สวัสดีครับ นี่คือการรีวิวที่พวกเราทุกคน… รอคอย หรือ หวาดหวั่น ที่สุดแห่งปี 2025 กันแน่?
ผมขอบอกคุณตรงนี้เลยนะ… การดู The Witcher Season 4 มันให้ความรู้สึกเหมือนคุณกลับไปร้านอาหารโปรดที่คุณกินมาหลายปี แต่ปรากฏว่าวันนี้… เชฟใหญ่ลาออกไปแล้ว
คุณนั่งลงด้วยความรู้สึกประหม่า พยายามสั่งเมนูเดิม จานเดิมที่คุณรัก แต่ในใจคุณก็อดคิดไม่ได้ว่า รสชาติมันจะเหมือนเดิมเหรอ? วัตถุดิบจะเหมือนเดิมไหม? หรือนี่จะเป็นมื้อสุดท้ายที่เราจะรักร้านนี้?
The Witcher Season 4 คือมื้ออาหารมื้อนั้นครับ และผมจะมารีวิวให้คุณฟังแบบ “คำต่อคำ” ว่ารสชาติของมัน “ฝาด” หรือ “กลมกล่อม” กันแน่
นี่คือรีวิว The Witcher Season 4 แบบเจาะลึก วิเคราะห์ล้วนๆ ไม่เน้นเรื่องย่อ แต่เน้นความรู้สึกและประสิทธิภาพของ “เชฟคนใหม่” และ “วัตถุดิบ” ที่เปลี่ยนไปครับ

The Witcher Season 4 Part 1 “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” – การแสดง (The Performances)
แน่นอน เราต้องพูดเรื่องนี้ก่อน เราจะเลี่ยงไม่ได้ และนี่คือประเด็นที่คนอยากรู้มากที่สุด Liam Hemsworth ในบท Geralt of Rivia
ผมขอพูดแบบไม่เกรงใจนะ Henry Cavill ไม่ได้แค่ “แสดง” เป็น Geralt เขา “คือ” Geralt เขาคือคนที่อ่านหนังสือทุกเล่ม เล่นเกมทุกภาค เขาสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาจากความรักในต้นฉบับ การเดิน การพูด การ “Hmm” ของเขา มันคือภาพจำที่ฝังหัวพวกเราไปแล้ว
แล้ว Liam Hemsworth ล่ะ?
ผมจะแบ่งการแสดงของเขาเป็น 3 ส่วนครับ รูปลักษณ์, เสียง และ “จิตวิญญาณ”
1. รูปลักษณ์และการต่อสู้ (The Physicality)
คุณต้องยอมรับอย่างหนึ่ง Liam “ดู” เป็น Geralt ได้ไม่ยาก เขาตัวสูง ล่ำสัน และเมื่อสวมเกราะหมาป่ากับผมสีเงิน เขาก็ “ดู” เหมือน Geralt… แต่เป็น Geralt จาก “จักรวาลอื่น”
ปัญหาแรกที่ผมรู้สึกขัดใจมากคือ “ความพยายามที่จะเหมือน” ในช่วงสองตอนแรก ผมรู้สึกว่าทีมงานพยายามแต่งหน้า ทำผม ให้ Liam “ใกล้เคียง” กับ Henry มากเกินไป มันเลยยิ่งทำให้เรารู้สึกว่านี่คือ “ตัวแทน” ไม่ใช่ “ตัวจริง”
แต่พอเข้าตอนที่สาม ซีรีส์เริ่มปล่อยวาง และ Liam ก็เริ่มหาที่ทางของตัวเองเจอ เขาไม่ได้พยายามจะเป็น Henry อีกต่อไป
ทีนี้มาถึงการต่อสู้… จุดแข็งที่สุดของ Henry Cavill คือการออกแบบคิวบู๊ที่รุนแรง สง่างาม และ “อ่านง่าย” เหมือนการเต้นรำดาบ
การต่อสู้ของ Liam ในซีซั่นนี้… มัน “ดิบ” กว่าครับ มันไม่ได้สง่างามเท่า มันดูเหมือนคน “เอาตัวรอด” มากกว่า “ปรมาจารย์” มันมีความกระเสือกกระสน มีความโกรธที่ชัดเจน มันไม่ใช่การร่ายรำของนักล่าอสูร แต่มันคือการ “ฆ่า” ของทหารผ่านศึกที่เหนื่อยล้า
ถ้าถามว่าดีไหม? มัน “ดี” ครับ แต่มัน “คนละแบบ” มันสูญเสียความแฟนตาซีเหนือจริงของ Cavill ไป แต่ได้ความสมจริงที่โสโครกและเจ็บปวดมาแทน ใครชอบแบบไหนคงต้องตัดสินกันเอง แต่สำหรับผม… ผมคิดถึงความสง่างามแบบเดิม
2. เสียง (The Voice)
นี่คือจุดที่ “ยาก” ที่สุด Henry Cavill สร้างเสียง Geralt ที่ทุ้มต่ำและมีเอกลักษณ์ไว้ การ “Hmm” ของเขากลายเป็นมีม (Meme) ระดับโลก
Liam พยายามครับ… ผมได้ยินความพยายามนั้น เขาพยายามกดเสียงให้ต่ำ แต่สิ่งที่ออกมามันไม่ใช่เสียงคำรามในลำคอ (Gravelly) แบบที่ Henry ทำ แต่มันกลายเป็นเสียง “กระซิบ” ที่พยายาม “ข่ม” ให้ต่ำแทน
หลายฉากที่เขาต้องตะคอกหรือเปล่งเสียง มันกลายเป็นเสียงของ Liam Hemsworth ที่พยายามดัดเสียง ไม่ใช่เสียงของ Geralt มันเลยทำให้บทพูดที่ควรจะทรงพลังหลายๆ ครั้ง กลับฟังดู “แบน” กว่าที่ควร
3. จิตวิญญาณ (The Soul)
Geralt ในซีซั่นนี้ (ตามเนื้อเรื่อง) คือ Geralt ที่ “แตกสลาย” เขาเสีย Ciri ไป (อย่างที่เขาคิด) เขาเสียทุกอย่าง เขาออกเดินทางด้วยความโกรธและความสิ้นหวัง
และนี่คือจุดที่ Liam “ทำได้ดีกว่า” ที่ผมคาดไว้
Geralt ของ Henry Cavill มี “ความอบอุ่น” ซ่อนอยู่ใต้ความเย็นชา เราจะเห็นแววตาของ “เนิร์ด” ที่รักตัวละครนี้ แต่ Geralt ของ Liam Hemsworth นั้น “เย็นชา” จริงๆ แววตาของเขาว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น มันคือแววตาของคนที่ไม่อยากยุ่งกับใครอีกแล้วจริงๆ
ความสัมพันธ์ของเขากับ Jaskier (โจอี้ เบทีย์) เปลี่ยนไปชัดเจน ถ้าเป็น Henry เราจะรู้สึกเหมือนเพื่อนซี้ที่แกล้งรำคาญกัน แต่กับ Liam มันคือความรำคาญจริงๆ! มันคือ “ฉันไม่อยากให้นายอยู่ที่นี่ แต่นายก็ดันทุรังจะมา” ซึ่งมัน… “จริง” กว่าในแง่ของสถานการณ์ตัวละคร
สรุปสำหรับ Liam เขาไม่สามารถทดแทน Henry Cavill ได้ และแฟนๆ ที่มูฟออนไม่ได้จะเกลียดซีซั่นนี้ไปเลย แต่ถ้าคุณเปิดใจ… เขาคือ Geralt ในเวอร์ชันที่ “พัง” และ “มืดมน” กว่าเดิม เขาคือนักรบที่บาดเจ็บ ไม่ใช่ฮีโร่ในตำนาน

แล้วคนอื่นล่ะ? (The Supporting Cast)
นี่คือจุดที่ซีรีส์ “แข็งแกร่ง” ขึ้นอย่างน่าประหลาดใจครับ
- Freya Allan (Ciri) นี่คือ “การแสดงแห่งซีซั่น” ครับ! Freya แบกเนื้อเรื่องฝั่งตัวเองได้อยู่หมัด ซีซั่นนี้ Ciri เข้าสู่ด้านมืดเต็มตัว เธอเข้าร่วมกับกลุ่ม “The Rats” (กลุ่มโจรวัยรุ่น) เธอฆ่าคน เธอสูญเสียตัวตน
Freya ถ่ายทอดความสับสน ความโหดเหี้ยมที่เกิดจากบาดแผล (Trauma) ได้อย่างน่าขนลุก จากเด็กสาวผู้สูงศักดิ์กลายเป็น “Falka” โจรป่าผู้เหี้ยมโหด ทุกฉากที่เธอปรากฏตัว มันทรงพลัง มันบีบคั้น และมันน่าอึดอัดอย่างยอดเยี่ยม นี่คือการเติบโตทางการแสดงที่ก้าวกระโดดที่สุดในซีรีส์นี้
- Anya Chalotra (Yennefer) Yennefer ในซีซั่นนี้คือ “นักการเมือง” เต็มตัว เธอต้องก่อตั้ง “Lodge of Sorceresses” (สภาจอมเวทหญิง) Anya ยังคงยอดเยี่ยมในบทนี้ เธอดูเหนื่อยล้าจากการแบกรับโลกทั้งใบ ความสัมพันธ์ของเธอกับ Fringilla และ Triss ถูกขยายความมากขึ้น มันไม่ใช่แค่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับ Geralt อีกต่อไป แต่คือการพยายาม “ซ่อม” ทวีปที่แตกสลาย ซีนอารมณ์ของเธอยังคงเฉียบคมเหมือนเดิม
- Joey Batey (Jaskier) และ The Hansa Jaskier ไม่ใช่ตัวตลกอีกต่อไป เขาคือเพื่อนที่พยายาม “ดึง” Geralt กลับมาจากขอบเหว เคมีของเขากับ Liam นั้น “แปลก” อย่างที่บอก แต่มัน “เวิร์ค” ในแบบของมัน
และที่สำคัญที่สุด… “The Hansa” (ทีมของ Geralt) นี่คือสิ่งที่แฟนหนังสือรอคอย! Milva (รับบทโดย Meng’er Zhang) คือนักธนูสาวที่ขโมยซีนได้ตลอด เธอห้าวหาญและเป็นส่วนผสมที่ลงตัว Regis (รับบทโดย Laurence Fishburne)… โอ้ พระเจ้า! การแคสติ้งครั้งนี้คือ “มาสเตอร์พีซ” ครับ Laurence Fishburne ในบท Regis แวมไพร์ช่างตัดผมผู้รอบรู้ คือความสมบูรณ์แบบ เขาคือเสียงแห่งเหตุผล คือความสงบในกลุ่มที่บ้าคลั่ง เคมีของเขากับ Geralt ของ Liam นั้น “ดีกว่า” ที่ผมคิดไว้มาก มันคือส่วนที่ดีที่สุดในเนื้อเรื่องฝั่ง Geralt เลยทีเดียว
The Witcher Season 4 Part 2 “เส้นทางที่แตกสลาย” – เนื้อเรื่องและธีม (The Narrative)
อย่างที่บอก ซีซั่นนี้ “ไม่เน้นเรื่องย่อ” เพราะเรื่องย่อมันไม่มีอะไรเลยครับ… แต่ “ธีม” ของมันหนักหน่วงมาก
ธีมหลักของซีซั่นนี้คือ “การสูญเสียตัวตน”
ซีรีส์ยังคงเล่าเรื่องแบบ “แยกส่วน” 3 เส้นทาง แต่คราวนี้มันชัดเจนกว่าเดิม และน่าหงุดหงิดกว่าเดิมในบางจุด
1. เส้นเรื่อง Geralt “การเดินทางของคนพัง” นี่คือเส้นเรื่องที่ “ช้า” ที่สุด น่าเบื่อที่สุดใน 3 ตอนแรก แต่ “พีค” ที่สุดใน 3 ตอนท้าย มันคือการเดินทางบนถนนที่ไร้จุดหมายของ Geralt ที่ค่อยๆ รวบรวม “ครอบครัวใหม่” (The Hansa) ขึ้นมา
มันไม่ใช่การผจญภัยล่าสัตว์ประหลาดอีกต่อไป แต่มันคือการเดินทาง “ภายใน” ของ Geralt ที่ต้องยอมรับว่าเขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป และต้องเรียนรู้ที่จะ “พึ่งพา” คนอื่น การปะทะคารมกันระหว่าง Geralt, Jaskier, Milva และ Regis คือไฮไลท์ที่แบกเส้นเรื่องนี้ไว้ มันคือการสร้าง “Found Family” ที่ยอดเยี่ยม
2. เส้นเรื่อง Ciri “ความรุนแรงและการล่มสลาย” นี่คือเส้นเรื่องที่ “หวือหวา” ที่สุดและ “น่าอึดอัด” ที่สุด กลุ่ม The Rats ถูกนำเสนอในแบบที่ดิบเถื่อน ซีรีส์ไม่ประนีประนอมที่จะโชว์ด้านมืดของ Ciri เลย การที่เธอต้องเลือกระหว่าง “การถูกล่า” หรือ “การเป็นผู้ล่า” มันบีบคั้นหัวใจ
แต่มันก็มีปัญหา… เส้นเรื่องนี้ “ยืด” เกินไปครับ บางครั้งเรารู้สึกเหมือนติดอยู่ในวังวนเดิมๆ ของ Ciri ที่ทำเรื่องเลวร้าย -> รู้สึกผิด -> แล้วก็กลับไปทำอีก มันเกือบจะซ้ำซาก แต่โชคดีที่การแสดงของ Freya Allan ช่วยพยุงมันไว้ได้
3. เส้นเรื่อง Yennefer “การเมืองที่เยือกเย็น” นี่คือเส้นเรื่อง Game of Thrones ของซีซั่นนี้ มันเต็มไปด้วยการประชุม การวางแผน การหักหลังในหมู่จอมเวท ถ้าคุณชอบการเมือง คุณจะรักเส้นเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณอยากเห็นเวทมนตร์อลังการ… คุณอาจจะผิดหวังเล็กน้อย
Anya Chalotra ทำได้ดีในการแสดงให้เห็นถึงน้ำหนักของการตัดสินใจที่ผิดพลาด (การทรยศที่ Thanedd ในซีซั่น 3) และการพยายามสร้างสิ่งที่ถูกต้องขึ้นมาใหม่
จุดอ่อนของเนื้อเรื่อง ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของซีซั่น 4 คือ “Pacing” (การดำเนินเรื่อง) ครับ การตัดสลับไปมาของ 3 เส้นเรื่องนี้ มันทำลายอารมณ์ร่วมพอสมควร บางครั้งเรากำลัง “อิน” กับการเดินทางของ Geralt และ Hansa มากๆ ซีรีส์ก็ตัดฉับ! ไปที่ Ciri กับ The Rats ที่กำลังปล้นฆ่า หรือตัดไปที่ Yennefer ที่กำลังประชุมเครียด
มันทำให้ซีรีส์ทั้งซีซั่นรู้สึก “ขาดๆ เกินๆ” ไม่มีจุดโฟกัสที่ชัดเจน จนกระทั่งตอนที่ 7-8 ที่ทุกอย่างเริ่มกลับมาบรรจบกัน
และที่สำคัญ… “สัตว์ประหลาด” น้อยมาก! ซีซั่นนี้แทบจะกลายเป็นซีรีส์ดราม่า-การเมือง-สงครามไปแล้ว ใครที่รอคอยการล่าอสูรแบบซีซั่นแรกๆ อาจจะต้องทำใจไว้เลยครับ

The Witcher Season 4 Part 3 “โลกที่โสโครกและงดงาม” – งานภาพและการโปรดักชัน (The Visuals)
ถ้ามีสิ่งหนึ่งที่ The Witcher ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง ก็คือ “งานภาพ” ครับ และซีซั่นนี้ก็ยกระดับมันขึ้นไปอีก
1. Cinematography (การถ่ายภาพ) โลกในซีซั่น 4 มัน “หม่น” และ “สกปรก” กว่าเดิม มันสะท้อนธีมของเรื่องได้ดีมาก ซีซั่นนี้เราได้เห็นสถานที่ใหม่ๆ เยอะมาก ตั้งแต่ป่า Brokilon ที่ดูลึกลับ (แม้จะถูกลดบทบาท), ทะเลทรายที่ Ciri หลงทาง (ในตอนต้น), ไปจนถึงเมือง Toussaint ที่สวยงามราวกับภาพวาด (ซึ่งเป็นจุดที่ Regis ปรากฏตัว)
การใช้แสง สี มันยอดเยี่ยม มันคอนทราสต์กันชัดเจน โลกของ Ciri จะเต็มไปด้วยสีเหลืองส้มที่แห้งแล้งและรุนแรง โลกของ Yennefer จะเต็มไปด้วยสีน้ำเงินและเทาที่เยือกเย็น และโลกของ Geralt คือสีเขียวหม่นของป่าและโคลนตม
2. Production Design (การออกแบบฉาก) คุณจะ “รู้สึก” ถึงความพังพินาศของสงครามในซีซั่นนี้ หมู่บ้านที่ถูกเผา เมืองที่ถูกปล้น มันดู “จริง” มาก ชุดเกราะ เสื้อผ้า หน้าผมของตัวละคร (โดยเฉพาะกลุ่ม The Rats) มันดู “เหม็น” ออกมาจากจอ มันคือความสมจริงที่ซีซั่นก่อนๆ ยังทำได้ไม่ถึงขนาดนี้
3. VFX และ Action (เทคนิคพิเศษและการต่อสู้) อย่างที่บอกไปครับ “สัตว์ประหลาด” น้อยมาก แต่ “เวทมนตร์” ยังคงดูดี แม้จะไม่ได้อลังการเท่าฉากสู้ที่ Thanedd ในซีซั่น 3 แต่การใช้เวทมนตร์เล็กๆ น้อยๆ ของ Yennefer หรือการใช้พลังของ Ciri มันดูกลมกลืนไปกับโลก
ส่วนการต่อสู้… เมื่อเราก้าวข้าม “สไตล์” ที่เปลี่ยนไปของ Liam ได้ คิวบู๊ในซีซั่นนี้มัน “หนักแน่น” ครับ การต่อสู้ของ Geralt กับทหารรับจ้างในโรงเตี๊ยม (ตอนที่ 5) คือจุดพีค มันไม่ใช่การรำดาบ แต่คือการ “สังหาร” ที่รวดเร็วและไร้ความปรานี มันโหดและสมจริงมาก
และการต่อสู้ของ Ciri กับ The Rats มันคือความโกลาหล มันคือการสู้แบบ “หมาหมู่” ที่ดูตื่นเต้นและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

The Witcher Season 4 สรุป “มื้ออาหารที่รสชาติเปลี่ยนไป” (The Verdict)
The Witcher Season 4 คือซีซั่นที่ “เจ็บปวด” ที่สุดในการรับชมครับ
มันเจ็บปวดที่ต้องยอมรับว่า Geralt คนเดิมได้จากไปแล้ว มันเจ็บปวดที่ต้องเห็นตัวละครที่เรารักจมดิ่งสู่ความมืด และมันเจ็บปวดที่การดำเนินเรื่องที่สะดุดของมันคอยขัดอารมณ์เราตลอดเวลา
คำถามที่ผมถามไว้ตอนต้นว่า “Liam รอด หรือ ร่วง?” คำตอบของผมคือ… เขา “ประคองตัว” ได้ครับ เขาไม่ได้ “ร่วง” แต่เขาก็ไม่ได้ “บิน” สูงเท่าคนเก่า
สิ่งที่ “แบก” ซีซั่นนี้ไว้ไม่ใช่ Geralt คนใหม่ แต่คือ Freya Allan (Ciri) และ ทีมนักแสดงสมทบชุดใหม่ (The Hansa) ต่างหาก โดยเฉพาะ Laurence Fishburne (Regis) ที่ออกมาไม่กี่ฉาก แต่ขโมยหัวใจผมไปหมดเลย
The Witcher Season 4 คือ “สะพาน” ครับ มันคือสะพานที่จำเป็นต้องสร้างเพื่อข้ามไปสู่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่าในซีซั่น 5 (ซึ่งจะเป็นซีซั่นสุดท้าย) มันคือการ “ตั้งไข่” ของซีรีส์ในยุคใหม่
ถ้าคุณเป็นแฟนหนังสือ… คุณจะ “รัก” ซีซั่นนี้ เพราะนี่คือซีซั่นที่เคารพเนื้อหาในเล่ม “Baptism of Fire” มากที่สุด ทั้งการก่อตั้ง Hansa และการเมืองของ Lodge
ถ้าคุณเป็นแฟนซีรีส์ที่รัก Henry Cavill… คุณอาจจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการ “เปิดใจ” และคุณอาจจะทำไม่สำเร็จ
และถ้าคุณเป็นคนดูทั่วไป… คุณอาจจะ “งง” กับการดำเนินเรื่องที่ช้าและหดหู่ของมัน
สำหรับผม… นี่คือซีรีส์ที่ “ไม่สมบูรณ์แบบ” แต่มัน “กล้าหาญ” มันกล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะเสี่ยง และกล้าที่จะพาเราดำดิ่งไปในจุดที่มืดมนที่สุดของตัวละคร แม้ว่ารสชาติของมันจะเปลี่ยนไป แต่ “วัตถุดิบหลัก” (เนื้อเรื่องจากหนังสือ) มันยังคงยอดเยี่ยม
มันไม่ใช่อาหารจานเดิมที่คุ้นลิ้น แต่มันคืออาหารจานใหม่ที่ “ขมนำ” แต่ “หวานปลาย” ครับ… ถ้าคุณทนกินจนจบไหวนะ
คะแนน 7/10 (หักคะแนนความรู้สึก “คิดถึง” Henry และการดำเนินเรื่องที่สะดุด) movieseries