รีวิวหนัง2026 ฝ่าชะตาโลกาวินาศ 2 ( The Wandering Earth 2 )

รื่องย่อของภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์จากจีน “The Wandering Earth II” (ฝ่าชะตา โลกาวินาศ 2) ครับ

สิ่งแรกที่ต้องทราบคือ แม้ชื่อเรื่องจะเป็นภาค 2 แต่เนื้อหา เป็นภาคต้น (Prequel) ของภาคแรกครับ ดังนั้นถ้ายังไม่เคยดูภาค 1 ก็สามารถดูภาคนี้รู้เรื่อง และอาจจะทำให้เข้าใจจักรวาลนี้ดียิ่งขึ้นด้วยครับ

ฝ่าชะตาโลกาวินาศ 2 ( The Wandering Earth 2 )

🎬 เรื่องย่อ ฝ่าชะตาโลกาวินาศ 2 ( The Wandering Earth 2 )

เรื่องราวเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เมื่อดวงอาทิตย์กำลังขยายตัวและจะกลืนกินระบบสุริยะในไม่ช้า มนุษยชาติต้องเผชิญกับทางเลือกในการเอาชีวิตรอด โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ๆ คือ

  1. โครงการ Digital Life เชื่อว่าร่างกายมนุษย์เปราะบาง จึงควร “อัปโหลด” จิตสำนึกเข้าสู่โลกดิจิทัลเพื่อมีชีวิตนิรันดร์
  2. โครงการ Moving Mountain (ต่อมาคือ Wandering Earth) เชื่อว่าต้องย้ายโลกทั้งใบหนีไปยังระบบดาวอื่น โดยการสร้างเครื่องยนต์ยักษ์เพื่อผลักโลก

หนังเล่าเหตุการณ์ในช่วงวิกฤตการณ์ต่างๆ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่การก่อสร้างลิฟต์อวกาศ (Space Elevator), การโจมตีของผู้ก่อการร้ายกลุ่ม Digital Life, วิกฤตดวงจันทร์ที่จะพุ่งชนโลก และการตัดสินใจที่เจ็บปวดของตัวละครหลักอย่าง “หลิวเผยเฉียง” (อู๋จิง) นักบินอวกาศหนุ่ม และ “ตูเหิงหยู” (หลิวเต๋อหัว) นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามเก็บรักษาจิตวิญญาณของลูกสาวที่เสียชีวิตไว้ในโลกดิจิทัล

🧐 รีวิวความรู้สึกหลังดู

1. งานภาพและ CG ระดับโลก (Visuals)

นี่คือจุดแข็งที่สุดของหนัง เรื่องนี้ยกระดับงานภาพจากภาคแรกไปไกลมาก ฉาก “ลิฟต์อวกาศ” (Space Elevator) และฉากฝูงโดรนพิฆาตถือเป็น Masterpiece ที่ทำออกมาได้สมจริง ยิ่งใหญ่ และน่าตื่นตาตื่นใจทัดเทียมกับหนัง Hollywood ฟอร์มยักษ์ได้สบายๆ

2. เนื้อเรื่องลึกซึ้งและซับซ้อนขึ้น (Storytelling)

ภาคนี้ไม่ได้มีแค่ฉากบู๊หรือกู้โลกแบบทื่อๆ แต่มีการใส่ประเด็นปรัชญาและจริยธรรมเข้ามาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะผ่านตัวละครของ หลิวเต๋อหัว ที่ตั้งคำถามว่า “มนุษย์คืออะไร? ถ้าไม่มีกายหยาบแต่มีความทรงจำ ยังนับเป็นมนุษย์หรือไม่?” นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่อง AI (MOSS) ที่คอยเฝ้าดูและแทรกแซงมนุษย์ ซึ่งเป็นจุดหักมุมที่น่าสนใจ

3. ความดราม่าและเสียสละ (Drama)

สไตล์หนังจีนยังคงเน้นเรื่อง “ความสามัคคี” และ “การเสียสละเพื่อส่วนรวม” (Collectivism) ซึ่งอาจจะดูเล่นใหญ่ (Melodramatic) ไปบ้างสำหรับบางคน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายฉากทำออกมาได้บีบหัวใจและเรียกน้ำตาได้จริง โดยเฉพาะพาร์ทของครอบครัว

4. ข้อสังเกต

  • ความยาว หนังมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง และมีข้อมูลทางเทคนิค/ศัพท์เฉพาะเยอะมาก อาจทำให้รู้สึกล้าในช่วงกลางเรื่อง
  • ตัวละครเยอะ มีหลายเส้นเรื่องที่เล่าขนานกันไป อาจต้องใช้สมาธิในการจับต้นชนปลายเล็กน้อย

นี่คือบทรีวิวแบบเจาะลึก วิเคราะห์ทุกอณูของ “The Wandering Earth 2” (ฝ่าชะตา โลกาวินาศ 2) ในรูปแบบภาษาพูดที่ชวนคุย เหมือนเพื่อนคอหนังนั่งวิเคราะห์กันหลังออกจากโรง โดยเน้นความรู้สึก การตีความ และรายละเอียดของงานสร้าง มากกว่าการเล่าเรื่องย่อครับ

บทวิจารณ์เชิงลึก ฝ่าชะตาโลกาวินาศ 2 ( The Wandering Earth 2 ) – เมื่อมนุษยชาติเดิมพันด้วย “เนื้อหนัง” และ “จิตวิญญาณ”

ถ้าจะให้ผมพูดถึง ฝ่าชะตาโลกาวินาศ 2 ( The Wandering Earth 2 ) คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเลยคือคำว่า “ทะเยอทะยาน” ครับ… นี่ไม่ใช่แค่หนังภาคต่อที่ทำมาเพื่อโกยเงิน แต่มันคือการประกาศศักดาของวงการภาพยนตร์ไซไฟเอเชียว่า “เราทำได้” และเผลอๆ ทำได้ลึกซึ้งกว่าหนังฝั่งตะวันตกหลายเรื่องด้วยซ้ำ ถ้าคุณคิดว่าภาคแรกคือการจุดพลุ ภาคนี้คือการระเบิดซูเปอร์โนวาครับ

วันนี้ผมจะไม่เล่าเรื่องย่อ (เพราะคุณขอไว้ และเชื่อว่าคุณคงรู้อยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของโลกที่กำลังย้ายหนีดวงอาทิตย์) แต่ผมจะชวนคุณดำดิ่งลงไปใน 3 แกนหลักที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็น Masterpiece บทภาพยนตร์ที่เล่นกับปรัชญา, งานภาพที่บ้าคลั่ง, และการแสดงที่แบกรับชะตากรรมของมนุษย์

1. แก่นเรื่องและบทภาพยนตร์ สงครามเย็นระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเสมือน”

สิ่งที่ทำให้ภาค 2 นี้เหนือชั้นกว่าภาคแรกแบบคนละชั้น คือการที่หนังกล้าแตะประเด็นที่หนักอึ้งทางศีลธรรมครับ หนังไม่ได้สู้แค่กับภัยธรรมชาติ แต่สู้กับ “อุดมการณ์”

Digital Life vs. Wandering Earth จุดที่ผมชอบที่สุดคือความขัดแย้งหลักของเรื่อง หนังตั้งคำถามที่โคตรจะทันสมัยในยุค AI นี้ว่า “ถ้าโลกกำลังจะแตก เราควรย้ายร่างกายอันเปราะบางหนีไป หรือเราควรทิ้งกายหยาบ แล้วอัปโหลดจิตสำนึกไปอยู่ในโลกดิจิทัล?”

  • ฝ่าย Digital Life (MOSS) มองว่าร่างกายคือภาระ การมีชีวิตนิรันดร์ในเซิร์ฟเวอร์คือทางออก
  • ฝ่าย Moving Mountain (ย้ายโลก) เชื่อว่ามนุษย์ต้องมี “ประวัติศาสตร์” ต้องมีอารยธรรมที่จับต้องได้ หากไร้ซึ่งร่างกาย มนุษย์ก็ไม่ใช่คนอีกต่อไป

บทหนังฉลาดมากที่ไม่ได้ชี้ชัดว่าใครผิดใครถูกแบบขาว-ดำ แม้หนังจะเชียร์ฝั่งย้ายโลก (ตามบทเดิม) แต่หนังก็ฉายภาพให้เห็นความเจ็บปวดของ “ตูเหิงหยู” (หลิวเต๋อหัว) ที่ทำให้เราคนดูแอบเอนเอียงไปว่า “เออ… หรือ Digital Life มันก็เป็นทางออกของความรักและความทรงจำได้เหมือนกันนะ?” มันคือการปะทะกันของปรัชญาการดำรงอยู่ (Existentialism) ที่ใส่เข้ามาในหนังหายนะได้อย่างแนบเนียน

การเมืองโลกในภาวะวิกฤต อีกจุดที่ต้องชมคือ “พาร์ทการเมือง” หนังแสดงให้เห็นความโกลาหล ความเห็นแก่ตัว และสุดท้ายคือ “ความสามัคคีที่จำยอม” ของนานาชาติ บทสนทนาในห้องประชุมสหประชาชาติ (UEG) มันเข้มข้นไม่แพ้ฉากระเบิด โดยเฉพาะประโยคเด็ดเรื่อง “กระดูกต้นขาที่หักแล้วรักษาหาย” ที่สื่อถึงจุดเริ่มต้นของอารยธรรมมนุษย์ มันเป็นการเขียนบทที่คมคายและยกระดับหนังให้ดู “แพง” ขึ้นมาทันทีครับ

2. งานภาพและโปรดักชั่น (Visuals & Aesthetics) ความงามของ “เครื่องจักรเปื้อนน้ำมัน”

ถ้าคุณเป็นแฟนนิยายวิทยาศาสตร์สายแข็ง (Hard Sci-Fi) คุณจะ “ฟิน” กับงานออกแบบเรื่องนี้จนตัวสั่นครับ

สุนทรียะแบบ Industrial Sci-Fi หนังเรื่องนี้ไม่ใช่งานไซไฟแบบ Star Trek ที่ทุกอย่างดูคลีน ดูขาวสะอาด แต่มันคือสไตล์ “Heavy Industrial” ทุกอย่างดูใหญ่ ยักษ์ หนัก และเปื้อนฝุ่น คุณจะรู้สึกถึงน้ำหนักของเหล็กกล้า กลิ่นน้ำมันเครื่อง และความร้อนของไอพ่น

  • ลิฟต์อวกาศ (Space Elevator) ผมขอยกให้ซีนเปิดตัวลิฟต์อวกาศเป็นหนึ่งในฉากที่ “ดีที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไซไฟ” เลยครับ การออกแบบตัวลิฟต์ที่ต้องใช้เครื่องยนต์เจ็ทอัดกระแทกแรงโน้มถ่วงขึ้นไป มุมกล้องที่แพนให้เห็นความสูงเสียดฟ้า และรายละเอียดตอนที่โดรนบินว่อน มันทำให้เรารู้สึก “หวาดเสียว” และ “ทึ่ง” ไปพร้อมๆ กัน งาน CG ตรงนี้เนียนตาจนน่าขนลุก
  • เครื่องยนต์ดาวเคราะห์ ดีไซน์ของเครื่องยนต์ขนาดยักษ์ที่ฝังลงไปในเปลือกโลก รายละเอียดของกลไก การพ่นไฟสีฟ้าที่ตัดกับความมืดของอวกาศ มันสวยงามและน่าเกรงขามมาก มันทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่าสิ่งนี้ “ผลักโลก” ได้

การตัดต่อและการลำดับภาพ หนังยาวเกือบ 3 ชั่วโมง แต่การตัดต่อช่วยคุมจังหวะได้ดีมาก โดยเฉพาะฉากแอ็กชันที่มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน (เช่น บนโลก บนดวงจันทร์ และในโลกไซเบอร์) หนังสลับภาพไปมาเพื่อเร้าอารมณ์ กดดันคนดูจนแทบหยุดหายใจ งาน Visual Effects ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ของ แต่มีไว้เพื่อรับใช้เรื่องราวอย่างแท้จริงครับ

3. การแสดงและตัวละคร หัวใจของเครื่องจักร

ท่ามกลางเทคนิคพิเศษอลังการ สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ “มีเลือดเนื้อ” คือทีมนักแสดงครับ ต้องยอมรับว่าแคสติ้งชุดนี้คือระดับแม่เหล็กที่เอาอยู่จริงๆ

หลิวเต๋อหัว (รับบท ตูเหิงหยู) – เดอะ แบก ของเรื่อง ต้องกราบการแสดงของเฮียหลิวในเรื่องนี้ครับ เขาคือหัวใจ (และจุดดาร์ก) ของหนัง บทบาทนักวิทยาศาสตร์ที่หมกมุ่นกับการชุบชีวิตลูกสาวในโลกดิจิทัล เป็นบทที่ซับซ้อนมาก

  • สายตา เฮียหลิวใช้สายตาเก่งมาก ฉากที่มองดูลูกสาวในหน้าจอคอมพิวเตอร์ มันเต็มไปด้วยความรัก ความโหยหา และความบ้าคลั่งในเวลาเดียวกัน เราจะเห็นกราฟอารมณ์ของเขาที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากพ่อผู้โศกเศร้า ไปสู่ Mad Scientist ที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อลูก
  • การแสดงของเขาทำให้ประเด็นเรื่อง Digital Life มีน้ำหนักมาก จนเราเกลียดเขาไม่ลง แม้สิ่งที่เขาทำอาจจะเสี่ยงต่อความปลอดภัยของมนุษยชาติก็ตาม

อู๋จิง (รับบท หลิวเผยเฉียง) – ฮีโร่ผู้มีความเป็นมนุษย์ ถ้าภาคแรกอู๋จิงคือฮีโร่ผู้เสียสละแบบอุดมคติ ภาคนี้เราจะได้เห็นเขาในมุมที่ “เป็นมนุษย์” มากขึ้นครับ หนังพาเราย้อนไปดูช่วงวัยหนุ่ม ความรัก ความห้าว และความกลัว

  • เคมีระหว่างเขากับนางเอกดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้หวานเลี่ยน แต่เป็นความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤต การแสดงออกทางสีหน้าของอู๋จิงในฉากที่ต้องตัดสินใจเรื่องครอบครัว (เช่น การจับฉลากเข้าหลุมหลบภัย) ทำได้บีบหัวใจมาก มันทำให้เรารู้ว่า ฮีโร่คนนี้ไม่ได้แกร่งดั่งหินผา แต่เขาเจ็บปวดเป็น และเขาสู้เพื่อปกป้องคนที่รัก ไม่ใช่แค่เพื่อกู้โลก

หลี่เสวี่ยเจี้ยน (รับบท ทูตโจวเจ๋อจือ) – เสาหลักแห่งศรัทธา นักแสดงอาวุโสท่านนี้ แม้จะนั่งอยู่แต่ในห้องประชุม และพูดด้วยเสียงแหบพร่า (จากการใช้เทคโนโลยี AI แต่งเสียงเดิมของท่านกลับมา เนื่องจากท่านป่วยจริง) แต่พลังการแสดงคือที่สุดครับ

  • ทุกครั้งที่กล้องจับไปที่หน้าเขา เราจะสัมผัสได้ถึงความหนักแน่น เด็ดขาด และความเชื่อมั่นในมนุษยชาติแบบไม่มีข้อกังขา เขาคือตัวแทนของ “เจตจำนง” ที่จะพาโลกฝ่าวิกฤต การแสดงนิ่งๆ แต่ทรงพลังของเขาช่วยเบรกอารมณ์ดราม่าและแอ็กชัน ให้หนังมีความขลังขึ้นมาทันที

บทสรุป ทำไมคุณถึงต้องดู (และดูซ้ำ)

ฝ่าชะตาโลกาวินาศ 2 ( The Wandering Earth 2 ) ไม่ใช่หนังที่ดูเอาสนุกแล้วจบไป แต่มันคือจดหมายรักถึงความพยายามของมนุษยชาติครับ

  1. ความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ หนังใส่ใจรายละเอียดทางฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และวิศวกรรมมาก (แม้จะมีโม้บ้างตามประสาหนัง) ทำให้โลกในหนังดู “เป็นไปได้”
  2. บทบาทของ AI (MOSS) การเฉลยปมเกี่ยวกับ AI ในตอนท้าย (และ End Credit) คือจุดพีคที่เปลี่ยนมุมมองต่อหนังทั้งเรื่อง ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่ว่า หรือจริงๆ แล้วภัยพิบัติทั้งหมด… มันถูกคำนวณไว้แล้ว?
  3. ความสะเทือนใจ หนังเรื่องนี้ขยี้ต่อมน้ำตาเก่งมาก โดยเฉพาะประเด็น “ผู้เฒ่าเสียสละเพื่อให้คนหนุ่มสาวได้อยู่ต่อ” มันคือค่านิยมแบบเอเชียที่ฝังรากลึก และถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลัง

ข้อสังเกตเล็กน้อย อาจจะมีบางช่วงที่หนังเล่าเรื่องด้วยศัพท์เทคนิคเยอะ และซับไตเติ้ลวิ่งเร็วมาก จนอาจทำให้คนดูเหนื่อยบ้าง และความยาวเกือบ 3 ชั่วโมงอาจจะทำให้ล้า แต่เชื่อผมเถอะครับ ทุกนาทีมันคุ้มค่า

คำตัดสินสุดท้าย นี่คือหนังที่คุณจะไม่ได้เห็นบ่อยๆ จากฝั่งเอเชีย งานภาพระดับ 10/10 บทภาพยนตร์ที่ลึกซึ้งระดับ 9/10 และการแสดงที่กินใจระดับ 10/10 หาก Interstellar คือการเดินทางสู่อวกาศด้วยความรักของพ่อ ฝ่าชะตาโลกาวินาศ 2 ( The Wandering Earth 2 ) คือการแบกโลกทั้งใบหนีตายด้วยความหวังของมวลมนุษยชาติ

ถ้าคุณยังลังเล… เลิกลังเล แล้วไปหามาดูซะครับ เพราะนี่คือหนังที่จะทำให้คุณแหงนหน้ามองท้องฟ้า แล้วรู้สึกว่า “มนุษย์เรานี่มันตัวเล็กจ้อย แต่หัวใจเรามันยิ่งใหญ่จริงๆ”

นักแสดงหลักของ ฝ่าชะตาโลกาวินาศ 2 ( The Wandering Earth 2 ) พร้อมประวัติโดยย่อและบทบาทที่พวกเขาได้รับครับ

ทีมนักแสดงชุดนี้ถือว่าเป็นการรวมตัวของ “ระดับเทพ” ในวงการบันเทิงจีน ทั้งสายบู๊ สายดราม่า และระดับตำนานครับ

1. อู๋จิง (Wu Jing) รับบท “หลิวเผยเฉียง”

(นักบินอวกาศหนุ่มเลือดร้อน ผู้กลายมาเป็นความหวังของโลก)

  • ประวัติโดยย่อ อู๋จิง คือซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 ของจีนในยุคปัจจุบันครับ เดิมทีเขาเป็นนักกีฬาวูซู (เหมือนเจ็ท ลี) ก่อนจะเข้าสู่วงการบันเทิง เขาโด่งดังถึงขีดสุดจากการกำกับและแสดงนำใน “Wolf Warrior 2” (กองพันหมาป่า) ซึ่งทำเงินสูงสุดตลอดกาลในจีน ภาพลักษณ์ของเขาคือ “ฮีโร่ผู้รักชาติ” และ “แอ็กชันสตาร์ที่เล่นจริงเจ็บจริง”
  • บทบาทในเรื่อง ในภาค 2 นี้ เราจะได้เห็นเขาในวัยหนุ่ม (ใช้เทคโนโลยี De-aging หน้าเด็กลง) เป็นนักบินฝึกหัดที่มีความรัก มีความเกรียน และค่อยๆ เติบโตเป็นพ่อคนและฮีโร่ที่เราเห็นในภาคแรก

2. หลิวเต๋อหัว (Andy Lau) รับบท “ตูเหิงหยู”

(นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ ผู้หมกมุ่นกับโครงการ Digital Life)

  • ประวัติโดยย่อ คนนี้ไม่ต้องบรรยายเยอะครับ เขาคือ “หนึ่งในสี่จตุรเทพ” แห่งเกาะฮ่องกง เป็นตำนานที่คนไทยรู้จักกันดีจาก “ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ” และ “Infernal Affairs” (2 คน 2 คม) หลิวเต๋อหัวเป็นนักแสดงที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่ง แสดงได้ทั้งบทบู๊และดราม่าเรียกน้ำตา การมาร่วมงานในเรื่องนี้ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่ทำให้หนังมีความลึกซึ้งขึ้นมหาศาล
  • บทบาทในเรื่อง เขาเล่นเป็นตัวละครสีเทาๆ ที่สูญเสียลูกสาวและภรรยาไปในอุบัติเหตุ ทำให้เขาพยายามทำผิดกฎหมายเพื่ออัปโหลดความทรงจำลูกสาวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การแสดงของเขาคือตัวแบกพาร์ทดราม่าของเรื่องนี้ครับ

3. หลี่เสวี่ยเจี้ยน (Li Xuejian) รับบท “โจวเจ๋อจือ”

(ทูตจีนประจำสหประชาชาติ UEG ผู้เป็นเสาหลักทางจิตใจ)

  • ประวัติโดยย่อ ท่านนี้คือนักแสดงอาวุโสระดับ “ครู” ของวงการบันเทิงจีนครับ ได้รับการยกย่องอย่างสูงในเรื่องฝีมือการแสดงที่สมจริงและทรงพลัง เคยรับบทสำคัญในซีรีส์ประวัติศาสตร์มากมาย (เช่น ซ้องกั๋ง ใน 108 ผู้กล้าเขาเหลียงซาน) เกร็ดน่ารู้ ในชีวิตจริงท่านป่วยเป็นมะเร็งโพรงจมูก ทำให้เส้นเสียงเสียหาย เสียงที่แหบพร่าในหนังคือเสียงจริงของท่าน (ในเวอร์ชันจีนมีการใช้ AI ช่วยปรับให้ชัดเจนขึ้นเล็กน้อยในบางจุด) ซึ่งกลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ตัวละครนี้ดูขลังและน่าเกรงขามมาก
  • บทบาทในเรื่อง เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ต้องคอยเจรจาและกดดันผู้นำทั่วโลกให้ร่วมมือกันในโครงการย้ายโลก

4. ซาอี้ (Sha Yi) รับบท “จางเผิง”

(นักบินรุ่นพี่ และอาจารย์ของหลิวเผยเฉียง)

  • ประวัติโดยย่อ ซาอี้ เป็นนักแสดงที่โด่งดังมาจากสายคอมเมดี้และซิตคอม (เช่นเรื่อง My Own Swordsman) คนจีนจะคุ้นหน้าเขาในบทตลกและอบอุ่น การที่เขามาเล่นเรื่องนี้ช่วยเพิ่มมิติของ “มนุษย์” และความผูกพันแบบศิษย์-อาจารย์ได้ดีมาก
  • บทบาทในเรื่อง เป็นเหมือนพ่อคนที่สองของพระเอก คอยสั่งสอนและปกป้อง เป็นตัวละครที่สร้างรอยยิ้มและเรียกน้ำตาได้มากที่สุดคนหนึ่งในตอนท้ายเรื่อง

5. หนิงหลี่ (Ning Li) รับบท “หม่าเจ้า”

(หัวหน้าศูนย์วิจัยคอมพิวเตอร์ควอนตัม เพื่อนร่วมงานของตูเหิงหยู)

  • ประวัติโดยย่อ หนิงหลี่ เป็นนักแสดงสายฝีมือ (Character Actor) ที่มักจะโผล่มาขโมยซีนในซีรีส์สืบสวนสอบสวนดังๆ ของจีนหลายเรื่อง (เช่น The Long Night ความจริงที่หลับใหล) เขามักได้รับบทคนที่ดูฉลาด ลึกลับ หรือมีความซับซ้อน
  • บทบาทในเรื่อง เป็นคนสุขุม เยือกเย็น ยึดมั่นในกฎระเบียบ และเป็นขั้วตรงข้ามกับหลิวเต๋อหัว บทบาทของเขาสำคัญมากในการไขปริศนาเรื่อง AI หรือ MOSS

6. หวังจื้อ (Wang Zhi) รับบท “หานตัวตัว”

(แพทย์ทหารหญิง ภรรยาของหลิวเผยเฉียง)

  • ประวัติโดยย่อ เธอเป็นนักแสดงสาวที่มีพื้นฐานกังฟูและศิลปะการต่อสู้มาก่อน (เคยเรียนย่งชุนและดาบ) โด่งดังจากภาพยนตร์ตลกเรื่อง Goodbye Mr. Loser การมารับบทนี้ทำให้เธอได้โชว์ทั้งคิวบู๊ที่แข็งแกร่งและบทบาทแม่ที่อ่อนโยน
  • บทบาทในเรื่อง เป็นหญิงแกร่งที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพระเอก ไม่ใช่แค่ตัวประกอบหญิงที่รอความช่วยเหลือ แต่เป็นคู่ชีวิตที่พระเอกรักและเทิดทูน (ชื่อลูกสาวในภาค 1 ก็ตั้งตามชื่อเธอ)

ทีมนักแสดงชุดนี้ถือว่า “แคสมาถูกคน” มากๆ ครับ แต่ละคนช่วยเสริมจุดเด่นให้หนังสมบูรณ์แบบทั้งพาร์ทแอ็กชันและดราม่าครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *