รีวิว Turbulence 2025 ทริปนรกเสียดฟ้า! เมื่อ “ความสูง”

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง Turbulence (2025) ครับ

Turbulence (2025)

  • แนว ระทึกขวัญ (Thriller), เอาชีวิตรอด (Survival)
  • ผู้กำกับ Claudio Fäh
  • นักแสดงนำ Jeremy Irvine, Hera Hilmar, Olga Kurylenko, Kelsey Grammer

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวของ แซค (Zach) (รับบทโดย Jeremy Irvine) นักธุรกิจหนุ่มที่เพิ่งปิดดีลใหญ่ได้สำเร็จ และภรรยาของเขา เอ็มมี่ (Emmy) (รับบทโดย Hera Hilmar) ทั้งคู่ตัดสินใจเดินทางมายังเทือกเขาโดโลไมท์ในอิตาลีเพื่อขึ้นบอลลูนลมร้อน หวังจะใช้บรรยากาศโรแมนติกกระชับความสัมพันธ์ที่กำลังจืดจางให้กลับมาหวานชื่นอีกครั้ง

แต่ทริปในฝันกลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อมีผู้โดยสารปริศนาคนที่ 3 อย่าง จูเลีย (Julia) (รับบทโดย Olga Kurylenko) ขอติดขึ้นมาด้วย จูเลียไม่ได้เป็นแค่นักท่องเที่ยวธรรมดา แต่เธอมีความลับดำมืดที่เชื่อมโยงกับอดีตของแซค และเริ่มคุกคามพวกเขาทั้งทางคำพูดและการกระทำ

เมื่อบอลลูนลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ความสูงกว่า 5,000 เมตร สถานการณ์ก็เลวร้ายลง ทั้งจากความขัดแย้งของคนในตะกร้าบอลลูนที่เริ่มบานปลายกลายเป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด และภัยธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้พวกเขาต้องหาทางหนีตายในพื้นที่จำกัดที่แขวนอยู่กลางอากาศ โดยมี แฮร์รี่ (รับบทโดย Kelsey Grammer) คนขับบอลลูนที่ต้องรับมือกับสถานการณ์วิกฤตนี้

รีวิว (Review)

ด้านเนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง (Narrative)

  • คอนเซปต์น่าสนใจ หนังใช้สูตรสำเร็จของหนังระทึกขวัญในพื้นที่จำกัด (Single-location thriller) คล้ายกับเรื่อง Fall (2022) หรือ Dead Calm แต่เปลี่ยนจากหอคอยหรือเรือมาเป็น “บอลลูน” ซึ่งสร้างความกดดันได้ดีในแง่ของความสูงและพื้นที่ที่หนีไปไหนไม่ได้
  • ความตึงเครียด ช่วงแรกหนังปูเรื่องด้วยดราม่าความสัมพันธ์และความไม่น่าไว้วางใจของตัวละครจูเลีย ก่อนจะยกระดับไปสู่ความระทึกขวัญแบบเอาเป็นเอาตาย หนังพยายามใส่สถานการณ์บีบคั้นเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งปืน ไฟไหม้ และพายุ
  • จุดอ่อน บทมีความ “ละคร” (Melodramatic) ค่อนข้างมาก การตัดสินใจของตัวละครบางครั้งดูไม่สมเหตุสมผลเพื่อยัดเยียดสถานการณ์ให้เลวร้ายลง และช่วงท้ายของเรื่องอาจจะดูสูตรสำเร็จเกินไปหน่อยสำหรับคอหนังแนวนี้

ด้านงานภาพ (Visuals)

  • บรรยากาศ ฉากหลังที่เป็นเทือกเขาโดโลไมท์นั้นสวยงามและช่วยส่งเสริมความรู้สึกเวิ้งว้างน่าหวาดเสียวได้ดี
  • CGI/Green Screen นี่เป็นจุดสังเกตใหญ่ของเรื่อง งานภาพซีจีและกรีนสกรีนในหลายฉากยังดูลอยและไม่เนียนตาเท่าที่ควร ทำให้บางครั้งคนดูอาจหลุดออกจากภวังค์ความระทึกได้ โดยเฉพาะฉากที่ต้องโชว์ความสูงมากๆ

ด้านการแสดง (Acting)

  • Olga Kurylenko รับบทตัวร้ายที่ดูจิตและคาดเดาไม่ได้ได้ค่อนข้างดี เป็นตัวขับเคลื่อนความตึงเครียดหลักของเรื่อง
  • Kelsey Grammer ในบทคนขับบอลลูน แม้บทบาทอาจจะไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่การมีดารารุ่นใหญ่มาแจมก็ช่วยเพิ่มสีสันได้
  • คู่พระนาง เคมีระหว่าง Jeremy Irvine และ Hera Hilmar อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของหนังระทึกขวัญทั่วไป คือต้องเล่นบทเหยื่อที่พยายามสู้กลับ

สรุป (Verdict)

Turbulence (2025) เป็นหนังระทึกขวัญที่ดูได้เพลินๆ สำหรับคนที่ชอบหนังแนว “ติดอยู่ในที่สูง” หรือสถานการณ์บีบคั้นในพื้นที่จำกัด ตัวหนังมีความตื่นเต้นในช่วงที่สถานการณ์เริ่มวิกฤต แต่ต้องมองข้ามความไม่สมเหตุสมผลของบทและงานภาพที่ไม่สมบูรณ์แบบไปบ้าง

นี่คือบทรีวิวภาพยนตร์เรื่อง Turbulence (2025) แบบเจาะลึก เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ ทั้งบท งานภาพ และการแสดง ในรูปแบบบทความขนาดยาว (Long-form Review) เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพรวมและรายละเอียดเชิงลึกครับ

Turbulence (2025) ฝันร้ายลอยฟ้า ที่ความสูงไม่ใช่ศัตรูเพียงหนึ่งเดียว

Turbulence 2025

ในโลกของภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวเอาชีวิตรอด (Survival Thriller) เรามักจะได้เห็นตัวละครถูกจับไปปล่อยเกาะ ติดอยู่ในถ้ำ หรือลอยคออยู่กลางทะเล แต่ Turbulence (2025) เลือกที่จะพาเราขึ้นไปแขวนชีวิตไว้บนความสูงเสียดฟ้าในตะกร้าสานใบเล็กๆ ของบอลลูนลมร้อน ท่ามกลางเทือกเขาโดโลไมท์ที่สวยงามแต่แฝงไปด้วยความตาย ภายใต้การกำกับของ Claudio Fäh (จาก Northmen A Viking Saga และ Sniper Ultimate Kill) ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามฉีกกฎเดิมๆ ด้วยการผสมผสานความกลัวที่จับต้องได้ทางกายภาพ (ความสูง) เข้ากับความกลัวทางจิตวิทยา (คนแปลกหน้าโรคจิต)

แม้หน้าหนังจะดูเหมือนหนังเกรดบีที่ขายความหวาดเสียวทั่วไป แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด Turbulence กลับมีรสชาติที่ “จัดจ้าน” กว่าที่คิด ทั้งในแง่ของความบ้าบิ่นของบทและการแสดงที่ใส่สุด แม้จะมีบาดแผลใหญ่ๆ ในงานโปรดักชันก็ตาม นี่คือบทวิเคราะห์เต็มรูปแบบที่จะพาคุณไปสำรวจทุกซอกมุมของบอลลูนมรณะลำนี้

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง ความตึงเครียดในพื้นที่ปิดตาย (Claustrophobic Narrative)

หัวใจหลักของ Turbulence ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ภัยธรรมชาติ” แต่เป็นเรื่องของ “สันดานมนุษย์” ในสภาวะวิกฤต บทหนังเลือกใช้โครงสร้างแบบ Chamber Play หรือละครที่เล่นในพื้นที่จำกัด (คล้ายกับหนังอย่าง Phone Booth หรือ Buried) แต่เปลี่ยนจากพื้นที่แคบๆ บนพื้นดิน มาเป็นตะกร้าบอลลูนขนาดไม่กี่ตารางเมตรที่ลอยอยู่สูงกว่า 5,000 ฟุต

ความสัมพันธ์ที่เปราะบาง หนังเริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยา แซค (Jeremy Irvine) และ เอ็มมี่ (Hera Hilmar) ที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบแต่มีรอยร้าวซ่อนอยู่ การเลือกมาเที่ยวบอลลูนเพื่อกระชับความสัมพันธ์เป็นพล็อตคลาสสิกที่คนดูเดาทางได้ว่า “มันต้องพังแน่ๆ” แต่ความน่าสนใจอยู่ที่การใส่ตัวแปรที่ 3 เข้ามา นั่นคือ จูเลีย (Olga Kurylenko) ตัวละครปริศนาที่เปลี่ยนทริปฮันนีมูนให้กลายเป็นสมรภูมิ

จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ช่วง 20 นาทีแรกของหนังทำหน้าที่เหมือน “ยาขม” ที่เคลือบน้ำตาล เราจะได้เห็นภาพวิวสวยๆ บทสนทนาที่ดูอึดอัดเล็กน้อย ก่อนที่หนังจะกระชากอารมณ์เมื่อบอลลูนลอยขึ้นฟ้า การเปลี่ยนผ่านจากหนังดราม่าโรแมนติกไปสู่หนังระทึกขวัญทำได้ค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรง หนังไม่ปล่อยให้คนดูได้พักหายใจนานนัก ทันทีที่ความจริงเปิดเผยว่าจูเลียไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวหลงทาง สถานการณ์ก็เลวร้ายลงแบบก้าวกระโดด

ความสมเหตุสมผล (Logic vs. Thrill) จุดที่ต้องวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาคือ “ตรรกะของตัวละคร” ซึ่งเป็นจุดอ่อนสามัญประจำบ้านของหนังแนวนี้ มีหลายจังหวะที่การตัดสินใจของตัวละครดูขัดใจคนดูอย่างแรง เช่น การเลือกที่จะต่อสู้ในจังหวะที่เสียเปรียบ หรือการไม่ระมัดระวังตัวทั้งที่รู้ว่ามีคนร้ายอยู่ข้างๆ บทหนังพยายามยัดเยียดสถานการณ์ “Murphy’s Law” (อะไรที่ผิดพลาดได้ มันจะผิดพลาด) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปืนลั่น ไฟไหม้ เชือกขาด พายุเข้า จนบางครั้งมันดู “ล้น” และจงใจเกินไปหน่อย ทำให้ความน่าเชื่อถือของสถานการณ์ลดน้อยลง แต่ในทางกลับกัน ความไม่สมเหตุสมผลเหล่านี้แหละที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการขับเคลื่อนความบันเทิงแบบไม่ต้องคิดเยอะ

จิตวิทยาของความกลัว สิ่งที่บททำได้ดีคือการเล่นกับ “ความไม่ไว้วางใจ” ภายในพื้นที่ที่หนีไปไหนไม่ได้ คุณจะทำอย่างไรเมื่อคนที่ยืนหายใจรดต้นคอคุณคือฆาตกร และถ้าคุณผลักเขาตกไป คุณอาจจะร่วงตามไปด้วย? นี่คือไดเลมมา (Dilemma) ที่หนังสร้างขึ้นมาขังตัวละครและคนดูไว้ด้วยกัน

2. งานภาพและสุนทรียะ ความงามที่อาบยาพิษ (Visuals & Cinematography)

งานภาพของ Turbulence เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือความสวยงามตระการตา อีกด้านคือข้อจำกัดของเทคนิคพิเศษที่ไม่อาจมองข้ามได้

ทัศนียภาพ (Landscape as a Character) ต้องชื่นชมการเลือกโลเคชัน เทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomites) ของอิตาลีทำหน้าที่เป็นฉากหลังที่ทรงพลังมาก ภูเขาหินปูนที่ตั้งตระหง่าน หิมะสีขาวโพลน และท้องฟ้าสีคราม ตัดกับสีสันสดใสของบอลลูน ผู้กำกับภาพพยายามใช้ช็อต Wide Angle (มุมกว้าง) เพื่อเน้นย้ำความเวิ้งว้างและความโดดเดี่ยวของตัวละคร ทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวละครเหล่านี้เป็นเพียงมดปลวกตัวเล็กๆ เมื่อเทียบกับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

มุมกล้องสร้างความหวาดเสียว การถ่ายทำในพื้นที่แคบอย่างตะกร้าบอลลูนเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวง ทีมงานเลือกใช้มุมกล้องแบบ Handheld ในช่วงที่มีการต่อสู้ เพื่อสร้างความรู้สึกโคลงเคลง ไม่มั่นคง เหมือนคนดูกำลังยืนอยู่ในตะกร้านั้นด้วย นอกจากนี้ยังมีช็อต High Angle (มุมสูง) ที่ถ่ายกดลงไปให้เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นต่อมความกลัวความสูง (Acrophobia) ของผู้ชมได้อย่างชะงัด

CGI และ Green Screen (จุดสังเกตสำคัญ) นี่คือจุดที่หนังถูกวิจารณ์มากที่สุด และต้องยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนที่เห็นได้ชัด แม้จะมีบางฉากที่ถ่ายทำจริง แต่ฉากแอ็กชันส่วนใหญ่ที่ต้องโชว์ความสูงและการเคลื่อนไหวผาดโผนนั้นพึ่งพา Green Screen อย่างหนัก ปัญหาคือ “Lighting” หรือการจัดแสงในบางฉากที่ไม่สัมพันธ์กับฉากหลัง (Background Plate) ทำให้ตัวนักแสดงดู “ลอย” ออกมาจากฉาก และพื้นผิวของก้อนเมฆหรือภูเขาในระยะไกลดูแบนราบเหมือนภาพวาดมากกว่าของจริง

สำหรับคอหนังที่ช่างสังเกต เรื่องนี้อาจทำลายอรรถรส (Immersion) ไปพอสมควร แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปที่โฟกัสกับเนื้อเรื่อง อาจจะพอมองข้ามไปได้ในจังหวะที่หนังกำลังชุลมุนวุ่นวาย

3. การแสดง แบกหนังด้วยพลังดารา (Acting Performance)

เมื่อบทหนังมีความโหว่ และงานภาพไม่สมบูรณ์แบบ ภาระหนักจึงตกอยู่ที่นักแสดงที่ต้อง “แบก” หนังทั้งเรื่องไว้ ซึ่งใน Turbulence ถือว่าทำได้น่าประทับใจในระดับที่คาดหวังได้

Olga Kurylenko (รับบท Julia) นางพญาแห่งความวิปลาส Olga คือ MVP ของเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เธอสลัดภาพสาวบอนด์หรือนางเอกนักบู๊ มาสวมบทบาทตัวร้ายที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ เธอไม่ได้เล่นเป็นตัวร้ายแบบทื่อๆ แต่ใส่จริตจะก้าน ความยั่วยวน และความจิตเภท (Psychotic) ลงไปในทุกสายตาและน้ำเสียง การแสดงของ Olga ทำให้ตัวละคร Julia ดูน่ากลัวยิ่งกว่าความสูงเสียอีก เธอทำให้คนดูรู้สึกว่า “ผู้หญิงคนนี้ทำได้ทุกอย่าง” และเป็นตัวขับเคลื่อนความตึงเครียด (Tension) ที่แท้จริงของหนัง

Jeremy Irvine (รับบท Zach) & Hera Hilmar (รับบท Emmy) เหยื่อผู้ดิ้นรน ทั้งคู่รับบทบาทตามมาตรฐานหนังระทึกขวัญได้ดี Jeremy Irvine ถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่พยายามปกป้องคนรักแต่กลับจนตรอกได้อย่างน่าเห็นใจ แม้ในบางซีนจะดูเล่นใหญ่ไปบ้างตามสไตล์หนังระทึกขวัญ ส่วน Hera Hilmar ทำได้ดีในบทภรรยาที่ต้องเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความกล้าหาญ (Transition from victim to survivor) เคมีของทั้งคู่ในช่วงดราม่าอาจจะดูจืดชืดไปนิด แต่เมื่อเข้าโหมดเอาชีวิตรอด ทั้งสองคนรับส่งอารมณ์ความตื่นตระหนกได้ดี ทำให้เราพอจะเอาใจช่วยให้พวกเขารอดไปได้

Kelsey Grammer (รับบท The Pilot) รุ่นใหญ่ลายคราม การปรากฏตัวของ Kelsey Grammer (จากซีรีส์ Frasier และ X-Men) ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับหนังได้มาก แม้บทบาทคนขับบอลลูนของเขาจะดูเหมือนตัวละครสมทบ แต่เขาใส่ความเก๋าและความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวลงไป ทำให้สถานการณ์ที่วุ่นวายดูมีหลักยึด การแสดงของเขาทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครนี้ผ่านโลกมามาก และเป็นคนเดียวที่มีสติที่สุดในตะกร้านั้น

บทสรุปและการให้คะแนนเชิงวิเคราะห์

Turbulence (2025) ไม่ใช่หนังที่จะไปคว้ารางวัลออสการ์ และไม่ใช่หนังที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ แต่มันคือ “Guilty Pleasure” หรือความบันเทิงรสแซ่บที่ทำหน้าที่ของมันได้ครบถ้วนในฐานะหนังระทึกขวัญเกรดบี

จุดแข็ง

  • การแสดงของ Olga Kurylenko ที่ร้ายลึกและน่าจดจำ
  • คอนเซปต์ “ห้องปิดตายลอยฟ้า” ที่สร้างความสดใหม่จากหนังแนวเดียวกัน
  • จังหวะการเล่าเรื่องที่กระชับ ฉับไว ไม่ยืดเยื้อ

จุดอ่อน

  • งาน CGI ที่ยังไม่เนียนตาในหลายจุด ทำให้ความสมจริงลดลง
  • บทหนังที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ (Plot Holes) และการตัดสินใจที่ขัดใจคนดู
  • ความบังเอิญของสถานการณ์ที่ดูจงใจเกินไป

หากคุณกำลังมองหาหนังที่มีความลึกซึ้งทางปรัชญา หรือความสมบูรณ์แบบทางศิลปะ เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าคุณต้องการหนังที่เปิดดูในคืนวันศุกร์กับเพื่อนๆ เพื่อลุ้น ตะโกนด่าตัวละคร และเสียวท้องน้อยไปกับความสูง Turbulence (2025) คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความบันเทิงนั้นได้อย่างดีเยี่ยม

ความน่าดู ⭐️⭐️⭐️ (3/5 ดาว – ดูเอาสนุก ลุ้นระทึกได้เพลินๆ แต่อย่าถามหาเหตุผลมากนัก)

นี่คือข้อมูลของนักแสดงหลักในภาพยนตร์เรื่อง Turbulence (2025) พร้อมประวัติโดยย่อและผลงานเด่นครับ

1. Olga Kurylenko (รับบท Julia)

นักแสดงและนางแบบชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยูเครน ผู้รับบทตัวละครปริศนาที่เป็นจุดศูนย์กลางความระทึกของเรื่อง

  • ประวัติย่อ เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนางแบบก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เธอเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการรับบท “สาวบอนด์” (Camille Montes) ประกบคู่กับ แดเนียล เคร็ก ใน Quantum of Solace (2008) ซึ่งทำให้เธอมีชื่อเสียงในฐานะนักแสดงสาวสวยดุ
  • ผลงานเด่น
    • Quantum of Solace (007 พยัคฆ์ร้ายทวงแค้นระห่ำโลก)
    • Oblivion (อุบัติการณ์ลืมโลก) – ร่วมงานกับ ทอม ครูซ
    • Black Widow (รับบท Taskmaster)
    • The Room (ห้องขอหลอน)

2. Jeremy Irvine (รับบท Zach)

นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ ผู้รับบทสามีที่ต้องปกป้องภรรยาจากสถานการณ์เลวร้าย

  • ประวัติย่อ เจเรมีแจ้งเกิดอย่างสวยงามในวงการฮอลลีวูดด้วยการได้รับเลือกจากพ่อมดแห่งวงการหนัง “สตีเวน สปีลเบิร์ก” ให้รับบทนำในภาพยนตร์สงครามดราม่าเรื่อง War Horse ซึ่งเป็นการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา เขามักจะได้รับบทในหนังดราม่าและหนังรักโรแมนติก
  • ผลงานเด่น
    • War Horse (ม้าศึกจารึกโลก)
    • Mamma Mia! Here We Go Again (รับบท แซม วัยหนุ่ม)
    • The Railway Man (แค้นสะพานข้ามแม่น้ำแคว)
    • Fallen (เทวทัณฑ์)

3. Hera Hilmar (รับบท Emmy)

นักแสดงชาวไอซ์แลนด์ ผู้รับบทภรรยาที่ต้องเผชิญกับทริปฮันนีมูนนรก

  • ประวัติย่อ เธอเป็นลูกสาวของผู้กำกับและนักแสดงชาวไอซ์แลนด์ ทำให้คลุกคลีกับวงการมาตั้งแต่เด็ก เธอเริ่มมีชื่อเสียงในระดับสากลจากซีรีส์ย้อนยุค Da Vinci’s Demons ก่อนจะก้าวมารับบทนำในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Mortal Engines
  • ผลงานเด่น
    • Mortal Engines (สมรภูมิล่าเมือง – รับบทนางเอก Hester Shaw)
    • Da Vinci’s Demons (ซีรีส์)
    • See (ซีรีส์ทาง Apple TV+)

4. Kelsey Grammer (รับบท The Pilot / Harry)

นักแสดงรุ่นใหญ่ระดับตำนาน ผู้รับบทคนขับบอลลูนที่ต้องคุมสติท่ามกลางความวุ่นวาย

  • ประวัติย่อ เคลซีย์เป็นนักแสดงตลก นักพากย์ และโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนาน โดยเฉพาะบทบาทจิตแพทย์ “Frasier Crane” จากซีรีส์ Cheers และ Frasier ที่ทำให้เขากวาดรางวัลเอ็มมี่และลูกโลกทองคำมามากมาย นอกจากนี้เขายังเป็นที่จดจำในบทบาท Beast มนุษย์กลายพันธุ์ตัวสีฟ้าในแฟรนไชส์ X-Men
  • ผลงานเด่น
    • Frasier (ซีรีส์ตลกในตำนาน)
    • X-Men The Last Stand และ X-Men Days of Future Past (รับบท Beast)
    • Transformers Age of Extinction (รับบท Harold Attinger ตัวร้ายหลัก)
    • The Simpsons (พากย์เสียง Sideshow Bob) movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *