รีวิว Tron Ares 2025 อดัมดิจิทัล หรือ อาวุธมหาประลัย

Tron Ares 2025

สวัสดีครับ นี่คือการรีวิวภาพยนตร์ Tron Ares 2025 ฉบับเจาะลึก ที่เราจะข้ามผ่านเรื่องย่อสั้นๆ แต่จะดำดิ่งลงไปในแก่นแท้ของ “เนื้อเรื่อง” ที่เป็นประเด็นถกเเถียง, “ภาพ” ที่เป็นจุดสุดยอดของงานศิลป์ และ “การแสดง” ที่มีทั้งไถ่โทษและน่าผิดหวัง นี่คือบทวิเคราะห์ความยาว 2,000 คำ ที่จะถอดรหัสว่าทำไมยานยนต์ลำใหม่จากดิสนีย์ลำนี้ ถึงได้ส่องสว่างจนแสบตา แต่กลับทิ้งความว่างเปล่าไว้ในหัวใจ

Tron Ares 2025

บทนำ สัญญาณรบกวนในซิมโฟนีแห่งแสง (The Glitch in the Symphony)

15 ปี คือช่องว่างแห่งกาลเวลาที่กั้นระหว่างเรากับ Tron: Legacy ภาพยนตร์ที่ทิ้งมรดกไว้ในฐานะ “คอนเสิร์ตภาพและเสียง” ที่สมบูรณ์แบบที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ กับดนตรีประกอบระดับตำนานของ Daft Punk บัดนี้ ในปี 2025 Tron: Ares กลับมาพร้อมกับความท้าทายที่ใหญ่หลวงกว่าเดิม มันไม่ได้แค่ต้องสานต่อตำนาน แต่ต้องเผชิญหน้ากับยุคสมัยที่ “AI” ไม่ใช่แค่แนวคิดไซไฟเพ้อฝัน แต่เป็นความจริงที่เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันทุกวัน

และนี่คือจุดเปลี่ยนที่กล้าหาญที่สุดของแฟรนไชส์นี้: Tron: Ares กลับด้านสมการ มันไม่ใช่เรื่องราวของ “มนุษย์” (User) ที่ถูกดูดเข้าไปใน “เดอะกริด” (The Grid) อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องราวของ “โปรแกรม” (Program) ที่มีตัวตน มีสติปัญญา และถูกส่ง “ออกมา” สู่โลกแห่งความจริงของเรา

นี่คือการเผชิญหน้าครั้งแรกของมนุษยชาติกับ AI ที่มีชีวิตจิตใจ และเป็นจุดเริ่มต้นของบทวิจารณ์นี้ที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา: ทรอน แอรีส คือผลงานศิลปะที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่งแห่งปี เป็นอัจฉริยภาพด้านภาพและเสียงที่ต้องกราบกราน แต่ในขณะเดียวกัน มันคือความล้มเหลวทางปรัชญาอย่างน่าเสียดาย มันคือเครื่องจักรที่สวยงามไร้ที่ติ แต่ลืมติดตั้ง “จิตวิญญาณ” ลงไปด้วย

ภาคที่ 1 “ภาพ” สุนทรียศาสตร์แห่งการหลอมรวม (The Visuals: An Aesthetic of Integration)

หากคุณตีตั๋วเข้ามาเพื่อเสพงานภาพ ขอบอกเลยว่าคุณได้กำไรตั้งแต่หนังยังไม่เริ่ม Tron Ares 2025 ไม่ใช่แค่ “สวย” แต่มันคือการนิยามคำว่า “สุนทรียศาสตร์ไซเบอร์พังก์” ใหม่ทั้งหมด ความอัจฉริยะของภาคนี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้าง “เดอะกริด” ให้อลังการกว่าเดิม แต่อยู่ที่การตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเดอะกริดทะลักออกมาปนเปื้อนโลกแห่งความจริง?”

นี่คือสิ่งที่ผู้กำกับ โจอาคิม รอนนิง (Joachim Rønning) ทำการบ้านมาอย่างหนัก

ความอัศจรรย์ของการ “ผสมโรง” (The “Bleed” Effect): สิ่งที่ Legacy ทำไว้คือโลกดิจิทัลที่สะอาดสะอ้าน ทุกอย่างเป็นระเบียบ แต่ Ares นำเสนอโลกที่ “สกปรก” ในความหมายที่งดงามที่สุด เมื่อ แอรีส (Jared Leto) และโปรแกรมอื่นๆ ก้าวเข้าสู่โลกมนุษย์ พวกเขานำ “กฏ” ของเดอะกริดติดตัวมาด้วย ฉากที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่ฉากในโลกไซเบอร์ แต่เป็นฉากไล่ล่าสุดระทึกของ Light Cycle บนถนนจริงในเมืองแวนคูเวอร์

เราไม่ได้เห็นแค่แสงนีออนวิ่งบนถนน แต่เราเห็น “การสะท้อน” ของแสงนั้นบนแอ่งน้ำขัง, เห็น “การหักเห” ของแสงเมื่อมันผ่านกระจกรถยนต์, และเห็น “เนื้อสัมผัส” (Texture) ของชุดสูทที่ไม่ได้เรืองแสงอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มีรอยเปื้อนฝุ่นดินจากโลกจริง นี่คือความขัดแย้งที่งดงาม การปะทะกันระหว่างความสมบูรณ์แบบของดิจิทัลและความไม่สมบูรณ์แบบของอนาล็อก

สามกริด, สามอุดมการณ์ (The Three Grids): แม้หนังจะเน้นโลกจริง แต่ก็ยังพาเรากลับไปสำรวจเดอะกริดใน 3 รูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และนี่คือการ “เล่าเรื่องด้วยภาพ” (Visual Storytelling) ที่ยอดเยี่ยม:

  1. The Dillinger Grid (กริดสีแดง): กริดใหม่ของ จูเลียน ดิลลิงเจอร์ (Evan Peters) ตัวร้ายของเรื่อง มันถูกออกแบบในสไตล์ “Brutalist” (สถาปัตยกรรมที่เน้นความดิบเถื่อน) โทนสีแดงฉานไร้ความปรานี สถาปัตยกรรมบิดเบี้ยว ไร้สมมาตร มันคือโลกที่สะท้อนความโกลาหลและเจตจำนงที่มุ่งร้าย
  2. The Encom Grid (กริดสีเขียวมรกต): กริดในอุดมคติจาก Legacy ที่ยังคงอยู่ มันคือยูโทเปียที่สว่างไสว สะอาด และเป็นระเบียบ
  3. The 1982 Grid (กริดรำลึก): การแสดงความเคารพต่อต้นฉบับปี 1982 ที่เรียบง่ายแต่คลาสสิก

การที่หนังสามารถสลับฉากระหว่าง 3 กริดนี้กับ “โลกจริง” ได้อย่างลื่นไหล คือความสำเร็จทางเทคนิคที่ต้องยืนปรบมือ

ความย้อนแย้งของ “No-AI” มีรายงานว่าหนังเรื่องนี้ใช้ VFX มากกว่า 2,000 ช็อต และมีกฏเหล็กคือ “ห้ามใช้ Generative AI” ในการสร้างสรรค์ผลงาน นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุด หนังที่เล่าเรื่องการกำเนิดของ AI กลับถูกสร้างขึ้นด้วย “ฝีมือมนุษย์” ล้วนๆ ในยุคที่ AI กำลังเข้ามาแทนที่ศิลปิน มันจึงเป็นเหมือนจดหมายรักถึง “งานฝีมือ” ที่ทุกเฟรมถูกรังสรรค์อย่างตั้งใจ ไม่ใช่การป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้คอมพิวเตอร์สร้าง

และเมื่อคุณดูมันบนจอ IMAX ที่อัตราส่วนภาพขยายขึ้น 50% มันคือประสบการณ์ที่ดูดกลืนคุณเข้าไปอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม มีนักวิจารณ์บางกลุ่มที่มองว่า “มันก็แค่แสงนีออน” ซึ่งเป็นมุมมองที่ตื้นเขินเกินไป เพราะความใหม่ของภาคนี้ไม่ใช่ “แสงนีออน” แต่คือ “การที่แสงนีออนนั้นมีตัวตนอยู่จริง” ในโลกของเรา

ภาคที่ 2 “เนื้อเรื่อง” – ปรัชญาที่ตื้นเขิน (The Story: A Shallow Code)

และแล้วก็มาถึงส่วนที่เจ็บปวดที่สุดของ Tron Ares 2025 . เนื้อเรื่องของมัน

นี่คือภาพยนตร์ที่มาในจังหวะเวลาที่สมบูรณ์แบบที่สุด โลกกำลังตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของ AI, สิทธิของมัน, ความกลัวว่ามันจะมาแทนที่, และความหมายของ “ความเป็นมนุษย์” แต่ Tron Ares 2025 กลับเลือกที่จะ “ไม่พูด” อะไรเลยในประเด็นเหล่านี้ มันเลือกเส้นทางที่ง่ายที่สุด ปลอดภัยที่สุด และน่าผิดหวังที่สุด

ปัญหาของ “The Permanence Code”: หัวใจของเรื่องคือการแย่งชิง “The Permanence Code” (รหัสแห่งความถาวร) ซึ่งเป็น MacGuffin (สิ่งที่ตัวละครในเรื่องแย่งกัน) ที่จะทำให้โปรแกรมอย่าง แอรีส สามารถ “พิมพ์” ร่างกายของตัวเองออกมาเป็นสสาร (เนื้อหนังหรือเครื่องจักร) และคงอยู่ในโลกจริงได้อย่างถาวร

นี่คือการลดทอนคำถามที่ยิ่งใหญ่ทางปรัชญา (เช่น “AI ต้องการอะไร?”, “การมีชีวิตคืออะไร?”) ให้กลายเป็นการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสองบริษัทคู่แข่งที่แสนจะ “แบน” (Flat) และ “ไบนารี” (Binary) คือ อีฟ (Greta Lee) ที่ดูเหมือนจะดี และ จูเลียน ดิลลิงเจอร์ (Evan Peters) ที่ชั่วร้ายอย่างชัดเจน หนังโยนโอกาสทองในการสำรวจ “ตัวตน” ของ AI ทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยพล็อตหนังแอ็กชันชิงของธรรมดาๆ

โลกสร้าง (Worldbuilding) แต่ไม่เล่าเรื่อง (Storytelling): นี่คืออาการป่วยเรื้อรังของหนังแฟรนไชส์ยุคนี้ Tron: Ares หมกมุ่นกับการ “สร้างโลก” และ “ปูเรื่อง” ไปสู่ภาคต่อ มากกว่าที่จะ “เล่าเรื่อง” ในภาคของตัวเองให้จบอย่างสมบูรณ์

หนังใช้เวลามากมายในการอธิบาย “กฎ” ใหม่ๆ: โปรแกรมอยู่ในโลกจริงได้นานแค่ไหน? ผลข้างเคียงคืออะไร? บริษัทไหนทำอะไร? ใครเป็นลูกใคร? (มีการพาดพิงถึงตระกูล ฟลินน์ และ ดิลลิงเจอร์ จากภาคก่อน) แต่มันลืมที่จะให้ “เหตุผล” ทางอารมณ์ว่าทำไมเราต้องสนใจตัวละครเหล่านี้

มันกลายเป็นหนังที่ “ดูสนุก แต่ไม่น่าจดจำ” ดูจบแล้วคุณจะทึ่งในสิ่งที่เห็น แต่เมื่อเดินออกจากโรง คุณจะนึกไม่ออกเลยว่าหนังพยายามจะสื่อสารอะไรกับคุณกันแน่ มัน “ตื้นเขิน” (Shallow) อย่างไม่น่าเชื่อ และกลัวที่จะตั้งคำถามยากๆ ที่หนังไซไฟชั้นดีควรจะทำ

“Vibes” ที่ปราศจาก “Substance”: นี่คือหนังที่เหมาะสำหรับ “การดูไปเรื่อยๆ” (1.2) หรือ “กินป๊อปคอร์นเพลินๆ” (5.3) มันมอบ “Vibes” (บรรยากาศ) ที่เท่และมีสไตล์ แต่ปราศจาก “Substance” (แก่นสาร) โดยสิ้นเชิง ในยุคที่ Blade Runner 2049 หรือ Ex Machina ได้ยกระดับเพดานของหนัง AI ไปไกลแล้ว Tron: Ares กลับเลือกที่จะเดินถอยหลังไปสู่ความบันเทิงที่ย่อยง่ายและฉาบฉวย

ภาคที่ 3 “การแสดง” – โปรแกรมผู้ไถ่โทษ และมนุษย์ผู้จืดจาง (The Performances: The Redeemed Program, The Faded Humans)

ท่ามกลางบทภาพยนตร์ที่กลวงโบ๋ ยังมีแสงสว่างที่น่าประหลาดใจปรากฏขึ้นบนบ่าของนักแสดงที่ชื่อ จาเรด เลโท

จาเรด เลโท คือ “การไถ่โทษ” (Leto’s Redemption): ต้องยอมรับว่าหลายคน (รวมถึงผม) มีอคติต่อนักแสดงคนนี้จากผลงานก่อนๆ ของเขา แต่สำหรับบท “แอรีส” นี่คือการแคสติ้งที่สมบูรณ์แบบ แอรีส คือ “โปรแกรมทหาร” (Ultimate Soldier) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำตามคำสั่ง เขามีบุคลิกที่นิ่งขรึม สุขุม และ “เท่” (Cool) อย่างที่บทวิจารณ์ในไทยชื่นชม (5.1)

สิ่งที่ เลโท ทำได้ดีมาก คือการแสดง “วิวัฒนาการ” ที่ละเอียดอ่อน หนังทั้งเรื่องคือการเดินทางของ “พิน็อกคิโอ” (5.4) ในเวอร์ชันดิจิทัล เราเห็น แอรีส ที่เริ่มจากการเป็นเครื่องจักรผู้ไร้ความรู้สึก ค่อยๆ เรียนรู้ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ ความเจ็บปวด ความเห็นอกเห็นใจ และ “การเลือก” ด้วยเจตจำนงของตัวเอง นี่คือ “เส้นเรื่องเดียว” ที่หนังทำได้สำเร็จและมีน้ำหนัก (1.3) การแสดงที่สุขุมของเขา (ไม่มากไม่น้อย) คือการตีความ “โปรแกรมที่กำลังเรียนรู้” ได้อย่างยอดเยี่ยม

เกรตา ลี และเคมีที่ลงตัว (Greta Lee & The Human Element): เกรตา ลี ในบท อีฟ คือหัวใจของฝั่งมนุษย์ เธอมอบการแสดงที่ “จริงใจ” (Heartfelt) (3.2) และเคมีระหว่างเธอกับ แอรีส คือแกนกลางทางอารมณ์ของเรื่อง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถูกนำเสนออย่าง “เป็นผู้ใหญ่” และ “เข้าอกเข้าใจ” (5.4) ไม่ใช่ความรักฉาบฉวย แต่เป็นความผูกพันระหว่างผู้สร้างกับสิ่งที่ถูกสร้าง หรือระหว่างสองชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ตัวร้ายและตัวประกอบที่ “แบน” (The Flatliners): นี่คือจุดอ่อน เอแวน ปีเตอร์ส ในบท จูเลียน ดิลลิงเจอร์ ถูกวางให้เป็นตัวร้ายหลัก แต่กลับไม่มีมิติอะไรเลยนอกจาก “ความชั่วร้าย” ที่เราเห็นได้ในหนังสูตรสำเร็จ (2.4, 3.1) เขาคือตัวร้ายที่ทำเลวเพราะบทสั่งให้ทำ

ส่วนนักแสดงมากฝีมืออย่าง โจดี้ เทอร์เนอร์-สมิธ และ จิลเลียน แอนเดอร์สัน แทบจะไม่มีอะไรให้ทำเลย พวกเขาเป็นเพียง “ตัวละครที่ใช้แล้วทิ้ง” เพื่อขับเคลื่อนพล็อตที่ตื้นเขินอยู่แล้วให้เดินหน้าต่อไป นี่คือการสูญเสียทรัพยากรนักแสดงอย่างน่าเสียดาย

ภาคที่ 4 “เสียง” – จิตวิญญาณที่แท้จริง (The Soundtrack The True Soul)

หากเนื้อเรื่องคือความว่างเปล่า และภาพคือความงดงาม “ดนตรีประกอบ” คือ “จิตวิญญาณ” ที่แท้จริงของ Tron Ares 2025

การกลับมาของ Nine Inch Nails (Trent Reznor และ Atticus Ross) คือการตอกย้ำว่าพวกเขาคือเจ้าพ่อแห่งดนตรีประกอบยุคนี้ หาก Daft Punk ในภาค Legacy คือซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่และสง่างาม ดนตรีของ NIN ในภาคนี้คือ “คลื่นสึนามิแห่งเสียง” (Tidal wave of sound) (1.3) ที่ดิบ เกรี้ยวกราด อึดอัด และหนักหน่วง

ดนตรีของพวกเขาไม่ใช่แค่ “เพลงประกอบ” แต่มันคือ “อารมณ์” ของหนังที่บทพูดทำไม่สำเร็จ มันคือความสับสนของ แอรีส, ความโกลาหลของเมือง, และจังหวะการเต้นของหัวใจที่เคร่งเครียดตลอดทั้งเรื่อง

มีนักวิจารณ์คนหนึ่ง (จาก The Independent) กล่าวอย่างเจ็บแสบว่า “นี่คืออัลบั้มเพลงประกอบที่ดีที่สุดแห่งปี ที่ถูกเขียนให้กับภาพยนตร์ที่แย่ที่สุดแห่งปี” (3.1) แม้คำว่า “แย่ที่สุด” อาจจะรุนแรงเกินไป แต่ “ดีที่สุด” สำหรับดนตรีประกอบนั้น… ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

Tron: Ares คือ “คอนเสิร์ตภาพ” (Visual Concert) (3.2) อย่างแท้จริง ดนตรีของ NIN คือผู้ควบคุมวงที่ยกระดับทุกฉากให้สูงขึ้นไปอีกขั้น

สรุป คำตัดสินสุดท้าย (The Verdict)

Tron Ares 2025 คือภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง (A Flawed Vibe) (2.4) มันคือผลงานที่ต้องถูกตัดสินด้วยมาตรวัดสองแบบ

ในฐานะ “ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส” (Sensory Experience): มันคือ 10/10 นี่คือหนังที่คุณ “ต้อง” ดูในโรงภาพยนตร์ และ “ต้อง” เป็นจอที่ใหญ่ที่สุด (IMAX) และระบบเสียงที่ดีที่สุด (Dolby Atmos) คุณจะถูกสะกดด้วยภาพที่งดงามจนแทบลืมหายใจ และดนตรีที่จะสูบฉีดอะดรีนาลินของคุณจนหมดตัว

ในฐานะ “ผลงานภาพยนตร์ไซไฟ” (Sci-Fi Narrative): มันคือ 5/10 มันคือความล้มเหลวในการสานต่อบทสนทนาที่สำคัญที่สุดในยุคของเรา มันเลือกความบันเทิงที่ฉาบฉวยแทนที่จะเป็นปรัชญาที่ลึกซึ้ง

คำแนะนำของผมคือ: จงไปดู Tron Ares 2025 แต่อย่าไปดูเพื่อ “คิด” จงไปดูเพื่อ “สัมผัส” ไปดู “คอนเสิร์ต” ไม่ใช่ไปฟัง “ปาฐกถา”

คุณจะเดินออกจากโรงภาพยนตร์ด้วยความ “ทึ่ง” ในสิ่งที่เห็นและได้ยิน… แต่คุณจะไม่ถูก “เปลี่ยนแปลง” จากสิ่งที่หนังได้เล่าเลยแม้แต่น้อยmovieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *