นี่คือบทรีวิวภาพยนตร์เรื่อง Wicked Part Two (วิคเค็ด พาร์ท ทู) ในรูปแบบบทวิจารณ์เชิงลึก (Long-form Review) ที่เน้นการวิเคราะห์อารมณ์ งานภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อ เพื่อให้คุณนำไปใช้เป็นบทความ หรือสคริปต์วิดีโอที่มีความยาวและละเอียดครับ
Title Wicked Part Two – เมื่อ “ความดี” เป็นเพียงหน้ากาก และ “ความชั่วร้าย” คือความเสียสละ… บทสรุปตำนานแห่ง Oz ที่งดงามจนใจสลาย

หาก Wicked Part One คือการปูพรมด้วยกลีบกุหลาบที่อาบยาพิษ คือความสดใสของวัยเยาว์และความหวังที่พังทลาย Wicked Part Two ก็คือพายุโหมกระหน่ำที่พัดพาความจริงอันเจ็บปวดมาสู่ผู้ชมอย่างไม่ปรานี นี่ไม่ใช่แค่ภาคต่อของหนังมิวสิคัลที่ทำเงินถล่มทลาย แต่มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อเรื่องราว The Wizard of Oz ไปตลอดกาล
หลังจากทิ้งเราไว้กับความค้างคาและเสียงกึกก้องของเพลง Defying Gravity ในภาคแรก ผู้กำกับ Jon M. Chu กลับมาสานต่อภารกิจที่ยากยิ่งกว่า คือการขมวดปมดราม่าการเมือง ความรัก และมิตรภาพ ให้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า นี่คือหนึ่งในบทสรุปของไตรภาค (แม้จะแบ่งเป็นแค่สองภาค) ที่ทรงพลังและบีบหัวใจที่สุดในรอบหลายปี
วันนี้เราจะไม่พูดถึงเรื่องย่อ เพราะเชื่อว่าทุกคนคงรู้วิถีทางของแม่มดเขียวและแม่มดขาวกันดีอยู่แล้ว แต่เราจะมาเจาะลึกถึง “เนื้อใน” ของหนัง ที่ทำให้ผู้ชมต้องเสียน้ำตา และขนลุกไปกับงานสร้างระดับมาสเตอร์พีซ
The Narrative มากกว่านิทาน… คือโศกนาฏกรรมของการเติบโต (Story Analysis)
สิ่งที่ Wicked Part Two ทำได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ คือการยกระดับโทนของหนังจาก Coming-of-age ในภาคแรก มาเป็น Political Thriller (ระทึกขวัญการเมือง) ที่เคลือบด้วยแฟนตาซี ในภาคนี้บทหนังไม่ได้ประนีประนอมกับคนดูอีกต่อไป มันพาเราดำดิ่งลงไปสำรวจความดำมืดของ “อำนาจ” และราคาที่ต้องจ่ายของการ “ยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง”
ในขณะที่ภาคแรกทำให้เรารัก Elphaba และเข้าใจ Glinda ภาคสองคือบททดสอบความรักนั้นอย่างแท้จริง หนังพาเราไปตั้งคำถามที่หนักหน่วงว่า “ความดีคืออะไร?” การเป็นคนดีที่สังคมยอมรับ (แต่ต้องหลับตาข้างหนึ่งให้กับความอยุติธรรม) แบบ Glinda หรือการเป็นคนเลวในสายตาชาวโลก (แต่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง) แบบ Elphaba… แบบไหนกันแน่ที่โลกต้องการ?
การเล่าเรื่องในภาคนี้มีความกระชับและเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ตัวหนังจะมีความยาว แต่ทุกวินาทีถูกใช้ไปกับการขยี้ปมในใจตัวละคร เราจะไม่ได้เห็นฉากเต้นรำในโรงเรียน Shiz ที่สดใสอีกแล้ว แต่ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศกดดันใน Emerald City และความโดดเดี่ยวในพื้นที่รกร้าง สิ่งที่น่าชื่นชมคือการที่หนังสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้ากับตำนาน The Wizard of Oz ฉบับดั้งเดิมได้อย่างแนบเนียน จนเราร้อง “อ๋อ” ในหลายๆ ฉาก การตีความใหม่ของตัวละครที่เราคุ้นเคย (เช่น หุ่นไล่กา หรือ หุ่นกระป๋อง) ถูกนำเสนอในมุมมองที่เจ็บปวดและลึกซึ้งกว่าเดิมมาก มันไม่ใช่เวทมนตร์เสกปิ๊งปั๊ง แต่คือผลพวงจากการกระทำและการสูญเสีย
จุดที่พีคที่สุดของบทหนังในภาคนี้ คือการเขียนบทสนทนาที่ “เชือดเฉือน” มันไม่ใช่การด่าทอกันด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นการเชือดเฉือนด้วยความรักและความเข้าใจผิด ประโยคสนทนาระหว่างสองแม่มดในช่วงท้ายเรื่อง มีพลังทำลายล้างสูงมาก มันทำให้คนดูตระหนักว่า บางครั้งศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด ไม่ใช่พ่อมดผู้ชั่วร้าย แต่คือ “โชคชะตา” ที่เล่นตลกกับเรา

Visuals & Atmosphere ความวิจิตรที่มาพร้อมความหม่นหมอง (Production Design & Cinematography)
หากงานภาพในภาคแรกคือลูกกวาดหลากสี งานภาพใน Wicked Part Two คือภาพวาดสีน้ำมันที่มีโทนสีเข้มขึม ลึกลับ และทรงพลัง Jon M. Chu และทีมงานได้สร้างสรรค์โลกของ Oz ในยุคที่ “ความไร้เดียงสาตายจากไป” ได้อย่างน่าตื่นตะลึง
Emerald City ที่เปลี่ยนไป เรายังคงเห็นความอลังการของเมืองมรกต แต่มันถูกถ่ายทอดออกมาในมุมมองที่ดู “แข็งกระด้าง” และ “น่ากลัว” มากขึ้น สถาปัตยกรรมที่เคยดูมหัศจรรย์ กลับดูเหมือนป้อมปราการของเผด็จการ การใช้แสงและเงา (Chiaroscuro) ในฉากภายในปราสาทของพ่อมด ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม มันสะท้อนความลึกลับซับซ้อนและการซ่อนเร้นความจริง
CGI ที่ผสานกับงานสร้างจริง ต้องขอชมเชยทีมงาน Visual Effects ที่แก้จุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ จากภาคแรก ในภาคนี้งาน CGI ดูเนียนตาและมีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบเวทมนตร์ของ Elphaba ที่ไม่ได้ดูเป็นการ์ตูน แต่ดูเป็นพลังธรรมชาติที่รุนแรงและควบคุมยาก สีเขียวของเวทมนตร์ตัดกับความมืดของฉากหลังได้อย่างงดงามและน่าเกรงขาม
อีกจุดที่ต้องพูดถึงคือ Costume Design (การออกแบบเครื่องแต่งกาย) ชุดของ Glinda ในภาคนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ จากชุดสีชมพูฟูฟ่องสดใส เริ่มมีความเป็นทางการ มีโครงสร้างที่แข็งขึ้น สะท้อนภาระหน้าที่และความเป็นผู้นำที่เธอต้องแบกรับ ในขณะที่ชุดแม่มดของ Elphaba ที่เราคุ้นตา ถูกนำเสนอออกมาให้ดูเหมือน “เกราะ” ที่เธอใช้ปกป้องตัวเองจากโลกภายนอก รายละเอียดของเนื้อผ้าและการตัดเย็บที่เห็นผ่านจอภาพยนตร์ ช่วยส่งเสริมบุคลิกของตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม
The Performances การแสดงระดับจิตวิญญาณ ของสองขั้วตรงข้าม (Acting)

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Wicked ฉบับภาพยนตร์นี้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่งานภาพหรือบทเพลงเพียงอย่างเดียว แต่คือ “นักแสดง” และในภาคสองนี้ ทั้ง Cynthia Erivo และ Ariana Grande ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของคำว่า “นักแสดงมิวสิคัล” ไปสู่การแสดงดราม่าระดับรางวัล
Cynthia Erivo ในบท Elphaba ถ้าภาคแรกคือการแนะนำตัว ภาคนี้คือเวทีปล่อยของของ Cynthia อย่างแท้จริง เธอถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้ที่ถูกสังคมรังเกียจออกมาได้ “ลึก” จนน่ากลัว สายตาของเธอในภาคนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความโกรธแค้น แต่ลึกๆ แล้วยังคงมีความโหยหาความรักซ่อนอยู่ ฉากการร้องเพลง No Good Deed คือมาสเตอร์พีซทางการแสดงที่ต้องจารึก มันไม่ใช่แค่การร้องเพลงเสียงสูง แต่มันคือการระเบิดอารมณ์ของคนที่พยายามทำดีที่สุดแล้วแต่กลับถูกหักหลัง พลังเสียงของเธอในฉากนี้ไม่ใช่แค่ไพเราะ แต่มันดุดัน เกรี้ยวกราด และทรงพลังจนคนดูต้องกลั้นหายใจ เธอทำให้ Elphaba กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ที่น่าเห็นใจที่สุด
Ariana Grande ในบท Glinda สำหรับใครที่เคยปรามาสการแสดงของเธอไว้ ขอให้มาดูภาคนี้ Ariana พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอคือ Glinda ที่สมบูรณ์แบบที่สุดคนหนึ่ง เธอพาตัวละครนี้ก้าวผ่านจาก “ยัยตัวร้ายจอมปลอม” สู่ “ผู้นำที่แบกโลกไว้ทั้งใบ” ได้อย่างน่าอัศจรรย์ สิ่งที่ Ariana ทำได้ดีมากคือการแสดงออกทางสีหน้า ภายใต้รอยยิ้มพิมพ์ใจที่เธอต้องแสดงต่อหน้าชาวเมือง Oz สายตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเศร้าและความสับสน ฉากดราม่าที่เธอต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับมิตรภาพ เธอแสดงออกมาได้ละเอียดอ่อนมาก น้ำเสียงของเธอในภาคนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุม แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความหวานใส ซึ่งเมื่อมาร้องคู่กับ Cynthia ในเพลง For Good มันจึงกลายเป็นเคมีที่ลงตัวที่สุด เป็นหยินและหยางที่ขาดกันไม่ได้
Supporting Cast Jonathan Bailey ในบท Fiyero ก็มีบทบาทที่เข้มข้นขึ้น และเขาถ่ายทอดความรักที่มั่นคงและความเสียสละออกมาได้เท่และกินใจ รวมถึง Michelle Yeoh (Madame Morrible) และ Jeff Goldblum (The Wizard) ที่ยังคงมาตรฐานการแสดงระดับเทพ โดยเฉพาะ Michelle Yeoh ที่ในภาคนี้เผยด้านมืดออกมาได้อย่างน่าขนลุก สายตาเย็นชาของเธอทำให้เรารู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าเวทมนตร์ใดๆ
The Musical Numbers ท่วงทำนองแห่งการอำลา (Music & Sound)
เพลงใน Wicked Part Two อาจจะไม่มีเพลงที่ฮิตติดหูแบบป๊อปจ๋าเท่ากับ Popular หรือ Defying Gravity ในภาคแรก แต่มันเต็มไปด้วยเพลงที่มีความลึกซึ้งทางอารมณ์ (Emotional Depth) สูงกว่ามาก
การเรียบเรียงดนตรีใหม่สำหรับเวอร์ชันภาพยนตร์ ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่สมกับเป็น Cinematic Experience เสียงออเคสตร้ากระหึ่มช่วยขับเน้นความดราม่าของเรื่องราว โดยเฉพาะเพลง For Good ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของภาคนี้ ผู้กำกับเลือกที่จะนำเสนอแบบเรียบง่าย ไม่ต้องมีเทคนิคแพรวพราว แต่เน้นไปที่การถ่ายทอดอารมณ์ของนักแสดงทั้งสองคน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ “ความเงียบ” ทั้งโรงภาพยนตร์… เงียบเพื่อซึมซับความงดงามของมิตรภาพที่กำลังจะลาจาก มันเป็นโมเมนต์ที่ทรงพลังและบีบหัวใจจนน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

Conclusion บทสรุปที่สมบูรณ์แบบ
Wicked Part Two ไม่ใช่แค่หนังภาคต่อที่ทำมาเพื่อโกยเงิน แต่มันคืองานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความเคารพต่อต้นฉบับ และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ หนังเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ในโลกแห่งความจริง ไม่มีใครขาวสะอาดหรือดำสนิท ทุกคนล้วนมีสีเทาในเฉดของตัวเอง
ถ้าคุณประทับใจกับภาคแรก คุณจะ “รัก” และ “จดจำ” ภาคสอง ภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาคุณขึ้นรถไฟเหาะทางอารมณ์ จากความลุ้นระทึก ไปสู่ความโกรธแค้น และจบลงด้วยความซาบซึ้งที่ปนความเศร้าสร้อย มันคือการปิดม่านการแสดงที่คนดูอยากจะลุกขึ้นปรบมือให้ (Standing Ovation) แม้หน้าจอจะดับไปแล้วก็ตาม
นี่คือหนังที่คุณต้องดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้น เพื่อซึมซับความยิ่งใหญ่ของภาพและเสียง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการเข้าไปเป็นสักขีพยานของมิตรภาพระหว่าง Elphaba และ Glinda… มิตรภาพที่เปลี่ยนชีวิตพวกเธอ และจะเปลี่ยนหัวใจคุณ “For Good” (ตลอดไป)
รีวิวเจาะลึกเนื้อเรื่อง (Full Story Review) ของภาพยนตร์ Wicked: Part Two

โลกที่ไร้สีสันภายใต้หน้ากากแห่งความดี
หากภาคแรกจบลงด้วยการประกาศอิสรภาพอันกึกก้องของ Elphaba ในเพลง Defying Gravity ภาคสองเปิดมาด้วยบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราไม่ได้อยู่ในโรงเรียน Shiz ที่เต็มไปด้วยความฝันอีกแล้ว แต่เรากำลังอยู่ใน Oz ภายใต้ระบอบเผด็จการที่ใช้ “ความกลัว” เป็นเครื่องมือ
หนังเปิดเรื่องด้วยการให้เราเห็น Glinda ในฐานะเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda Tool) ของ The Wizard และ Madame Morrible เธอต้องยิ้ม ต้องโบกมือ และต้องบอกประชาชนว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดี” ทั้งที่ในใจเธอแตกสลาย เธอต้องหมั้นกับ Fiyero ที่ตอนนี้กลายเป็นหัวหน้าองครักษ์ผู้ไร้ชีวิตชีวา เพราะใจของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่อยู่กับแม่มดเขียวที่หายตัวไป
จุดที่น่าสนใจ หนังทำได้ดีมากในการฉายภาพความอึดอัดของ Glinda ภายใต้ชุดสวยหรู เราจะเห็นว่า “การเป็นคนดีในสายตาสังคม” นั้นเหนื่อยยากและจอมปลอมเพียงใด
องก์ที่ 1 โศกนาฏกรรมของ Nessarose และกำเนิดปีศาจ
เนื้อเรื่องพาเราไปพบกับ Elphaba ที่หลบซ่อนตัวและพยายามหาทางช่วยน้องสาว Nessarose ซึ่งตอนนี้กลายเป็นผู้ปกครอง Munchkinland ที่เผด็จการ (Wicked Witch of the East) เนสซาโรสระบายความโกรธที่ถูกพี่ทิ้งด้วยการกดขี่ชาวเมือง
ฉากสำคัญคือการที่ Elphaba ใช้เวทมนตร์ช่วยให้ Nessarose เดินได้ หวังว่าจะไถ่โทษ แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร เมื่อ Boq (ที่เนสซาโรสหลงรัก) เห็นว่าเธอเดินได้แล้ว จึงขอลาออกเพื่อไปตามหา Glinda… ความรักที่บิดเบี้ยวทำให้เนสซาโรสพยายามร่ายมนตร์ใส่ Boq จนหัวใจเขาหดเล็กลง
จุดกำเนิด Tin Man (หุ่นกระป๋อง) Elphaba ต้องเข้ามาแก้สถานการณ์ด้วยการเปลี่ยนร่าง Boq ให้เป็นเหล็กเพื่อช่วยชีวิตเขา แต่เมื่อ Boq ตื่นขึ้น เขาตกใจกลัวและเกลียดชัง Elphaba โดยเข้าใจผิดว่าเธอเป็นคนสาปเขา นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Elphaba เริ่มหมดศรัทธาในการทำความดี นำไปสู่เพลง “No Good Deed” ที่ทรงพลังที่สุดในเรื่อง เธอประกาศว่า ถ้าทำดีแล้วผลลัพธ์เป็นแบบนี้ เธอก็พร้อมจะเป็นคนเลวตามที่โลกตราหน้า

องก์ที่ 2 กับดักและความรักที่แท้จริง
Madame Morrible และ The Wizard วางแผนชั่วร้ายด้วยการใช้ “พายุไซโคลน” ดึงเด็กสาวจากต่างโลก (Dorothy) ให้บ้านหล่นลงมาทับ Nessarose ตาย เพื่อล่อ Elphaba ออกมา
เมื่อ Elphaba มาถึงที่เกิดเหตุ เธอพบกับ Glinda ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรง แต่ Fiyero ก็ปรากฏตัวขึ้นและเลือกที่จะทิ้งชีวิตหรูหรา ทิ้ง Glinda เพื่อพา Elphaba หนีไป… ฉากนี้เจ็บปวดมากสำหรับ Glinda เพราะมันคือการยืนยันว่าเธอไม่เคยอยู่ในใจของ Fiyero เลย
จุดกำเนิด Scarecrow (หุ่นไล่กา) Fiyero ยอมให้ตัวเองถูกจับเพื่อให้ Elphaba หนีรอด เขาถูกนำไปขึงพืดที่ทุ่งข้าวโพด Elphaba ซึ่งอยู่ไกลออกไป พยายามร่ายมนตร์ปกป้องเขา ขอให้เขาไม่เจ็บปวด ขอให้เขาไม่มีวันตาย ไม่ว่าจะถูกทำร้ายแค่ไหน… มนตร์นั้นส่งผลให้ Fiyero กลายสภาพเป็นหุ่นไล่กาที่ไร้ความรู้สึกทางกาย แต่หัวใจยังคงรักเธอ

องก์ที่ 3 ความจริงที่ปราสาท Kiamo Ko และบทสรุป
ช่วงท้ายของเรื่อง Elphaba จับตัว Dorothy ไว้ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะยอมจำนน Glinda บุกเข้ามาหาเพื่อจะช่วย แต่ Elphaba ขอให้ Glinda สัญญาหนึ่งข้อ “อย่าล้างมลทินให้ฉัน”
Elphaba รู้ดีว่า Oz ต้องการสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายเพื่อให้คนเกลียดชัง และต้องการสัญลักษณ์ของความดี (Glinda) เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ เธอเลือกที่จะแบกรับความเกลียดชังทั้งหมดไว้เอง เพื่อให้ Glinda สามารถปกครอง Oz ต่อไปได้อย่างขาวสะอาด
ฉากเพลง For Good คือหัวใจของหนังเรื่องนี้ ทั้งสองร้องเพลงสั่งลากันด้วยความเข้าใจ มันไม่ใช่การให้อภัย แต่เป็นการยอมรับว่า “ฉันเป็นฉันได้ในวันนี้ เพราะได้รู้จักเธอ”
ฉาก The Melting (การละลาย) Elphaba จัดฉากให้ Dorothy สาดน้ำใส่เธอหลังม่าน จนดูเหมือนว่าเธอละลายหายไป เหลือไว้เพียงหมวก Glinda เก็บหมวกนั้นไว้ด้วยความอาลัย และนำขวดยาสีเขียว (ที่ระบุชาติกำเนิดของ Elphaba) ไปยื่นให้ The Wizard ดู ทำให้เขารู้ว่า Elphaba คือลูกสาวแท้ๆ ของเขาเอง… The Wizard สูญเสียทุกอย่างและถูกขับไล่ ส่วน Madame Morrible ถูกจับขัง
บทส่งท้าย ความลับใต้พื้นดิน
ในฉากจบที่แท้จริง เราได้เห็นความลับที่คนทั้ง Oz ไม่รู้… Elphaba ยังไม่ตาย เธอแอบหนีลงไปใต้ประตูกล และได้พบกับ Fiyero (ในร่างหุ่นไล่กา) อีกครั้ง ทั้งสองตัดสินใจทิ้งอดีตทั้งหมด และเดินทางออกจาก Oz ไปยังดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก เพื่อครองคู่กันตลอดไป
หนังตัดสลับมาที่ Glinda บนระเบียงสูง เธอประกาศก้องว่า “Fellow Ozians, the Wicked Witch is dead!” (พี่น้องชาวออซ แม่มดร้ายตายแล้ว!) ใบหน้าเธอยิ้มแย้มให้ประชาชน แต่แววตาเต็มไปด้วยน้ำตา ขณะที่เธอกอดหนังสือ Grimmerie ของเพื่อนรักไว้แนบอก
บทวิเคราะห์เนื้อเรื่องโดยสรุป
Wicked Part Two เล่าเรื่องราวที่เจ็บปวดกว่านิทานเด็กที่เราเคยฟัง มันเปลี่ยน The Wizard of Oz ให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมของการเมืองและการเข้าใจผิด
- ไม่มีใครเป็นคนเลวโดยกำเนิด ตัวละครร้ายๆ (แม่มดตะวันออก, หุ่นกระป๋อง) ล้วนเกิดจากความรักที่ผิดหวังและความเข้าใจผิด
- วีรสตรีที่แท้จริงคือผู้ปิดทองหลังพระ Elphaba ไม่ได้ต้องการเครดิต เธอยอมให้โลกเกลียดเพื่อรักษาความสงบ และเพื่อให้เพื่อนรักได้เป็นผู้นำที่ดี
- ราคาของการเติบโต Glinda ได้ทุกอย่างที่เธอเคยฝัน (อำนาจ, การยอมรับ) แต่ต้องแลกมาด้วยความโดดเดี่ยว ส่วน Elphaba สูญเสียทุกอย่าง (สถานะ, พลัง) แต่ได้มาซึ่งอิสรภาพและความรัก
นี่คือเนื้อเรื่องที่ทำให้ Wicked ครองใจคนทั่วโลก และในฉบับภาพยนตร์นี้ มันถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์และงดงามที่สุดครับ movieseries