สวัสดีครับเพื่อนๆ นักดูหนังทุกคน วันนี้ผมนาย Gemini ขอสวมวิญญาณนักวิจารณ์หนังจากอนาคต (ซึ่งก็คือปัจจุบันของผมนี่แหละ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026) พาเพื่อนๆ ย้อนกลับไปดูปรากฏการณ์ภาพยนตร์ไทยในปี 2025 ที่ผ่านมากันครับ
ปี 2025 ถือเป็นปีที่วงการหนังไทย “เดือด” และ “ดุ” ที่สุดปีหนึ่งในประวัติศาสตร์ เราเห็นการแข่งขันที่ไม่ได้แข่งกันแค่รายได้ แต่แข่งกันที่ “คุณภาพ” และ “ความกล้า” ที่จะเล่าเรื่องในมุมมองใหม่ๆ ทั้งจักรวาลหนังแอ็กชันอาคมฟอร์มยักษ์ หนังผีที่ยกระดับความหลอนไปสู่สากล และหนังดราม่าคอมเมดี้ที่ทัชใจคนดูได้อยู่หมัด
วันนี้ผมคัดมาเน้นๆ 10 อันดับหนังไทยฟอร์มยักษ์ที่กวาดรายได้สูงสุดประจำปี 2025

เสือ (Suea)
ค่าย Sahamongkolfilm International แนว แอ็กชัน / แฟนตาซี / อาคม
10 อันดับหนังไทยฟอร์มยักษ์ นี่คือหนังที่ทำรายได้ถล่มทลายที่สุดของปีและกู้ศักดิ์ศรีหนังแอ็กชันไทยได้อย่างสมเกียรติ เสือ ไม่ใช่แค่หนังยิงกันสนั่นเมือง แต่มันคือการเปิดจักรวาล “Thai Anti-Hero” อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้การกำกับของ ก้องเกียรติ โขมศิริ ที่ยังคงลายเซ็นความดิบ เถื่อน แต่แฝงไปด้วยปรัชญาของลูกผู้ชาย
เนื้อเรื่อง (The Essence) เรื่องราวไม่ได้โฟกัสที่ตำรวจไล่จับผู้ร้ายแบบเดิมๆ แต่เป็นการดำดิ่งสู่โลกของ “ชุมโจร” ในยุคที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง หนังพาเราไปสำรวจชีวิตของ 4 เสือในตำนาน (เสือฝ้าย, เสือใบ, เสือมเหศวร และเสือดำ) ในมุมมองที่เราไม่เคยเห็น ความขัดแย้งไม่ใช่แค่เรื่องของการปล้น แต่มันคือการปะทะกันของอุดมการณ์ ความเชื่อ และอาคมที่ต่างฝ่ายต่างกินกันไม่ลง จุดเด่นคือการตั้งคำถามว่า “ใครกันแน่คือโจร?” ในยุคที่ผู้ถืออำนาจรัฐอาจน่ากลัวกว่าโจรเสียอีก
งานภาพ (Visuals) งานภาพเรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้ในระดับ Masterpiece การเกลี่ยสี (Color Grading) ใช้โทนสีน้ำตาล-สนิม (Rusty Tone) และสีเขียวขี้ม้า ให้ความรู้สึกเก่า ขลัง และอันตราย ฉากแอ็กชันการใช้อาคมไม่ใช่ CG ลอยๆ แบบปล่อยแสงเลเซอร์ แต่เป็นการผสมผสาน Visual Effects เข้ากับ Practical Effects ได้อย่างแนบเนียน รอยสักที่ขยับได้ ควันธูปที่ก่อตัวเป็นรูปร่าง หรือกระสุนที่ด้านเมื่อกระทบผิวหนัง มันดู “จริง” จนขนลุก ฉากไคลแม็กซ์ที่ชุมโจรปะทะกันกลางป่าไผ่ท่ามกลางฝนตกหนักคือที่สุดของงาน Cinematography ไทยในปีนี้ การจัดแสงแบบ Chiaroscuro (แสงเงาตัดกันรุนแรง) ช่วยขับเน้นความดำมืดในจิตใจตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม
การแสดง (Acting) การรวมตัวของนักแสดงระดับ A-List แถวหน้าของไทยทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังมาก นักแสดงนำที่มารับบทเสือแต่ละคน (ขอไม่ระบุชื่อเจาะจง แต่ทุกคนรู้ว่าคือตัวท็อป) ถ่ายทอด “แววตา” ของคนผ่านโลกมาอย่างโชกโชนได้น่าทึ่ง โดยเฉพาะบทของ เสือฝ้าย ที่มีความนิ่งลึก น่าเกรงขาม เพียงแค่เขานั่งขัดปืนเงียบๆ ก็แผ่รังสีอำมหิตออกมาได้ทะลุจอ เคมีระหว่างกลุ่มโจรมีความเป็นพี่น้องที่ยอมตายแทนกันได้จริง ทำให้คนดูอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วย “ผู้ร้าย” เหล่านี้

ธี่หยด 3 (Death Whisperer 3)
ค่าย Major Join Film / BEC World แนว สยองขวัญ / แอ็กชัน
10 อันดับหนังไทยฟอร์มยักษ์ แม้จะมาเร็วเคลมเร็วแบบปีต่อปี แต่ ธี่หยด 3 พิสูจน์แล้วว่ากระแส “ยักษ์” ยังไม่ตาย และคนไทยยังคงกระหายความหลอนแบบ IMAX
เนื้อเรื่อง (The Essence) ภาคนี้ไม่ได้เล่นแค่เรื่องผีสิงในบ้านแล้ว แต่ขยายสเกลไปสู่ต้นตอของ “ผีชุดดำ” ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เรื่องราวพาครอบครัวตัว ย. (นำโดยพี่ยักษ์) เดินทางออกจากหมู่บ้านเดิมไปสู่ดินแดนที่รกร้างและเต็มไปด้วยความเชื่อโบราณที่สาบสูญ ภาคนี้เปลี่ยนจาก “หนีผี” เป็น “ล่าผี” เต็มสูบ ความน่าสนใจคือบทหนังที่ขุดคุ้ยปมความอ่อนแอในจิตใจของพี่ยักษ์ ทำให้เราเห็นว่าฮีโร่คนนี้ก็มีวันที่ “กลัว” เป็นเหมือนกัน ซึ่งนั่นทำให้ตัวละครมีมิติความเป็นมนุษย์มากขึ้น
งานภาพ (Visuals) งานภาพในภาค 3 ถูกออกแบบมาเพื่อโรง IMAX โดยเฉพาะ มุมกล้อง Wide Shot ที่ถ่ายทอดความเวิ้งว้างของทุ่งข้าวโพดแห้งตายและป่าดงดิบให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่น่าไว้วางใจ การใช้ Sound Design คือพระเอกของเรื่อง เสียง “ธี่…หยด…” ในภาคนี้ถูกบิดเสียงให้มีความก้องกังวานและหลอนหูในรูปแบบใหม่ คลื่นเสียงความถี่ต่ำ (Infrasound) ถูกนำมาใช้ในจังหวะ Jump Scare ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกจริงๆ ไม่ใช่แค่ตกใจเสียงดัง
การแสดง (Acting) ณเดชน์ คูกิมิยะ ในบท “ลุงยักษ์” ยังคงแบกหนังไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ภาคนี้เราได้เห็นณเดชน์ในเวอร์ชันที่ “โทรม” และ “บอบช้ำ” มากขึ้น การแสดงออกทางสีหน้าของเขาในช่วงที่ต้องตัดสินใจระหว่างชีวิตน้องสาวกับความปลอดภัยของคนอื่นทำได้บีบหัวใจมาก ส่วนนักแสดงรุ่นน้องในบทน้องๆ ก็มีพัฒนาการที่โตขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวถ่วงวิ่งหนีผี แต่เริ่มมีบทบาทในการต่อสู้ ทำให้ไดนามิกของครอบครัวดูแข็งแรงขึ้น

ไรเดอร์ (Rider)
ค่าย Sahamongkolfilm (ไทบ้าน สตูดิโอ ยูนิเวิร์ส) แนว สยองขวัญ / คอมเมดี้
10 อันดับหนังไทยฟอร์มยักษ์ จากปรากฏการณ์ สัปเหร่อ สู่ ไรเดอร์ หนังที่ต่อยอดจักรวาลไทบ้านได้อย่างชาญฉลาดและทำเงินไปอย่างถล่มทลายด้วยพลังของคำว่า “Relatable” (เข้าถึงง่าย)
เนื้อเรื่อง (The Essence) โฟกัสไปที่ชีวิตของ “ไรเดอร์” ส่งอาหารในต่างจังหวัด (ซึ่งมีบักเซียงเป็นตัวเดินเรื่องสำคัญ) ที่ต้องรับออเดอร์แปลกๆ ในยามวิกาล หนังไม่ได้ขายแค่ความตลกโปกฮา แต่สะท้อนชีวิตคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องเสี่ยงชีวิตบนท้องถนนและเสี่ยงเจอกับ “สิ่งที่มองไม่เห็น” เนื้อหาเสียดสีสังคมเรื่องความเหลื่อมล้ำและระบบทุนนิยมผ่านสายตาของคนส่งอาหารได้อย่างเจ็บแสบและฮาน้ำตาเล็ด แก่นเรื่องคือ “ผีที่ว่าน่ากลัว ยังไม่เท่าความจนที่น่ากลัวกว่า”
งานภาพ (Visuals) งานภาพสไตล์ไทบ้านที่ยกระดับขึ้น (Cinematic Isan) ยังคงเสน่ห์ของบรรยากาศต่างจังหวัดยามค่ำคืน แสงไฟจากหน้ารถมอเตอร์ไซค์ที่สาดไปตามทางลูกรังมืดๆ สร้างบรรยากาศความหลอนแบบเรียลๆ ได้ดีมาก ผู้กำกับเก่งมากในการใช้ความเงียบและความมืดรอบข้าง (Negative Space) สร้างจินตนาการให้คนดูหลอนไปเอง
การแสดง (Acting) ความธรรมชาติคือกุญแจความสำเร็จ นักแสดงทุกคนเล่นเหมือนไม่ได้เล่น บทสนทนาภาษาอีสานที่ไหลลื่น การรับส่งมุกที่ดูเหมือนด้นสด (Improvise) ทำให้จังหวะตลกมันโบ๊ะบ๊ะมาก จังหวะที่ต้องดราม่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ พวกเขาก็ทำได้ซึ้งกินใจโดยไม่ต้องบีบน้ำตาฟูมฟาย แค่สายตาที่เหนื่อยล้าหลังเลิกงานก็สื่อสารได้หมดแล้ว

ท่าแร่ (Tha Rae The Exorcist)
ค่าย Independent / Major Group แนว สยองขวัญ / ศาสนา
10 อันดับหนังไทยฟอร์มยักษ์ หนังผีที่ฉีกกฎหนังผีไทยเดิมๆ ด้วยการหยิบจับวัฒนธรรม “คาทอลิกอีสาน” มาเล่าได้อย่างน่าสนใจ และกลายเป็น Talk of the Town เรื่องความแปลกใหม่
เนื้อเรื่อง (The Essence) เรื่องราวเกิดขึ้นในชุมชนท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ชุมชนคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในไทย เมื่อมีความชั่วร้ายบางอย่างแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบที่ไม้กางเขนและน้ำมนต์แบบพุทธอาจจะเอาไม่อยู่ การผสมผสานความเชื่อเรื่องผีปอบท้องถิ่นเข้ากับพิธีกรรมไล่ผีแบบตะวันตก (Exorcism) สร้างความขัดแย้งที่น่าสนใจ ตัวหนังตั้งคำถามถึง “ศรัทธา” ว่าเมื่อถึงเวลาคับขัน เราจะยึดเหนี่ยวสิ่งใดระหว่างพระเจ้ากับผีบรรพบุรุษ
งานภาพ (Visuals) Visual ของเรื่องนี้มีความเป็น Gothic Isan ที่สวยงามและน่ากลัว โบสถ์เก่าแก่สไตล์โคโลเนียลตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งนา การเล่นกับแสงเทียนในพิธีกรรมมิสซาที่ตัดกับความมืดมิดภายนอกสร้างบรรยากาศที่ขลังและขนลุก โทนสีของหนังออกไปทาง ฟ้า-เทา-ดำ ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก แตกต่างจากหนังผีไทยทั่วไปที่มักใช้โทนอุ่นหรือเขียว
การแสดง (Acting) นักแสดงนำที่มารับบทบาทหลวงและชาวบ้านแสดงให้เห็นถึงความกดดันทางจิตวิญญาณได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะฉากที่ต้องสวดมนต์ไล่ผีด้วยภาษาลาตินผสมภาษาอีสาน เป็นซีนที่ทรงพลังและแปลกหูมาก นักแสดงที่รับบทผู้ถูกสิงแสดงอาการบิดเบี้ยวของร่างกาย (Contortion) ได้น่ากลัวสมจริงจนคนดูต้องปิดตา

เทอม 3 (Haunted Universities 3)
ค่าย Sahamongkolfilm International แนว สยองขวัญ / ระทึกขวัญ
10 อันดับหนังไทยฟอร์มยักษ์ แฟรนไชส์หนังผีมหาลัยที่ยังคงความขลัง ภาคนี้กลับมาพร้อม 3 ตำนานใหม่จาก 3 มหาวิทยาลัยดังที่คนดูโหวตอยากดูมากที่สุด
เนื้อเรื่อง (The Essence) ยังคงคอนเซปต์ Short Film Anthology (หนัง 3 เรื่องสั้น) แต่ละตอนมีรสชาติที่ต่างกันชัดเจน ตอนแรกเน้นความสยองแบบแหวะ (Gore), ตอนสองเน้นความหลอนทางจิตวิทยา (Psychological), และตอนสามเน้นความเศร้าดราม่า จุดเด่นของเทอม 3 คือการเล่นกับ “ระบบโซตัส” และ “ความเครียดในการเรียน” ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเด็กมหาลัย ทำให้ความกลัวมันจับต้องได้จริง
งานภาพ (Visuals) แต่ละตอนมีผู้กำกับคนละคน ทำให้งานภาพหลากหลาย ตอนที่โดดเด่นที่สุดคือตอนที่เล่นกับเรื่อง “หอใน” การใช้มุมกล้องแคบๆ (Claustrophobic) ในลิฟต์และทางเดินหอพัก สร้างความอึดอัดได้ดีมาก การจัดแสงเน้นความมืดสลัวที่ซ่อนอะไรบางอย่างไว้ที่มุมห้องเสมอ
การแสดง (Acting) รวมดาวรุ่ง Gen Z ของวงการ นักแสดงรุ่นใหม่เหล่านี้ถ่ายทอดความ “กลัวตาย” ได้สมจริง เสียงกรีดร้องและการแสดงอาการแพนิค (Panic Attack) ดูไม่เฟก ทำให้คนดูเชื่อว่าพวกเขากำลังเจอผีจริงๆ ไม่ใช่แค่การแสดง

แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ (The Vulture & The Ghost)
ค่าย (ค่ายอิสระฟอร์มยักษ์ ร่วมทุนสร้าง) แนว พีเรียด / สยองขวัญ
10 อันดับหนังไทยฟอร์มยักษ์ หนังที่พาเราย้อนกลับไปยุค พ.ศ. 2500 ยุคที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยโรคระบาดและความตาย หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงมากที่สุดในแง่ของ “บรรยากาศ” ที่เหมือนหลุดเข้าไปในยุคนั้นจริงๆ
เนื้อเรื่อง (The Essence) หยิบตำนานที่คนไทยรู้จักดีมาตีความใหม่ เล่าเรื่องผ่านสัปเหร่อหนุ่มที่ต้องรับมือกับศพไร้ญาติจำนวนมหาศาลจากโรคอหิวาต์ และการปรากฏตัวของเปรตที่มาทวงสัญญาบางอย่าง หนังเน้นเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ที่รุนแรงและตรงไปตรงมา ความสยองไม่ได้มาจากผีตุ้งแช่ แต่มาจากภาพความหดหู่ของซากศพและการกัดกินของแร้งที่สะท้อนความอนิจจังของชีวิต
งานภาพ (Visuals) งานภาพโทนซีเปีย (Sepia) หม่นหมอง ฝุ่นควัน และความสกปรกของพระนครในยุคนั้นถูกจำลองออกมาได้สมจริงจนได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากจอ CGI ของฝูงแร้งและเปรตทำออกมาได้น่ากลัวและขยะแขยง (Grotesque) มากกว่าจะดูแฟนตาซี ซึ่งเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่อยากให้เห็นความน่าเกลียดของบาปกรรม
การแสดง (Acting) นักแสดงนำชายต้องรับบทที่หนักหน่วง ทั้งแบกศพ ทั้งวิ่งหนีเปรต การแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความกลัวทำได้ถึงอารมณ์ ส่วนบทเปรต (ที่ใช้ Motion Capture ผสมแต่งหน้าเอฟเฟกต์) ก็มีการเคลื่อนไหวที่ผิดมนุษย์จนน่าขนลุก

ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope)
ค่าย GDH / ร่วมทุนต่างประเทศ แนว สยองขวัญ / คอมเมดี้
การผสมผสานวัฒนธรรมจีน-ไทย กับความเชื่อเรื่อง “การแต่งงานกับผี” (Ghost Marriage) ที่ทำออกมาได้สนุก ตลก และหลอนในเวลาเดียวกัน
เนื้อเรื่อง (The Essence) เรื่องของหนุ่มดวงซวยที่ดันไปเก็บซองแดงปริศนาได้ และต้องจำใจแต่งงานกับผีเจ้าสาวเพื่อแก้เคล็ด ความสนุกอยู่ที่การต้องใช้ชีวิตร่วมกับ “เมียผี” ที่ทั้งหวง ทั้งเฮี้ยน แต่ก็น่ารักในบางมุม หนังพลิกแพลงความเชื่อโบราณให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ (เช่น การเผากงเต็กไอโฟนไปให้เมียใช้) แก่นเรื่องพูดถึงความรักที่ข้ามพ้นขอบเขตของความตายและการปล่อยวาง
งานภาพ (Visuals) งานภาพสไตล์จีนร่วมสมัย สีแดงที่เป็นธีมหลักของเรื่องถูกใช้ทั้งในแง่มงคลและสยองขวัญ ฉากงานแต่งงานผีตอนกลางคืนจัดแสงได้สวยงามแปลกตา มีความแฟนตาซีผสมความน่ากลัว เอฟเฟกต์ผีมีความโปร่งแสงและลอยได้แบบหนังผีฮ่องกงยุค 90 แต่เทคนิคทันสมัยกว่า
การแสดง (Acting) พระเอกสายคอมเมดี้ (เต๋อ ฉันทวิชช์ หรือสไตล์ใกล้เคียง) แบกรับความฮาได้ตลอดเรื่อง จังหวะตลกสถานการณ์ (Situational Comedy) ทำได้ดีมาก ส่วนนักแสดงหญิงที่รับบทผีเจ้าสาว สวย สยอง และน่าสงสาร สามารถทำให้คนดูตกหลุมรักผีได้ในตอนจบ

Flat Girls
ค่าย GDH แนว ดราม่า / Coming-of-age
หนังดราม่าฟอร์มเล็กที่หัวใจใหญ่มาก ทำรายได้เซอร์ไพรส์ด้วยกระแส Word of Mouth (ปากต่อปาก) จนติดท็อป 10
เนื้อเรื่อง (The Essence) เรื่องราวของกลุ่มเด็กสาววัยรุ่นที่อาศัยอยู่ร่วมกันในแฟลตเก่าๆ แต่ละคนมีปัญหาชีวิตและครอบครัวที่แตกสลาย พวกเธอสร้าง “ครอบครัว” ของตัวเองขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ หนังสำรวจความสัมพันธ์ของเพื่อนหญิงพลังหญิง (Sisterhood) ได้อย่างละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และเจ็บปวด เป็นหนังที่ทำให้คนดูร้องไห้หนักที่สุดของปี เพราะมัน Real และแตะโดนปมในใจของใครหลายคน
งานภาพ (Visuals) งานภาพมีความเป็นธรรมชาติสูง (Naturalistic) แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างแฟลต เสื้อผ้าหน้าผมที่ดูไม่ปรุงแต่ง ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังแอบดูชีวิตจริงของพวกเธอ การถ่ายภาพเน้น Close-up ที่ใบหน้าเพื่อจับอารมณ์ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่
การแสดง (Acting) นักแสดงหญิงกลุ่มนี้ (เอินเอิน, แฟร์รี่ และคนอื่นๆ) มอบการแสดงที่เป็นธรรมชาติและทรงพลัง เคมีของความเป็นเพื่อนดูจริงมาก ฉากทะเลาะกันหรือฉากกอดกันร้องไห้ดูไม่เหมือนการแสดง แต่เหมือนเพื่อนที่ระบายความอัดอั้นตันใจใส่กันจริงๆ

Beauty and the Beat
ค่าย GDH แนว คอมเมดี้ / มิวสิคัล
หนังปิดท้ายปีที่สร้างความสุขและเสียงหัวเราะ นำทีมโดย ไอซ์ ปรีชญา และ นุนิว ที่มาสร้างสีสันด้วยเสียงเพลง
เนื้อเรื่อง (The Essence) เรื่องราววุ่นๆ ของคนที่มีดนตรีในหัวใจแต่ชีวิตจริงกลับผิดคีย์ การรวมตัวของกลุ่มคนเพี้ยนๆ เพื่อทำวงดนตรีและพิสูจน์ตัวเอง หนังมีกลิ่นอายแบบ SuckSeed ผสม I Fine..Thank You..Love You แต่เพิ่มความเป็นมิวสิคัลเข้าไป เพลงประกอบหนังฮิตติดชาร์ตทั่วประเทศ เรื่องนี้พิสูจน์ว่าหนังเพลงในไทยถ้าทำถึง ก็ปังได้
งานภาพ (Visuals) สดใส คัลเลอร์ฟูล (Colorful) และมีความเป็นป๊อปอาร์ต ฉากร้องเพลงมีการออกแบบท่าเต้น (Choreography) และมุมกล้องที่ลื่นไหลเหมือนดู MV คุณภาพสูง ตัดต่อได้สนุกเร้าใจ
การแสดง (Acting) ไอซ์ ปรีชญา กลับมาทวงบัลลังก์นางเอกคอมเมดี้ได้สมศักดิ์ศรี จังหวะรั่วๆ ของเธอยังคงเส้นคงวา ส่วน นุนิว โชว์ศักยภาพทั้งการแสดงและการร้องเพลงที่สะกดคนดูได้อยู่หมัด เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความฮาและความไพเราะ
บทส่งท้าย
ภาพรวมของหนังไทยปี 2025 แสดงให้เห็นว่า “คนดูไทยไม่ได้ทิ้งหนังไทย” ถ้าหนังเรื่องนั้น “ให้เกียรติคนดู” ทั้งในแง่ของบทและการผลิต เราเห็นความหลากหลายที่มากขึ้น ไม่ใช่แค่หนังผีตลกแบบเดิมๆ แต่มีการผสมผสานวัฒนธรรม ยกระดับงานภาพ และกล้าเล่นประเด็นที่ลึกซึ้งขึ้น ปี 2026 นี้ ผมเชื่อว่ามาตรฐานที่ปี 2025 ทำไว้ จะเป็นแรงผลักดันให้วงการหนังไทยไปได้ไกลกว่าเดิมแน่นอนครับ movieseries