแกรี่ได้สำเร็จ และเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นสวรรค์ของหอยทาก
สำหรับรายชื่อนักพากย์ (Voice Cast) ของ The SpongeBob Movie Sponge on the Run นั้นมีความพิเศษมาก เพราะนอกจากทีมนักพากย์ชุดดั้งเดิมที่อยู่กันมา 20 กว่าปีแล้ว ยังมีดารารับเชิญระดับฮอลลีวูดมาร่วมแจมด้วยครับ
นี่คือรายชื่อนักพากย์หลักแบ่งตามหมวดหมู่ครับ

1. ทีมพากย์หลัก (The Bikini Bottom Gang)
ชุดนี้คือ “เสียงต้นฉบับ” ที่เราคุ้นเคยกันดีครับ
- SpongeBob SquarePants (สพันจ์บ็อบ) และ Gary (แกรี่) พากย์โดย Tom Kenny (ตำนานผู้ให้เสียงนี้มาตั้งแต่ปี 1999)
- Patrick Star (แพทริค) พากย์โดย Bill Fagerbakke
- Squidward Tentacles (สควิดเวิร์ด) พากย์โดย Rodger Bumpass
- Mr. Krabs (มิสเตอร์แครปส์) พากย์โดย Clancy Brown
- Sandy Cheeks (แซนดี้) พากย์โดย Carolyn Lawrence
- Plankton (แพลงก์ตอน) พากย์โดย Mr. Lawrence (Douglas Lawrence Osowski)
2. ดารารับเชิญพิเศษ (Special Guest Stars)
ไฮไลท์ของภาคนี้คือการดึงดาราดังมาพากย์ตัวละครใหม่ครับ
- Sage (เซจ – กอหญ้าปราชญ์) พากย์และแสดงโดย Keanu Reeves (คีอานู รีฟส์) — คนนี้คือไฮไลท์ของเรื่องที่โผล่มาทั้งหน้าในกอหญ้าแห้ง
- King Poseidon (ราชาโพไซดอน) พากย์โดย Matt Berry — นักแสดงตลกชื่อดังจากอังกฤษ เสียงจะมีความทุ้มลึกและดัดจริตแบบตลกๆ
- Otto (อ็อตโต้ – หุ่นยนต์) พากย์โดย Awkwafina — ดาราสาวสายฮาที่มีเสียงแหบเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์
- The Gambler (นักพนันในคลับ) พากย์และแสดงโดย Snoop Dogg — แร็ปเปอร์ตัวพ่อที่มาโชว์ร้องเพลงสดๆ ในเรื่อง
- Tiffany Haddock (พิธีกร) พากย์โดย Tiffany Haddish
- Chancellor (อัครมหาเสนาบดี) พากย์โดย Reggie Watts
3. เสียงพากย์ไทย (Thai Dub)
หากดูผ่าน Streaming (เช่น Netflix) จะมีเสียงไทยด้วย ซึ่งทีมพากย์ไทยชุดนี้ก็ทำหน้าที่ได้ดีและพยายามคงคาแรคเตอร์ให้ใกล้เคียงกับที่เราเคยดูทางทีวีครับ (แม้บางเสียงอาจจะไม่คุ้นหูเหมือนเวอร์ชันช่องทีวีในอดีตเป๊ะๆ แต่ได้อารมณ์ครบถ้วน) movieseries