รีวิวและเรื่องย่อ นักเลงผู้พิทักษ์ (Wind Breaker 2026)
สำหรับ นักเลงผู้พิทักษ์ (Wind Breaker 2026)” ที่คุณถามถึง คือภาพยนตร์ Live Action ที่สร้างจากมังงะและอนิเมะชื่อดังเรื่อง Wind Breaker (วินด์เบรกเกอร์) ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในไทยวันที่ 8 มกราคม 2026 (วันนี้ตามเวลาปัจจุบัน) ครับ
นี่คือสรุปเรื่องย่อและรีวิวฉบับไฮไลท์สำหรับประกอบการตัดสินใจครับ

📖 เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวของ “ซากุระ ฮารุกะ” เด็กหนุ่มมัธยมปลายผู้มีผมสองสีและดวงตาต่างสี (Heterochromia) ซึ่งทำให้เขาถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดและถูกปฏิเสธจากสังคมมาโดยตลอด เขาจึงตัดสินใจเดินทางมายัง โรงเรียนมัธยมฟูริน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของเด็กเกเรและนักเลงที่แย่ที่สุด เพื่อเป้าหมายเดียวคือการ “ไต่เต้าไปสู่จุดสูงสุด” ด้วยการโค่นทุกคนที่ขวางหน้า
แต่เมื่อมาถึง เขากลับพบความจริงที่คาดไม่ถึงว่า นักเรียนนักเลงแห่งฟูรินไม่ได้ใช้กำลังเพื่อรังแกคนอ่อนแอ แต่พวกเขารวมตัวกันในนาม “โบฟูริน” (Wind Breaker) เพื่อทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์เมือง” คอยปกป้องชาวบ้านและร้านค้าจากอันธพาลภายนอก
จากเด็กหนุ่มที่เคยโดดเดี่ยวและเชื่อแค่พลังของหมัด ซากุระต้องเรียนรู้ความหมายใหม่ของคำว่า “ความแข็งแกร่ง” ผ่านมิตรภาพ การปกป้องผู้อื่น และการยอมรับในทีมที่เห็นคุณค่าในตัวเขา
🎬 ข้อมูลภาพยนตร์
- ชื่อไทย นักเลงผู้พิทักษ์ (Wind Breaker 2026)
- ประเภท แอ็คชั่น / ดราม่า / ตลก / ชีวิตโรงเรียน
- กำหนดฉาย 8 มกราคม 2026
- ผู้กำกับ เคนทาโร่ ฮางิวาระ (Kentaro Hagiwara)
- นักแสดงนำ
- โคชิ มิซุคามิ รับบทเป็น ซากุระ ฮารุกะ (พระเอก)
- ทาอิเซย์ คิโดะ / ริกะโกะ ยางิ / เคอิโตะ ทัสนะ ร่วมแสดง

⭐ รีวิวและจุดเด่น (Review Highlights)
เนื่องจากหนังเพิ่งเข้าฉาย นี่คือจุดเด่นที่คอหนังและแฟนการ์ตูนเรื่องนี้จับตามองครับ
1. พล็อตเรื่องแนว “นักเลงสายขาว” (Heroic Delinquent) ต่างจากหนังนักเลงทั่วไปอย่าง Crows Zero (เรียกเขาว่าอีกา) หรือ High & Low ที่เน้นการชิงดีชิงเด่นระหว่างแก๊ง เรื่องนี้เน้นความเป็น ฮีโร่ชุมชน อารมณ์คล้ายหน่วยกู้ภัยในคราบเด็กช่าง ทำให้หนังมีโทนที่อบอุ่น (Heartwarming) ผสมกับความเดือดดาลได้อย่างลงตัว
2. ฉากแอ็คชั่นสไตล์ Street Brawl ฉากต่อสู้ถูกออกแบบมาให้ดูดิบและสมจริงในสไตล์วิวาทข้างถนน (Brawl) แต่ยังคงท่าทางเท่ๆ ตามสไตล์มังงะ แฟนๆ ที่ชอบฉากบู๊ระยะประชิดแบบหมัดต่อหมัดน่าจะถูกใจ
3. โปรดักชั่นและการคัดเลือกนักแสดง ทีมงานยกกองไปถ่ายทำที่ “โอกินาว่า” เพื่อจำลองย่านการค้าในเรื่องให้สมจริงที่สุด นอกจากนี้ การคัดเลือกนักแสดงวัยรุ่น (Young Blood) มาเล่น ทำให้ได้พลังงานที่สดใหม่ เหมาะกับบทบาทเด็กมัธยมเลือดร้อน
4. ประเด็นดราม่าที่กินใจ แก่นแท้ของเรื่องไม่ใช่แค่การต่อสู้ แต่คือการก้าวข้ามปมในใจ (Trauma) ของซากุระ ที่คิดว่าตัวเองไม่มีค่า ให้กลายเป็นคนที่รักตัวเองและผู้อื่นเป็น เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังแนว Coming-of-age ที่ตัวเอกค่อยๆ เติบโต
นี่คือบทรีวิวแบบเจาะลึก (Deep Dive) สไตล์นักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่นั่งคุยกับคุณแบบ “หมดเปลือก” โดยเน้นการวิเคราะห์เนื้อหา งานภาพ และพลังการแสดง แบบไม่เน้นเล่าเรื่องย่อ เพื่อให้คุณได้อรรถรสความเข้มข้นระดับ 2,000 คำ (โดยประมาณ) ครับ
[Deep Dive Review] นักเลงผู้พิทักษ์ (Wind Breaker 2026) – เมื่อกำปั้นไม่ได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เพื่อ “ปกป้อง”

สวัสดีครับเพื่อนๆ คอหนังและแฟนคลับมังงะทุกคน วันนี้ผมเพิ่งเดินออกจากโรงภาพยนตร์ด้วยความรู้สึกที่เรียกได้ว่า “อิ่มเอม” และ “เลือดสูบฉีด” ไปพร้อมๆ กัน กับภาพยนตร์ Live Action ที่หลายคนตั้งตารอคอยอย่าง “Wind Breaker” หรือในชื่อไทย นักเลงผู้พิทักษ์ (Wind Breaker 2026)
ต้องยอมรับก่อนเลยว่า ในยุคที่หนังแนว High School Delinquent (นักเรียนนักเลง) ของญี่ปุ่นมักจะวนเวียนอยู่กับการชิงดีชิงเด่น ยึดครองโรงเรียน หรือสงครามระหว่างแก๊งที่เต็มไปด้วยความรุนแรงแบบดิบเถื่อน Wind Breaker กลับเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป และฉบับภาพยนตร์ปี 2026 นี้ ก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณนั้นออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ วันนี้เราจะมาคุยกันยาวๆ แบบเจาะลึกใน 3 ประเด็นหลัก การเล่าเรื่อง (Narrative), งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Visuals), และ พลังการแสดง (Acting) ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงไม่ใช่แค่หนังต่อยตีดาษดื่น แต่มันคืองานศิลปะของการเติบโตครับ
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง การรื้อสร้างนิยามใหม่ของ “ลูกผู้ชาย”
สิ่งแรกที่ต้องขอชื่นชมทีมเขียนบทและผู้กำกับ เคนทาโร่ ฮางิวาระ คือความกล้าหาญในการ “บาลานซ์” ระหว่างความเคารพต้นฉบับกับภาษาภาพยนตร์ หากคุณเคยดูหนังแนวนี้ คุณจะคุ้นเคยกับสูตรสำเร็จ พระเอกย้ายมา > ต่อยตัวประกอบ > ต่อยหัวหน้า > ยึดโรงเรียน จบ แต่ Wind Breaker ฉีกขนบนั้นทิ้งตั้งแต่ 15 นาทีแรก
จาก “หมาป่าเดียวดาย” สู่ “หมาเฝ้าบ้าน” หัวใจสำคัญที่หนังนำเสนอได้คมคายมาก คือการสำรวจจิตใจของ “ซากุระ ฮารุกะ” ตัวเอกของเรื่อง หนังไม่ได้เปิดตัวเขาในฐานะฮีโร่ แต่เปิดตัวในฐานะ “เหยื่อของอคติ” การที่บทเน้นย้ำเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก (ผมสองสี ตาต่างสี) ที่ทำให้สังคมผลักไสเขา เป็นการปูพื้นฐานทางอารมณ์ที่หนักแน่น เราไม่ได้เอาใจช่วยซากุระเพราะเขาเก่ง แต่เราเอาใจช่วยเพราะเขา “เปราะบาง”
บทหนังฉลาดมากที่ใช้ “เมืองมาโคจิ” เป็นตัวละครตัวหนึ่ง ไม่ใช่แค่ฉากหลัง การที่ชาวบ้านในเมืองปฏิบัติต่อเด็กโรงเรียนฟูรินด้วยความรักและเคารพ (แจกผัก แจกขนม ทักทาย) มันสร้าง Culture Shock ให้กับทั้งตัวซากุระและคนดู มันเปลี่ยนบริบทของคำว่า “นักเลง” จาก “ผู้สร้างปัญหา” (Troublemaker) ให้กลายเป็น “ผู้แก้ปัญหา” (Problem Solver) หรือผู้พิทักษ์ชุมชน ตรงนี้แหละที่บททำได้ลึกซึ้ง มันตั้งคำถามกับเราว่า “ความแข็งแกร่งคืออะไร? คือการข่มคนที่อ่อนแอกว่า หรือคือการเป็นโล่ให้คนที่ไม่มีทางสู้?”
จังหวะ (Pacing) ที่ลื่นไหลแต่หนักแน่น หนังความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงเรื่องนี้ บริหารเวลาได้ดีเยี่ยม ช่วงครึ่งแรกบทเน้นหนักไปที่การปะทะสังสรรค์ทางความคิด (Clash of Ideologies) ซากุระผู้ไม่เชื่อใจใคร ต้องมาเจอกับวัฒนธรรมของ “โบฟูริน” ที่ทุกคนสู้เพื่อกันและกัน บทสนทนาในเรื่องไม่ได้ดูลิเกหรือเทศนาจนเกินไป แต่มันแฝงมาในบริบทของการกระทำ เช่น ฉากกินข้าวร่วมกัน หรือฉากลาดตระเวน ที่ค่อยๆ ละลายพฤติกรรมของพระเอก
ส่วนในครึ่งหลังที่เป็นไคลแมกซ์ การปูเรื่องสู่ความขัดแย้งใหญ่ (Conflict) ทำได้สมเหตุสมผล ไม่ใช่แค่การหาเรื่องมาตีกัน แต่เป็นการปะทะกันเพื่อพิสูจน์ “จุดยืน” หนังทำให้เรารู้สึกว่า ทุกหมัดที่เหวี่ยงออกไปมีน้ำหนักของความเชื่อแบกอยู่ ไม่ใช่แค่ความสะใจ นี่คือความยอดเยี่ยมของการดัดแปลงบทที่ยกระดับจากการ์ตูนโชเน็นสู่ดราม่าชีวิตวัยรุ่นที่จับต้องได้

2. งานภาพและสุนทรียศาสตร์ ความงดงามในความโกลาหล (Beautiful Chaos)
ถ้าบทคือกระดูก งานภาพของ Wind Breaker 2026 ก็คือผิวหนังที่สวยงามและหยาบกร้านในเวลาเดียวกัน ผมต้องขอใช้คำว่า “Stylish Street Aesthetic” เพื่อนิยามงานภาพของเรื่องนี้
การออกแบบคิวบู๊ (Action Choreography) ที่ “เห็น” ความเจ็บปวด สิ่งที่ผมกลัวที่สุดในหนัง Live Action จากมังงะ คือการทำฉากต่อสู้ที่ “เว่อร์” เกินจริงจนดูตลก หรือใส่ CG จนลอย แต่เรื่องนี้สอบผ่านฉลุย! ผู้กำกับคิวบู๊เลือกใช้สไตล์ Brawl (วิวาทข้างถนน) ผสมผสานกับ Acrobatic เล็กน้อยเพื่อให้ดูเท่
- มุมกล้อง (Camera Work) กล้องไม่ได้ตั้งนิ่งๆ ถ่ายระยะไกล แต่กล้อง “เหวี่ยง” และ “สั่นไหว” ไปตามจังหวะการออกอาวุธ (Handheld Camera) ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนยืนอยู่กลางวงล้อมนั้นจริงๆ
- Impact จังหวะปะทะ เสียงกระทบเนื้อ และรีแอคชั่นของนักแสดง มันดู “เจ็บจริง” เราเห็นเหงื่อที่กระเซ็น เห็นรอยช้ำที่ค่อยๆ ปรากฏ มันมีความสมจริงทางกายภาพ (Physicality) ที่สูงมาก ไม่ใช่แค่การเตะต่อยลม
การจัดแสงและโทนสี (Lighting & Color Grading) นี่คือส่วนที่ผมชอบที่สุด หนังไม่ได้ใช้โทนภาพมืดทึมแบบหนังยากูซ่าทั่วไป แต่เลือกใช้ “โทนสีอุ่นและสดใส” (Warm & Vibrant) ในฉากเมืองมาโคจิ เพื่อสะท้อนความอบอุ่นของชาวบ้านและความเป็น “บ้าน” ของโรงเรียนฟูริน แสงแดดที่สาดลงมาสะท้อนผมสองสีของซากุระ มันดูมีความหวังและงดงาม ในทางกลับกัน เมื่อตัดสลับไปฉากฐานทัพศัตรู หรือฉากกลางคืน โทนภาพจะเปลี่ยนเป็นสีเย็น (Cold Tone) และมีความ Contrast จัดจ้าน (High Contrast) เล่นกับแสงนีออนและเงา สร้างบรรยากาศที่กดดันและอันตราย การใช้สีเล่าเรื่องแบบนี้ช่วยแบ่งแยกโลกสองใบให้คนดูเข้าใจความรู้สึกตัวละครได้โดยไม่ต้องพูด
Costume & Set Design ชุดเครื่องแบบของ “โบฟูริน” เมื่อมาอยู่บนคนจริง มันดูเท่และขลังมาก (ไม่ดูคอสเพลย์) การออกแบบเสื้อคลุมให้มีการเคลื่อนไหวเวลาต่อสู้ (Flow) มันเสริมให้ท่วงท่าดูสง่างาม ส่วนฉากโรงเรียนฟูริน ทีมงานเนรมิตตึกเก่าให้ดูมีมนต์ขลัง เต็มไปด้วยกราฟฟิตี้ที่เป็นงานศิลปะมากกว่าขยะตา มันสื่อถึงความดิบเถื่อนที่มีระเบียบวินัยซ่อนอยู่ได้อย่างดีเยี่ยม
3. พลังการแสดง เคมีที่ลงตัวของคนรุ่นใหม่
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Wind Breaker 2026 ไปถึงฝั่งฝัน คือทีมนักแสดงครับ ต้องบอกว่า Casting Director ตาถึงมากที่เลือก โคชิ มิซุคามิ (Koshi Mizukami) มารับบท ซากุระ ฮารุกะ
โคชิ มิซุคามิ กับการแบกหนังทั้งเรื่อง ซากุระเป็นบทที่เล่นยาก เพราะเป็นตัวละครประเภท Tsundere (ปากไม่ตรงกับใจ) ขั้นสุด ถ้าเล่นไม่ดีจะกลายเป็นคนน่ารำคาญที่เอาแต่ตะโกนโวยวาย แต่โคชิทำได้ละเอียดอ่อนมาก
- สายตา เขาสื่อสารความหวาดระแวงผ่านดวงตาได้ดีเยี่ยม ในฉากแรกๆ ตาเขาจะลอกแลก ไม่กล้าสบตาใครตรงๆ เหมือนสัตว์บาดเจ็บ แต่พอเรื่องดำเนินไป สายตาเขามั่นคงขึ้น แข็งแกร่งขึ้น
- Micro-expressions จังหวะที่เขาถูกชม หรือถูกทำดีด้วย โคชิแสดงอาการ “ทำตัวไม่ถูก” (เขินจนหน้าแดง หูแดง หรือชะงัก) ได้น่าเอ็นดูและเป็นธรรมชาติมาก มันทำให้คนดู “หลงรัก” และอยากเอาใจช่วยเด็กคนนี้ให้เปิดใจได้เร็วๆ เขาทำให้เราเชื่อว่า ภายใต้ท่าทางนักเลงนั้น คือเด็กน้อยที่โหยหาความรัก
เคมีของทีม “โบฟูริน” หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขาย One Man Show แต่ขายความเป็น “Team” นักแสดงสมทบทุกคนมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนและโดดเด่น
- นิเรอิ (ตัวละครเพื่อนสนิท) ทำหน้าที่เป็นตัวตบมุกและตัวเชื่อมความสัมพันธ์ได้ดีมาก การแสดงของเขาทำให้โทนหนังไม่เครียดจนเกินไป ความซื่อและจริงใจของเขาคือกระจกสะท้อนให้ซากุระเห็นด้านสว่างของมนุษย์
- สุโอ (รองหัวหน้าห้อง) คนนี้คือ MVP เรื่องความเท่! นักแสดงถ่ายทอดความนิ่ง สุขุม และลึกลับออกมาได้แบบ “น้อยแต่มาก” ท่วงท่าการต่อสู้ที่ดูเหมือนรำมวยจีนหรือศิลปะป้องกันตัวที่เน้นเทคนิคมากกว่ากำลัง ถูกถ่ายทอดออกมาได้สวยงาม ตัดกับความบ้าเลือดของซากุระได้อย่างลงตัว เคมีระหว่างซากุระ (ร้อน) กับสุโอ (เย็น) คือส่วนผสมที่กลมกล่อมที่สุดของเรื่อง
ตัวร้ายที่มีมิติ แม้หนังจะเน้นฝั่งพระเอก แต่ตัวร้ายในภาคนี้ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาให้แบนราบ การแสดงของฝั่งตรงข้ามสื่อถึงความกดดันและความเชื่อที่ผิดเพี้ยนได้น่ากลัว การปะทะกันทางอารมณ์ระหว่างหัวหน้าแก๊งทั้งสองฝั่งในช่วงท้าย คือ Masterclass ของการแสดงอารมณ์ทางสีหน้า (Facial Expression) ที่ไม่ต้องพูดเยอะ แต่รู้ว่าใคร “เหนือกว่า” ทางจิตวิญญาณ
บทสรุป มากกว่าหนังต่อยตี คือบันทึกการเติบโตของวัยรุ่น
โดยสรุปแล้ว นักเลงผู้พิทักษ์ (Wind Breaker 2026) ไม่ใช่หนังที่ขายแค่ความมันส์ระดับ 5 ดาว แต่มันคือหนัง Coming-of-age ที่สวมเสื้อคลุมของหนังแอ็คชั่น มันคือจดหมายรักถึงวัยรุ่นทุกคนที่รู้สึกว่าตัวเอง “แปลกแยก” หรือ “ไม่มีที่ยืน”
หนังเรื่องนี้บอกเราว่า ไม่ว่าคุณจะดูแตกต่างแค่ไหน ไม่ว่าอดีตคุณจะถูกปฏิเสธมาอย่างไร “มันจะมีที่ไหนสักที่ที่ยอมรับคุณในแบบที่คุณเป็น” และเมื่อคุณเจอที่แห่งนั้นแล้ว พลังที่แท้จริงของคุณจะตื่นขึ้น ไม่ใช่เพื่อทำลายล้าง แต่เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญนั้นไว้
คะแนนความน่าสนใจ
- เนื้อเรื่อง 9/10 (กระชับ ลึกซึ้ง กินใจกว่าที่คิด)
- งานภาพ 8.5/10 (สวยงาม มีสไตล์ คิวบู๊สมจริง)
- การแสดง 9.5/10 (โคชิ มิซุคามิ คือซากุระ ฮารุกะ ที่สมบูรณ์แบบ)
คำเตือนสุดท้าย อย่าลืมเตรียมทิชชู่ไปด้วย เพราะในระหว่างที่คุณกำลังลุ้นกับฉากเตะต่อย คุณอาจจะเผลอน้ำตาซึมให้กับมิตรภาพของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว… แล้วคุณจะเดินออกจากโรงพร้อมกับความรู้สึกที่อยากจะ “ปกป้อง” อะไรสักอย่าง เหมือนกับพวกเขาครับ

ใครที่ยังลังเล ผมบอกเลยว่า “ห้ามพลาด” นี่คือมาตรฐานใหม่ของหนัง Live Action จากมังงะในปี 2026 อย่างแท้จริง!
อิงจากข้อมูลภาพยนตร์ ” นักเลงผู้พิทักษ์ (Wind Breaker 2026)“ ที่เราพูดถึงกัน นี่คือประวัติย่อของทีมนักแสดงหลัก (Main Cast) ที่มารับบทนำในเวอร์ชัน Live Action นี้ครับ
ทีมนักแสดงชุดนี้ถือเป็น “Young Blood” (เลือดใหม่) ของวงการบันเทิงญี่ปุ่นที่กำลังมาแรงมาก ซึ่งผู้กำกับตั้งใจเลือกมาเพื่อถ่ายทอดพลังของวัยรุ่นโดยเฉพาะครับ
1. โคชิ มิซุคามิ (Koshi Mizukami) รับบท ซากุระ ฮารุกะ
(พระเอกผมสองสี ผู้โดดเดี่ยวแต่แข็งแกร่ง)
- ประวัติโดยย่อ
- เกิดปี 2000 โคชิเป็นนักแสดงดาวรุ่งที่ได้รับการยอมรับเรื่องฝีมือการแสดงที่ “น้อยแต่มาก” เขาแจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างจากซีรีส์ Chugakusei Nikki (2018) ในบทเด็กนักเรียนมัธยมที่ตกหลุมรักครู ซึ่งบทนั้นส่งให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และยังมีผลงานเด่นใน MIU404 และ Dr. White
- สไตล์การแสดง
- โคชิมีจุดเด่นที่ “สายตา” เขาสามารถทำตาดุร้ายแบบสัตว์ป่า แต่แฝงความเศร้าสร้อยไว้ข้างในได้ดีมาก ซึ่งตรงเป๊ะกับคาแรคเตอร์ของ “ซากุระ” ที่ภายนอกดูก้าวร้าวเพื่อปกป้องตัวเอง แต่ข้างในเปราะบาง
- ในเรื่องนี้ เขาต้องย้อมผมครึ่งดำครึ่งขาวและใส่คอนแทคเลนส์สองสี (Heterochromia) ซึ่งแฟนๆ ต่างชมว่าลุคนี้ของเขาดูเท่และเหมือนหลุดออกมาจากมังงะจริงๆ
2. ทาอิเซย์ คิโดะ (Taisei Kido) รับบท สุโอ ฮายาโตะ
(รองหัวหน้าห้องปี 1 ผู้สุขุมและลึกลับ)
- ประวัติโดยย่อ
- เกิดปี 1996 ทาอิเซย์โด่งดังไปทั่วโลกจากบท “นามิกิ ยาเอะ (วัยรุ่น)” ในซีรีส์ Netflix เรื่องดัง First Love (2022) รอยยิ้มที่มีเสน่ห์และการแสดงที่เป็นธรรมชาติทำให้เขาเป็นขวัญใจสาวๆ ทั่วเอเชีย
- สไตล์การแสดง
- เขาถนัดบทที่ต้องใช้เสน่ห์เฉพาะตัว (Charisma) และความนิ่ง ในเรื่องนี้เขาพลิกบทบาทจากหนุ่มสดใส มารับบท “สุโอ” จอมวางแผนผู้ใช้วิชาต่อสู้แบบกังฟู ซึ่งต้องเน้นท่วงท่าที่สวยงามและเยือกเย็น
- ในเรื่องนี้ ทาอิเซย์ต้องสวมชุดสไตล์จีนประยุกต์และปิดตาหนึ่งข้าง (ในบางฉาก) เคมีระหว่างเขากับโคชิ (ซากุระ) คือจุดขายสำคัญ เพราะเป็นคู่หูที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว (ร้อนกับเย็น)
3. เคอิโตะ ทัสนะ (Keito Tsuna) รับบท อุเมมิยะ ฮาจิเมะ
(ประธานกลุ่มโบฟูริน ผู้แข็งแกร่งที่สุดและใจดีที่สุด)
- ประวัติโดยย่อ
- เกิดปี 1998 เคอิโตะเป็นนักแสดงที่มีพลังงานเหลือล้น เคยชนะการประกวด JUNON Super Boy Contest และเป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ในซีรีส์ 8LOOM (I Will Be Your Bloom) รวมถึงบทเพื่อนพระเอกสุดฮาในซีรีส์ Silent
- สไตล์การแสดง
- เขามีความสามารถพิเศษในการดึงบรรยากาศให้สดใส (Mood Maker) เหมาะกับบท “อุเมมิยะ” ที่เป็นพี่ใหญ่ใจดี รักการปลูกผัก แต่เวลาเอาจริงจะน่าเกรงขามจนขนลุก เคอิโตะถ่ายทอดความ “บ้าบอที่พึ่งพาได้” ออกมาได้สมบูรณ์แบบ
- ในเรื่องนี้ เขาต้องฟิตหุ่นให้หนาขึ้นเพื่อรับบทผู้นำสูงสุดของโรงเรียนฟูริน และเป็นคนเดียวที่ซากุระยอมเปิดใจให้ความเคารพ
4. ริกะโกะ ยางิ (Rikako Yagi) รับบท ทาจิบานะ โคโตฮะ
(นางเอก/เจ้าของร้านคาเฟ่ ผู้คอยเตือนสติหนุ่มๆ)
- ประวัติโดยย่อ
- เกิดปี 2001 ริกะโกะเป็นนางแบบและนักแสดงที่มีภาพลักษณ์ “รักแรก” (เธอเล่นคู่กับทาอิเซย์ใน First Love ด้วย) เธอมีใบหน้าที่สวยเก๋และดูฉลาด
- สไตล์การแสดง
- เธอมีความเป็นธรรมชาติสูง เหมาะกับบท “พี่สาว” หรือเพื่อนหญิงที่เข้มแข็ง โคโตฮะในเรื่องไม่ใช่สาวอ่อนแอที่รอให้ใครมาช่วย แต่เป็นคนที่กล้าดุพวกนักเลงฟูริน ซึ่งริกะโกะเล่นได้น่ารักและน่าเกรงใจในเวลาเดียวกัน
- ในเรื่องนี้ เธอเปรียบเสมือน “บ้าน” ของซากุระ เป็นคนที่คอยทำข้าวให้กินและคอยทำแผลให้ บทบาทของเธอช่วยเบรกความดุเดือดของหนังให้มีความละมุนขึ้น
สรุปภาพรวมนักแสดง
การคัดเลือกนักแสดงชุดนี้ถือว่า “เคมีลงตัว” (Perfect Chemistry) มากครับ เพราะได้ โคชิ ที่ดูเก็บกด มาเจอกับ ทาอิเซย์ ที่ดูคูล และ เคอิโตะ ที่ดูสดใสบ้าพลัง ทำให้แก๊ง “โบฟูริน” ในเวอร์ชันคนแสดงปี 2026 นี้ มีชีวิตชีวาและน่าจดจำไม่แพ้เวอร์ชันอนิเมะเลยครับ! movieseries