สามก๊ก ปฐมบทโจโฉ กำเนิด “วีรบุรุษกลียุค” ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก
ในวรรณกรรมสามก๊ก หากจะหาตัวละครที่มีมิติซับซ้อนและน่าค้นหาที่สุด คงหนีไม่พ้น “โจโฉ” (Cao Cao) ชายผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น “โจรขบถ” ในสายตาฝ่ายเล่าปี่ แต่ในทางประวัติศาสตร์และมุมมองการบริหาร เขาคือรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ยุติสงครามและวางรากฐานความเป็นปึกแผ่นให้แผ่นดินจีน
นี่คือเรื่องย่อในช่วง “ปฐมบท” ที่จะพาไปสำรวจจุดเริ่มต้นของจอมคนผู้นี้ ว่าอะไรหล่อหลอมให้เขากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือใคร

1. วัยเยาว์ของมังกรซ่อนกาย (The Young Strategist)
โจโฉ (ชื่อรอง เมิ่งเต๋อ) เกิดในตระกูลขุนนาง แต่เดิมบิดาของเขาเป็นบุตรบุญธรรมของขันที ทำให้ชาติกำเนิดของโจโฉมักถูกดูแคลนจากเหล่าขุนนางตระกูลใหญ่ ในวัยหนุ่ม โจโฉเป็นคนฉลาดหลักแหลม เจ้าเล่ห์เพทุบาย และมักทำตัวเหลวไหล ไม่สนใจตำราเรียนตามขนบธรรมเนียม แต่เขากลับแม่นยำในตำราพิชัยสงคราม
คำทำนายเปลี่ยนชีวิต วันหนึ่ง โจโฉได้ไปพบกับหมอดูโหงวเฮ้งชื่อดัง นามว่า “เขาเฉียว” (Xu Shao) และถามถึงอนาคตของตน เขาเฉียวได้กล่าวประโยคทองที่เป็นดั่งคำนิยามชีวิตของโจโฉว่า
“ยามบ้านเมืองสงบ เจ้าจะเป็นขุนนางผู้มีความสามารถ (รัฐบุรุษ) แต่ยามบ้านเมืองจลาจล เจ้าจะเป็นวีรบุรุษผู้ชั่วร้าย (ทรราช/วีรบุรุษกลียุค)”
แทนที่จะโกรธ โจโฉกลับหัวเราะชอบใจ เพราะเขารู้ดีว่ายุคสมัยที่เขามีชีวิตอยู่คือ “กลียุค”

2. วีรกรรมลอบสังหารตั๋งโต๊ะ (The Assassination Attempt)
เมื่อแผ่นดินเข้าสู่ยุคเสื่อมถอย “ตั๋งโต๊ะ” ทรราชผู้โหดเหี้ยมได้ยึดอำนาจในเมืองหลวง ปลดฮ่องเต้ตามอำเภอใจ ขุนนางทั้งหลายต่างหวาดกลัวและทำได้เพียงร่ำไห้
โจโฉในวัยหนุ่ม ไม่ยอมจำนนต่อความกลัว เขาอาสาถือดาบเจ็ดดาว (ดาบวิเศษ) เข้าไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะถึงในห้องนอน แต่แผนแตกเสียก่อน ด้วยไหวพริบอันเป็นเลิศ โจโฉจึงแสร้งทำเป็นว่านำดาบมามอบให้ตั๋งโต๊ะเป็นของขวัญ แล้วรีบขี่ม้าหนีออกจากเมืองหลวงทันที
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึง “ความกล้าหาญ” และ “สติปัญญา” ในการเอาตัวรอดที่เป็นเลิศของเขา

3. โศกนาฏกรรมสกุลลิ (The Tragedy of Lu Boshe)
นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในจิตใจของโจโฉ ระหว่างการหลบหนี เขาได้ไปพักอาศัยที่บ้านของ “ลิแปะเฉีย” เพื่อนเก่าของพ่อ กลางดึกคืนนั้น โจโฉได้ยินเสียงคนลับมีดและพูดคุยกัน ด้วยความระแวงว่าจะถูกจับส่งทางการ (Paranoia) โจโฉจึงตัดสินใจสังหารคนในบ้านลิแปะเฉียจนหมดสิ้น
แต่เมื่อสำรวจดู กลับพบว่าคนเหล่านั้นกำลังเตรียมฆ่าหมูเพื่อเลี้ยงต้อนรับเขา ซ้ำร้ายระหว่างทางหนี เขาได้สวนทางกับลิแปะเฉียที่เพิ่งกลับจากการซื้อเหล้า โจโฉตัดสินใจสังหารลิแปะเฉียทิ้งเพื่อตัดรากถอนโคน ไม่ให้ไปแจ้งทางการ
เมื่อถูกทักท้วงถึงความโหดเหี้ยม โจโฉได้กล่าวประโยคอมตะว่า
“ข้ายอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศข้า”
นี่คือจุดกำเนิดของปรัชญา “เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ” ที่เขาจะยึดถือไปตลอดชีวิต
4. เชิดชูฮ่องเต้ บัญชาเหล่าขุนศึก (Rise to Power)
หลังจากตั้งหลักได้ โจโฉเริ่มรวบรวมกองทัพ เข้าร่วมกับพันธมิตร 18 หัวเมืองเพื่อปราบตั๋งโต๊ะ แต่เมื่อพันธมิตรแตกแยกเพราะต่างคนต่างเห็นแก่ตัว โจโฉจึงแยกตัวออกมาสร้างฐานอำนาจของตนเอง
กลยุทธ์ที่เหนือชั้นที่สุดในปฐมบทของโจโฉ คือการเข้าช่วยเหลือ พระเจ้าเหี้ยนเต้ ที่กำลังหนีตาย และอัญเชิญพระองค์มาประทับที่เมืองฮูโต๋ การกระทำนี้ทำให้โจโฉมีความชอบธรรมสูงสุดในการออกคำสั่งปราบปรามก๊กอื่นๆ ในนามของราชสำนัก (Shooting the arrow with the Emperor’s bow)

5. บทสรุป รากฐานสู่จอมราชันย์
ปฐมบทของโจโฉจบลงที่การเปลี่ยนสถานะจาก “ขุนนางหนุ่มผู้รักชาติ” กลายเป็น “มหาอุปราชผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ” เขาเริ่มใช้นโยบาย “เน้นความสามารถ ไม่สนชาติกำเนิด” (Meritocracy) รวบรวมคนเก่งอย่าง กวนอู (ชั่วคราว), เตียวเลี้ยว, กุยแก และซุนฮก มาไว้ข้างกาย
โจโฉในวัยหนุ่มได้พิสูจน์แล้วว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยคุณธรรมจอมปลอม ความเด็ดขาดและมองโลกตามความเป็นจริงเท่านั้น คือสิ่งที่จะสยบความวุ่นวายได้
เกร็ดวิเคราะห์ส่งท้าย (Key Takeaways)
- ผู้นำที่มองขาด โจโฉมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นเสมอ เช่น การเห็นค่าของฮ่องเต้หุ่นเชิด ในขณะที่อ้วนเสี้ยว (คู่แข่งคนสำคัญ) มองข้ามไป
- ความยืดหยุ่น เขาสามารถเป็นได้ทั้งนักรบที่กล้าหาญ นักกวีที่มีอารมณ์สุนทรีย์ และนักปกครองที่เหี้ยมโหด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
- ความผิดพลาดคือครู โจโฉในปฐมบทพ่ายแพ้บ่อยครั้ง (เช่น โดนลิโป้ตีแตกพ่าย, เกือบตายที่แม่น้ำ) แต่เขาลุกขึ้นใหม่ได้เสมอและเก่งขึ้นกว่าเดิมทุกครั้ง
รีวิวแบบเจาะลึกในสไตล์ “คุยหนัง” ที่เน้นวิเคราะห์แก่นเรื่อง งานภาพ และการแสดง ตามที่คุณต้องการครับ โดยจะโฟกัสไปที่ “ปฐมบทโจโฉ” (ช่วงวัยหนุ่มจนถึงการขึ้นสู่อำนาจเหนือฮ่องเต้) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดในการเปลี่ยนผ่านจาก “มนุษย์” สู่ “ตำนาน”
[รีวิวเจาะลึก] สามก๊ก ปฐมบทโจโฉ — เมื่อโลกบีบให้ “วีรบุรุษ” ต้องสวมหน้ากาก “ปีศาจ”

ถ้าคุณเคยคิดว่า “สามก๊ก” คือเรื่องราวของคนดีตีกับคนเลว หรือคิดว่า “โจโฉ” คือตัวร้ายดาษๆ ที่แค่อยากครองโลก ผมบอกเลยว่าคุณกำลังพลาดมหากาพย์ทางจิตวิทยาการเมืองที่ลึกซึ้งที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกไป โดยเฉพาะในพาร์ท “ปฐมบทโจโฉ” นี้ มันไม่ใช่แค่หนังสงคราม แต่มันคือ Course การบริหารอำนาจและจิตวิทยาผู้นำ ที่ถูกฉาบหน้าด้วยเลือดและคมดาบ
วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดอก แกะรอยสมองของจอมคนผู้นี้ผ่านภาษาหนัง งานภาพ และการแสดงที่เรียกได้ว่า “ระดับมาสเตอร์พีซ”
1. บทภาพยนตร์และการเดินเรื่อง การถลกหนังหัว “คุณธรรมจอมปลอม”
สิ่งที่ทำให้พาร์ทปฐมบทของโจโฉทรงพลังมากจนขนลุก ไม่ใช่ฉากรบที่อลังการ แต่มันคือ “บทพูด” (Dialogue) และ “ความขัดแย้งเชิงปรัชญา”
หนัง (หรือซีรีส์ในเวอร์ชันที่เน้นโจโฉ) เลือกที่จะ Deconstruct (รื้อสร้าง) ความเป็นฮีโร่แบบเดิมๆ ทิ้งไปจนหมดสิ้น ในขณะที่ตัวละครอื่นในเรื่องมัวแต่พร่ำเพ้อถึง “ความจงรักภักดี” และ “ราชวงศ์ฮั่น” บทหนังกลับฉายภาพโจโฉในฐานะ “Pragmatist” (นักปฏิบัติที่มองโลกตามจริง) เพียงคนเดียวท่ามกลางคนเพ้อฝัน
ความน่าสนใจของบท
- จากวีรบุรุษสู่ทรราช จำเป็นหรือจงใจ? บทหนังขยี้จุดนี้ได้เจ็บแสบมาก เราจะได้เห็นโจโฉในวัยหนุ่มที่มีไฟ อยากกู้ชาติจริงๆ (ฉากลอบสังหารตั๋งโต๊ะคือหลักฐาน) แต่สิ่งที่บทหนังทำคือการ “ตบหน้า” โจโฉซ้ำๆ ด้วยความจริงที่โหดร้าย ว่า “คนดีไม่มีที่ยืน” การที่เขาต้องฆ่ายกครัวลิแปะเฉีย ไม่ใช่เพราะเขามี DNA ชั่วร้าย แต่บทหนังบีบคั้นให้เห็นถึง Paranoia (ความหวาดระแวง) ขั้นสุด ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้เมื่อต้องหนีตาย มันตั้งคำถามกับคนดูแรงๆ ว่า “ถ้าเป็นคุณ ในสถานการณ์ที่พลาดคือตาย คุณจะยอมเสี่ยงเชื่อใจคนอื่น หรือจะกำจัดความเสี่ยงนั้นทิ้ง?”
- การเมืองคือละครโรงใหญ่ บทหนังในช่วงปฐมบทเน้นย้ำเรื่อง “ความชอบธรรม” ได้ฉลาดมาก โจโฉไม่ได้ยึดอำนาจดื้อๆ แต่เขาใช้วิธี “เชิดชูฮ่องเต้เพื่อบัญชาเหล่าขุนศึก” นี่คือความเหนือชั้นของบทที่ทำให้คนดูรู้สึกทึ่งและกลัวในเวลาเดียวกัน มันไม่ใช่การแย่งชิงบัลลังก์แบบหนังตลาดๆ แต่มันคือการ Hijack (จี้) อำนาจรัฐมาเป็นของตนโดยที่ไม่มีใครเถียงได้ถูกต้องตามกฎหมาย
สรุปพาร์ทบท บทหนังเรื่องนี้ “ไม่ประนีประนอม” มันดิบ เถื่อน และจริงจนน่ากลัว มันไม่ได้พยายามทำให้เรารักโจโฉ แต่มันทำให้เรา “เข้าใจ” ว่าทำไมเขาถึงต้องเป็นแบบนี้
2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Cinematography & Art Direction) ความมืดหม่นที่งดงาม
ลืมภาพหนังจีนกำลังภายในสีฉูดฉาดไปได้เลย เพราะธีมของปฐมบทโจโฉคือ “ความโกลาหล” (Chaos) และงานภาพก็สื่อสารสิ่งนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การใช้แสงและเงา (Lighting & Shadow) คุณจะสังเกตเห็นว่า ในฉากที่โจโฉปรากฏตัว โดยเฉพาะในฉากเจรจาความเมือง แสงมักจะเป็น Low-key Lighting (แสงน้อย เน้นเงา) ใบหน้าของโจโฉมักจะสว่างแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งจมอยู่ในความมืด นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือ Visual Symbolism ที่ตะโกนบอกคนดูว่า “ชายคนนี้มีสองหน้าเสมอ” ด้านหนึ่งคือขุนนางผู้จงรักภักดี อีกด้านคือจอมมารผู้กระหายอำนาจ การจัดแสงแบบนี้ช่วยขับเน้นมิติความลึกของตัวละครให้ดูน่าเกรงขามและอ่านใจยาก
โทนสี (Color Grading) หนังคุมโทนด้วยสี Earth Tone, สีเทา, และสีแดงเลือดหมู มันให้ความรู้สึก “หนัก” “กดดัน” และ “เก่าแก่” ฝุ่นผงในสนามรบดูจริง เลือดดูข้นคลั่ก ชุดเกราะไม่ใช่ของใหม่เอี่ยมแต่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน รายละเอียดพวกนี้ (Texture) สำคัญมาก เพราะมันบอกเราว่า นี่คือสงครามจริงๆ ไม่ใช่งิ้วโรงใหญ่ ฉากในวังหลวงช่วงที่ตั๋งโต๊ะครองเมือง งานภาพทำให้เรารู้สึก “อึดอัด” เหมือนอากาศไม่พอหายใจ ด้วยมุมกล้องที่แคบและสถาปัตยกรรมที่ดูทะมึนทึนทึก สะท้อนสภาวะบ้านเมืองที่มืดมนไร้ทางออก
การจัดวางองค์ประกอบภาพ (Composition) สังเกตฉากที่โจโฉนั่งอยู่ท่ามกลางขุนนางหรือทหาร กล้องมักจะจัดให้เขาเป็นจุดศูนย์กลางที่ดู “โดดเดี่ยว” แม้จะอยู่ท่ามกลางฝูงชน ภาพมักจะสื่อถึงความ Solitude of Power (ความโดดเดี่ยวของผู้มีอำนาจ) ยิ่งโจโฉสูงขึ้นเท่าไหร่ พื้นที่ว่างรอบตัวเขาในเฟรมภาพก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น สะท้อนความเหงาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเหี้ยมเกรียม
3. การแสดง (Acting Performance) มาสเตอร์คลาสของการ “หัวเราะ”
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ถ้าใครมารับบทโจโฉแล้วเล่นไม่ถึง หนังทั้งเรื่องจะพังทลายทันที แต่ในเวอร์ชันระดับท็อป (ขออนุญาตอ้างอิงมาตรฐานการแสดงแบบ เฉินเจี้ยนปิน ในปี 2010 หรือ เจียงเหวิน) การแสดงในบทนี้คือ “ปรากฏการณ์”
การตีความ “เสียงหัวเราะ” จุดที่พีคที่สุดของการแสดงเป็นโจโฉ ไม่ใช่ตอนร้องไห้หรือตอนตะโกนสั่งฆ่า แต่คือ “ตอนหัวเราะ” นักแสดงถ่ายทอดเสียงหัวเราะของโจโฉออกมาได้หลากหลายมิติเหลือเชื่อ
- หัวเราะเยาะเย้ย เยาะเย้ยความโง่เขลาของประเพณีคร่ำครึ
- หัวเราะกลบเกลื่อน เมื่อเพลี่ยงพล้ำหรือหวาดกลัว เพื่อเรียกขวัญกำลังใจลูกน้อง
- หัวเราะอย่างผู้ชนะ ที่แฝงความขมขื่น ทุกครั้งที่โจโฉหัวเราะ คนดูอย่างเราจะรู้สึก “หนาวสันหลัง” เพราะเราไม่รู้เลยว่าหลังเสียงหัวเราะนั้น เขาจะสั่งตัดหัวใครหรือเปล่า นี่คือการแสดงชั้นครูที่ใช้แค่น้ำเสียงก็คุมคนดูได้อยู่หมัด
สายตา (Micro-expressions) นักแสดงทำได้ยอดเยี่ยมในการใช้สายตา ในเสี้ยววินาที ดวงตาของโจโฉสามารถเปลี่ยนจากแววตาของผู้เมตตา เป็นแววตาของสัตว์นักล่าได้ทันที โดยเฉพาะฉาก “ฆ่าลิแปะเฉีย” สายตาของโจโฉในช่วงนั้นว่างเปล่าจนน่ากลัว มันไม่ใช่สายตาของคนโกรธแค้น แต่เป็นสายตาของคนที่ “ตัดใจ” จากความเป็นมนุษย์ เพื่อเอาตัวรอด การแสดงฉากนี้ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่า “ข้ายอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศข้า” ไม่ใช่แค่คำคมเท่ๆ แต่มันคือสัจธรรมที่แลกมาด้วยวิญญาณของเขา
ภาษากาย (Body Language) โจโฉในปฐมบท ไม่ได้เดินตัวตรงสง่าผ่าเผยเหมือนพระเอกลิเก แต่เขามีท่าทางที่ “สบายๆ” “ไม่ยึดติด” บางครั้งก็นั่งยองๆ กินข้าว บางครั้งก็เดินหลังค่อมนิดๆ การดีไซน์ท่าทางแบบนี้ทำให้โจโฉดู “จับต้องได้” (Relatable) และดูเป็น “คนจริง” ที่ไม่ได้สนเปลือกนอก ผิดกับอ้วนเสี้ยวที่ท่าทางดูดีแต่ข้างในกลวงโบ๋ การแสดงส่วนนี้ช่วยเสริมคาแรคเตอร์ “ผู้นำที่เน้นผลลัพธ์ ไม่สนพิธีการ” ได้อย่างชัดเจน
4. บทวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาและสังคม ทำไมเรื่องนี้ถึง “ทัช” ใจคนยุคปัจจุบัน?
ดูหนังเรื่องนี้จบ สิ่งที่ตกตะกอนในใจไม่ใช่แค่ความสนุก แต่มันคือคำถามที่ย้อนกลับมาถามตัวเราเอง
Meritocracy (ระบบคุณธรรมนิยม) vs. Aristocracy (ระบบชนชั้น) ปฐมบทโจโฉ คือการต่อสู้ของ Underdog ที่แท้จริง โจโฉเป็นลูกหลานขันที โดนพวกตระกูลขุนนางเก่าแก่ดูถูกสารพัด สิ่งที่หนังนำเสนอคือ “ความสามารถต้องมาก่อนชาติกำเนิด” คนดูยุคใหม่จะอินกับประเด็นนี้มาก เพราะมันคือภาพสะท้อนของโลกทุนนิยมปัจจุบัน ที่ปลาเร็วกินปลาช้า คนที่ปรับตัวและเก่งจริงเท่านั้นถึงจะรอด โจโฉคือตัวแทนของ CEO ยุคใหม่ที่กล้า Disrupt ระบบเก่าๆ ที่เน่าเฟะ แม้จะต้องใช้วิธีที่รุนแรงก็ตาม
The Burden of Leadership (ภาระของผู้นำ) หนังทำให้เราเห็นว่า การเป็นผู้นำที่ต้องแบกรับชะตากรรมของแผ่นดินนั้น มัน “เจ็บปวด” แค่ไหน การตัดสินใจสั่งฆ่าคน การยอมถูกตราหน้าว่าเป็นโจรขบถ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่โจโฉยอมแลกเพื่อให้แผ่นดินสงบ (ในแบบของเขา) เราจะได้เห็นมุมที่อ่อนแอของโจโฉ มุมที่เขาร้องไห้ให้กับทหารที่ตาย หรือมุมที่เขาเสียใจกับการจากไปของลูกน้องคนสนิท (อย่างเตียนอุย) สิ่งเหล่านี้ทำให้โจโฉไม่ใช่ตัวร้ายแบนๆ แต่เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ และมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ภายใต้เกราะเหล็ก

บทสรุปสามก๊กส่งท้าย (Verdict)
“สามก๊ก ปฐมบทโจโฉ” ไม่ใช่หนังสำหรับคนที่มองหาความบันเทิงฉาบฉวย หรือคนที่ต้องการเห็นพระเอกขี่ม้าขาวมาปราบมาร แต่มันคือ “งานศิลปะที่ชำแหละสันดานมนุษย์”
- ถ้าเปรียบเป็นรสชาติ มันไม่ใช่รสหวานของลูกกวาด แต่เป็นรสขมปร่าของ “กาแฟดำเข้มข้น” ที่พอกินเข้าไปแล้วทำให้คุณตาสว่างและใจสั่น
- ถ้าเปรียบเป็นหนังสือ มันไม่ใช่หนังสือนิทานก่อนนอน แต่เป็นตำรา “The Prince” ของ Machiavelli ที่มีภาพเคลื่อนไหว
คะแนนรีวิว 9.5/10 (หัก 0.5 คะแนน สำหรับคนที่จิตใจอ่อนไหว เพราะบางฉากมันบีบคั้นอารมณ์และตั้งคำถามกับศีลธรรมหนักหน่วงเกินไป)
สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทิ้งไว้ให้ สุดท้ายแล้ว คุณอาจจะไม่ได้รักโจโฉมากขึ้น แต่คุณจะ “เกลียดเขาไม่ลง” คุณจะมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จาก “โจรขบถ” กลายเป็น “ชายผู้แบกโลกไว้บนบ่าเพียงลำพัง”
และที่สำคัญที่สุด หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณตระหนักว่า… ในโลกแห่งความเป็นจริง บางครั้ง “สันติภาพ” ก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยดอกไม้ แต่ถูกสร้างขึ้นด้วย “คมดาบและความเด็ดขาด” ของคนที่เราเรียกว่า… ทรราช
“สามก๊ก ปฐมบทโจโฉ” มักจะหมายถึงช่วงเนื้อหาต้นเรื่องของซีรีส์ “สามก๊ก 2010” (Three Kingdoms 2010) ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ถ่ายทอดเรื่องราวช่วงวัยหนุ่มของโจโฉ เหตุการณ์ลอบสังหารตั๋งโต๊ะ และโศกนาฏกรรมลิแปะเฉีย ได้ละเอียดและ “ถึงอารมณ์” ที่สุด (และเป็นเวอร์ชันที่ผมอ้างอิงในรีวิวก่อนหน้าด้วย)
นี่คือทำเนียบนักแสดงหลักในชุด “ปฐมบท” นี้ พร้อมประวัติโดยย่อครับ
1. เฉินเจี้ยนปิน (Chen Jianbin) รับบท โจโฉ (Cao Cao)
หัวใจหลักของเรื่อง ผู้แบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยเสียงหัวเราะและแววตา
- บทบาทในเรื่อง โจโฉในวัยกลางคน ผู้เริ่มจากขุนนางชั้นผู้น้อยที่มีอุดมการณ์ แฝงตัวเข้าไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆ กลายร่างเป็นจอมคนผู้โหดเหี้ยมหลังผ่านความเป็นความตาย
- ประวัติและสไตล์การแสดง
- เฉินเจี้ยนปิน (เกิดปี 1970) เป็นนักแสดงระดับ A-List ของจีน ที่ขึ้นชื่อเรื่องการแสดงแบบ Method Acting (เข้าถึงจิตวิญญาณตัวละคร)
- นอกจากบทโจโฉแล้ว คนไทยอาจคุ้นหน้าเขาในบท “ฮ่องเต้หยงเจิ้ง” จากซีรีส์ฮิตถล่มทลาย เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน (Empresses in the Palace)
- จุดเด่น เขาตีความโจโฉฉบับนี้ให้ดู “เป็นมนุษย์” ไม่ใช่แค่ตัวโกงหน้าขาว เขาดีไซน์ท่าทางให้ดูดิบ เถื่อน ชอบหัวเราะเสียงดัง และมีบุคลิกคาดเดายาก ซึ่งกลายเป็นภาพจำของโจโฉยุคใหม่ไปแล้ว
2. ลู่เจี้ยนหมิน (Lu Jianmin) รับบท ตันก๋ง (Chen Gong)
กระจกสะท้อนคุณธรรม เพื่อนคู่คิดคนแรกที่ต้องเดินแยกทาง
- บทบาทในเรื่อง นายอำเภอผู้จับกุมโจโฉได้ตอนหนีคดี แต่ศรัทธาในอุดมการณ์ของโจโฉจึงยอมทิ้งตำแหน่งหนีตามไปด้วย เขาคือพยานปากเอกในเหตุการณ์ “ฆ่าล้างครัวลิแปะเฉีย” และเป็นคนที่ทำให้ประโยค “ข้ายอมทรยศคนทั้งโลก” ทรงพลังที่สุด เพราะเขาคือตัวแทนของ “คนดี” ที่รับไม่ได้กับความโหดร้ายของโจโฉ
- ประวัติโดยย่อ ลู่เจี้ยนหมิน เป็นนักแสดงมากฝีมือที่มักได้รับบทขุนนางตงฉิน หรือปัญญาชนผู้มีความรู้ การแสดงของเขาในบทตันก๋งได้รับการยกย่องว่าส่งอารมณ์ความผิดหวังและโศกเศร้าทางสายตาได้ยอดเยี่ยมมาก
3. ลู่ฉี (Lu Qi) รับบท ตั๋งโต๊ะ (Dong Zhuo)
ทรราชผู้จุดไฟกลียุค เป้าหมายแรกของโจโฉ
- บทบาทในเรื่อง อุปราชจอมโหดที่ยึดอำนาจในเมืองหลวง เป็นสาเหตุให้โจโฉต้องลุกขึ้นสู้ แม้บทบาทจะร้ายกาจ แต่เวอร์ชันนี้ทำให้เห็นความ “น่าเกรงขาม” และความ “ระแวง” ที่สมจริง
- ประวัติโดยย่อ ลู่ฉี คือนักแสดงอาวุโสระดับตำนานของจีน ผู้เชี่ยวชาญการรับบทบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะบท “ดร.ซุนยัดเซ็น” และ “เติ้งเสี่ยวผิง” การพลิกมารับบทตั๋งโต๊ะที่หยาบช้าจึงเป็นการโชว์ฝีมือการแสดงที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
4. เหอรุ่นตง (Peter Ho) รับบท ลิโป้ (Lu Bu)
เทพเจ้าสงครามผู้ไร้สมอง ศัตรูที่โจโฉเกรงกลัวในสนามรบ
- บทบาทในเรื่อง บุตรบุญธรรมของตั๋งโต๊ะ นักรบที่เก่งที่สุดในแผ่นดิน เป็นกำแพงเหล็กที่โจโฉและพันธมิตร 18 หัวเมืองเจาะไม่เข้า
- ประวัติโดยย่อ เหอรุ่นตง เป็นนักแสดงและนักร้องชาวไต้หวันที่โด่งดังมากในเอเชีย (รวมถึงไทย) ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่และหน้าตาหล่อเหลา เขาจึงมักได้รับบทจอมยุทธ์หรือแม่ทัพ (เช่น บท กระบี่ไร้เทียมทาน หรือ ฟงอวิ๋น) การมารับบทลิโป้ของเขาเน้นความเท่ สง่างาม และความน่าสงสารในเรื่องความรัก
5. เฉินห่าว (Chen Hao) รับบท เตียวเสี้ยน (Diao Chan)
โฉมงามพลิกแผ่นดิน หมากสำคัญในเกมการเมือง
- บทบาทในเรื่อง หญิงงามที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อยุยงให้ลิโป้แตกคอกับตั๋งโต๊ะ เป็นตัวละครที่สะท้อนความโหดร้ายของยุคสมัยที่ผู้หญิงถูกใช้เป็นเครื่องมือ
- ประวัติโดยย่อ เฉินห่าว ได้รับฉายาว่า “สาวงามที่ผู้ชายหลงรักนับหมื่น” (Heartthrob of Millions) เธอโด่งดังจากซีรีส์ 8 เทพอสูรมังกรฟ้า (บทอาจื่อ) ฝีมือการแสดงของเธอทำให้เตียวเสี้ยนดูมีจริตจะก้านที่เย้ายวนแต่แฝงความเศร้าสร้อย
เกร็ดเพิ่มเติม หากคุณคุ้นเคยกับโจโฉในเวอร์ชันภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ
- เจียงเหวิน (Jiang Wen) รับบทโจโฉใน The Lost Bladesman (2011) – เน้นโจโฉมาดมาเฟีย นิ่งลึก
- จางเฟิงอี้ (Zhang Fengyi) รับบทโจโฉใน Red Cliff (2008) – เน้นโจโฉบ้าอำนาจ ตัณหากลับ
- หวังข่าย (Wang Kai) รับบทโจโฉใน Dynasty Warriors (2021) – เน้นโจโฉวัยรุ่น สายบู๊แอคชั่น (ตรงกับช่วงปฐมบทที่สุดในแง่ไทม์ไลน์ แต่ความลึกของบทสู้ฉบับ 2010 ไม่ได้)
สำหรับบทความรีวิวที่คุณต้องการ เฉินเจี้ยนปิน (2010) คือภาพจำที่สมบูรณ์แบบที่สุดครับ movieseries