รีวิว Troll 2 ที่สุดแห่งหนังคัลท์ในตำนาน ห่วยจริงหรือแค่งานศิลป์

กลับมาอีกครั้งกับหนังแอคชันแฟนตาซีสไตล์ระเบิดภูเขาเผาเมือง สัญชาตินอร์เวย์ ที่เคยประสบความสำเร็จมาจากภาคแรกเมื่อปี 2022 บัดนี้ได้คัมแบ็กสู่ภาคต่อ “Troll 2 โทรลล์ 2” และนี่คือรีวิวแบบเจาะลึก จัดเต็ม ในสไตล์ “เล่าสู่กันฟัง” เหมือนเพื่อนคอหนังคุยกัน โดยเน้นไปที่ความรู้สึก วิเคราะห์องค์ประกอบความ “บ้าบอ” ที่กลายเป็นตำนาน และความมหัศจรรย์ของภาพและการแสดงครับ

รีวิว Troll 2 โทรลล์ 2(1990)เมื่อความ “ห่วย” บรรลุถึงขั้น “ศิลปะ” และตำนานที่ไม่มีโทรลล์แม้แต่ตัวเดียว!

Troll 2 โทรลล์ 2

สวัสดีครับเพื่อนฝูงคอหนังทุกท่าน วันนี้ผมไม่ได้จะมารีวิวหนังรางวัลออสการ์ หรือหนังบล็อกบัสเตอร์ทุนสร้างพันล้าน แต่ผมจะพาทุกท่านดำดิ่งลงไปสู่ “หลุมดำ” แห่งวงการภาพยนตร์ หนังที่ถูกขนานนามจากทั่วโลกว่าเป็น “Best Worst Movie” หรือ “หนังห่วยที่ดีที่สุดในโลก” นั่นคือ Troll 2 โทรลล์ 2″

ลืมทุกตรรกะที่คุณเคยเรียนรู้จากโรงเรียนภาพยนตร์ไปซะ ลืมกฎฟิสิกส์ ลืมการแสดงแบบเมธอด (Method Acting) หรือแม้กระทั่งสามัญสำนึก เพราะ Troll 2 โทรลล์ 2 คือจักรวาลที่กฎเกณฑ์เหล่านั้นไม่มีอยู่จริง มันคือประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่คุณต้องดูสักครั้งก่อนตาย และนี่คือบทวิเคราะห์ถึงแก่นแท้ของความพังพินาศที่กลายเป็นความบันเทิงระดับ 5 ดาว

สิ่งแรกที่ต้องรู้ชื่อเรื่องที่หลอกลวงระดับชาติ

ก่อนจะไปถึงเนื้อใน เราต้องคุยกันเรื่องชื่อเรื่องก่อน ความฮาจุดแรกคือหนังเรื่องนี้ชื่อ Troll 2 โทรลล์ 2 แต่เชื่อไหมครับว่า… ในหนังไม่มีตัว “โทรลล์” (Troll) เลยแม้แต่ตัวเดียว! ไม่มีเลยครับ! ตัวประหลาดในเรื่องคือ “ก๊อบลิน” (Goblins)

แล้วทำไมถึงชื่อ Troll 2 โทรลล์ 2? เพราะผู้จัดจำหน่ายในยุคนั้นคิดว่า ถ้าตั้งชื่อให้ดูเหมือนเป็นภาคต่อของหนังเรื่อง Troll (1986) ซึ่งพอดังอยู่บ้าง มันน่าจะขายได้ ทั้งที่เนื้อเรื่อง ทีมงาน หรือจักรวาลของหนัง ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่นิดเดียว นี่คือการต้มตุ๋นคนดูตั้งแต่หน้าปก และมันคือสัญญาณเตือนแรกว่า “คุณกำลังจะเจอกับอะไรที่คาดไม่ถึง”

งานภาพและโปรดักชันความงามของความ “ราคาถูก”

เรามาเจาะลึกเรื่องงานภาพ (Cinematography) และองค์ประกอบศิลป์กันก่อน ถ้าคุณคาดหวังความสมจริง คุณผิดหวังแน่นอน แต่ถ้าคุณมองหาความ “เซอร์เรียล” (Surreal) นี่คือขุมทรัพย์

1. หน้ากากและคอสตูมระดับงานโรงเรียนอนุบาลตัวก๊อบลินในเรื่องนี้ คือไฮไลท์ที่ทำให้ผมขำจนปวดท้อง ลองจินตนาการถึงหนังสยองขวัญที่ควรจะน่ากลัว แต่ตัวร้ายใส่หน้ากากยางที่ดูเหมือนซื้อมาจากร้านของเล่นลดราคา หน้ากากพวกนี้มันแข็งทื่อ ไม่มีการขยับปากเวลาพูด ตาไม่กระพริบ และที่พีคที่สุดคือชุดที่ใส่… มันดูเหมือนกระสอบป่านย้อมสีมอๆ ที่เอามาตัดเย็บแบบลวกๆ

ในฉากที่มีก๊อบลินจำนวนมากยืนรวมกัน มันไม่ได้ดูน่าเกรงขาม แต่มันดูเหมือนปาร์ตี้ฮาโลวีนของคนเมาที่งบหมด การจัดแสงในเรื่องก็ช่างไร้มิติ แสงสว่างจ้าไปทั่วจนเห็นรอยต่อของหน้ากาก เห็นซิปที่หลังชุด หรือเห็นแม้กระทั่งว่าไอ้ตัวก๊อบลินพวกนี้ใส่รองเท้าผ้าใบ!

2. เอฟเฟกต์ “อาหารสีเขียว” (The Green Goo)ธีมหลักของเรื่องคือก๊อบลินพวกนี้เป็นมังสวิรัติ (ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด ก๊อบลินมังสวิรัติ!) พวกมันกินเนื้อคนไม่ได้ พวกมันเลยต้องหลอกให้มนุษย์กินสารสีเขียวๆ เพื่อเปลี่ยนร่างกายมนุษย์ให้กลายเป็นพืช แล้วพวกมันถึงจะกินได้ ไอ้สารสีเขียว หรือฉากที่คนกลายเป็นต้นไม้นี่แหละ คือที่สุดของความ “อิหยังวะ” มันดูเหมือนใครเอาผักโขมอบชีสมาปั่นรวมกับสีผสมอาหารเขียวอี๋ แล้วราดลงไปบนตัวนักแสดง เอฟเฟกต์ตอนคนกลายเป็นต้นไม้ก็ดูเหมือนงานปั้นดินน้ำมันของเด็กประถม มันไม่มีความสมจริง แต่มันมีความ “ตั้งใจ” ที่น่าเอ็นดูจนเราเกลียดไม่ลง

3. ฉาก “นิลบ็อก” (Nilbog)เมืองในเรื่องชื่อเมือง Nilbog ซึ่งถ้าคุณอ่านย้อนกลับหลัง มันคือ “Goblin” (ก๊อบลิน) นี่คือปริศนาที่หนังพยายามบิ๊วว่าเป็นความลับสุดยอด แต่เชื่อเถอะว่าคนดูรู้ตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้ว การถ่ายทำในเมืองนี้ให้บรรยากาศที่แห้งแล้ง แปลกประหลาด บ้านเรือนดูปกติเกินไปจนน่าขนลุก มันมีความ “Uncanny Valley” (ความรู้สึกที่คล้ายมนุษย์แต่ไม่ใช่) แฝงอยู่ในทุกเฟรมของภาพ

การแสดงหัวใจสำคัญของความหายนะ

ถ้างานภาพคือร่างกาย การแสดงใน Troll 2 โทรลล์ 2 ก็คือจิตวิญญาณที่บิดเบี้ยว และนี่คือส่วนที่ผมอยากจะพูดถึงมากที่สุด เพราะมันคือ “เพชรเม็ดงาม” ที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นอมตะ

นักแสดงในเรื่องนี้เกือบทั้งหมด ไม่ใช่นักแสดงอาชีพ บางคนเป็นหมอฟัน (จริงครับ พระเอกรุ่นพ่อในเรื่องคือหมอฟันจริงๆ) บางคนเป็นคนไข้โรคจิตเวชที่เพิ่งออกมา (อันนี้เรื่องเล่าจากกองถ่าย) ผลลัพธ์ที่ได้คือการแสดงที่ “ไร้ความเป็นมนุษย์” อย่างสิ้นเชิง

1. คุณพ่อ (Michael Waits รับบทโดย George Hardy)จอร์จ ฮาร์ดี้ คือตำนาน เขาเล่นเป็นพ่อที่พยายามจะมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา การแสดงของเขาเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมให้พูดประโยคสนทนาของมนุษย์ แต่ซอฟต์แวร์ยังไม่สมบูรณ์ มีฉากหนึ่งที่เขาต้องโกรธที่ลูกชายทำตัวเสียมารยาท เขาพูดว่า “You can’t piss on hospitality! I won’t allow it!” (แกจะฉี่รดความมีน้ำใจไม่ได้! พ่อไม่ยอม!) สีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของเขามันดูขัดแย้งกันไปหมด สายตาเขาว่างเปล่า แต่ปากเขายิ้ม แล้วเสียงเขาก็ตะโกน มันคือความสับสนทางอารมณ์ที่นักแสดงระดับออสการ์ก็เลียนแบบไม่ได้ เพราะนี่คือการแสดงที่ออกมาจากความ “ไม่รู้ว่าจะเล่นยังไง” อย่างแท้จริง

2. โจชัว (Joshua รับบทโดย Michael Stephenson)เด็กน้อยตัวเอกของเรื่อง ผู้ที่เห็นวิญญาณคุณปู่ การแสดงของโจชัวคือตัวแทนของความ “ล่ก” (Panic) ตลอดเวลา เขาต้องทำหน้าตาตื่นตระหนกเกือบทั้งเรื่อง แต่ความตื่นตระหนกของเขามันดูเหมือนคนปวดท้องเข้าห้องน้ำมากกว่าหวาดกลัวปีศาจ สิ่งที่น่าสนใจคือ เคมีระหว่างเขากับผีคุณปู่ (Grandpa Seth) มันดูอบอุ่นแบบแปลกๆ เหมือนปู่หลานคุยกันคนละเรื่องแต่ดันเข้าใจกัน ฉากที่โจชัวต้องหยุดครอบครัวไม่ให้กินอาหารเปื้อนยาพิษ ด้วยการ… (ขออภัยที่ต้องสปอยล์ฉากนี้ เพราะมันคือตำนาน) ด้วยการ “ยืนฉี่รดโต๊ะอาหาร” คือโมเมนต์ที่การแสดง สีหน้าของพ่อแม่ และดนตรีประกอบ ประสานกันเป็นซิมโฟนีแห่งความวินาศสันตะโรที่ตลกที่สุดในโลกภาพยนตร์

3. แม่มดครีเดนซ์ (Creedence Leonore Gielgud)ตัวร้ายของเรื่อง เธอคือแม่มดที่โอเวอร์แอคติ้งระดับจักรวาล ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัว เธอจะเล่นใหญ่เหมือนกำลังแสดงละครเวทีเชกสเปียร์อยู่คนเดียว ในขณะที่คนอื่นเล่นหนังเกรดบี สายตาที่ถลนออกมา การขยับปากที่กว้างเกินมนุษย์ และเสียงหัวเราะที่แหลมบาดหู คือเสน่ห์ที่คุณละสายตาไม่ได้ โดยเฉพาะฉากที่เธอพยายามยั่วยวนวัยรุ่นหนุ่มด้วยข้าวโพด… ใช่ครับ ข้าวโพด! มันเป็นฉากอีโรติกที่ไร้อารมณ์ทางเพศที่สุด แต่เต็มไปด้วยความงุนงง

4. ฉากในตำนาน”Oh my Goooooooooood!” จะไม่พูดถึงฉากนี้ไม่ได้ เพราะนี่คือมีม (Meme) ระดับโลก ฉากที่ตัวละครวัยรุ่นใส่แว่นตระหนักว่ากำลังจะถูกก๊อบลินกิน เขาตะโกนคำว่า “Oh my God!” แต่การแสดงของเขา… มันช่างไร้ซึ่งความกลัว มันดูเหมือนเขากำลังอ่านบทอยู่ แล้วพยายามลากเสียงให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ หน้าตาของเขาบิดเบี้ยว แมลงวันตัวจริงบินมาเกาะหน้าผากเขาก็ไม่ปัดออก (นี่คือเรื่องจริง แมลงวันตัวนั้นคือนักแสดงสมทบที่ไม่ได้เครดิต) จังหวะการซูมกล้องเข้าที่ปากของเขา กับเสียงร้องที่โหยหวนแบบเฟคๆ มันคือ Masterpiece ของการแสดงห่วยที่ตราตรึงใจที่สุด

บทภาพยนตร์และการเขียนบทภาษาต่างดาวในร่างภาษาอังกฤษ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Troll 2 โทรลล์ 2 มีเสน่ห์คือ “บทพูด” (Dialogue) ผู้กำกับ Claudio Fragasso และภรรยา เป็นชาวอิตาลีที่พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลยตอนเขียนบทนี้ แต่พวกเขายืนกรานให้นักแสดงชาวอเมริกันพูดตามบทเป๊ะๆ ห้ามแก้แม้แต่คำเดียว

ผลที่ได้คือ ประโยคสนทนาที่ผิดหลักไวยากรณ์ ผิดบริบท และฟังดูไม่เหมือนมนุษย์คุยกัน ตัวอย่างเช่น:

  • การที่ตัวละครพูดอธิบายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าออกมาเป็นคำพูดหมดเปลือก (Exposition Dump) แบบทื่อๆ
  • ประโยคจีบสาวที่ฟังดูเหมือนขู่ฆ่า
  • หรือการด่าทอที่ใช้คำศัพท์โบราณหลงยุค

มันทำให้หนังเรื่องนี้มีบรรยากาศเหมือน “ฝันร้าย” ที่ทุกคนพูดจาแปลกๆ มันสร้างความรู้สึก “Uncanny” (พิศวง) ที่หนังสยองขวัญยุคใหม่พยายามทำแต่ทำไม่ได้ แต่ Troll 2 โทรลล์ 2 ทำได้โดยไม่ได้ตั้งใจ

ทำไม Troll 2 โทรลล์ 2 ถึงน่าสนใจกว่าหนังดีๆ หลายเรื่อง?

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะถามว่า “แล้วจะดูไปทำไมถ้ามันแย่ขนาดนี้?” คำตอบคือ Troll 2 โทรลล์ 2 มีสิ่งที่หนังบล็อกบัสเตอร์สมัยนี้ไม่มี นั่นคือ “ความจริงใจ” (Sincerity)

ทีมงานทุกคน ผู้กำกับ นักแสดง (ณ ตอนนั้น) พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำหนังตลก พวกเขาตั้งใจจะทำหนังสยองขวัญจริงๆ พวกเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำอย่างแรงกล้า ความพยายามที่สวนทางกับผลลัพธ์นี่แหละ คือเสน่ห์

  • มันคาดเดาไม่ได้เพราะตรรกะมันพัง คุณเลยเดาไม่ได้ว่าฉากต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น พ่อจะฉี่รดอาหารไหม? แม่มดจะเสกคนเป็นข้าวโพดคั่วไหม? หรือจู่ๆ จะมีฉากเต้นแอโรบิกโผล่มาไหม? (ซึ่งมีจริงๆ!)
  • ความบันเทิงบริสุทธิ์ไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย ทุกฉากมีจุดให้จับผิด มีจุดให้ขำ หรือมีจุดให้ตั้งคำถามว่า “ทำไปเพื่ออะไรวะ?” ตลอดเวลา

บทสรุปมรดกแห่งความพังพินาศ

Troll 2 โทรลล์ 2 ไม่ใช่แค่หนัง แต่มันคือปรากฏการณ์ มันสอนให้เรารู้ว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบถึงจะสร้างความสุขได้ บางครั้ง ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่และจริงใจ ก็มีค่าและน่าจดจำมากกว่าความสำเร็จที่จืดชืด

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่จะดูในคืนปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง หนังที่จะทำให้คุณหัวเราะจนเหนื่อย หนังที่คุณจะยกมาพูดถึงได้อีกสิบปี Troll 2 โทรลล์ 2 คือคำตอบ อย่าดูเพื่อหาพล็อต อย่าดูเพื่อหาการแสดงเทพๆ แต่จงดูเพื่อซึมซับความ “มหัศจรรย์” ของมนุษย์ ที่พยายามจะสร้างงานศิลปะแต่สะดุดขาตัวเองล้มลงอย่างสวยงาม

คะแนน:

  • ในฐานะภาพยนตร์0/10
  • ในฐานะความบันเทิง100/10
  • ระดับความกาวทะลุหลอด

คำเตือนสุดท้ายหลังจากดูจบ คุณอาจจะมอง “ข้าวโพด” และ “แซนด์วิชโบโลน่า” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป… และจำไว้ครับ “You can’t piss on hospitality!”

นี่คือ บทสรุปตอนจบ (Ending Explained) แบบละเอียดของหนังเรื่อง Troll 2 โทรลล์ 2 ที่พาคุณไปสัมผัสความกาวจนหยดสุดท้าย ตั้งแต่ฉากไคลแม็กซ์ที่บ้านไร่ ไปจนถึงจุดจบที่หักมุมแบบช็อกโลก (และชวนงง) ครับ

ช่วงไคลแม็กซ์สงครามไสยศาสตร์กับแซนด์วิชโบโลน่า

สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุดเมื่อครอบครัว “เวตส์” (Waits) ถูกเหล่าชาวเมืองนิลบ็อก (ซึ่งคือพวกก๊อบลินแปลงกาย) ล้อมบ้านพักตากอากาศเอาไว้ ทางออกไม่มี ทุกคนกำลังจะกลายเป็นอาหารต้นไม้

  1. การเข้าทรง (Seance)โจชัว (Joshua) เด็กน้อยตัวเอก ติดต่อกับวิญญาณคุณปู่เซธ (Grandpa Seth) อีกครั้ง ปู่บอกว่าพลังแห่งความชั่วร้ายของก๊อบลินรุนแรงมาก วิธีเดียวที่จะเอาชนะได้คือต้องใช้พลังจาก “หินวิเศษ” (Stonehenge magic stone) ที่ปู่เคยมอบให้โจชัวไว้ (ซึ่งดูเหมือนก้อนหินข้างทางธรรมดาๆ) ทุกคนในบ้านต้องจับมือกัน รวมพลังจิตเพื่อต่อสู้
  2. อาวุธลับดับเบิ้ลเด็คเกอร์ โบโลน่า แซนด์วิช (Double-Decker Bologna Sandwich)นี่คือจุดพีคที่สุดของหนัง ในขณะที่ก๊อบลินบุกเข้ามาในบ้านและแม่มดครีเดนซ์ (Creedence) กำลังร่ายเวทมนตร์ ปู่เซธบอกโจชัวว่า สิ่งที่พวกก๊อบลินแพ้ทางที่สุดคือ “เนื้อสัตว์” เพราะพวกมันเป็นมังสวิรัติปีศาจ โจชัวงัดไม้ตายออกมา นั่นคือ แซนด์วิชไส้โบโลน่า ที่เขาแอบซ่อนไว้ เขาไม่ได้เอาไปขว้างใส่ปีศาจ แต่เขา “กัดกินมัน” ต่อหน้าต่อตาพวกก๊อบลิน!
  3. พลังแห่งการกินเนื้อเชื่อหรือไม่ว่า การที่โจชัวเคี้ยวแซนด์วิชโบโลน่าอย่างเอร็ดอร่อย สร้างปฏิกิริยารุนแรงต่อพวกก๊อบลิน พลังแห่งเนื้อสัตว์ทำลายล้างมนตร์ดำ เหล่าก๊อบลินดิ้นทุรนทุราย กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด (เพียงเพราะเห็นเด็กกินเนื้อ) แม่มดครีเดนซ์กรีดร้องและสลายไป พลังความดี (และสารกันบูดในโบโลน่า) เป็นฝ่ายชนะ! ครอบครัวเวตส์รอดตายและขับรถหนีออกจากเมืองนิลบ็อกได้สำเร็จ

บทส่งท้ายกลับบ้านเรา รักรออยู่?

หนังตัดภาพกลับมาที่บ้านของครอบครัวเวตส์ในเมืองปกติ ชีวิตดูเหมือนจะกลับมาสงบสุข

  • พ่อและแม่อยู่ในอารมณ์ผ่อนคลาย พ่อดูทีวี แม่ขอตัวไปอาบน้ำ
  • โจชัวนั่งอยู่ในห้อง ดูโล่งอกที่ทุกอย่างจบลง

แต่ทว่า… กฎของหนังสยองขวัญเกรดบีคือ “มันยังไม่จบจนกว่าเครดิตจะขึ้น”

ฉากจบที่แท้จริงฝันร้ายในห้องนอนแม่

ในขณะที่แม่กำลังอาบน้ำ เสียงแม่ร้องเรียกโจชัวดังขึ้นมาจากในห้องนอน โจชัวเดินเข้าไปหาแม่ด้วยความสงสัย

  1. ภาพที่เห็นแม่นอนอยู่บนเตียง ห่มผ้าคลุมตัว แต่ท่าทางแปลกๆ แม่หันมาหาโจชัว และทันใดนั้น… ผ้าห่มก็เลื่อนออก เผยให้เห็นว่า ร่างกายของแม่กำลังเน่าเปื่อยและกลายเป็นสารสีเขียว (Green Goo) หรือกำลังกลายเป็นพืชให้พวกก๊อบลินกิน! ใช่ครับ… พวกก๊อบลินไม่ได้อยู่แค่นิลบ็อก พวกมันตามมาถึงบ้าน (หรืออาจจะดักรออยู่แล้ว)
  2. เหล่าก๊อบลินปรากฏตัวรอบเตียงของแม่ เต็มไปด้วยพวกก๊อบลินหน้ากากยางยืนล้อมอยู่ พวกมันกำลังกัดกินแม่ของเขาที่กำลังละลายกลายเป็นน้ำเมือกสีเขียวข้นๆ อย่างเอร็ดอร่อย
  3. ข้อเสนอสุดท้ายก๊อบลินตัวหนึ่งหันมาหาโจชัว แล้วยื่นชิ้นส่วนของแม่ (หรืออาหารสีเขียวที่แม่กลายสภาพไปแล้ว) มาให้โจชัว พร้อมส่งสายตาเชิญชวนให้ “มากินด้วยกันสิ”
  4. The Endหนังจบลงที่ภาพหน้าของโจชัวที่หวาดกลัวสุดขีด เขากรีดร้องเสียงหลง กล้องซูมเข้าที่หน้าเขา แล้วภาพก็หยุดนิ่ง (Freeze Frame) พร้อมกับเสียงดนตรีประกอบสุดหลอน จบบริบูรณ์

สรุปสั้นๆ

ครอบครัวหนีตายจากเมืองก๊อบลินมาได้ด้วยการให้เด็กกินแซนด์วิชโชว์ แต่พอกลับถึงบ้าน ปรากฏว่าก๊อบลินตามมาฆ่าแม่ โดยเปลี่ยนแม่ให้กลายเป็นอาหารเหลวสีเขียว แล้วชวนลูกชายให้มากินแม่ตัวเอง จบแบบปาหมอนและทำลายจิตใจเด็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ movieseries

  • ประเภท: แอคชัน / แฟนตาซี / ผจญภัย
  • ผู้กำกับ: รอร์ อูธัก
  • นำแสดงโดย: อีเนอ มารีเอ วิลมันน์, มาดส์ โชเกิร์ด เพทเตอร์สัน, คิม แฟลค์ก
  • ความยาว: 102 นาที
  • กำหนดฉายในไทย: 1 ธันวาคม 2025 (ที่ Netflix)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *