สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเจาะลึกสุดๆ ถึงซีรีส์ที่หลายคนรอคอย และในขณะเดียวกันก็เป็นซีรีส์ที่เต็มไปด้วย “ความรู้สึก” ที่ซับซ้อนที่สุดซีซั่นหนึ่ง นั่นคือ The Witcher Season 3
โจทย์ของคุณคือไม่เน้นเรื่องย่อ แต่ให้เจาะไปที่ เนื้อเรื่อง (การเล่าเรื่อง) งานภาพ และการแสดง ในรูปแบบคำพูดที่น่าสนใจ ผมต้องบอกก่อนว่าการคุยเรื่องซีซั่น 3 นี้ มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” นั่นคือ… นี่คือการ “ส่งท้าย” เฮนรี่ คาวิลล์ (Henry Cavill) ในบทบาทที่เขารักมากที่สุด
ดังนั้น รีวิว The Witcher Season 3 นี้จึงไม่ใช่แค่การวิจารณ์ซีรีส์ แต่มันคือการวิเคราะห์ “การอำลา” ที่ทั้งสวยงาม เจ็บปวด และเต็มไปด้วยรอยแผลครับ

PART 1 “หัวใจ” ที่ถูกค้นพบ และ “สมอง” ที่แสนสับสน (วิเคราะห์เนื้อเรื่องและการเล่าเรื่อง)
ถ้าจะให้ผมนิยามการเล่าเรื่องของ Season 3 ในคำเดียว ผมขอนิยามว่า “ทะเยอทะยานจนล้น” (Ambitiously Overstuffed)
จุดที่ “หัวใจ” ทำงานได้ดีที่สุด
สิ่งที่แฟนๆ (อย่างผม) เรียกร้องมาตลอดสองซีซั่น คือการได้เห็น “ครอบครัว” ที่แท้จริง และซีซั่น 3 ก็จัดให้เราแบบเต็มอิ่มในช่วงครึ่งแรก
นี่คือจุดที่บทภาพยนตร์ทำได้ดีที่สุดครับ ซีซั่นนี้ไม่ได้เล่าเรื่องของ วิทเชอร์, จอมเวทย์, และเจ้าหญิง อีกต่อไป แต่เล่าเรื่องของ “พ่อ” (เกรอลท์), “แม่” (เยนเนเฟอร์), และ “ลูกสาว” (ซิรี) ที่พยายามหนีโชคชะตาและสร้างบ้านของตัวเอง
1. เคมีของ “ครอบครัวจำเป็น” การที่ทั้งสามคนได้อยู่ด้วยกัน มันไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่มันคือการ “เยียวยา” ซึ่งกันและกัน เกรอลท์ได้เรียนรู้ที่จะ “ไว้ใจ” เยนเนเฟอร์อีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะคนรัก แต่ในฐานะ “แม่” ของซิรี ฉากที่เยนเนเฟอร์สอนเวทมนตร์ให้ซิรี ไม่ได้เป็นแค่การฝึกพลัง แต่มันคือการสร้างสายใยที่ซีซั่นก่อนๆ ทำไม่ได้ ความสัมพันธ์ของ “แม่-ลูกสาว” คู่นี้ ถูกปูมาอย่างหนักแน่นและน่าเชื่อถือมาก มันคือ “หัวใจ” ของซีซั่นนี้อย่างแท้จริง
2. การเมืองที่เข้มข้น (ในช่วงแรก) The Witcher Season 3 ซีซั่นนี้ยกระดับเกมการเมืองขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการชิงไหวชิงพริบใน “เรดาเนีย” (Redania) การขับเคี่ยวระหว่าง ดิจค์สตรา (Dijkstra) และ ฟิลิปปา (Philippa) รวมถึงการเข้ามาของเจ้าชายราโดวิด (Radovid) มันสร้างมิติที่ซับซ้อน ซีรีส์ไม่ได้มีแค่ “ดี” กับ “เลว” (นิล์ฟการ์ด) อีกต่อไป แต่มีฝ่ายที่ “เทา” จัดๆ ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของอาณาจักรตัวเอง
จุดที่ “สมอง” เริ่มทำงานหนักเกินไป
ปัญหาหลักของ The Witcher Season 3 คือการที่มันพยายามจะ “ซื่อสัตย์” ต่อหนังสือ (เล่ม Time of Contempt) มากเกินไป จนลืมไปว่านี่คือสื่อ “ซีรีส์” ที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและการเล่าเรื่อง
1. พล็อตย่อยที่ “รก” จนเกินงาม ในขณะที่แกนหลัก (ครอบครัว) กำลังไปได้สวย ซีรีส์กลับโยนตัวละครและพล็อตย่อยเข้ามาเยอะมาก การสืบสวนว่าใครคือ “เรียนซ์” (Rience) หรือใครอยู่เบื้องหลังจอมเวทย์ชั่วร้าย, เรื่องของ “เอลฟ์” (Elves) ที่นำโดยฟรานเชสกา, การตามล่าของ “ไวลด์ ฮันท์” (Wild Hunt) ที่โผล่มาแบบงงๆ แล้วก็หายไป, เรื่องของ “เฟคซิรี” (Fake Ciri)…
ทั้งหมดนี้ทำให้การเล่าเรื่องในช่วงกลางๆ (ก่อนถึงไคลแมกซ์) มัน “กระโดด” ไปมาจนน่าเวียนหัว (Pacing ที่มีปัญหา) บางตอนเราใช้เวลาอยู่กับการเมืองในเรดาเนียที่แสนจะเคร่งเครียด ตัดภาพไปที่ซิรีกับเยนเนเฟอร์ที่กำลังฝึกเวทมนตร์อย่างอบอุ่น แล้วก็ตัดไปที่เกรอลท์ขมวดคิ้วตามสืบ… มันทำให้ “อารมณ์” ของคนดูไม่ต่อเนื่อง
2. การแยกส่วน (Volume 1 & 2) การตัดสินใจแบ่งซีรีส์เป็นสองส่วนของ Netflix คือ “หายนะ” ทางอารมณ์ครับ Volume 1 จบลงในจังหวะที่ “พีค” ที่สุด (ก่อนงานเลี้ยงที่อาเรทูซา) มันคือการบิวด์อารมณ์ที่ยอดเยี่ยม แต่การที่ต้องรออีกเป็นเดือนเพื่อมาดู Volume 2 มันทำลายแรงส่งทั้งหมด พอกลับมาดู Volume 2 มันไม่ได้เริ่มที่จุดพีคทันที แต่กลับใช้เวลาเล่าเรื่องในงานเลี้ยงอีกเกือบตอนเต็มๆ ทำให้เครื่องที่กำลังร้อนๆ ดับลงไปดื้อๆ
3. ไคลแมกซ์ที่สูงเสียดฟ้า และการลงจอดที่พังพินาศ ต้องพูดตรงๆ ว่า ตอนที่ 6 (The Thanedd Coup) คือ “ผลงานชิ้นโบแดง” ของซีรีส์ The Witcher ทั้งหมด (เดี๋ยวจะขยายในส่วนของงานภาพ) มันคือจุดที่ทุกพล็อตการเมืองที่ปูมาทั้งซีซั่น ระเบิดออกพร้อมกันในที่เดียว มันคือความตึงเครียดระดับสูงสุด
แต่… และนี่คือ “แต่” ตัวใหญ่ๆ
หลังจากจบศึกที่อาเรทูซา ซีรีส์ที่เคยวิ่งด้วยความเร็ว 200 กม./ชม. ก็เหมือนจะ “เหยียบเบรกจนล้อตาย” ในทันที พล็อตหลักของ “ครอบครัว” ที่เราอินมาตลอด ถูก “ฉีก” ออกจากกันอีกครั้ง
- เกรอลท์ บาดเจ็บสาหัส ไปอยู่ในพาร์ท “ฟื้นฟูร่างกาย” กับแจสเกียร์
- ซิรี หลงทางไปอยู่กลางทะเลทรายในพาร์ท “เอาชีวิตรอด”
- เยนเนเฟอร์ กลับไป “เก็บกวาด” ซากปรักหักพังของเหล่าจอมเวทย์
การที่ซีรีส์ “แยก” ทุกคนออกจากกันใน 2 ตอนสุดท้าย มันทำให้แรงส่งทั้งหมดที่สร้างมาในตอนที่ 6 “สูญเปล่า” ไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะพาร์ทของซิรีในทะเลทราย แม้จะสำคัญต่อการเติบโตของตัวละคร (และเฟรยา อัลลัน ก็แสดงได้ดีมาก) แต่มัน “ช้า” และ “ยืดเยื้อ” จนรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์คนละเรื่อง
สรุปในส่วนของเนื้อเรื่อง The Witcher Season 3 มันคือซีรีส์ที่ “พีค” ที่สุดในตอนที่ 6 และ “แผ่ว” ที่สุดในตอนที่ 8 มันคือการขึ้นรถไฟเหาะที่พุ่งขึ้นจุดสูงสุด แล้วสายเคเบิลก็ขาดผึงลงมาเลย

PART 2 มหาวิบัติที่ “อาเรทูซา” และความไม่สม่ำเสมอของงานภาพ (วิเคราะห์งานภาพและ Production)
ถ้าเนื้อเรื่องคือ “หัวใจ” กับ “สมอง” งานภาพและโปรดักชันของซีซั่นนี้ก็คือ “กล้ามเนื้อ” ที่บางจุดก็ “ล่ำบึ้ก” แต่บางจุดก็ “ลีบแบน” อย่างน่าประหลาดใจ
จุดที่ “ยอดเยี่ยม” ที่สุด (The Thanedd Coup)
ผมขอยกให้ ตอนที่ 6 (ศึกที่อาเรทูซา) เป็นหนึ่งในตอนที่กำกับคิวบู๊และงานภาพได้ “ดีที่สุด” ในประวัติศาสตร์ซีรีส์แฟนตาซียุคใหม่ เทียบชั้นกับ Battle of the Bastards ของ Game of Thrones ได้เลย แต่ในสเกลที่ “จำกัด” กว่า
1. การออกแบบฉากต่อสู้ที่ “มีสติ” มันไม่ใช่แค่การร่ายเวทย์ตูมตาม หรือเอาดาบมาฟันกันมั่วๆ ทุกการต่อสู้ “มีความหมาย”
- จอมเวทย์ ปะทะ จอมเวทย์ เราได้เห็นความโหดเหี้ยม การใช้เวทมนตร์ที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ปล่อยพลัง แต่มีการป้องกัน การสวนกลับ การใช้ Dimeritium (แร่สลายเวทย์) มาแก้ทางกัน มันคือ “สงครามยุทธวิธี” ของจอมเวทย์
- เกรอลท์ ปะทะ วิลเกฟอร์ซ (Vilgefortz) นี่คือไฮไลท์! มันคือการ “ทำลาย” อีโก้ของเกรอลท์ คิวบู๊ที่ออกแบบมาไม่ใช่ให้เกรอลท์ “เท่” แต่เพื่อให้เขา “แพ้” อย่างหมดรูป เราได้เห็นความเร็ว ความโหดเหี้ยม และความเหนือชั้นของวิลเกฟอร์ซอย่างชัดเจน การที่เกรอลท์โดนทุบกระดูกหัก มัน “เจ็บปวด” ทั้งทางกายภาพและทางใจของคนดู
2. งานภาพ (Cinematography) การกำกับภาพในตอนนี้ยอดเยี่ยมมาก มันมีความ “โกลาหล” (Chaotic) แต่ “ไม่สับสน” (Not Confusing) กล้องจับจังหวะการต่อสู้ได้แม่นยำ แสงสีที่ใช้ในอาเรทูซา ทั้งตอนที่หรูหราในงานเลี้ยง และตอนที่ล่มสลายในสงคราม มันตัดกันอย่างรุนแรงและสวยงาม
จุดที่ “น่าผิดหวัง” (The Inconsistency)
นอกเหนือจากตอนที่ 6 ที่เหมือนทุ่มงบไปทั้งหมดแล้ว… ส่วนที่เหลือของซีซั่นกลับมีปัญหาความ “ไม่สม่ำเสมอ” อย่างเห็นได้ชัด
1. CGI และสัตว์ประหลาด บางตัวทำได้ดีมาก (เช่น ปีศาจที่สร้างจากศพเด็กผู้หญิง) แต่บางตัวก็ “ลอย” และดูเหมือนหลุดมาจากวิดีโอเกมยุคก่อน (เช่น สัตว์ประหลาดที่เกรอลท์สู้ตอนเปิดเรื่อง) มันขาดมาตรฐานที่คงที่
2. คอสตูมและฉาก นี่คือจุดที่ผมขัดใจมาตลอด คอสตูมของ The Witcher Season 3 โดยเฉพาะในซีซั่นนี้ มัน “สะอาด” เกินไป ชุดเกราะของนิล์ฟการ์ดที่เคยดูตลกในซีซั่น 1 พอมาซีซั่น 3 ก็ดูดีขึ้น แต่ก็ยังดูเหมือน “ชุดคอสเพลย์” ที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จใหม่ๆ มันขาด “ความสมจริง” ขาด “ร่องรอย” ของการใช้งานจริง บางฉากที่ควรจะดูมืดมน สกปรก กลับดูเหมือน “ฉากละครเวที” ที่จัดแสงสว่างจ้าเกินไป
สรุปงานภาพ ถ้าคุณให้คะแนนโดยดูแค่ตอนที่ 6 มันคือ 10/10 แต่พอรวมกับส่วนที่เหลือของซีซั่น มันคือ “งานดี… แต่ไม่สุด” มันเหมือนคนที่ทุ่มสุดตัววิ่ง 100 เมตรแรก แล้วก็หมดแรงเดินใน 100 เมตรสุดท้าย

PART 3 “การแบก” ของนักแสดง และ “การสั่งลา” ที่สมบูรณ์แบบ (วิเคราะห์การแสดง)
มาถึงส่วนที่ผมคิดว่า “ดีที่สุด” และเป็น “เสาหลัก” ที่แบกรับความสับสนของบทไว้ทั้งหมด นั่นคือ “การแสดง”
1. เฮนรี่ คาวิลล์ (Henry Cavill) ในบท เกรอลท์แห่งริเวีย
นี่คือ “การแสดงสั่งลา” (Swan Song) และเขาก็ “ใส่สุด” ทุกอย่างที่มี
ถ้าซีซั่น 1-2 คือเกรอลท์ที่ “ขมวดคิ้ว” และ “หึ” (Grunt) ซีซั่น 3 คือเกรอลท์ที่ “มีหัวใจ” มากที่สุด เฮนรี่ คาวิลล์ ไม่ได้เล่นเป็นเกรอลท์อีกต่อไป… เขา “คือ” เกรอลท์
- มิติของ “พ่อ” สายตาที่เขามองซิรี มันเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และความกลัวที่จะสูญเสีย มันไม่ใช่สายตาของนักรบ แต่เป็นสายตาของ “พ่อ” ฉากที่เขาสอนซิรีสู้ หรือฉากที่เขาพยายามปกป้องเธอ มันทรงพลังมาก
- มิติของ “คนรัก” เคมีระหว่างเขากับ อานยา ชาโลตรา (เยนเนเฟอร์) ในซีซั่นนี้ “พุ่ง” ถึงขีดสุด มันมีความเป็นผู้ใหญ่ ความเข้าใจ และการ “ยอมรับ” ซึ่งกันและกัน ฉากในงานเลี้ยงที่ทั้งคู่เต้นรำและพูดคุยกัน มันคือความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและงดงาม
- มิติของ “ผู้แพ้” อย่างที่บอกไปในฉากสู้กับวิลเกฟอร์ซ การแสดงความเจ็บปวด ความสิ้นหวัง และการ “ถูกทำลาย” ของเฮนรี่ มันคือการแสดงที่ดีที่สุดของเขาในซีรีส์นี้ เราเชื่อจริงๆ ว่าเขา “แตกสลาย” ทั้งร่างกายและจิตใจ
การจากไปของเขา คือ “ความสูญเสีย” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโชว์นี้ และซีซั่น 3 คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า ทำไมเขาถึง “ไม่สามารถถูกแทนที่ได้”
2. อานยา ชาโลตรา (Anya Chalotra) ในบท เยนเนเฟอร์
ถ้าเฮนรี่คือ “ดาบ” อานยา ชาโลตรา ก็คือ “เวทมนตร์” ที่โอบอุ้มซีรีส์นี้ไว้ ซีซั่นนี้คือการ “ไถ่บาป” ของเธออย่างสมบูรณ์
เธอสลัดภาพจอมเวทย์ที่ทะเยอทะยานและเห็นแก่ตัว (จากซีซั่น 2) ทิ้งไปจนหมดสิ้น เยนเนเฟอร์ในซีซั่น 3 คือ “แม่” คือ “อาจารย์” และคือ “ผู้นำ” การแสดงของเธอในฉากที่ต้องถ่ายทอดความสัมพันธ์กับซิรีนั้น “ละเอียดอ่อน” มาก และในขณะเดียวกัน ฉากที่เธอต้องเผชิญหน้ากับการล่มสลายของ “อาเรทูซา” และการสูญเสีย “ทิสไซอา” (แม่ของเธอ) มันก็บีบหัวใจและทรงพลังมากเช่นกัน เธอคือ “แกนกลางทางอารมณ์” ของซีซั่นนี้
3. เฟรยา อัลลัน (Freya Allan) ในบท ซิรี
เฟรยา อัลลัน “เติบโต” ไปพร้อมกับตัวละครของเธออย่างก้าวกระโดด
ซิรีในซีซั่นนี้ไม่ใช่ “เด็กสาว” ที่ต้องหนีอีกต่อไป เธอคือ “นักสู้” ที่กำลังค้นหาตัวตน คิวบู๊ของเธอดีขึ้นมาก แต่ที่สำคัญคือ “การแสดง” โดยเฉพาะใน 2 ตอนสุดท้ายที่เธอต้อง “แบก” พาร์ททะเลทรายไว้คนเดียว
การแสดงภาพหลอน การต่อสู้กับจิตใจตัวเอง ความสิ้นหวังจนถึงขีดสุด และการตัดสินใจ “ปลดปล่อย” ด้านมืดของตัวเองในตอนจบ (เมื่อเธอเข้าร่วมกับกลุ่ม The Rats) เฟรยาแสดงให้เห็นถึง “การเดินทาง” ของตัวละครที่ซับซ้อนนี้ได้ดีมากๆ
4. นักแสดงสมทบ (Jaskier และเหล่าตัวร้าย)
- โจอี้ เบที (Joey Batey) ในบท แจสเกียร์ ยังคงเป็น “สีสัน” ที่ยอดเยี่ยม แต่ซีซั่นนี้เขามีมิติมากขึ้น เราได้เห็นความ “กล้าหาญ” และ “ความรัก” (ในพาร์ทของเขากับราโดวิด) ที่ลึกซึ้งกว่าแค่การร้องเพลง
- ดิจค์สตรา, ฟิลิปปา, และ วิลเกฟอร์ซ นักแสดงที่มารับบทตัวร้ายหรือตัวละครสีเทาเหล่านี้ ทำหน้าที่ของตัวเองได้ยอดเยี่ยม ทำให้เกมการเมืองที่แสนจะซับซ้อน “น่าเชื่อถือ” และ “น่าติดตาม”

บทสรุป การอำลาที่ “เกือบจะ” สมบูรณ์แบบ
ถ้าคุณถามผมว่า The Witcher Season 3 สนุกไหม? ผมตอบได้เลยว่า “มันคือซีซั่นที่ ‘ดีที่สุด’ และ ‘แย่ที่สุด’ ในเวลาเดียวกัน”
มัน “ดีที่สุด” ในแง่ของ “การแสดง” ของสามนักแสดงนำที่เข้าขากันอย่างสมบูรณ์แบบ, “ดีที่สุด” ในแง่ของ “ฉากแอ็กชัน” ที่พีคที่สุดในตอนที่ 6 (ศึกอาเรทูซา) และ “ดีที่สุด” ในการให้ “หัวใจ” กับความสัมพันธ์แบบครอบครัว
แต่มันก็ “แย่ที่สุด” ในแง่ของ “การเล่าเรื่อง” ที่ “รก” และ “ทะเยอทะยาน” เกินไป, “แย่ที่สุด” ในการ “ตัดอารมณ์” คนดูด้วยการแบ่งเป็นสองส่วน และ “แย่ที่สุด” ในการ “ทิ้งขว้าง” โมเมนตัมทั้งหมดลงในสองตอนสุดท้าย
มันคือซีรีส์ที่ “เกือบจะ” ยอดเยี่ยม แต่สะดุดขาตัวเองล้มในช่วงโค้งสุดท้าย
และท้ายที่สุด… มันคือการ “ส่งท้าย” ที่เจ็บปวด เพราะ เฮนรี่ คาวิลล์ ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือ “เกรอลท์ ออฟ ริเวีย” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเขากำลังเดินจากไปในขณะที่เขากำลัง “พีค” ที่สุดในบทบาทนี้… นี่คือโศกนาฏกรรมที่แท้จริงของ The Witcher Season 3 ครับ movieseries