รีวิวและเรื่องย่อของนวนิยายสืบสวนสอบสวนที่อบอุ่นและแสบสันที่สุดเล่มหนึ่งในยุคนี้ครับ “The Thursday Murder Club” (ชมรมไขคดีฆาตกรรมวันพฤหัสฯ)
📖 ข้อมูลทั่วไป
- ชื่อเรื่อง The Thursday Murder Club (ชมรมไขคดีฆาตกรรมวันพฤหัสฯ)
- ผู้เขียน Richard Osman
- แนว Cozy Mystery / Crime / Comedy
- บรรยากาศ อบอุ่น, ตลกร้ายแบบอังกฤษ, ฉลาด และซาบซึ้ง

🧐 เรื่องย่อ The Thursday Murder Club
ณ คูเปอร์สเชส (Coopers Chase) หมู่บ้านพักคนชราที่หรูหราและเงียบสงบในอังกฤษ มีกลุ่มผู้สูงวัย 4 คนที่ดูเหมือนคนแก่ธรรมดาทั่วไป แต่พวกเขามีงานอดิเรกลับๆ คือการนัดรวมตัวกันทุกวันพฤหัสบดีที่ห้องต่อจิ๊กซอว์ เพื่อตั้ง “ชมรมไขคดีฆาตกรรมวันพฤหัสฯ”
เป้าหมายของชมรมคือการนำสำนวนคดีเก่าที่ตำรวจปิดไม่ลง (Cold Cases) มาวิเคราะห์และสืบหาความจริงกันเล่นๆ แก้เบื่อ โดยอาศัยเส้นสายและทักษะเฉพาะตัวของสมาชิกแต่ละคน
แต่แล้วเรื่องเล่นๆ ก็กลายเป็นเรื่องจริง เมื่อ โทนี เคอร์แรน หุ้นส่วนเจ้าของหมู่บ้านพักคนชรา ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมในบ้านของตัวเอง สมาชิกชมรมวัยเก๋าจึงสบโอกาสกระโดดเข้ามาร่วมวงสืบสวนคดีฆาตกรรม “สดๆ ร้อนๆ” เป็นครั้งแรก ตัดหน้าตำรวจท้องที่ โดยใช้ความได้เปรียบของการเป็น “คนแก่ที่ไม่มีใครสนใจ” เพื่อล้วงข้อมูลลับและไขปริศนาที่ซับซ้อนเกินกว่าใครจะคาดคิด

👥 แนะนำตัวละครหลัก (สมาชิกชมรม)
เคมีของตัวละครคือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ครับ
- เอลิซาเบธ (Elizabeth) หัวหน้าแก๊งผู้ทรงอิทธิพล อดีต(น่าจะเป็น)สายลับ MI6 ผู้มีเส้นสายไปทั่วโลก ฉลาดเป็นกรด และจัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด
- จอยซ์ (Joyce) อดีตพยาบาลสาวผู้มองโลกในแง่ดี (และเป็นผู้เล่าเรื่องผ่านบันทึกประจำวัน) ดูภายนอกเหมือนคุณยายใจดีทั่วไป แต่จริงๆ แล้วช่างสังเกตและเฉียบขาดกว่าที่เห็น
- อิบราฮิม (Ibrahim) อดีตจิตแพทย์ผู้สุขุม ลุ่มลึก เป็นมันสมองในการวิเคราะห์พฤติกรรมคนร้าย
- รอน (Ron) อดีตนักสหภาพแรงงานเลือดร้อน ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใครและพร้อมจะพุ่งชนทุกปัญหา
⭐ รีวิวและความรู้สึกหลังอ่าน
1. นี่ไม่ใช่แค่นิยายสืบสวน แต่เป็นนิยายเกี่ยวกับ “ชีวิต” แม้พล็อตหลักคือการตามหาคนร้าย แต่สิ่งที่ Richard Osman ทำได้ดีมากคือการสำรวจประเด็นของ “ความชรา” (Aging) หนังสือเล่าถึงความเหงา ความสูญเสีย และความเจ็บปวดทางกายของคนแก่ได้อย่างสมจริง แต่ไม่ได้ทำให้หดหู่ กลับทำให้เรารู้สึกว่า “เฮ้ย ถึงจะแก่แต่ก็ยังมีไฟ และชีวิตยังมีคุณค่าเสมอนะ”
2. ความตลกแบบอังกฤษ (British Humor) บทสนทนาในเรื่องมีความจิกกัด เสียดสี และตลกร้าย (Witty) สูงมาก โดยเฉพาะตัวละคร จอยซ์ ที่มักจะเล่าเรื่องคดีฆาตกรรมสลับกับเรื่องสูตรเค้กหรือรายการทีวี ทำให้โทนเรื่องมีความ “Cozy” (อบอุ่น) ตัดกับความโหดร้ายของคดีได้อย่างลงตัว
3. พล็อตที่ซับซ้อนแต่เดาทางยาก อย่าให้ความน่ารักของคุณตาคุณยายหลอกตา คดีในเรื่องมีความซับซ้อน หักมุม (Twist) หลายตลบ และมีการผูกปมที่ฉลาดมาก คนร้ายไม่ได้เดาง่ายจนเกินไป และแรงจูงใจก็สมเหตุสมผล
4. ตัวละครตำรวจที่น่ารัก ปกติในนิยายสืบสวน ตำรวจมักจะโง่หรือขัดแข้งขัดขา แต่ในเรื่องนี้ ตำรวจคู่หู (คริส และ ดอนนา) กลับกลายเป็นลูกมือและเพื่อนต่างวัยของแก๊งคนแก่ เกิดเป็นมิตรภาพที่น่ารักมากๆ
จุดที่อาจจะไม่ชอบ
- การดำเนินเรื่องช่วงแรกอาจจะดูเนิบๆ เล็กน้อยเพราะต้องปูพื้นฐานตัวละคร
- ตัวละครเยอะมาก ต้องจำชื่อดีๆ ในช่วงแรก
✅ บทสรุป ควรอ่านไหม?
“ควรอ่านอย่างยิ่ง” ครับ โดยเฉพาะถ้าคุณชอบ
- นิยายสืบสวนที่ไม่เครียดจนประสาทกิน (Cozy Mystery)
- เรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพต่างวัย
- หนังแนว Knives Out หรือ Only Murders in the Building
ต้องบอกก่อนเลยครับว่า ในฐานะคนที่รอคอยภาพยนตร์เรื่องนี้มาตั้งแต่ประกาศสร้าง และติดตามผลงานเขียนของ Richard Osman มาตลอด การที่ Netflix จับเอา “The Thursday Murder Club” มาขึ้นจอ โดยได้ผู้กำกับระดับตำนานอย่าง Chris Columbus (จาก Harry Potter ภาค 1-2 และ Home Alone) มาคุมบังเหียน แถมยังขนทัพนักแสดงระดับ “The Avengers แห่งวงการรุ่นเดอะ” มาประชันบทบาทกัน มันทำให้ความคาดหวังของผมพุ่งทะลุเพดานไปไกลมาก
และหลังจากที่ได้ดูจบ… ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า นี่คือ “Masterclass ของการแสดง” และเป็นการดัดแปลงหนังสือเป็นหนังที่ “เคารพต้นฉบับแต่มีรสชาติใหม่” ที่กลมกล่อมที่สุดเรื่องหนึ่งในปี 2025 นี้เลยครับ
วันนี้ผมจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อซ้ำ (เพราะเราคุยกันไปแล้ว) แต่จะขอเจาะลึกแบบ Deep Dive ในสไตล์ที่คุยกันประสาคอหนัง ถึงบทภาพยนตร์ งานภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ “การแสดง” ที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่า มาดูกันว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงควรค่าแก่เวลาของคุณครับ

📝 บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง เมื่อความตายกลายเป็นเรื่องอบอุ่น (Narrative & Script)
สิ่งแรกที่ต้องชมคือ “โทนของหนัง” ครับ การดัดแปลงนิยายแนว Cozy Mystery ที่มีคนตายจริงๆ ให้กลายเป็นหนังที่ดูสนุก ไม่เครียด แต่ก็ไม่ดูถูกสติปัญญาคนดู เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่บทหนังเรื่องนี้ทำได้ครับ
1. ความฉลาดในการ “ขยี้” ประเด็นความชรา หนังไม่ได้ทำให้ตัวเอกทั้ง 4 เป็นซูเปอร์ฮีโร่หนังเหนียวครับ บทหนังเน้นย้ำเรื่องความ “ร่วงโรย” ได้อย่างเจ็บแสบและงดงาม เราจะเห็นฉากที่พวกเขาต้องต่อสู้กับข้อจำกัดทางร่างกาย ความหลงลืม หรือความกลัวที่จะต้องตายอย่างโดดเดี่ยว แต่สิ่งที่ทำให้บทนี้แข็งแรงคือ มันเปลี่ยน “จุดอ่อน” ให้เป็น “อาวุธ”
ในหนังแนวระทึกขวัญทั่วไป ตัวเอกต้องวิ่งไล่ล่า ยิงกันสนั่น แต่ในเรื่องนี้ บทหนังใช้ความ “Invisiblity” (ความไร้ตัวตน) ของคนแก่มาเป็นเครื่องมือสืบสวน คนร้ายมักจะมองข้ามคนแก่ ตำรวจมักจะมองว่าคนแก่เลอะเลือน จุดนี้แหละครับที่บทหนังเขียนออกมาได้ “คม” มาก มันคือการเสียดสีสังคมที่มองข้ามผู้สูงอายุ แต่กลับโดนผู้สูงอายุกลุ่มนี้ตลบหลังเข้าให้ ความสะใจมันอยู่ตรงนี้แหละครับ
2. จังหวะ Comedy ที่มาถูกที่ถูกเวลา บทหนังมีความเป็น British Dark Humor สูงมาก (ตลกร้ายหน้าตาย) บทสนทนาไม่ได้ยิงมุกพร่ำเพรื่อ แต่ทุกคำด่า ทุกคำเหน็บแนม มันผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี โดยเฉพาะบทของ เอลิซาเบธ และ จอยซ์ ที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน คนหนึ่งพูดเรื่องศพ คนหนึ่งพูดเรื่องเค้ก แต่มันดันเข้ากันได้อย่างประหลาด บทหนังทำให้เราหัวเราะได้ในฉากที่มีคนตาย ซึ่งเป็นศิลปะขั้นสูงของการเขียนบทครับ
3. การสืบสวนที่ไม่ใช่แค่ Whodunit แต่เป็น Whydunit ถ้าคุณชอบหนังแนว Thriller ที่ต้องขบคิด บทเรื่องนี้อาจไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนระดับ Gone Girl หรือ Prisoners แต่ความสนุกของมันคือ “วิธีการ” ที่เหล่าคุณปู่คุณย่าใช้ในการหาคำตอบครับ มันเต็มไปด้วยทริคแบบ Analog การใช้เส้นสายเก่าๆ การหลอกถามแบบเนียนๆ ซึ่งมันดู “Real” และจับต้องได้มากกว่าการใช้เทคโนโลยีล้ำๆ แบบในหนังสายลับยุคใหม่
🎭 การแสดง เวทีปล่อยของระดับปรมาจารย์ (The Acting Showcase)
มาถึงไฮไลต์สำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ได้คะแนนจากผมไปท่วมท้น นั่นคือนักแสดงครับ การแคสติ้งชุดนี้คือ “Dream Team” ที่หาไม่ได้ง่ายๆ และทุกคนทำหน้าที่ได้สมศักดิ์ศรีตำนาน
1. Helen Mirren ในบท “เอลิซาเบธ” (Elizabeth) ต้องกราบแม่ครับ! Helen Mirren คือหัวใจที่สูบฉีดเลือดให้หนังเรื่องนี้ เธอถ่ายทอดความเป็น “อดีตสายลับ” ได้โดยไม่ต้องถือปืนเลยแม้แต่ฉากเดียว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่หมัด แต่คือ “สายตา” ครับ ในหนังมีฉากหนึ่งที่เธอต้องสอบสวนผู้ต้องสงสัย เธอแค่นั่งจิบชา นิ่งๆ ยิ้มมุมปากนิดๆ แต่แววตาเธอมันข่มขวัญคู่ต่อสู้จนอยู่หมัด เธอแสดงให้เห็นถึงอำนาจและความเฉลียวฉลาดที่สั่งสมมาทั้งชีวิต การแสดงของเธอมีความซับซ้อน (Layer) สูงมาก ภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่เธอก็แอบซ่อนความเปราะบางเรื่องอาการป่วยของสามีไว้ได้อย่างแนบเนียน เป็นการแสดงที่ “น้อยแต่มาก” ของจริง
2. Ben Kingsley ในบท “อิบราฮิม” (Ibrahim) เซอร์ Ben Kingsley พลิกบทบาทจากที่เราเคยเห็นดุดัน มาเป็นจิตแพทย์ผู้เจ้าระเบียบและขี้กังวลได้น่าเอ็นดูมากครับ เขาคือตัวแทนของ “สมอง” ในกลุ่ม จังหวะการพูดที่เป๊ะทุกคำ การขยับแว่น การจดบันทึก ทุกอิริยาบถสะท้อนคาแรคเตอร์คนแก่ที่ Obsessed กับรายละเอียด สิ่งที่ผมชอบคือ เขาเป็นตัวละครที่เรียกเสียงฮาได้มากที่สุดด้วยความ “หน้าตาย” (Deadpan) ของเขา ฉากที่เขาพยายามอธิบายทฤษฎีจิตวิทยาซับซ้อนในขณะที่เพื่อนๆ กำลังคุยเรื่องไร้สาระ คือ Comedy Timing ระดับเทพครับ
3. Pierce Brosnan ในบท “รอน” (Ron) การเห็นอดีต James Bond มารับบทนักเลงสหภาพแรงงานเลือดร้อน เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์และสนุกมากครับ Brosnan สลัดภาพหนุ่มเจ้าสำอางทิ้งไปเลย เขากลายเป็นคุณปู่ขาลุยที่เสียงดัง โผงผาง แต่รักเพื่อนพ้อง เขามอบพลังงาน (Energy) ให้กับหนังเรื่องนี้ ในขณะที่คนอื่นใช้สมอง รอนใช้ใจและลูกบ้า Brosnan แสดงให้เห็นถึง “ความเก๋า” ของคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน และเคมีระหว่างเขากับ Ben Kingsley (คู่หูสมองกับกล้ามเนื้อ) เป็นอะไรที่ลงตัวและน่ารักมาก
4. Celia Imrie ในบท “จอยซ์” (Joyce) คนนี้คือ “The MVP” (Most Valuable Player) สำหรับผมครับ บทจอยซ์ดูเหมือนจะเป็นคุณยายธรรมดาที่ไม่มีพิษมีภัย แต่ Celia Imrie เล่นได้ “ลึก” มาก เธอทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าเธอเป็นแค่คนแก่ใจดี แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ทำให้เราขนลุกได้ด้วยประโยคธรรมดาๆ ที่แฝงความนัย เธอคือตัวแทนของคนดูครับ สายตาที่เธอมองเพื่อนๆ ด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ มันทำให้หนังดูสดใสขึ้นทันที การแสดงของเธอคือ “กาวใจ” ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทุกคนในเรื่องเข้าด้วยกัน ขาดเธอไป หนังเรื่องนี้จะแห้งแล้งทันที

🎥 งานภาพและโปรดักชั่น ความงามในวัยชรา (Cinematography & Visuals)
งานภาพของเรื่อง The Thursday Murder Club ไม่ได้เน้นความฉูดฉาดหรือเทคนิคหวือหวาแบบหนังแอ็คชั่น แต่เน้นการสร้าง “บรรยากาศ” (Atmosphere) ที่เฉพาะตัวมากๆ ครับ
1. สีสันและการจัดแสง (Color Grading & Lighting) หนังใช้โทนสีที่อบอุ่น (Warm Tone) เป็นหลัก สะท้อนภาพลักษณ์ของ “บ้านพักคนชราที่แสนสุข” แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องผ่านหน้าต่าง ห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยไม้และผ้ากำมะหยี่ ให้ความรู้สึก Cozy สมชื่อ แต่ความเจ๋งคือ เมื่อเข้าสู่พาร์ทสืบสวน หรือฉากกลางคืน ผู้กำกับภาพปรับโทนให้มีความเป็น Film Noir นิดๆ เงาที่ทาบทับลงบนใบหน้าตัวละครเพิ่มความลึกลับและความตึงเครียดขึ้นมาทันที มันคือการผสมผสานระหว่าง Downton Abbey และ Knives Out ได้อย่างลงตัว
2. องค์ประกอบศิลป์ (Art Direction) ต้องชมทีมออกแบบฉากครับ หมู่บ้าน Coopers Chase ถูกเนรมิตขึ้นมาให้ดูหรูหราแต่ก็มีความ “หลอน” ลึกๆ มันมีความเงียบสงบที่มากเกินไปจนน่าอึดอัด รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น แก้วน้ำชาลายดอกไม้ที่วางอยู่ข้างๆ เทปกันเขตของตำรวจ (Police Tape) คือ Visual Contrast (ความขัดแย้งทางภาพ) ที่เล่าเรื่องได้ดีมาก ว่าความรุนแรงได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่ควรจะสงบสุขที่สุดแล้ว
3. มุมกล้อง (Camera Work) Chris Columbus เลือกใช้มุมกล้องที่นิ่งและมั่นคง (Steady) เขาให้เกียรตินักแสดงมากด้วยการใช้ Medium Shot และ Close-up เยอะ เพื่อให้เราได้เห็น “ริ้วรอย” และ “แววตา” ของนักแสดงชัดๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขายฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่มันขาย “Micro-expression” (สีหน้าแววตาเล็กๆ น้อยๆ) ของนักแสดง ดังนั้นการที่กล้องจับภาพใบหน้าของ Helen Mirren ตอนกำลังครุ่นคิด หรือหน้าของ Pierce Brosnan ตอนกำลังโมโห คือสิ่งที่ทรงพลังกว่า CGI ใดๆ ครับ
💭 บทวิเคราะห์เชิงลึก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึง “โดนใจ”
ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่าความเป็นหนังตลกสืบสวน The Thursday Murder Club กำลังพูดถึง “คุณค่าของการมีชีวิตอยู่” (Purpose of Life) ครับ
ตัวละครทุกคนในเรื่อง เหมือนคนที่กำลังรอวันหมดอายุ พวกเขาถูกสังคมผลักไปอยู่ขอบสนาม แต่การ “ไขคดี” มันคือการกู้คืนศักดิ์ศรีและความหมายของการตื่นนอนในแต่ละวันกลับคืนมา หนังนำเสนอประเด็น Death Positivity (การมองความตายในแง่บวก) ได้น่าสนใจ เราทุกคนต้องตาย แต่ก่อนจะตาย เราได้ใช้ชีวิตคุ้มหรือยัง? และเรามีเพื่อนที่จะร่วมหัวจมท้ายไปกับเราไหม?
ฉากที่ผมประทับใจที่สุด ไม่ใช่ฉากจับคนร้าย แต่เป็นฉากที่พวกเขานั่งดื่มไวน์กันหลังจบภารกิจ แสงไฟสลัวๆ บทสนทนาถึงความหลัง และเสียงหัวเราะ มันทำให้เห็นว่า “มิตรภาพไม่ได้จำกัดอายุ” และ “ความสนุกที่สุดของชีวิต อาจจะรอเราอยู่ในวัย 70 ก็ได้”

🎬 สรุปภาพรวม The Thursday Murder Club (Verdict)
The Thursday Murder Club (ฉบับภาพยนตร์) คือหนังที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ มันคือหนังที่
- สำหรับคอหนัง Thriller บทมีการหักมุมที่ฉลาด พอให้ได้บริหารสมองเดาทางคนร้าย
- สำหรับคอหนัง Drama มีมิติของความสัมพันธ์ มิตรภาพ และความซึ้งกินใจที่ทำให้น้ำตาซึม
- สำหรับคนรักการแสดง นี่คือเวทีปล่อยของที่คุณหาดูไม่ได้บ่อยๆ การได้เห็น Helen Mirren, Ben Kingsley, Pierce Brosnan และ Celia Imrie มาอยู่เฟรมเดียวกัน คือกำไรชีวิตคนดูครับ
ข้อสังเกตเล็กน้อย อาจจะมีช่วงกลางเรื่อง (Mid-point) ที่การเดินเรื่องแผ่วลงไปนิดหน่อย เพราะต้องเกลี่ยบทให้ตัวละครเสริมและปูพื้นหลังของดราม่าส่วนตัว แต่มันก็ถูกดึงกราฟความสนุกกลับมาได้ในช่วงไคลแม็กซ์ที่ลุ้นระทึกและตลกไปพร้อมๆ กัน
คะแนนรีวิวแบบไม่อวย ถ้าเต็ม 10 ผมให้ 9/10 ครับ หัก 1 คะแนนตรงที่บางปมอาจจะคลี่คลายง่ายไปนิดเมื่อเทียบกับความซับซ้อนในนิยาย (เพราะเวลาจำกัด) แต่โดยรวมแล้ว นี่คือหนัง Feel Good ที่มีความ Dark ผสมอยู่ เป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมและน่าจดจำที่สุดเรื่องหนึ่งของปี
คำเตือนสุดท้าย ดูเรื่องนี้แล้ว คุณอาจจะอยากโทรหาปู่ย่าตายาย หรือไม่อย่างนั้น… คุณอาจจะอยากรีบแก่ไปไวๆ เพื่อจะได้ไปตั้งแก๊งกับเพื่อนแบบนี้บ้างก็ได้ครับ!
เป็นหนังที่ “Must Watch” จริงๆ ครับ พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!
รายชื่อนักแสดงหลัก (Cast) ระดับ “Dream Team” ของภาพยนตร์เรื่อง The Thursday Murder Club ฉบับ Netflix ครับ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการรวมตัวของ “The Avengers เวอร์ชั่นรุ่นเดอะ” ของเกาะอังกฤษเลยก็ว่าได้ เพราะทุกคนคือตำนานที่มีรางวัลการันตีท่วมตัวครับ
🌟 4 สมาชิกแก๊ง “ชมรมไขคดีฆาตกรรมวันพฤหัสฯ”
1. Helen Mirren (เฮเลน มิร์เรน)
- รับบทเป็นเอลิซาเบธ เบสต์ (Elizabeth Best)
- คาแรคเตอร์ หัวหน้ากลุ่มผู้ลึกลับ อดีตสายลับ MI6 (แม้เธอจะไม่เคยยอมรับตรงๆ) ผู้มีความเฉียบขาด ฉลาดเป็นกรด และมีเส้นสายรู้จักคนใหญ่คนโตไปทั่วโลก เธอคือมันสมองและคนคุมเกมของกลุ่ม
- ประวัติย่อ
- Dame Helen Mirren คือหนึ่งในนักแสดงหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษและของโลกครับ เธอได้รับพระราชทานยศเป็น “คุณหญิง” (Dame) จากควีนเอลิซาเบธที่ 2
- ผลงานเด่น เจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง The Queen (2006), สายลับสุดเก๋าใน RED, Fast & Furious (บท Queenie Shaw), และซีรีส์สืบสวนระดับตำนาน Prime Suspect
- ความเหมาะสม ไม่มีใครเหมาะกับบท “หญิงแก่ที่อันตรายที่สุด” ได้เท่าเธออีกแล้วครับ ทั้งความสง่าและความดุดันในแววตา
2. Pierce Brosnan (เพียร์ซ บรอสแนน)
- รับบทเป็นรอน ริตชี่ (Ron Ritchie)
- คาแรคเตอร์ อดีตผู้นำสหภาพแรงงานหัวรุนแรง (Socialist) ผู้เลือดร้อน เสียงดัง โผงผาง ไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่รักเพื่อนพ้องสุดหัวใจ เป็นฝ่ายบู๊และฝ่ายชนของกลุ่ม
- ประวัติย่อ
- นักแสดงชาวไอริชผู้เป็นเจ้าของฉายา “หนุ่มเจ้าเสน่ห์ตลอดกาล” และเป็นตำนาน James Bond 007 (ยุค 90s ตั้งแต่ GoldenEye ถึง Die Another Day)
- ผลงานเด่น Mamma Mia!, The Thomas Crown Affair, Black Adam (บท Dr. Fate)
- ความเหมาะสม การพลิกบทบาทจากสายลับมาดเนี๊ยบ มาเป็นนักเลงวัยเกษียณปากจัด เป็นอะไรที่น่าดูมากครับ เขามีเสน่ห์แบบแบดบอยที่ถึงแก่ก็ยังเท่
3. Ben Kingsley (เบน คิงสลีย์)
- รับบทเป็นอิบราฮิม อารีฟ (Ibrahim Arif)
- คาแรคเตอร์ อดีตจิตแพทย์ผู้ปราดเปรื่อง สุขุม นุ่มลึก เจ้าระเบียบ และชอบวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ แต่บางครั้งก็ขี้กังวลจนเกินเหตุ เป็นฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่ม
- ประวัติย่อ
- Sir Ben Kingsley อีกหนึ่งตำนานที่มียศเซอร์นำหน้า เป็นนักแสดงที่เล่นได้ทุกบทบาทตั้งแต่ผู้นำจิตวิญญาณยันตัวร้ายโรคจิต
- ผลงานเด่น คว้าออสการ์จากบท Gandhi (1982), Schindler’s List, Shutter Island, และบท Mandarin ใน Iron Man 3
- ความเหมาะสม สายตาที่ดูลึกซึ้งและการแสดงที่ละเอียดอ่อนของเขา เหมาะกับบทจิตแพทย์ผู้เป็นมันสมองของทีมอย่างยิ่ง
4. Celia Imrie (ซีเลีย อิมรี)
- รับบทเป็นจอยซ์ เมโดว์ครอฟต์ (Joyce Meadowcroft)
- คาแรคเตอร์ อดีตพยาบาลสาวผู้มองโลกในแง่ดี (และชอบเล่าเรื่องเค้กกับรายการทีวี) ดูภายนอกเหมือนคุณยายใจดีธรรมดาๆ ที่ไม่มีพิษภัย แต่จริงๆ แล้วเธอช่างสังเกตและเฉลียวฉลาดกว่าที่ใครคิด เป็นตัวเชื่อมประสานทุกคนเข้าด้วยกัน
- ประวัติย่อ
- นักแสดงหญิงชาวอังกฤษผู้คร่ำหวอดในวงการละครเวทีและภาพยนตร์แนวฟีลกู๊ด เธอคือตัวแม่แห่งวงการตลกและดราม่าของอังกฤษ
- ผลงานเด่น The Best Exotic Marigold Hotel, Calendar Girls, Bridget Jones’s Diary
- ความเหมาะสม บทจอยซ์ต้องการคนที่มีเสน่ห์แบบ “คุณยายข้างบ้าน” ที่น่ารักน่าเอ็นดู ซึ่งซีเลียคือตัวเลือกที่เพอร์เฟกต์ที่สุดครับ
🌟 นักแสดงสมทบที่น่าสนใจ The Thursday Murder Club
นอกจาก 4 ตัวหลักแล้ว นักแสดงสมทบยังขนกันมาแบบจัดเต็มครับ
- David Tennant (จาก Doctor Who, Harry Potter) มารับบทสำคัญที่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดแน่ชัด แต่ระดับเขาแล้วต้องเป็นบทที่ขโมยซีนแน่นอน
- Jonathan Pryce (จาก The Two Popes, Game of Thrones) อีกหนึ่งนักแสดงรุ่นใหญ่ระดับตำนานที่มาร่วมแจม
- Naomi Ackie (จาก Whitney Houston I Wanna Dance with Somebody) คาดว่าจะมารับบท ดอนนา (Donna) ตำรวจหญิงคู่หูต่างวัยของแก๊งคนแก่
- Daniel Mays (จาก Rogue One) คาดว่าจะมารับบท คริส (Chris) ตำรวจคู่หูของดอนนา
- Tom Ellis (จากซีรีส์ Lucifer) มาร่วมแสดงในบทรับเชิญที่น่าจับตามอง
นี่คือแคสติ้งที่ถือว่า “แข็งแกร่ง” ที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีเลยครับ เป็นการรวมตัวของนักแสดงระดับบรมครูที่แค่มานั่งคุยกันเฉยๆ หนังก็น่าดูแล้วครับ! movieseries