นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกในสไตล์ “คุยหนังหลังดูจบ” ที่เน้นการวิเคราะห์เชิงลึก อารมณ์ ความรู้สึก และองค์ประกอบภาพยนตร์ โดยข้ามเรื่องย่อแบบเดิมๆ ไป ตามที่คุณต้องการครับ
รีวิวเจาะลึก Thunderbolts (2025) เมื่อโลกไม่ต้องการฮีโร่ แต่ต้องการ “คนที่ทำงานสกปรกได้”

ถ้า Avengers คือเทพเจ้าบนฟ้าที่ลงมาโปรดมนุษย์ Thunderbolts* ก็คือพวกเรานี่แหละครับ… พวกเราในเวอร์ชันที่พังยับเยิน ผิดพลาด แตกสลาย และพยายามจะหาที่ยืนในโลกที่ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด
ผมอยากชวนทุกคนคุยเรื่องนี้แบบเปิดอกเลย เพราะนี่ไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่สูตรสำเร็จที่เราคุ้นเคยกันมาเป็นสิบปี แต่มันคือการศึกษาสภาพจิตใจของ “คนนอกคอก” (Misfits) ที่ถูกจับมายัดรวมกันในกล่องแคบๆ แล้วเขย่าให้ระเบิด ความน่าสนใจมันไม่ได้อยู่ที่ว่า “พวกเขาจะกู้โลกได้ไหม?” แต่อยู่ที่ว่า “พวกเขาจะฆ่ากันเองก่อน หรือจะรอดไปพร้อมกัน?”
บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในมุกตลก
สิ่งแรกที่ต้องชมเลยคือบทภาพยนตร์ที่ไม่พยายามจะ “โลกสวย” หนังเรื่องนี้เข้าใจสถานะของตัวเองดีมาก มันไม่ได้พยายามจะเป็น The Avengers ภาคต่อ และไม่ได้พยายามจะเป็น Guardians of the Galaxy ที่เน้นความฮาแบบหลุดโลก แต่มันคือลูกผสมที่ขมขื่นและกลมกล่อมกว่านั้น
1. ธีมของ “ความล้มเหลว” และ “โอกาสที่สอง” หนังไม่ได้เสียเวลาปูพื้นว่าใครเป็นใคร (ซึ่งดีมาก เพราะเรารู้จักพวกเขาแล้ว) แต่หนังเลือกที่จะขุดลึกลงไปใน “แผลใจ” ของแต่ละคน บทหนังฉลาดมากที่เล่นกับประเด็นว่า ตัวละครเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “ตัวร้าย” หรือ “ฮีโร่ตกกระป๋อง” แต่พวกเขาคือ “ผลผลิตที่ถูกทิ้งขว้าง” จากระบบ
- เราเห็น Bucky ที่เบื่อหน่ายสงคราม
- เราเห็น Yelena ที่โหยหาครอบครัวแต่กลัวการผูกมัด
- เราเห็น John Walker (US Agent) ที่พยายามพิสูจน์คุณค่าของตัวเองจนตัวสั่น
- และ Red Guardian ที่ติดอยู่ในอดีตอันหอมหวาน
การเล่าเรื่องทำให้เราเห็นว่า ภารกิจที่พวกเขาได้รับมอบหมายจาก Valentina Allegra de Fontaine (Val) นั้น แท้จริงแล้วมันคือภารกิจฆ่าตัวตายสำหรับ “ของเหลือใช้” การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้ทุกฉากสนทนามีน้ำหนัก มันมีความระแวง มีความน้อยเนื้อต่ำใจ และมีความตลกร้าย (Dark Comedy) ที่ทำงานได้ดีมาก คือเราขำนะ แต่มันขำแบบจุกๆ ขำในความเฮงซวยของชีวิตตัวละคร
2. ไดนามิกของทีมที่ไม่ลงรอย (Dysfunctional Family) ความสัมพันธ์ในเรื่องนี้ไม่ใช่แบบ “เพื่อนร่วมงาน” แต่เป็นเหมือน “บำบัดกลุ่ม” (Group Therapy) ที่ทุกคนพกอาวุธสงคราม บทเขียนให้ความสัมพันธ์มัน “Crunchy” คือมีความขรุขระ ไม่ลื่นไหล ซึ่งนั่นคือเสน่ห์ การปะทะกันทางคารมระหว่าง Yelena กับ Bucky หรือความน่ารำคาญ (ที่น่าเอ็นดู) ของ Red Guardian มันคือหัวใจของเรื่อง หนังทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าคนพวกนี้เข้ากันไม่ได้หรอก แต่พวกเขาก็ไม่มีที่ไปแล้วนอกจากต้องอยู่ด้วยกัน
3. การเมืองและโลกสีเทา บทหนังยังแตะเรื่องการเมืองในจักรวาล MCU ได้น่าสนใจ มันไม่ใช่การต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาว แต่เป็นการต่อสู้กับ “ความลับของรัฐบาล” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ศัตรูในเรื่องไม่ใช่แค่คนที่อยู่ตรงหน้า แต่คือระบบที่สร้างพวกเขาขึ้นมาและพร้อมจะกำจัดทิ้ง นี่คือความตึงเครียดแบบหนังสายลับยุค 70s ที่ถูกฉาบหน้าด้วยชุดซูเปอร์ฮีโร่

งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography & Visuals) ความดิบที่จับต้องได้
ลืมแสงสีนีออนแฟนตาซี หรือฉากอวกาศเวิ้งว้างไปก่อนเลยครับ งานภาพของ Thunderbolts กลับสู่สามัญในทางที่ดีที่สุดเท่าที่ MCU เคยทำมาในช่วงหลัง
1. ฉากแอ็กชันที่ “หนัก” และ “เจ็บจริง” สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ Choreography (การออกแบบคิวบู๊) ผู้กำกับและทีมสตั๊นต์เข้าใจดีว่าตัวละครเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น “Super Soldier” หรือนักฆ่าที่ใช้ทักษะทางกายภาพ ไม่ใช่จอมเวทย์ ดังนั้นฉากต่อสู้จึงเน้นความ Tactical (ยุทธวิธี) และ Visceral (เข้าถึงเลือดเนื้อ)
ทุกหมัดที่ต่อย ทุกโล่ที่กระแทก เราแทบจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนผ่านหน้าจอ เสียงกระดูกหัก เสียงมีดเสียบ มันมีความดุดัน (Gritty) คล้ายกับ Captain America The Winter Soldier แต่มีความดิบเถื่อนกว่า สไตล์การถ่ายทำในฉากต่อสู้ในที่แคบ (Close-quarters combat) ทำออกมาได้น่าทึ่ง มุมกล้องไม่เหวี่ยงจนเวียนหัว แต่สั่นไหวพอให้รู้สึกถึงความโกลาหล
2. การใช้แสงและโทนสี (Color Grading) โทนสีของหนังเรื่องนี้มีความ “Muted” คือลดความฉูดฉาดลง เน้นสีเทา สีเขียวทหาร และสีสนิม ซึ่งมันสะท้อนสภาพจิตใจของตัวละครได้ดีมาก แต่มันไม่ได้ดูจืดชืดนะครับ มันกลับทำให้ชุดของตัวละครอย่าง Red Guardian หรือ Taskmaster ดูเด่นขึ้นมาในแบบที่สมจริง (Grounded)
3. CGI ที่รับใช้เนื้อเรื่อง ไม่ใช่ขี่เนื้อเรื่อง ในยุคที่หนังฮีโร่ถูกวิจารณ์เรื่อง CGI ลอยๆ Thunderbolts สอบผ่านฉลุยในจุดนี้ เพราะหนังใช้ Practical Effects (เอฟเฟกต์ทำมือ) เยอะมาก ฉากระเบิด ฉากรถคว่ำ ดูเป็นของจริง ส่วนการใช้ CGI กับตัวละครอย่าง Sentry (Bob) นั้นทำออกมาได้น่าขนลุก การนำเสนอพลังของ Sentry ตัดกับความดิบของทีม Thunderbolts ได้อย่างสิ้นเชิง มันเหมือนเอา “ระเบิดนิวเคลียร์” มาวางไว้กลางวงมีดพก งานภาพตรงนี้สร้างความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ให้คนดูได้ตลอดเวลา

การแสดง (Performances) เวทีปล่อยของสำหรับนักแสดงคุณภาพ
นี่คือพาร์ทที่ผมชอบที่สุด และกล้าพูดว่าเป็นจุดแข็งที่สุดของหนังเรื่องนี้ นักแสดงทุกคนในทีมนี้คือ “ตัวท็อป” ที่เคยถูกบดบังรัศมีโดยตัวละครหลักในเรื่องก่อนๆ แต่พอมาเรื่องนี้ พวกเขาได้พื้นที่ในการฉายแสงแบบเต็มที่
1. Florence Pugh ในบท Yelena Belova ต้องยกนิ้วให้เธอจริงๆ ครับ Florence Pugh คือ MVP ของเรื่อง เธอแบกหนังทั้งเรื่องด้วยเสน่ห์ที่เหลือล้น Yelena ในภาคนี้มีความลึกขึ้นมาก เธอไม่ได้เป็นแค่นักฆ่าปากแจ๋วอีกต่อไป แต่เราเห็นความเปราะบางในแววตาของเธอ ทุกครั้งที่เธอเล่นมุกตลกหน้าตาย มันเหมือนเกราะป้องกันตัวเอง การแสดงของ Pugh ทำให้เรารู้สึกอยากจะกอดตัวละครนี้พอๆ กับที่อยากเห็นเธอเตะก้นคนดู เธอคือจุดศูนย์กลางที่ยึดโยงทีมประหลาดนี้ไว้ด้วยกัน
2. Sebastian Stan ในบท Bucky Barnes หลังจากเป็นตัวละครสมทบมานาน เรื่องนี้ Bucky ได้เป็น “พี่ใหญ่” เต็มตัว Sebastian Stan ถ่ายทอดความเหนื่อยล้าของ Bucky ได้ยอดเยี่ยมมาก เขาเล่นน้อยแต่ได้มาก (Less is more) สายตาที่มองดูความวุ่นวายของทีม มันเต็มไปด้วยความระอาแต่ก็มีความห่วงใยซ่อนอยู่ เคมีระหว่างเขากับ Yelena คือสิ่งที่ขับเคลื่อนหนัง มันไม่ใช่ความรักโรแมนติก แต่เป็นความเข้าใจของ “คนที่ผ่านนรกมาเหมือนกัน”
3. David Harbour ในบท Red Guardian (Alexei) ถ้า Yelena คือสมอง Alexei คือหัวใจ (ที่ทำงานผิดปกติ) David Harbour ขโมยซีนได้ทุกฉากที่เขาออกมา เขาทำให้ตัวละครที่น่ารำคาญกลายเป็นตัวละครที่น่าสงสารและน่ารักที่สุด ภายใต้ความบ้าบอและความหลงตัวเอง เราเห็นชายแก่คนหนึ่งที่แค่อยากให้ลูกสาวภูมิใจ การแสดงของ Harbour ทำให้มิติของความเป็นพ่อลูกกับ Pugh นั้นทรงพลังและเรียกน้ำตาได้ในจังหวะที่ไม่คาดคิด
4. Wyatt Russell ในบท US Agent (John Walker) คนนี้คือม้ามืด Wyatt Russell เก่งมากในการทำให้คนดูรู้สึก “หมั่นไส้แต่ก็เกลียดไม่ลง” เขาถ่ายทอดความ Insecure (ความไม่มั่นคงทางใจ) ของตัวละครได้ชัดเจนมาก เขาพยายามจะทำตัวเป็นผู้นำ พยายามจะเป็น Captain America แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งดูน่าสมเพช ซึ่งนั่นแหละคือมนต์เสน่ห์ของตัวละครนี้ การพัฒนาการของเขาในเรื่องนี้คือสิ่งที่น่าจับตามองที่สุด
5. Lewis Pullman ในบท Bob (Sentry) ผมขอไม่สปอยล์ลึก แต่การแสดงของ Lewis Pullman คือความเซอร์ไพรส์ เขาเล่นบท “คนธรรมดาที่เก็บซ่อนปีศาจไว้” ได้น่ากลัวมาก ความนิ่ง ความซื่อ และความสับสนของเขา สร้างบรรยากาศ Thriller ให้กับหนังได้อย่างดีเยี่ยม มันทำให้เรารู้สึกว่าทีม Thunderbolts กำลังเล่นกับไฟบรรลัยกัลป์อยู่ตลอดเวลา
6. Julia Louis-Dreyfus ในบท Val เธอคือตัวแม่ที่แท้จริง การแสดงของเธอทำให้เรารู้สึก “ขยะแขยง” ในความเลือดเย็นแบบนักการเมือง เธอไม่ต้องออกแรงต่อสู้เลย แค่คำพูดเหน็บแนมและรอยยิ้มจอมปลอมก็ร้ายกาจกว่าตัวร้ายที่มีพลังพิเศษหลายตัวซะอีก

สรุปความรู้สึก ทำไม Thunderbolts* ถึงสำคัญ?
ถ้าคุณคาดหวังหนังที่ฮีโร่รวมพลังกันยิงลำแสงใส่ท้องฟ้าเพื่อปิดประตูมิติ คุณอาจจะผิดหวัง… แต่ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ “จริงใจกับความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์” Thunderbolts คือคำตอบ
หนังเรื่องนี้บอกเราว่า การเป็นฮีโร่ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนดี 100% และบางครั้ง คนที่กอบกู้สถานการณ์ได้ดีที่สุด ก็คือคนที่รู้รสชาติของความล้มเหลวดีที่สุด
สิ่งที่หนังทำได้ดีเยี่ยม
- Character Study การกระจายบทที่ทั่วถึง ทุกคนมีโมเมนต์ของตัวเอง ไม่มีใครจมหาย
- Tone การรักษาสมดุลระหว่างความตลก ความดราม่า และความระทึกขวัญ
- Chemistry เคมีของนักแสดงที่เข้าขากันอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะคู่หู Bucky-Yelena และพ่อลูก Alexei-Yelena
ข้อสังเกต
- ด้วยความที่ตัวละครเยอะ ช่วงแรกอาจจะดูสะเปะสะปะไปบ้างในการรวมทีม
- สเกลพลังของ Sentry อาจจะดู Overpower ไปนิดเมื่อเทียบกับทีม แต่หนังก็หาทางลงได้ฉลาด
บทส่งท้าย Thunderbolts คือจดหมายรักแด่ “ตัวสำรอง” มันคือหนังที่ทำให้เรารู้สึกว่า ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยเทพเจ้าและสัตว์ประหลาด ยังมีที่ว่างให้กับ “คนห่วยๆ” ที่พยายามจะทำสิ่งที่ถูกต้อง นี่คือหนัง Marvel ที่มีความเป็นมนุษย์สูงที่สุดเรื่องหนึ่ง และมันจะทำให้คุณหลงรักกลุ่มคนเพี้ยนๆ เหล่านี้โดยไม่รู้ตัว
ดูจบแล้วคุณอาจจะไม่ได้อยากเป็นกัปตันอเมริกา แต่คุณจะอยากนั่งจิบเบียร์ปรับทุกข์กับ Yelena และ Red Guardian แน่นอนครับ นี่คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 8.5/10 ครับ!

⚠️ คำเตือน เนื้อหาต่อไปนี้มีการเปิดเผยจุดสำคัญ (Spoilers) ของภาพยนตร์เรื่อง Thunderbolts (2025) แบบหมดเปลือก หากยังไม่ได้รับชมและต้องการลุ้นด้วยตัวเอง แนะนำให้ข้ามส่วนนี้ไปก่อนครับ*
บทสรุปท้ายเรื่องแบบเจาะลึก Thunderbolts (2025)*
1. ความจริงเปิดเผย ภารกิจสั่งตาย (The Setup)
ในช่วงองค์สุดท้ายของหนัง ความจริงที่โหดร้ายถูกเปิดเผยเมื่อทีม Thunderbolts ไปถึงเป้าหมายที่ Val (Valentina Allegra de Fontaine) ระบุไว้ พวกเขาพบว่า “เป้าหมาย” นั้นไม่ใช่สิ่งของ แต่คือ Bob (Sentry) ชายหนุ่มท่าทางติ๋มๆ ที่ดูไม่มีพิษมีภัย
แต่จุดหักมุมที่แท้จริงคือ Val ไม่ได้ส่งพวกเขามาเพื่อ “กู้ภัย” หรือ “เก็บกู้” Bob กลับมา แต่เธอส่งพวกเขามาเพื่อให้ “ถูกกำจัด” ไปพร้อมกับ Bob ต่างหาก เพราะสำหรับ Val และรัฐบาลแล้ว ทีม Thunderbolts คือ “สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง” (High-risk assets) หรือพูดง่ายๆ คือพวกเขารู้ความลับสกปรกของรัฐบาลเยอะเกินไป และควบคุมยากเกินไป แผนคือให้ Sentry เกิดอาการคลุ้มคลั่งและฆ่าทุกคนในทีมทิ้ง เพื่อปิดปากและล้างบางบัญชีดำในคราวเดียว
2. ไคลแมกซ์ การปะทะกับ “พลังระดับพระเจ้า” (The Unstoppable Force)
เมื่อความแตก ทีมตกอยู่ในสถานการณ์หลังชนฝา พวกเขาถูกขังอยู่ในสถานที่ปิดตาย (The Vault) พร้อมกับ Bob ที่เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้และเผยร่าง The Void (ด้านมืดของ Sentry) ออกมา
ฉากต่อสู้ช่วงท้ายไม่ใช่การที่ทีมรุมยำศัตรูให้ชนะ แต่เป็น “การเอาชีวิตรอด” (Survival Horror) เราได้เห็นฉากแอ็กชันที่โชว์ศักยภาพสูงสุดของแต่ละคน
- Bucky และ US Agent ต้องร่วมมือกันใช้โล่และการวางแผนทางยุทธวิธีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
- Ghost ใช้พลังทะลุสิ่งกีดขวางเพื่อไปกู้ระบบระบายอากาศหรือทางหนีทีไล่
- Taskmaster ใช้ทักษะการจดจำรูปแบบการโจมตีเพื่อหาจุดบอด (แม้จะแทบไม่มี) ของ Sentry
- Red Guardian ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้อง Yelena ซึ่งเป็นหัวใจของทีม
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ Yelena Belova เธอเป็นคนเดียวที่เลือกจะไม่ “สู้” กับ Bob ด้วยกำลัง แต่เลือกที่จะเข้าหาเขาด้วย “ความเห็นอกเห็นใจ” (Empathy) เธอตระหนักว่า Bob ก็คือเหยื่อเหมือนกับพวกเธอ—เป็นคนที่ถูกทดลอง ถูกหลอกใช้ และหวาดกลัวพลังของตัวเอง ฉากที่ Yelena เดินฝ่าดงพลังงานเข้าไปเตือนสติ Bob คือ Emotional Payoff ที่ดีที่สุดของเรื่อง มันสะท้อนว่าพลังที่แท้จริงของฮีโร่ไม่ใช่กล้ามเนื้อ แต่คือหัวใจ
3. บทสรุป การเกิดใหม่ของทีม (The Resolution)
ท้ายที่สุด ทีมสามารถเกลี้ยกล่อมให้ Bob สงบลงและควบคุมพลังกลับมาเป็นปกติได้ พวกเขาตัดสินใจแหกคุก (Vault) ออกมาด้วยกัน โดยการรวมพลังกันทำลายระบบรักษาความปลอดภัยของ Val จนพังพินาศ
Val ที่เฝ้าดูอยู่ผ่านจอมอนิเตอร์ถึงกับหัวเสียเมื่อแผนการล้มเหลว ทีม Thunderbolts หนีรอดไปได้ทั้งหมด พร้อมกับ Bob ที่กลายมาเป็นสมาชิกคนใหม่ (และเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่ Val ทำหลุดมือไป)
ในฉากจบ เราเห็นพวกเขารวมตัวกันในสถานที่กบดานใหม่ (อาจจะเป็นเซฟเฮาส์เก่าของ Natasha หรือ Bucky) บรรยากาศเปลี่ยนจากความไม่ไว้วางใจ เป็นความผูกพันแบบครอบครัวแปลกหน้า พวกเขารู้แล้วว่าตอนนี้พวกเขากลายเป็นศัตรูของรัฐบาลเต็มตัว และไม่มีที่ยืนในสังคมปกติอีกแล้ว
4. ความหมายของเครื่องหมายดอกจัน (*)
ฉากสุดท้ายเฉลยความหมายของชื่อเรื่อง Thunderbolts* (ที่มีดอกจัน) เมื่อ Bucky ถามว่า “แล้วตกลงเราจะเรียกตัวเองว่าอะไร?” Red Guardian พยายามเสนอชื่อเท่ๆ ฮาๆ มากมาย แต่สุดท้าย Yelena พูดขึ้นมาในเชิงประชดประชันแต่จริงจังว่า “เราไม่ใช่ Thunderbolts ของ Val อีกต่อไป… บางทีเราอาจจะเป็นสิ่งที่โลกต้องการจริงๆ ก็ได้”
หนังตัดจบโดยไม่ได้ระบุชื่อทีมใหม่ชัดเจน แต่ทิ้งนัยยะว่าพวกเขาคือ “The Dark Avengers” หรือ “Secret Avengers” ในทางปฏิบัติ คือกลุ่มฮีโร่นอกกฎหมายที่คอยจัดการภัยคุกคามที่ Avengers ทีมหลัก (ที่ทำตัวถูกต้องตามกฎหมาย) เข้าไปยุ่งไม่ได้
ฉาก End Credits (ฉากแถมท้ายเรื่อง)
- Mid-Credit Scene เราเห็น Val กำลังคุยโทรศัพท์สายด่วนกับผู้มีอิทธิพลระดับสูง (อาจจะเป็น Kingpin หรือประธานาธิบดี Ross ที่กลายเป็น Red Hulk ไปแล้วใน Captain America Brave New World) เธอบอกว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันมีแผนสำรอง” ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องลับที่เผยให้เห็นโครงการใหม่ หรือทีมใหม่ที่เธอกำลังจะปั้นขึ้นมาเพื่อล่าพวก Thunderbolts โดยเฉพาะ (ปูทางไปสู่ความขัดแย้งในเฟสต่อไป)
- Post-Credit Scene เป็นฉากตลกผ่อนคลาย (Comedic Relief) ของ Red Guardian ที่พยายามสอน Bob (Sentry) ให้ลองกินอาหารรัสเซีย หรือพยายามสอนท่าโพสเท่ๆ แบบซูเปอร์ฮีโร่ แต่ Bob กลับทำพังเละเทะด้วยพลังที่กะเกณฑ์ไม่ได้ จบลงด้วยเสียงหัวเราะของคนในทีม
สรุปสั้นๆ ตอนจบของ Thunderbolts (2025) คือการประกาศอิสรภาพของเหล่าตัวละคร “ของเหลือใช้” พวกเขาเปลี่ยนจากหุ่นเชิดของรัฐบาล มาเป็นศาลเตี้ย (Vigilante) ที่มีพลังระดับพระเจ้า (Sentry) อยู่ในมือ และพร้อมจะเป็นหนามยอกอกของ Val ในอนาคตครับ movieseries